phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 02 November 2011 00:00

น้ำท่วม บททดสอบสังคมไทย

Rate this item
(0 votes)

     @ น้ำใจยิ่งใหญ่กว่าน้ำท่วม  เราได้เห็นความช่วยเหลือที่มาจากสารทิศ ระดมไปสู่ผู้ประสบอุทกภัย ทั้งแรงงาน แรงกาย ข้าวของ เงินทอง ข้าวปลา อาหาร น้ำดื่ม หยูกยา มาจากในประเทศ ต่างประเทศ เอเชีย ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย 

     ได้เห็นคนญี่ปุ่นตอบแทนน้ำใจคนไทยที่ได้ช่วยพวกเขายามประสบภัยสึนามิ วันนี้พวกเขาส่งกำลังใจ ส่งความช่วยเหลือมาให้ แค่ฟังเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อส่งแรงใจมา พร้อมกับภาพสึนามิ ภาพคนไทยที่ระดมทุน ระดมของบริจาคเพื่อส่งไปญี่ปุ่นครานั้น และวันนี้มีภาพคนญี่ปุ่นมากมายถือป้ายคำพูดซึ้งๆ “คนไทย สู้ สู้” และอื่นๆ  เรานั่งดูยังน้ำตาซึม นี่คือน้ำใจที่ไร้เขตกั้น หัวใจที่ไร้พรมแดน  

     @ พลังสร้างสรรค์ยามวิกฤต ภาษาฝรั่งบอกว่า “Necessity creates ingenuity” แปลว่า ความจำเป็นทำให้เกิดการสร้างสรรค์ ได้เห็นภาพทางอินเทอร์เน็ต ทางสื่อมวลชนแล้วอดทึ่งและและอดขำไม่ได้ อย่างการยกล้อจักรยานยนต์ ตุ๊กตุ๊กหนีน้ำ การเอาปิกอัพลากสกี้น้ำที่ทำเองที่มีลูกสาวยืนและจับอย่างนักกีฬา 

     การทำแพด้วยขวดพลาสติกใช้แล้ว เอามาผูกติดกันเป็นร้อยเป็นพันขวด หรือใช้แกลลอนแทนขวดก็ได้  จักรยานสะเทินน้ำสะเทินบก  การทำถุงพลาสติกคลุมรถกันน้ำเข้าหลายรูปแบบ  การเอาโฟมมาทำแพให้รถลอยน้ำ การทำบ้านลอยน้ำด้วยโฟม แถมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ มีไฟฟ้าใช้ได้อย่างสะดวกอีกต่างหาก และอื่นๆ อีกมากมายอย่างคาดไม่ถึง

 

     คนไทยมีอารมณ์ขันได้แม้ในยามคับขัน บางบ้านก่อกำแพงกั้นหน้าบ้านสูงเพียงเอว  เขียนเครื่องหมายจราจรวงกลมขีดขวางไว้ที่กำแพงนั้น พร้อมด้วยคำเท่ๆ ว่า “ห้ามน้ำเข้า” ภาพคนที่ลอยคอพร้อมกับสุนัข ลากจูงลูกน้อยที่นั่งนอนมาในกะละมังขนาดเขื่อง และการดัดแปลงวัสดุต่างๆ มาใช้ต่างเรือ

     @ เรียนรู้จากวิกฤต ในยามลำบากแสนสาหัส ผู้คนได้เรียนรู้จุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง ของธรรมชาติ ของสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ อย่างกระสอบทรายที่ใช้อุดและกั้นน้ำ ก็รู้กันว่าไม่ได้ทนทานเป็นเดือนๆ อาจอยู่ได้ไม่กี่อาทิตย์ 

     การปิดกั้นน้ำโดยใช้กำแพง ถ้าน้ำมาแรงและเร็วและเกิดพังลงมาก็จะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงกว่าการปล่อยให้ค่อยๆ ไหลไปตามธรรมชาติ  รวมทั้งได้เรียนรู้ว่า น้ำไม่ได้มาบนดินอย่างเดียว แต่มาตามท่อระบายน้ำได้ด้วย ไม่ได้มาตรงๆ แต่ไปแล้วยังกลับมาตลบหลังได้อีก

     บทเรียนบางบทก็แพงมาก คนตายเพราะถูกไฟดูดเป็นจำนวนมาก เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้ชำนาญการบอกทางทีวีว่า ไฟรั่วเกิดได้หลายทางหลายแบบ ไม่ได้มาตรงๆ กับน้ำที่ท่วมปลั๊กอย่างเดียว แต่อาจมากับผนังที่เปียกชื้น 

     นอกนั้น สารพัดโรคที่มากับน้ำ อันตรายมากกว่าที่เข้าใจ แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ได้มีให้เข้าถึงโดยง่าย โชคดีก็เปิดไปเจอในรายการข่าวบ้าง รายการสนทนากับผู้รู้บ้าง ซึ่งก็ไม่มีใครนั่งเฝ้าหน้าจอทีวีทั้งวัน มีร้อยแปดวิธีสื่อสารกับผู้คน เพื่อให้เตรียมตัวและป้องกันตนเอง แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ทำตรงนี้เท่าที่ควร ชาวบ้านจึงต้องเผชิญอันตรายร้อยแปดที่มากับน้ำตามลำพัง 

     เราได้บทเรียนว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นที่ทำนา น้ำมาก็ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ลงทะเล ท่วมกันทุกปี มากบ้างน้อยบ้าง ชาวบ้านอยู่กับน้ำตลอดมา ไม่มีปัญหาอะไร การเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเป็นอุตสาหกรรม เป็นที่อยู่อาศัย ไปขวางทางน้ำ ก็เกิดปัญหา และหนักหนาสาหัสเพราะคาดไม่ถึงว่าน้ำจะมามากขนาดนี้ นับเป็นบทเรียนที่สำคัญเพื่อการวางแผนการป้องกันปัญหาระยะยาว ถ้าหากยังอยากอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป 

     @ “ความเดือดร้อนของประชาชนนับเป็นเงินไม่ได้” (พระราชดำรัสตอนวิกฤตน้ำท่วม 2538) เป็นความทุกข์ที่สาหัสสากรรจ์แบบประมาณมิได้ หลายคนสูญเสียทุกอย่าง ขนข้าวของออกจากบ้านไม่ทัน ไม่มีการแจ้งเตือน หรือแจ้งข่าวผิดๆ ว่าน้ำจะไม่มา หรือจะมาช้า  บางคนทำสวน ทำธุรกิจต้นไม้ กล้วยไม้ และวิสาหกิจขนาดเล็ก ไม่มีอะไรเหลือ กอบกู้ไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ คนจำนวนมากรับจ้างรายวัน ขายของ ก็ขาดรายได้ ไม่มีเงินซื้อข้าวปลาอาหารจุนเจือครอบครัว ต้องอาศัยถุงยังชีพ ซึ่งก็ไม่สามารถแจกกันได้ทุกมื้อทุกวัน 

     คนที่ลำบากมากที่สุด คือ คนป่วย คนพิการ คนชรา หญิงมีครรภ์ แม่ลูกอ่อน เด็กเล็ก หลายคนล้มเจ็บ ส่วนหนึ่งเพราะเครียดมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อติดหวัดได้ง่าย บางคนสำลักน้ำท่วมที่สกปรก ติดเชื้อ เชื้อขึ้นสมอง กลายเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนิทราไปก็มี  

     ที่เสียชีวิตไปก็หลายร้อยคนแล้ว ส่วนใหญ่ถูกไฟดูด บางคนเป็นกำลังสำคัญให้ครอบครัว ทำให้ภรรยา ลูกๆ ต้องต่อสู้หรืออยู่กับน้ำตามลำพัง นิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งถูกน้ำท่วม คนงานหลายแสนคนต้องหยุดงาน ลอยคอแล้วอาจจะต้องลอยแพ ไม่ทราบว่านายจ้างจะจ่ายเงินค่าจ้างหรือไม่ เท่าใด กี่เดือนจนกว่าน้ำจะลด แล้วโรงงานจะรับใหม่ได้อีกเท่าไร เป็นความทุกข์ทั้งวันนี้ที่ไม่ได้ทำงาน ไม่มีเงินใช้จ่าย และไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร 

     @ บ้านคือวิมานของเรา  เพราะน้ำท่วม คนจำนวนมากต้องออกจากบ้าน ไปอยู่ในที่พักพิงผู้ประสบภัย ซึ่งก็คือ  “ค่ายอพยพ” แบบหนึ่งนั่นเอง แม้ชั่วคราวก็เป็นทุกข์ เพราะไม่มีที่ไหนเป็นสุขเท่าที่บ้าน การจากบ้าน ทิ้งบ้าน จึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่อยากไป ทำให้เข้าใจว่าทำไมหลายคนยอมทนลำบาก ยืนหยัดอยู่บ้านแม้ไม่มีน้ำไม่มีไฟก็ไม่ยอมไปไหน ทีมผู้ช่วยเหลือไหว้วอนให้ออกยังไงก็ไม่ยอม ขอตายที่บ้าน 

     ขณะที่คนอยุธยาครอบครัวหนึ่งหนีน้ำไปสร้างบ้านบนต้นมะม่วง อยู่บนนั้นมาสองสามอาทิตย์ ย้ายมาสี่ครั้งแล้ว ไม่ทราบว่าย้ายโดยการยกระดับบนต้นไม้หรือว่าย้ายจากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง หรือย้ายจากบ้านขึ้นต้นไม้ ข่าวไม่ได้บอก เห็นแล้วคิดถึงหนังเรื่อง “Water World” (โลกน้ำ) ของเควิน คอสเนอร์ 

     @ กิจกรรมยามน้ำท่วม  การจัดการชีวิต จัดการเวลาในยามวิกฤตยามน้ำท่วม เป็นอะไรที่ลำบากยากเย็นอย่างยิ่ง เพราะที่สำคัญไม่ใช่ไม่มีเวลา แต่มีมากเกินไป ทำอะไรไม่ค่อยได้เพราะไม่มีสมาธิ มีแต่ความห่วงกังวล ห่วงครอบครัว ห่วงบ้าน ห่วงทรัพย์สิน ห่วงหมา ห่วงแมว ห่วงญาติพี่น้อง ห่วงการห่วงงาน ต้องคอยติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลา และข่าวสารก็สับสนอีกต่างหาก ยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก เพราะไม่รู้ว่าน้ำจะมาเมื่อไร มากแค่ไหน มาแล้วและท่วมแล้วจะอยู่นานหรือไม่ จะไปทางไหน 

     คนที่ทำใจได้บ้าง ทำสมาธิได้บ้าง ปลงได้ ก็มีใจไปตกปลา หาเครื่องมือไปดักปลา ทอดแห วางตาข่าย ได้ปลามาเป็นอาหาร ลดค่าใช้จ่าย ได้โปรตีน จะได้ไม่ต้องกินแต่บะหมี่ แป้ง คาร์โบไฮเดรต อย่างคนอยุธยาที่อยู่บนต้นไม้ คงไม่ได้นั่งๆ นอนๆ อยู่บนบ้านต้นไม้ทั้งวัน คงลงไปจับปลา และได้ปลาจำนวนไม่น้อย เหลือกินยังผูกไว้ ใต้ต้นไม้เหมือนวัวควาย เป็นภาพที่หาดูได้ยากจริงๆ  

     คนจำนวนหนึ่งก็อาจจะทำงานที่บ้านผ่านอินเทอร์เน็ต โทรสาร โทรศัพท์ ปิดทีวีให้ได้หายใจหายคอและพักสมอง พักใจให้คลายเครียดบ้าง พอมีสมาธิอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนประเด็น ไม่หมกมุ่นจนกลายเป็นโรคประสาทชนิดใหม่ประเภท “วารีวินาศ”   

     ส่วนคนที่แม้บ้านตนเองน้ำท่วมหรืออยู่ในจุดเสี่ยงสุดๆ แต่ยังมีเวลามีใจให้กับส่วนรวม เป็นสุดยอดจิตอาสาโดยแท้ คนเหล่านี้ต้องยกย่องให้เป็นวีรชน คนที่สังคมต้องการมากๆ ให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นให้เต็มแผ่นดิน 

     สังคมจะรอดและปลอดภัยในที่สุดก็เพราะคนเหล่านี้เป็นสำคัญ พวกเขาคือคนทำงานจริง ลงมือลงแรงทำคันกั้นน้ำ ซ่อมที่แตกที่พัง ไปช่วยเหลือคนที่ยากลำบาก ช่วยอพยพผู้คนออกจากบ้าน ไปทำอาหาร แจกอาหาร ดูแลคนป่วย คนพิการ ไประดมทุน ระดมสิ่งของ โดยมิได้เรียกร้องค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์อันใด 

     @ คนทำงานจริง คนที่ได้รับคำชื่นชมมากที่สุด คือ ทหาร ทีทำงานอย่างเงียบๆ แบบปิดทองหลังพระ แต่สาธารณชนก็เห็นผลงาน ทหารใช้คน ใช้รถ ใช้เครื่องมือต่างๆ ที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ถูกน้ำท่วม ช่วยกั้นน้ำ ระบายน้ำ ซ่อมแซมที่เสียหาย ช่วยขนคนออกจากพื้นที่น้ำท่วม เช่นเดียวกับอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ทั้งจากส่วนกลางและในท้องถิ่น 

     สื่อมวลชนก็เป็นส่วนหนึ่งของการให้ข้อมูลข่าวสาร แม้ว่าจะสับสนวุ่นวายในการเสนอข่าว โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ แต่ก็ค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัว รู้จักใช้แผนที่ รู้จักเชิญผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ มาให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน ไม่คิดเอาเองสรุปเอาเองอย่างที่ชอบทำในยามปกติ แม้จะมีการสร้างดราม่า หรือนำเสนอแต่เรื่องราวเศร้าๆ และทุกข์แบบเรียกน้ำตาคนดูอยู่ไม่น้อย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริง สะท้อนความทุกข์อันแสนสาหัสที่เกิดขึ้น ในชีวิตจริงของอีกหลายคนอาจสาหัสกว่านั้น 

     แต่สื่อมวลชนเองก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องน้ำท่วมเป็นจุดๆ เป็นส่วนๆ แบบ “แยกส่วน” เพราะมองสังคมแบบกลไกมากกว่าเป็นองค์รวม ไม่สามารถมองแบบเชื่อมโยง การแก้ไขปัญหาที่มาจากการมองแบบนี้จึงไม่ใช่การแก้ไขแบบบูรณาการ คำที่ชอบใช้กันมาก แต่ใช้ผิดๆ เพราะในทางปฏิบัติก็ยังทำกันแบบแยกส่วน แบบกลไก ไม่ประสาน ไม่เชื่อมโยง ไม่ผนึกพลัง จึงไม่เกิดพลังทวีคูณ อาจเป็นได้แค่พลังบวกเท่านั้น 

     คนทำงานจริงที่เป็นจิตอาสา ทั้งในชุมชนในพื้นที่ของตนเอง หรือมาจากที่อื่นเป็นคนที่ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ พวกเขาทำด้วยความเสียสละ ด้วยความจริงใจ ไม่ได้เห็นแก่หน้า เห็นแก่ผลประโยชน์ใดๆ อยากช่วยคนที่กำลังทุกข์ร้อนจริงๆ คนเหล่านี้บางกลุ่มมาจากต่างจังหวัด ต่างพื้นที่ ต่างเขต เดินทางมาเพื่อช่วยเหลือคนในศูนย์พักพิงผู้ประสบภัยบ้าง ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมโดยตรงบ้าง 

     @ จิตอาสากับการจัดการ คนไทยไม่ทิ้งกัน อันนี้เป็นความจริง คนไทยส่วนใหญ่อยากช่วยคนที่ยากลำบาก แต่ส่วนหนึ่งไม่รู้จะช่วยอย่างไร ส่วนหนึ่งก็ไม่ไว้ใจหน่วยงานที่เป็นสื่อกลางว่าจะผ่านความช่วยเหลือไปให้คนที่ลำบากจริงหรือไม่ หรือหล่นหายไปตามทาง หรืออย่างที่เห็นทางสื่อ คือ ทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่มีการบริหารจัดการที่ดี ทำให้ข้าวของที่คนให้เสียหาย  

     คนส่วนใหญ่ไม่ไว้ใจนักการเมือง ไม่ไว้ใจหน่วยงานราชการ หน่วยงานที่จัดตั้งเพื่อการแก้ไขปัญหา หน่วยงานที่เป็นแกนกลางในการส่งต่อความช่วยเหลือ คนส่วนหนึ่งจึงลังเลที่จะบริจาค และที่สำคัญ ส่วนใหญ่ที่อยากไปช่วยก็ไม่ไป เพราะไม่มีการจัดการให้รู้สึกว่า ไปแล้วจะได้ทำอะไรที่มีประโยชน์จริง

     คนไทยอยากช่วยคนอื่น แต่ถ้าหากไม่มีระบบการจัดการที่ดี น้ำใจก็ถูกสะกัดกั้นเหมือนน้ำทุ่ง ไม่ไหลไปสู่ที่ต่ำได้  ลองคิดดูว่า คนเจ็บ คนพิการ บ้านที่ถูกน้ำท่วมจำนวนมากไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ มานานนับสัปดาห์ หรือเป็นเดือนก็มี ทั้งๆ ที่มีผู้คนจิตอาสาจำนวนมากทั่วประเทศ 

     @ ความไร้ประสิทธิภาพของกลไก  น้ำท่วมเป็นสัปดาห์เป็นเดือน อบต. ทำอะไร เทศบาลทำอะไร อบจ. ทำอะไร ทำไมไม่ระดมพลัง ตั้งศูนย์บรรเทาทุกข์ แจกหมายเลขโทร. ให้คนแจ้งปัญหา ไปขอความช่วยเหลือที่ใกล้บ้านตนเองมากที่สุด 

     อย่าบอกว่า อบต. เทศบาลเองก็ท่วมเหมือนกัน ถึงอย่างไรก็เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของคุณ ไม่มีข้ออ้าง มีแต่ข้อแก้ตัวเท่านั้น ส่วนใหญ่เอาแต่นั่งรอในที่ทำงาน คนโทร.ไปก็รับบ้างไม่รับบ้าง ยกเว้นที่กำลังจะมีการเลือกตั้งก็เอาใจชาวบ้านหน่อย ส่วนใหญ่แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน 

     เขตต่างๆ ในกรุงเทพฯ ในปริมณฑลทำอะไรอยู่ ทำไมไม่ตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาเฉพาะกิจในพื้นที่น้ำท่วมโดยตรง ตั้งเต้นท์ ตั้งศูนย์ในสถานที่ใกล้น้ำท่วม ให้คนวิ่งไปขอความช่วยเหลือได้โดยเร็ว ไม่ใช่ให้หมายเลขกลาง call center แล้วให้โทร.ไปแจ้ง คนเป็นแสนๆ โทร.ไปจนสายไหม้ กี่คนจะได้รับความช่วยเหลือ คิดแบบรวมศูนย์ ทำแบบรวมศูนย์ รวมอำนาจ ก็เป็นเช่นนี้  

     ตัวอย่างชัดเจน คือ ศปภ. ซึ่งเพราะไร้ประสิทธิภาพจึงถูกตั้งฉายานามอย่างเจ็บแสบต่างๆ นานา เพราะข้อมูล การสื่อสารที่ขาดความน่าเชื่อถือ บอกอะไรมาก็เกิดตรงกันข้ามทุกที จึงกลายเป็น “ศูนย์ปกปิด หรือศูนย์ป่วนข้อมูลก่อให้เกิดภัยพิบัติ” ที่น่าเกลียดน่ากลัวที่สุดเห็นจะเป็น “ศูนย์เปรตและภูตผี” เพราะมีนักการเมืองที่เป็นข่าวว่ามีสองมาตรฐาน จัดข้าวของไปช่วยพวกตนเอง เอาถุงมีชื่อตนเองไปสวม เอารถมีชื่อสส.ไปส่ง 

     ศปภ. ควรเป็นที่บัญชาการ ที่กำหนดนโยบาย แต่กลายเป็นที่มั่วสุมของนักการเมืองหน้าใหม่ หน้าเก่า แนวทางแก้ไขปัญหาที่ออกมาจึงมั่วไปหมดเช่นเดียวกัน แทนที่จะเป็นที่รวมพลคนเก่ง ผู้รู้ คนที่จะช่วยให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้บริหารที่มีความรู้ความเข้าใจได้กำหนดนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง 

     ส่วนการช่วยเหลือนั้นควรต้องมีการจัดการแบบอื่น ไม่ใช่เอาไปรวมเอาไปกองที่ ศปภ. คงเป็นเพราะความเคยชินกับการบริหารแบบสั่งการ (top-down)เอาหน่วยงานเป็นศูนย์ (self centred) ไม่ได้เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง (people centred) จึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะเอาเรื่องนโยบายและการปฏิบัติไปรวมไว้ในที่เดียวกัน ถึงได้เละเทะอย่างที่เห็น นโยบายก็แย่ บริหารจัดการก็ห่วยแบบช่วยอะไรไม่ได้ 

     คิดได้อย่างไรว่าศูนย์เพียงศูนย์เดียวจะช่วยเหลือผู้คนนับล้านที่ถูกน้ำท่วม ถนนหนทาง บ้านเรือน โรงงานที่ท่วมแล้วและกำลังจะท่วม เอาทุกอย่างมารวมไว้ที่เดียว ทุกคนวิ่งมาขอความช่วยเหลือที่นี่ โดยไม่เคยกระจายอำนาจ กระจายความรับผิดชอบ กระจายบทบาทหน้าที่ให้หน่วยงานองค์กรต่างๆ ในพื้นที่ กระจายให้องค์กรชุมชนรับผิดชอบไปทำในพื้นที่ของตนเอง เอาแต่สั่ง เอาแต่ขอร้อง แล้วใครจะฟังใครจะเชื่อ  

     น้ำท่วมพิสูจน์แล้วว่า “การมีส่วนร่วมของชุมชน” เป็นเพียงคำพูดหรูๆ ไม่ได้เชื่อเช่นนั้นจริง จึงไม่ได้ปฏิบัติเช่นนั้น 

     @ การจัดการแบบผนึกพลัง (synergy) การบริหารจัดการที่ไม่มีประเสิทธิภาพ ทำให้ผู้คนต้องพึ่งตนเอง ช่วยตัวเองแทบทุกอย่าง เพราะหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยก็ดี ทหารก็ดี ก็มีแค่นั้น ไปเรียกร้องมากกว่านั้นก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่จิตอาสา หรือคนที่อยากช่วยมีเต็มไปหมด ไม่เพียงแต่ในกรุงเทพฯ แต่ทั่วประเทศ 

     แปลกใจว่า ทำไมศปภ.ต้องประกาศให้อับอายตั้งแต่วันแรกๆ ว่าขอบริจาคเครื่องสูบน้ำ ทั่งๆ ที่หน่วยงานราชการในกทม. ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ มีเครื่องสูบน้ำเต็มไปหมด  บริษัทเอกชนที่รับเหมาก่อสร้างถนนหนทาง และรับงานของราชการไปทำเป็นพันเป็นหมื่นล้าน มีรถมีเครื่องมือ ขอร้องให้ระดมเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วยกันบ้างไม่ได้หรือ  

     ทำไมต้องสั่งซื้อน้ำ ซื้อไข่ ซื้ออาหารจากต่างประเทศ ใครได้ประโยชน์ ทำไมไม่ระดมบริษัทยักษ์ใหญ่ยักษ์เล็กให้ช่วยกันดูแลตรงนี้ ให้มีการผลิตน้ำผลิตอาหารเพิ่มขึ้นในทุกจังหวัดที่ไม่มีน้ำท่วม แล้วส่งมากรุงเทพฯ ไหนบอกว่า เราเป็นครัวของโลก ครัวไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่เป็นประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งกว้างใหญ่ไพศาล เราโชคดีที่มีแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ แต่โชคร้ายที่ขาดการบริหารจัดการที่ดี 

     มีมหาวิทยาลัยกว่า 150 แห่งทั่วประเทศที่น้ำไม่ท่วม ที่มีศักยภาพมากกว่าเป็นแค่ที่พักพิงผู้ประสบภัย มีคนมีความรู้ มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือนานาชนิด ให้คิด ให้ประดิษฐ ให้ผลิตข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น ให้นักศึกษาหลายแสนคนระดมพลังเป็นอาสาสมัคร หรือว่ารอให้รัฐมนตรีศึกษาสั่งถึงจะคิดออกว่าควรทำอะไรเพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติครั้งนี้ สั่งให้มหาวิทยาลัยจับคู่ลงไปดูแลฟื้นฟูนิคมอุตสนาหกรรม ก็ไม่รู้ว่า เขาจะฟังหรือด่าลับหลังมากกว่า  

     มีอบต.เทศบาลกว่า 8,000 แห่ง มีหน่วยงานร้อยแปดพันเก้าประเภทมากมายเต็มแผ่นดิน มีภาคธุรกิจอีกนับหมื่นนับแสน มีคนในองค์กร ในหน่วยงานเหล่านี้ที่พร้อมที่จะช่วยเหลิอ แต่ขาดการประสานงาน ขาดการจัดการที่ดี กว่า 60 จังหวัดไม่มีน้ำท่วม จึงไม่ได้ระดมสรรพกำลังมาช่วยกรุงเทพฯ 

     น้ำดื่มก็ดี อาหารก็ดี เรือก็ดี ส้วมก็ดี เครื่องใช้ที่จำเป็นต่างๆ ก็ดี ถ้าหากมีการจัดการที่ดี ความช่วยเหลือเหล่านี้จะต้องมามากกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน ที่ผ่านมาก็มีไม่น้อย โดยคิดเอง ทำเอง ไม่ได้มีใครไปชวนไปประสาน 

     ถ้ามีการจัดการ การประสานที่ดี ที่กรุงเทพฯ ก็จัดให้จังหวัดต่างๆ ที่อยากมาช่วยให้ มี “ที่ลงของ” ที่มั่นใจว่าจะไม่ถูกยักยอกเอาไปใช้ส่วนตัวหรือหาเสียง มีการจัดการแบ่งกลุ่ม แบ่งเขต แบ่งแขวง แบ่งถนนให้ช่วยกันดูแล จังหวัดไหนดูแลที่ไหน อย่างไร อย่าให้ขาดแคลนน้ำ อาหาร เรือ เครื่องยังชีพต่างๆ ตั้งศูนย์ในพื้นที่นั้นๆ เขตนั้นๆ ให้ความช่วยเหลือไปถึงโดยเร็วที่สุด และมีการจัดการโดยตรง ไม่ต้องผ่าน ศปภ. 

     สถานที่ให้ความช่วยเหลือโดยตรงหรือประสานการช่วยเหลือจากที่ต่างๆ ที่เป็นศูนย์ย่อยควรอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมโดยตรง ทำไมตอนเลือกตั้ง เรายังเอาหน่วยเลือกตั้งไปไว้ใกล้บ้านผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะอยากให้สะดวกสบาย มาเลือกตั้งโดยง่าย แต่พอเรื่องคอขาดบาดตายอย่างน้ำท่วม ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน กลับเอาไปตั้งไว้จุดเดียวที่สนามบินดอนเมือง หรือมีเบอร์เดียวให้โทร. 

     เราจะได้อาสาสมัคร หรือคนที่มีจิตอาสาเป็นหมื่นเป็นแสนอย่างแน่นอน ความช่วยเหลือก็จะไม่ขาด น้ำ อาหาร และปัจจัยต่างๆ จะมีพร้อม จะไม่มีความโกลาหลจนจะกลายเป็นมิกสัญญีกลียุค จะไม่มีการซ้ำเติมผู้ประสบภัยอย่างที่เกิด ไม่มีค่าเรือเป็นพัน หรือพันห้าที่บ้าเลือดและขูดเลือดคนทีกำลังหนีน้ำ คนที่ต้องพาลูกที่ป่วยไปหาหมอ คนที่มีเงินติดกระเป๋าไม่กี่ร้อยบาท ต้องควักเกือบหมดเพื่อจ่ายค่าเรือเพียงเพื่อออกมาหาซื้อหาอาหารและน้ำดื่มเพื่อประทังชีวิต 

     การฉวยโอกาส การขูดรีด ขโมยโจร ปัญหาสารพัดที่เกิดมากับน้ำท่วมเพราะไม่มีการจัดการที่ดี รอแต่ตำรวจ รอแต่ราชการ รอแต่รัฐบาล นอกจากจะไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างที่ควรจะได้ ยังได้รับความยุ่งยากลำบาก การขูดรีดเอาเปรียบสารพัดรูปแบบอีกต่างหาก 

     @ปัญหาการเมืองและการบริหารจัดการ  แล้วกระทรวงมหาดไทยทำอะไร รัฐมนตรีทั้งหลายหายไปไหน ทำไมไม่ระดมพลังจากทุกจังหวัด ระดมงบประมาณที่มีอยู่ช่วยจัดการให้มีคน มีปัจจัยต่างๆ ที่จำเป็น เอางบเหล่านั้นมาสมทบสนับสนุนให้ความช่วยเหลือต่างๆ ที่มาจากประชาชนส่งตรงไปถึงผู้ประสบอุทกภัยตามจังหวัด ตามเขต อำเภอ ที่แบ่งกันไปช่วยเหลือ  ที่เห็นอยู่ ไม่ได้มีการจัดการอะไรเลย  คงคิดเอาเองว่า จิตอาสาแปลว่าใครอยากไปช่วยก็ไปตามใจคุณ 

     น้ำท่วมครั้งนี้ ตอนแรกๆ เห็นนักการเมืองเดินกันวุ่นที่ดอนเมือง เวียนกันออกทีวี พอสถานการณ์เริ่มคับขัน น้ำเริ่มเข้ากรุง ที่ประกาศว่า “เอาอยู่” ก็ไม่จริง นักการเมืองหายหัว ตัวใครตัวมัน  สะท้อนความล้มเหลวของภาวะผู้นำประเทศ 

     คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารที่ขาดความรู้ ความเข้าใจในสถานการณ์น้ำท่วม ขาดประสบการณ์ในการจัดการอุบัติภัยร้ายแรง ผิดพลาดในการบริหารจัดการน้ำ ขัดแย้งทางการเมือง ขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง ขัดแย้งผลประโยชน์ของนักการเมืองที่มีอำนาจในการสั่งการ ปกป้องผลประโยชขน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม (“จังหวัดผมไม่ให้น้ำผ่าน”)  

     หายนะครั้งนี้มาจากธรรมชาติก็จริง แต่มาจากปัญหาของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ว่านี้มากกว่า ที่นอกจากจะไม่แก้ปัญหา ยังซ้ำเติมและก่อปัญหาให้มากขึ้นไปอีก ความอ่อนหัดทางการเมืองและการบริหารจัดการทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่มีประสิทธิภาพ 

     ไม่ใช่เพราะขาดผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ แต่เพราะมีคนเหล่านี้มากเกินไปส่วนหนึ่ง นักการเมืองทั้งเก่าใหม่ต่างก็นำผู้รู้เข้ามาผสมโรง ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน สร้างความลังเลให้ “ผู้นำฝึกหัด” หรือ “มือใหม่หัดขับ” ไม่กล้าตัดสินใจ จนอะไรๆ ก็สายเกินไป สายเกินแก้  

     ฝรั่งบอกว่า Too many cooks spoil the soup พ่อครัวมากไปทำให้ซุปเสีย แต่ถ้าโรงแรมนั้นมีผู้จัดการทั่วไปเก่ง แม้ทำครัวไม่เป็น เขาก็สามารถสั่งการให้ครัวทำซุปอร่อยได้ โดยอาจจะเลือกพ่อครัวที่เก่งที่สุด หรือจัดการให้มีคณะทำครัวให้ตกลงกันให้ได้ เขาย่อมมีวิธีการบริหารจัดการที่ทำให้ได้ซุปและอาหารอร่อย 

     ไม่ใช่พออาหารไม่อร่อยก็เริ่มโทษกันไปโทษกันมา เหมือนกับที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ระหว่างรัฐบาลกับกทม. ระหว่างกทม.กับกรมชลประทาน เริ่มมีการหาแพะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ดูแลเขื่อนต้องรับผิดชอบเต็มๆ เพราะไม่ปล่อยน้ำจากเขื่อนที่ตนเองดูแล ทั้งๆ ที่ฝนตกมาก 

     จากสถิติที่นักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.ชินวัชร์ สุรัสวดี ได้วิเคราะห์ในบทความในมติชนเมื่อวันที่ ๑ พ.ย. ๒๕๕๔ ทำให้เห็นว่า น้ำมามากก็จริง แต่ความผิดพลาดอยู่ที่การปล่อยน้ำลงมาช้าเกินไป ทำให้น้ำไหลลงมาพร้อมกันทีเดียวมากเกินกว่าจะรับได้  

     ข้อมูลจากดาวเทียม และสถิติตัวเลข เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ยากจะปฏิเสธความรับผิดชอบครั้งนี้ เป็นข้อเขียนที่อ้างอิงข้อมูลได้อย่างยอดเยี่ยม ยากที่ใครจะเถียงหรือแก้ตัวถ้ามีข้อมูลแบบนี้ เรื่องนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่บริหารจัดการเขื่อนใหญ่ๆ ต้องรับไปเต็มๆ จะอ้างว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังก็ให้รีบบอกประชาชน 

     @สอบตก น้ำท่วมครั้งนี้ได้วัดว่า คนไทยสอบตกอย่างน้อย 4 วิชา คือ ภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และการบริหารจัดการภัยพิบัติ  ที่ตกต้องโทษสังคมที่ไม่ได้สนใจให้ความรู้เรื่องเหล่านี้ในโรงเรียน ในสถานศึกษาทุกระดับรวมทั้งมหาวิทยาลัย 

     คนไทยอ่านแผนที่ไม่เป็น ข่าวทางทีวีทุกช่องแทบไม่เคยให้เห็นแผนที่เลยในระยะสัปดาห์แรก ๆ แม้เมื่อน้ำเริ่มท่วมปทุมธานีก็ยังไม่มีแผนที่อะไรให้เห็น จนต่อมาเมื่อมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล เขาก็เริ่มเอาแผนที่มากางมาประกอบ จึงได้เห็น “ภาพ” ใหญ่ ภาพรวม ที่มาและที่ไปของน้ำ ถึงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรมากขึ้น 

     ภูมิศาสตร์เป็นวิชาที่ไม่ได้ว่าด้วยแผนที่อย่างเดียว แต่ว่าด้วยชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ความเป็นอยู่ การจัดการที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ การใช้พื้นที่ การจัดการดิน น้ำ ป่า ที่สาธารณะ ที่ส่วนบุคคล ที่สอนกันส่วนใหญ่บอกแต่ว่า อะไรอยู่ที่ไหน ทิศเหนือติดกับอะไร ทิศใต้ติดกับอะไร ในรายงานของนักศึกษามีสูตรสำเร็จให้เห็นแบบลอกกันมา โดยไม่เข้าใจความเชื่อมโยง หรือที่เรียกกันว่า “บริบท” ทางสังคม ที่เมื่อรวมกันแล้วกลายเป็น “ภูมิสังคม” ที่บูรณาการพื้นที่กับวิถีของชุมชน 

     น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้วิชาภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อย่างดียิ่ง ทำให้รู้ไม่เพียงแต่ว่ามีกี่เขต เขตอะไรอยู่ที่ไหน ยังรู้จักถนน คลอง ประตูน้ำ ยังได้รู้ว่าเมื่อน้ำมา มาจากไหน อย่างไร ไปไหน ทำไม ทำให้รู้จักคลองระพีพัฒน์ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวา คลองทวีวัฒนา คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ และอื่นๆ และได้รู้ประวัติความเป็นมาของคลองต่างๆ ระบบการระบายน้ำที่สร้างมาตั้งแต่ ร.4 ร.5 ที่แยกย่อยออกมาเป็นคลองแนวดิ่งตั้งแต่คลอง 1 ถึงคลอง 16 ตั้งแต่ดอนเมือง-รังสิตไปถึงองครักษ์ 

     เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำจากภาคเหนือลงมาถึงภาคกลาง มาถึงกรุงเทพฯ ว่ามาอย่างไร จำนวนเท่าไร ทำให้รู้ว่า ทำไมน้ำขังบางแห่งนาน ได้เรียนรู้ว่า ด้านตะวันตกและตะวันออกของกรุงเทพฯ เป็นที่ลุ่ม ที่ทำนา ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย “บาง” ทั้งหลายล้วนแต่เป็นที่ลุ่มที่ต่ำน้ำขัง 

     ทั้งบางบัวทอง บางใหญ่ บางกรวย บางเลน บางแค บางขุนเทียน บางบอน บางชัน บางคล้า บางน้ำเปรี้ยว บางบ่อ บางพลี บางปะกง บางเสาธง และที่โด่งดังที่สุดที่คนลืมไปแล้ว คือ “บางกอก” นั่นเอง รวมทั้ง “หนอง” ทั้งหลาย อย่างหนองจอก หนองเสือ ที่น่าหวาดเสียว คือ หนองงูเห่า แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นสุวรรณภูมิก็ไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่ 

     ได้เรียนรู้ระบบระบายน้ำของกทม. ที่เกิดปัญหาขัดแย้งกับชลประทาน กับรัฐบาล กับชุมชน ด้านหนึ่งก็อาจเป็นเรื่องการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งก็คงเป็นเรื่องทฤษฎีการจัดการน้ำที่แตกต่างกัน รวมทั้งแนวคิดในการกั้นกทม.ด้วยคันกั้นน้ำ ทำให้มี “ด้านใน” และ “ด้านนอก” คันกั้นน้ำ 

     ที่เห็นชัด คือ ที่เขตสายไหมและเขตคลองสามวา ที่เกิดปัญหาการจัดการน้ำที่ชาวบ้านนอกคันโดนน้ำท่วมมานาน ขณะที่ชุมชนด้านในไม่มีน้ำเลย ชาวบ้านเห็นว่าไม่ยุติธรรมที่โดนฝ่ายเดียว รัฐบาลเองก็อยากช่วยป้องกันนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ลาดกระบัง รวมทั้งสุวรรณภูมิ ก็มีเหตุผลด้วยกัน 

     ข้อสำคัญ การจัดการของรัฐบาลเองไม่ได้ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบยอมเสียสละ เพราะไม่มีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสม พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเรียกร้องให้เป็นผู้เสียสละอยู่ฝ่ายเดียว อีกด้านหนึ่งก็เพราะไม่ทราบว่า ถ้าหากไม่กั้นน้ำก็จะเกิดผลเสียหายใหญ่หลวงกับกรุงเทพฯ ชั้นใน โดยที่น้ำนอกคันกั้นน้ำก็อาจลดลงเพียงนิดเดียว 

     น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้ได้เรียนรู้ว่า พื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นที่ต่ำ บางเขตต่ำกว่าระดับน้ำทะเล หลายแห่งอยู่สูงกว่าแต่ไม่มากนัก เพียง 1-2 เมตรเท่านั้น การจะเอาวิธีแก้ปัญหาแบบเนเธอร์แลนด์มาใช้คงทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะสภาพการณ์หรือภูมิสังคมแตกต่างกัน ไม่ใช่แค่เรื่องดินน้ำ แต่วิถีชุมชนที่ไม่เหมือนกัน 

     การจัดการน้ำที่ทำกันอยู่ก็น่าจะทำได้ แต่ต้องปรับใหม่ เสริมเติมให้ดีกว่าเดิม คันกั้นน้ำที่ยาวเป็นร้อย ก.ม. แต่ก็ไม่ได้ดีไปทั้งหมด รัฐทำเองบ้าง ชาวบ้านทำเองบ้าง แข็งแรงไม่เท่ากัน ถึงได้แตกเป็นจุดๆ และส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในถนนและย่านต่างๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่ง รวมทั้งถนนที่สร้างและยกสูงเพื่อทำหน้าที่เป็นคนกั้นน้ำอีกหน้าที่หนึ่งก็ยังไม่ครบถ้วนตามแนวพระราชดำริที่ทรงแนะนำมาหลายสิบปี 

     ที่สำคัญ คงต้องทำทั้งระบบ ทำทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่จากนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา มาปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ แต่ต้องพูดเรื่องการปลูกป่า การรักษาป่า เพราะต้นไม้คือผู้ที่ดูดซับน้ำและป้องกันน้ำไม่ให้ไหลลงมาจากที่สูงสู่ที่ต่ำได้ดีที่สุด การพัฒนาแบบเงินนำหน้าปัญญาตามหลังที่ผลักดันชาวบ้านให้ตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเดี่ยว เพื่อการส่งออก เพื่ออุตสาหกรรม 

     ทำให้เขาลูกแล้วลูกเล่ากลายเป็นภูหัวโล้น ทำให้ป่าที่อุดมสมบูรณ์กลายเป็นไร่อ้อย ไร่มัน ไร่ข้าวโพด ห้วยหนองคลองบึงตื้นเขิน ฝนมาเท่าไรก็ไหลลงแม่น้ำ หลากท่วมขยายวงกว้างมากขึ้นทุกปี คนเมืองน่านบอกว่า เมื่อก่อนน้ำเคยท่วม 4-5 ปีหน วันนี้ท่วมปีละ 4-5 หน เพราะป่าไม้ถูกทำลายไปเกือบหมดแล้ว น้ำเหล่านี้ คือ น้ำที่ไหลลงมาท่วมภาคกลางและกรุงเทพฯ  

     ประเทศไทยไม่มีผังบ้านผังเมืองเป็นเรื่องเป็นราว อันนี้รู้กันมานาน และหาทางแก้ไขมาหลายปี คงต้องมีการรื้อฟื้นการทำผังบ้านผังเมืองกันใหม่ ผังและแผนการพัฒนาประเทศ ถ้าไม่เปลี่ยนถึงรากฐาน ถึงกระบวนทัศน์พัฒนา ท่าจะยากที่จะแก้ไขปัญหาที่จะเกิดในอนาคตอีกอย่างแน่นอน และอาจจะหนักหนาสาหัสกว่าปีนี้ก็เป็นได้   

     แต่จะเรียกว่า นิวไทยแลนด์อย่างที่บอกว่า “พูดกันเล่นๆ” ก็น่าจะเรียกไปเลย แต่ขอให้เป็น “นิว” จริงๆ ไม่ใช่นิวแต่ชื่อ แต่เนื้อหา วิธีการยังเหมือนเดิม ใช้เงินเกือบล้านล้าน ได้แค่ “ทาสีใหม่” ให้ตึกเก่าที่กำลังจะพัง โดยไม่ได้สร้าง “ตึกใหม่” ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คนที่ได้ประโยชน์ คงเป็นนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า ที่ประสานกับเขมือบงบประมาณเท่านั้น ประเทศชาติคงบรรลัยเหมือนเดิม 

     บทเรียนเรื่องคณิตศาสตร์ เป็นบทเรียนที่คนไทยไม่คุ้นในการคำนวณตัวเลขน้ำ คิดเป็นคิวก็พอรู้ แต่พอเรียกลูกบาศก์เมตรก็เริ่มงง ยิ่งไปถึงล้านลูกบาศก์เมตร ผู้ประกาศข่าวก็ยิ่งสับสน ไปเรียกล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเมื่อน้ำไหลผ่านถนนที่นครสวรรค์ อยุธยา ปทุมธานี ถ้าจริง บ้านเรือนคงพังพินาศไปหมดกระมัง เลยไม่รู้ว่า ภาษาตัวเลขเหล่านี้ควรมีการทำความเข้าใจกันแบบไหน อย่างไร คนฟังจึงจะ “นึกออก”  

     คนไม่เข้าใจว่า ปริมาณน้ำจริงๆ วัดกันแบบไหน อย่างไร อย่างปริมาณน้ำฝนที่คิดเป็นมิลลิเมตรก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ถ้าอยู่ในขวดก็นึกออก แต่พอถามว่า ฝนตก 100 มิลลิเมตร ถ้าเป็นพื้นทีที่น้ำขัง น้ำจะสูงเท่าไร 

     เช่นเดียวกัน น้ำที่ไหลมาจากทางเหนือที่พูดกันเป็นหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณจริงๆ มันเท่าไร ถ้าท่วมทุ่งราบ และน้ำออกไม่ได้ จะกินพื้นที่เท่าไร สูงเท่าไร ถึงเข่า ถึงเอว ถึงอก ถึงคอ ท่วมหัว ตามภาษาชาวบ้านหรือไม่  

     หรือว่าคุ้นเคยกับภาษาอุตุนิยมวิทยาที่คิดเอาเองว่าคนฟังเข้าใจ รู้เรื่อง ที่จริงก็ฟังๆ ไปอย่างงั้น หลายคำก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่บอกก็ได้ อย่าง “ฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ฝนตกเป็นหย่อมๆ”  พูดกี่ครั้งก็ไม่เคยผิด เพราะไม่รู้คะนองที่ไหน ตกที่ไหน 

     บทเรียนเรื่องนิเทศศาสตร์มีสองอย่าง อย่างหนึ่งเป็นเรื่องข้อมูลข่าวสาร หรือสารสนเทศ ที่สับสนเหลือเกิน ข่าวสารที่แปลงมาจากสารพัดข้อมูล ทำให้เป็นข่าวสารที่บิดเบี้ยวก็มี บิดเบือนก็มาก ใส่สีใส่ไข่ก็มีตามอารมณ์ของคนทำข่าว คนเสนอข่าว รู้จริงบ้าง ไม่รู้จริงบ้าง แม้แต่ ศปภ.เองก็ได้รับข้อมูลจากสารทิศ ตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันและขัดแย้งกันบ้าง ทำให้ผู้คนสับสน และรัฐบาลก็แก้ปัญหาแบบ “สะเปะสะปะ” อย่างที่คุณปราโมทย์ ไม้กลัดวิจารณ์ 

     ความสับสนของข้อมูล ความเห็นที่แตกต่างทางวิชาการของบรรดาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้สื่อต่างๆ ก็ไม่รู้ว่าจะสื่อสารกับสาธารณะอย่างไร คนหนึ่งบอกท่วม อีกคนบอกไม่ท่วม คนหนึ่งบอกไม่กี่วันแห้ง อีกคนบอกว่าต้องเป็นหลายสัปดาห์  ศปภ.เองไม่มีความสามารถประสานให้เกิดเอกภาพในการให้ข้อมูลข่าวสารได้ เพราะหมดความน่าเชื่อถือไปตั้งแต่ต้นแล้ว เพราะไม่ได้พลาดครั้งเดียว แต่หลายครั้ง 

     อีกอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องภาษาที่ใช้สื่อสาร วิธีการสื่อสาร ที่สื่อแล้วคนไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ศปภ.ต้องเปลี่ยนโฆษกคนแล้วคนเล่า พูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง อ่านเอาบ้าง คนอ่านข่าว ผู้ดำเนินรายการในทีวีช่องต่างๆ ก็เริ่มเรียนรู้กับศัพท์แสงใหม่ๆ แต่ก็สื่อสารได้อย่างจำกัด 

     โดยเฉพาะการเรียบเรียงข้อมูลและการนำเสนอที่ไม่ทำให้คนตื่นตระหนก เพราะไปเน้นแต่เรื่องราวที่ทุกข์ยากแสนสาหัส ภาพลบ ภาพน้ำท่วมหนัก โดยไม่เสนอภาพเชิงบวก สิ่งดีๆ ที่ให้กำลังใจผู้คนด้วย ที่ดูแล้วมีความหวัง เห็นทางออก ทางแก้ 

     เรื่องราวที่ใช้ในสื่อต่างๆ มี 3 อย่าง อย่างแรก ภาพใหญ่ภาพรวม ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ (ทั้งกูรู และกูรู้ ปนกัน) อย่างที่สอง เป็นการเสนอภาพย่อยอันเป็นแนวถนัดของสื่อทีวีและหนังสือพิมพ์ บอกเป็นเรื่องๆ อย่างๆ เป็นที่ๆ แห่งๆ ปะติดปะต่อกันไม่ค่อยได้ 

     จนเลยไปถึงอย่างที่สาม คือ การนำเสนอดราม่า เรื่องราวที่สะเทือนใจประเภท “วงเวียนชีวิต” คนที่ยากลำบากแสนสาหัส ไม่ได้รับความช่วยเหลือ บางช่องทำตัวเป็นพระเอก กลายเป็นผู้ไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น หาเสียงหาคะแนน หาเงินและของบริจาคไปตามเคย 

     เรื่องข้อมูลข่าวสารยุคนี้ต้องมีเรื่องเครือข่ายสังคม ช่องทางใหญ่ของข้อมูลข่าวสารวันนี้ ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือทำให้แพร่ข้อมูลข่าวสารได้เร็วและกว้างไกลในหมู่คนที่มีสื่อ ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด บอกกันปากต่อปากไปได้อีกไกล  

     แต่ก็มีข้อเสียในเวลาเดียวกัน เพราะข้อมูลข่าวสารที่ไม่จริง เป็นข่าวลือ ข่าวปล่อย หรือถูกบิดเบือนโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ทำให้เกิดปัญหาตามมา จากคืบเป็นศอก จากศอกเป็นวา เกิดการตื่นตระหนก ความโกลาหลวุ่นวาย เกิดการกักตุนข้าวปลาอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง และอื่นๆ

     เครือข่ายสังคมอาจรวมไปถึงเวทีต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น ด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิดความร่วมมือ ความเข้าใจ ความเห็นใจ อีกด้านหนึ่งอาจทำให้เกิดปัญหา ความแตกแยก ความเกลียดชังกันมากยิ่งขึ้น เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก  

     เกิดวาทกรรม เกิดคำฮิต วลีติดตาตรึงติดใจผู้คนที่นำไปโพสท์ต่อ ส่งต่อ อ้างอิงไปไม่รู้จบ อย่าง “เอาบัณฑิตไปกรอกทราย เอาควายไปบริหารประเทศ” อะไรทำนองนั้น ข้อมูลข่าวสารหลายอย่างไม่จริง แต่ก็ไม่มีการแก้ไข ไม่มีการพิสูจน์ ทำให้เกิดผลเสียแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาที่ไม่มีทางได้อธิบาย ได้แก้ต่างหรือแก้ตัว 

     @ มองไปข้างหน้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป The show must go on เพียงแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว เพราะไหนจะต้องฟื้นฟูและเยียวยาความเสียหาย ซึ่งไม่ใช่มีเพียงวัตถุ ไม่มีแค่ขยะเกลือนเมืองที่ต้องปัดกวาด แต่เรื่องจิตใจที่บอบช้ำและเสียศูนย์ แม้ข้าวของนอกกายอาจหาใหม่ได้ แต่ก็คงหนักหนาสาหัสสำหรับหลายคน ซึ่งทั้งชีวิตอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบ แต่ชั่วพริบตาเดียวก็หายไปเกือบหมด ทำใจได้ยาก 

     หลายคนเจ็บใจและเสียความรู้สึกกับทางราชการที่ไม่บอกเตือนล่วงหน้า กับเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใส่ใจช่วยเหลือ กับชาวบ้านด้วยกันที่แล้งน้ำใจ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป กับใครอีกหลายคนที่ซ้ำเติมความทุกข์ยากด้วยการขึ้นค่าโดยสาร ค่าเช่าเรือ ค่าเช่ารถ ค่าข้าวปลาอาหารที่ล้วนจำเป็นเพื่อการอยู่รอด 

     กับการสูญเสียทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยความยากลำบาก กับความเหนื่อยยากที่ต้องกอบกู้ทุกอย่าง ต้องหาเงินมาซื้อเครื่องใช้ไม้สอยที่เสียหายไปกับสายน้ำ ต้องซ่อมแซม ต้องทำความสะอาด ต้องจัดข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง คิดแล้วก็ต้องถอนหายใจยาวๆ  

     คนที่นาล่ม สวนเสียหาย ไม่ได้ข้าว ไม่ได้ผลผลิต ไม่มีรายได้ หนี้สินก็ยังคงค้างคาอยู่ไม่น้อย คนที่ตกงาน เพราะนายจ้างเลิกจ้างเพราะธุรกิจเสียหายย่อยยับ คนที่รองานเพราะโรงงานน้ำท่วม คนที่เครื่องมือทำมาหากินเสียหาย ไม่มีเงินไปลงทุนใหม่ ใครจะให้ความช่วยเหลือ จะต้องดั้นด้นไปหาความช่วยเหลือที่ไหน 

     โดยรวม ชาวบ้านชาวเมืองได้รับผลกระทบแทบทุกด้านอย่างถ้วนหน้า หลายคนเจ็บป่วยด้วยโรคที่มากับน้ำ ทั้งทางกายทางใจ อยู่กับน้ำที่เริ่มเน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็น เต็มไปด้วยขยะและสิ่งปฏิกูล พืชสัตว์ตาย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่กล้าเดินลุยน้ำไปไหน หลายคนเป็นโรคเท้าเปื่อย และอีกหลายโรคที่ต้องใช้เวลาเยียวยา 

     ไม่ต้องพูดถึงความเครียด โรคประสาทกินหรืออาการสติแตกที่คงต้องใช้เวลาและหลากหลายวิธีเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาเป็นผู้เป็นคนได้เหมือนเดิม อยู่กับความกลัว ความเครียด เพราะความไม่แน่นอน ความสับสนกับข้อมูลข่าวสาร อยู่กรุงเทพฯ ก็เห็นภาพที่น่ากลัวของนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ใกล้เข้ามาก็ปทุมธานี นนทบุรี 

     ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านตนเอง ไม่รู้เมื่อไรน้ำจะมา มามากมาน้อย มาทางไหนไปทางไหน ตอนรอหลายอาทิตย์ก็เครียดหลายอาทิตย์ พอน้ำมาจริง ท่วมจริงก็เครียดไปอีกแบบ ไม่รู้มันจะอยู่นานแค่ไหน จะลดหรือจะเพิ่ม 

     บางคนเครียดมาก กลายเป็นโรคซึมเศร้า ไม่กินไม่นอน ไม่พูดไม่จา เหม่อมองไปข้างหน้าแบบไร้จุดหมาย อยากตายเป็นพักๆ หมดหวัง สิ้นหวัง จินตนาการแต่เรื่องเลวร้าย นอนหลับไปก็ฝันร้าย ตื่นขึ้นมาก็เห็นแต่เรื่องร้ายๆ รอบด้าน 

     นั่นเป็นเรื่องราวของชาวบ้านชาวเมืองแต่ละคน ขณะที่หน่วยงานต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วมก็ต้องกลับมาทำงาน มาฟื้นฟูบูรณะ รัฐบาลก็คงต้องรับศึกหนักทั้งการฟื้นฟูสารพัดอย่าง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของประชาชนที่หายไปเกือบหมด ของนักลงทุนต่างชาติ ของภาคีพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่หมดความเชื่อถือในสมรรถภาพของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ อย่างภัยพิบัติครั้งนี้ และที่ต้องเตรียมตอบคำถามมากมายของฝ่ายค้านที่คงไม่เกรงใจไว้หน้าอย่างแน่นอน 

     ที่สำคัญ จะมองไปข้างหน้ายาวๆ ได้อย่างไร จะวางแผนป้องกันแบบไหนถึงจะ “เอาอยู่” ได้จริง จะอยู่กันแบบไหน จะยังคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม เพียงแต่ทำให้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น แค่นั้นจะเพียงพอหรือ 

     หรือว่าจะต้องถึงขั้น “ถอนรากถอนโคน” อย่างไอน์สไตน์เตือน เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น ยังไรเสียก็คงป้องกันปัญหาไม่ได้ เพราะที่สุดแล้วคนเราไม่สามารถฝืนธรรมชาติได้อีก เพราะที่ผ่านมาได้รีดนาทาเร้น บีบคั้นขูดรีดเอาจากธรรมชาติ จนบางครั้งถ้าจะเรียกว่า “ข่มขืน” ธรรมชาติก็คงไม่เกินความจริง 

     แล้วจะมีใครหน้าไหนที่มีวิสัยทัศน์ มีสติปัญญามากพอที่จะนำการเปลี่ยนแปลงระดับถอนรากถอนโคนนี้ เพราะที่มีอยู่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า “สอบตก” คงไม่สามารถทำได้ เรื่องสำคัญและคอขาดบาดตายอย่างนี้ ไม่ควรเอาชีวิตผู้คนเป็นแสนเป็นล้าน เอาสังคมประเทศชาติเป็นเดิมพัน มันไม่คุ้มและไม่ควรทำ 

     @ บทเรียนจากน้ำท่วม  ท่ามกลางปัญหาสารพัด ความทุกข์ยากนานับประการ เราได้บทเรียนมากมายจากน้ำท่วมครั้งนี้ ที่ควรมีการสรุปจากทุกภาคส่วน เพราะเกี่ยวข้องกับทุกคน เกิดแล้วกระเทือนไปทุกองคาพยพของสังคมไทย ส่งผลกระทบไปทั่วโลกอีกต่างหาก โลกาภิวัตน์ก็เป็นเช่นนี้ ทุกอย่างเกี่ยวโยงกันไปหมด 

     เราได้เห็นน้ำใจ เห็นจิตอาสา เห็นความคิดสร้างสรรค์ เห็นจุดแข็งจุดอ่อนของเราเอง ของชุมชน ของสังคม ของรัฐบาล ของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน น้ำลดตอก็จะผุดให้เห็นมากยิ่งขึ้น 

     น้ำท่วมใหญ่ได้ชำระคราบไคล ทำให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของหลายคน หลายองค์กร หลายสถาบัน ทั้งที่ดีและที่เลว ทั้งที่เป็นตัวอย่างหรือโมเดลเป็นอย่างดี ดังกรณีของบุคคล อาสาสมัคร ผู้มีจิตอาสาทั้งหลายทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะคนต่างชาติที่อยู่ในไทย ที่อาสามาช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างน่าชื่นชม  

     ได้เห็นต้นแบบของการบริหารจัดการที่ดีของอบต.และเทศบาล อย่างกรณีเทศบาลนครปากเกร็ด ซึ่งอยู่ติดน้ำ แต่รอดพ้นจากการถูกน้ำท่วมเพราะการป้องกันที่มีการวางแผนดี มีชุมชนร่วมมืออย่างแข็งขัน ได้เห็นแบบอย่างของชุมชนที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองในยามวิกฤตมากมายหลายชุมชนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ  

     น้ำท่วมทำให้เราได้เห็นทั้งพระเอกและผู้ร้าย ทั้งนักบุญและคนบาป ทั้งปราชญ์และเปรต ได้ฟังความจริงและความท็จ ได้ฟังทั้งคำชื่นชมสรรเสริญและการก่นด่าสาปแช่ง ได้ฟังเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อสะท้อนปัญหาและให้กำลังใจ ทั้งเพลงที่ไพเราะและหนวกหู น้ำท่วมทำให้เราได้เห็นสองหน้าสองด้านของความเป็นจริง 

     น้ำท่วมทำให้เราได้พบว่า บาดแผลทางใจและความแตกแยกในสังคมไทยในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมานั้นยังเจ็บลึก เป็นแผลที่ยังไม่หาย  ทำให้คนชนบทเสื้อแดงจำนวนหนึ่งรู้สึกสะใจที่คนกรุงต้องรับชะตากรรมน้ำท่วม ไม่ได้แสดงความเห็นใจและไม่ได้บริจาคหรือช่วยเหลืออะไรเลย

     ในขณะที่เสื้อเหลืองเองก็ไม่แพ้กัน พอได้ข่าวว่า มีการยักยอกเอาของบริจาคไปหาเสียง ไปช่วยเฉพาะคนเสื้อแดง เล่ากันว่า แม้แต่สิบล้อที่กำลังจะออกเดินทางไปกรุงเทพฯ ก็ยังหยุดและไม่ยอมเดินทางไปส่งของบริจาค อย่างน้อย น้ำท่วมก็ทำให้เราประเมินสถานการณ์ของสังคมไทยได้ว่า วันนี้ ใครที่คิดว่า วิบากกรรมจากอุทกภัยรร้ายแรงครั้งประวัติศาสตร์จะช่วยเยียวยาและทำให้คนลืมความบาดหมางทางการเมือง ก็คงต้องเลิกคิด  

     นักการเมืองคือกุญแจสำคัญ ที่ทำให้สมานฉันท์แม้ในยามที่ทุกคนลำบากเช่นนี้ไม่เกิดขึ้น พวกเขายังแบ่งพรรคแบ่งพวก พวกเขา พวกเรา ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ยังตอบโต้กล่าวหากันอย่างเมามัน วิญญาณประชาธิปไตยที่ให้คิดถึงส่วนรวม ให้รวมพลังแก้วิกฤต เอาชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ทำให้รอดเป็นอันดับแรก เป็นเพียงอุดมคติที่นักเลือกตั้งไม่เข้าใจ 

     เราได้เห็นแล้วว่า การพัฒนาแบบเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้งนั้นได้ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนและสังคมไปมากเพียงใด มันคุ้มไหมที่เราเปลี่ยนที่ทำการเกษตร ทำนา มาทำโรงงาน มาสร้างบ้านที่อยู่อาศัยขวางทางเดินของน้ำ  

     มันคุ้มไหมที่เรามักง่าย จัดอุตสาหกรรมรวมศูนย์ใกล้กรุงเทพฯ โดยไม่สนใจว่าเคยเป็นที่ลุ่มทำนา โดยไม่สนใจกระจายความเจริญไปสู่ชนบทห่างไกล ไม่สนใจสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการขนส่งที่ช่วยประหยัด  มันคุ้มไหมที่เราตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกพืชเดี่ยว เพื่อการส่งออก 

     มันคุ้มไหมที่เราเอา GDP เป็นเกณฑ์และตัวชี้วัดการพัฒนาประเทศ โดยละเลยชีวิตความเป็นอยู่ ความสุขของผู้คน ซึ่งไม่ได้มาจากการมีเงินในกระเป๋าเท่านั้น แต่มาจากปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย  

     มีบ้านราคาหลายสิบล้าน แต่ถูกน้ำท่วมก็อยู่ไม่ได้ มีเงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่น้ำมาก็หาซื้ออาหารไม่ได้  มีรถเบนซ์รถบีเอ็มก็วิ่งไม่ได้เพราะถนนเป็นคลอง มีเสื้อผ้ารองเท้ากระเป๋าถือยี่ห้อดังก็ใส่ก็ถือไม่ได้ ขืนใส่ไปดูน้ำท่วมก็โดนด่าโดนประจานไปทั่วโลก (อย่างที่นายกฯ โดน)  

     น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์นี้ก่อให้เกิดความทุกข์แสนสาหัส บาดแผลทางกายอาจรักษาได้ แต่บาดแผลที่บาดลึกทางใจคงไม่อาจเยียวยารักษาได้ง่ายๆ ต้องใช้เวลา ข้าวของนอกกายหาใหม่ได้ แต่สติที่แตก ใจที่หาย ขวัญที่กระเจิง ใครจะเอากลับคืนมาได้ 

     หรือว่าต้องมีพิธีกรรมเรียกขวัญสู่ขวัญกันเป็นการใหญ่ ขวัญบ้านขวัญเมือง ขวัญผู้คน ขอขมาต่อเทวดาฟ้าดินที่เราได้ละเมิด ทำให้กฏระเบียบธรรมชาติผิดเพี้ยนไป ที่คนโบราณเรียกกันว่า “ผิดผี” กลับมาฟื้นคืนดี คืนสู่ความสัมพันธ์อันดีกับธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง 

     เราคงต้องเปลี่ยนที่ตัวเราเอง ไม่ใช่เปลี่ยนธรรมชาติ เราต้องเปลี่ยนที่การมองโลกมองชีวิต ปรับตัวเราให้เข้ากับธรรมชาติ ไม่ใช่ปรับธรรมชาติให้เข้ากับเรา จัดความสัมพันธ์ที่สมดุลกับธรรมชาติ

     เราต้องเปลี่ยนแผนการพัฒนาประเทศ ที่เอาเงิน เอาเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย เอาความสุขเป็นผลพลอยได้ เปลี่ยนมาเอาความสุขของชีวิตโดยรวมเป็นเป้าหมาย ให้ทุกอย่างรวมทั้งเศรษฐกิจเป็นเพียงเครื่องมือ 

     ถ้าทำได้ เชื่อแน่ว่า เราจะมีทุกอย่างเพียงพอเพื่อจะอยู่อย่างพอเพียง และมีความสุข

     ความไม่สมดุลของโลก ของสังคม ของชีวิตวันนี้มาจากการสูญเสียความสมดุลภายในของคนเรา การเน้นแต่เรื่อง “เหตุผล” เรื่องสติปัญญา เรื่องไอคิว การแข่งขันกันเรียนเพื่อให้ได้ปริญญา เพื่อจะได้บอกใครๆ ว่าตนเองเป็นคนมีความรู้ นึกว่าได้ปริญญาตรีดีกว่าคนจบมัธยม พอได้ปริญญาโทก็คิดว่าฉลาดกว่าปริญญาตรี กระเสือกระสนจนได้ปริญญาเอก คิดว่าจะทำให้รอบรู้และอยู่สูงเกือบเท่าเทวดา 

     แต่คนจำนวนมาก “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” เราลืมเรียนรู้ที่จะเป็น “คน” ก่อนที่จะเป็นนักอะไรต่อมิอะไร เราจึงไม่ค่อยมองคนอย่างคน เรามองข้ามความเป็นคนของคนอื่น