phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 30 June 2010 00:00

ถอยหลังไปตั้งหลักก้าว ๑

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 30 มิถุนายน 2553

 

     บอกให้ถอยหลังไปตั้งหลัก รัฐบาลไหนก็ทำใจยาก เพราะคำว่าถอยหลังยังหมายถึงความล้มเหลว หมายถึงปัญหาร้อยแปดที่ตามมา แต่ถ้าคิดจะปฏิรูปสังคมไทยอย่างจริงจัง ไม่ถอยหลังสักนิด เพื่อหยุดคิดสักหน่อย แล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไปทางไหนและทางที่ไปเป็นทางที่ถูกต้อง          

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขอให้ “ถอยหลังไปตั้งหลัก” พร้อมแล้วค่อยออกมา เพราะพายุยังแรงเกินไป แต่คนก็ไม่ค่อยฟัง คิดแต่จะไปตายเอาดาบหน้า และหลายคนก็ตายสมความตั้งใจ ไม่ได้หยุดคิด ไม่ได้เปลี่ยนวิธีคิด คิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม ก็แก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเดิม          

     อยากเสนอให้ถอยหลังสัก 4 ก้าว ก้าวแรก คือ “คืนสู่ธรรม” อันเป็นต้นธารชีวิต (Back to the Source) กลับไปค้นหาหลักแห่งความถูกต้องดีงาม แยกให้ออกระหว่างดีกับชั่ว ถูกกับผิด จริงกับเท็จ ไม่สับสนระหว่างทางไปสวรรค์กับลงนรก ไม่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว          

     ต้องถอยก้าวแรกเช่นนี้ เพราะสังคมไทยป่วยไข้ทางจิตวิญญาณ เป็นโรคภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณบกพร่อง เป็นสังคมที่อ่อนแอ ถูกครอบงำจากกระแสโลกจนไม่อยู่ในสถานะที่จะคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองได้ ทำอะไรตามๆ กันไป เป็นมวลชนที่ถูกสั่งให้กิน ให้อยู่โดยคนที่กุมอำนาจอย่างธุรกิจยา ธุรกิจอาหาร ธุรกิจเครื่องอุปโภคบริโภคอำนวยความสะดวกทั้งหลาย กลายเป็นปัจจัย 5 ปัจจัย 6  ปัจจัย 7  ทำให้คนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นความต้องการ อะไรเป็นความจำเป็นสำหรับชีวิต

        

     การกลับไปหาต้นธารชีวิต ไปหาหลักธรรมเป็นอะไรที่โลกเริ่มตระหนักว่า ถ้าขาดฐานอันแข็งแรงทางหลักธรรม สังคมย่อมมีปัญหา ไม่ว่าสังคมนั้นจะใช้แนวคิดอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด อย่างที่ประธานาธิบดีหู จิ่น เทา ของจีนบอกว่า ไม่ว่าสังคมนิยมหรือเสรีนิยม ถ้าไม่มีหลักธรรมเป็นฐานก็จะไปไม่รอด มีปัญหาที่แก้ไขด้วยกฎหมายและการบังคับอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพัฒนาจิตใจ พัฒนาจิตสำนึก           

     จะมีอะไรดีเท่ากับการกลับไปหาสิ่งที่มีอยู้แล้วในสังคม จึงไม่แปลกที่จีนวันนี้กลับไปหาขงจื้อ กลับไปพื้นฟูหลักธรรมคำสอน นำมาประยุกต์กับสังคมยุคใหม่ เป็นธงนำหน้าสร้างความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยการก่อตั้งสถาบันขงจื้อขึ้นมาหลายร้อยแห่ง          

     และไม่ใช่เรื่องแปลกที่นายซาร์โกซี ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสจ้างนายโยเซฟ สติกลิตซ์ และนายอมาตยา เซน ผู้ไดรับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ทั้งสองคนให้ไปช่วยหาแนวทางพัฒนาประเทศที่จะทำให้ชาวฝรั่งเศสมีความสุขมากกว่านี้ เพราะมีเป็นอยู่อาจจะดูว่าผู้คนมีอยู่มีกิน เศรษฐกิจดี แต่ไม่มีความสุข รัฐบาลควรทำอะไรเพื่อให้ผู้คนมีความสุข ไม่ใช่มีแต่เงิน แต่เครียด บ้า ฆ่าตัวตายมากกว่าตอนที่ไม่ได้มีเงินมากขนาดวันนี้          

     รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของภูฏานมาปาฐกถาที่เมืองทองธานีสามสี่ปีที่แล้วเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงบอกว่า ประเทศของเขาเอาความสุขเป็นเป้าหมาย เอาเงินเป็นเครื่องมือ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมักเอาเงินเป็นเป้าหมาย เอาความสุขเป็นผลพลอยได้ จึงเกิดความสับสน และทำทุกอย่างเพื่อจะให้ได้เงิน ขอให้ได้กำไรสูงสุดไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ          

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีรับสั่งให้บรรดาทุตานุทูตที่กำลังจะเดินทางไปประจำหน้าที่ในต่างประเทศเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางเพื่อทำอย่างไรให้คนมีความสุข ไม่ใช่ตั้งโจทย์ผิดๆ ว่า ทำอย่างไรจึงจะรวย ทำอย่างไรจึงจะมั่งคั่ง          

     วันนี้สังคมไทยสับสนเรื่องอุดมการณ์ เรื่องหลักการ หลักคิด จำเป็นต้องถอยไปตั้งหลักเพื่อให้ได้มาซึ่ง “สัมมาทิฐิ” ที่แท้จริง จะได้มีสัมมาอาชีวะ และสัมมาอื่นๆ ตามมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าหากไม่หยุดคิด หยุดพิจารณา หยุดไคร่ครวญไตร่ตรองก็จะกลับไปคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม และอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการพัฒนาที่ไม่ได้สร้างสรรค์และไม่ยั่งยืน สร้างปัญหาและความทุกข์ให้ผู้คน          

     การปฏิรูปประเทศไทยจะไม่เกิดผล ถ้าไม่เริ่มต้นที่การสร้างรากฐานใหม่ที่มั่นคง ตึกที่ไม่มีเสาเข็ม ไม่มีฐานรากที่ดีเสียงต่อการพังทลาย สังคมไทยไม่ควรหลอกตัวเองว่าได้เอาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐาน เพราะที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ มีแต่สิ่งที่ค้านข้ออ้างดังกล่าว          

     เอาแค่ชุมชนชนบทส่วนใหญ่อ่อนแอและกำลังล่มสลาย ผู้คนอพยพไปหางานทำในเมือง ทิ้งให้คนแก่และเด็กเฝ้าบ้าน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชุมชนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เปราะบาง อย่างนี้จะเรียกว่ามีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรากฐานได้อย่างไร

Last modified on Friday, 25 January 2013 15:13