phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Monday, 12 December 2011 00:00

น้ำท่วม การจัดการแบบรวมศูนย์ ความล้มเหลวของสังคมไทย

Rate this item
(0 votes)

มติชนสุดสัปดาห์ 9-15 ธ.ค. 2554 

 

     สังคมไทยใช้อำนาจมากกว่าใช้ความรู้ในการบริหารจัดการประเทศ เห็นได้ชัดจากกรณีน้ำท่วมครั้งใหญ่นี้ การใช้อำนาจแก้ปัญหาไม่ได้ ท้ายที่สุดก็ต้องแก้ด้วยการปิดถนน โดยชุมชนที่ทนไม่ได้ลุกขึ้นมารื้อกระสอบทราย รื้อบิ้กแบ็ค และเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำ จนกำลังกลายเป็นจราจลที่ขยายวงไปทั่ว          

      ถ้าใช้ข้อมูลความรู้ ก็จะรู้ว่า ฝกตกมากขนาดนี้ พายุเข้ามากมายปานนี้ จะบริหารจัดการเขื่อน การกักเก็บ การปล่อยน้ำอย่างไร จะแก้ตัวแบบไหนก็ฟังได้ยากที่บอกว่าไม่ใช่เทวดาที่จะหยั่งรู้ฟ้าดินวันนี้เทคโนโลยีมีมากพอที่จะบริหารจัดการได้

      ถ้าย้อนหลังไปดูสถิติในอดีต เรียนรู้จากการบทเรียนที่สั่งสมมานานนับร้อยปีก็น่าจะสรุปได้ว่า ควรรับมือกับฝนและพายุที่เข้ามาในปริมาณมากขนาดนี้ได้อย่างไร ถ้าถูกนักการเมืองบีบบังคับไม่ให้ปล่อยน้ำตามที่ควรทำก็เปิดเผยให้สังคมได้รู้

      ถ้าใช้ข้อมูลความรู้ ก็จะรู้ว่า มีเวลาเป็นเดือนๆ กว่าน้ำเหนือจำนวนมหาศาลจะไหลมาถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผู้บริหารที่รับผิดชอบตั้งแต่ล่างไปถึงบนไม่ได้ใช้ความรู้ในการเตรียมรับมืออย่างเหมาะสม ไม่มีการประสานงาน ไม่มีความร่วมมือ ไม่มียุทธศาสตร์ สุดท้ายก็ตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)

 

 

 

      ชื่อก็บอกว่าตั้งมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ไม่ได้ตั้งมาเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม จึงวิ่งตามปัญหา รอรับโทรศัพท์ ซึ่งคนเป็นแสนๆ ที่ประสบปัญหา โทรศัพท์กี่สายจะรับไหว บางคนโทร.ทั้งวันก็ไม่ได้รับคำตอบ แล้วใครจะมีเวลาโทร.ทั้งวัน ขณะที่ตัวเองกำลังอยู่ภาวะคับขันขนาดนั้น

      การทำงานแบบไม่มียุทธศาสตร์ ทำให้ได้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ กลายเป็นคนประกาศขอรับริจาคข้าวปลาอาหาร ข้าวของเครื่องใช้บรรเทาสาธารณภัย เอาไปกองไว้ที่ดอนเมือง แล้วไม่รู้จะจัดการอย่างไรก็เอาบรรดานักการเมืองของพรรคและพวกตัวเองมาจัดการ

      มีการประกาศขอรับบริจากเครื่องสูบน้ำ เรือ และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ เพราะนี่คือการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ที่คิดว่า ไม่ต้องมียุทธศาสตร์อะไร เพราะมีอำนาจสั่งการได้อยู่แล้ว ปัญหาก็เห็นๆ กันอยู่แล้วพอมั่วๆ กันไปพักหนึ่งเห็นว่าไม่ได้การ ไม่ได้ผล ก็เริ่มระดมนักวิชาการ เมื่อนักการเมืองออกมาพูดแล้วไม่มีใครเชื่อ และพูดเวียนไปเวียนมาเพราะไม่รู้จริง ก็เริ่มเอานักวิชาการมาออกทีวีแทน แต่กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ไล่ตามปัญหาไม่ทัน

      มึนงงกับน้ำที่เริ่มเน่าแล้วก็มีบิ้กแบ็คมาทำตัวเป็นพระเอกอยู่พักหนึ่ง ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ท่วมกรุง ให้กทม.สามารถระบายน้ำออกไปได้อย่าง “สมดุล” มากขึ้น เป็นคำอธิบายที่พอรับฟังได้ แต่นานเข้า คนที่อยู่นอกคันบิ้กแบ็คก็เริ่มทนไม่ได้ ไปเรียกร้องให้เสียสละคนเดียว จมน้ำคนเดียว อีกฝั่งหนึ่งแห้ง อดทนไปเพื่ออะไร จุดสมดุลอยู่ที่ไหน ไม่เห็นช่วยเหลือ ชดเชยความเสียสละของพวกเขาบ้าง

      ปฏิกิริยาของชุมชนทั้งหมดที่ได้ยินได้ฟังทุกเช้าทุกเย็นทางสื่อต่างๆ เป็นความทุกข์แสนสาหัสของผู้คนที่มาจากความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการภัยพิบัติครั้งนี้ เหมือนกับปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม ใครทนไม่ได้ อยากได้อะไรก็ลุกขึ้นมาปิดถนนหรือลงไม้ลงมือจัดการเอาเอง

      แปลว่า ชุมชนไหน ถนนไหน ละแวกไหนมีคนเก่งคนกล้าก็พาชาวบ้านลุกฮือขึ้นมาเรียกหาความยุติธรรม ที่ไหนไม่มีผู้นำเข้มแข็งหรือหัวหมอบ้างก็ต้องทำใจ อดทนจนกว่าน้ำจะลด (ลงไปเอง)  ใครมีเส้นมีสาย รู้จักใคร โดยเฉพาะเครือข่ายนักการเมือง ก็เข้าถึงความช่วยเหลือได้เร็วกว่าดีกว่า ใครไม่มีเส้น ไม่รู้จักใคร ก็อดทนและอดอยาก จนกว่าจะมีเทวดาเห็นใจไปกระซิบบอกคนใจบุญให้ไปช่วยบ้าง เพราะอยู่สุดซอยลึก คนเข้าไปไม่ถึง หรืออยู่ปากซอยแต่คนเมินเพราะไม่มีเส้น

      ถ้ามีการบริหารอย่างมียุทธศาสตร์ การป้องกันและแก้ไขไม่น่าจะออกมาเลวร้ายและไร้ประสิทธิภาพขนาดนี้ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสูงสุด สั่งการได้ว่า ให้มีการทำงานโดยกำหนดยุทธศาสตร์ตั้งแต่น้ำยังไม่มาถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลว่าจะรับมืออย่างไร โดยการระดมพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ภาคประชาชน แต่เพราะการบริหารแบบรวมศูนย์ และแบบใช้อำนาจสั่งการ จึงคิดเรื่องนี้ไม่ออก

      ถ้าเข้าใจแค่เรื่องสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของคุณหมอประเวศ วะสี ก็จะรู้ว่า แก้ปัญหาวิกฤติครั้งใหญ่นี้ต้องระดมสรรพกำลังจาก 3 ส่วนให้ผนึกพลังกันให้ได้ คือ วิชาการ การเมือง และประชาสังคม ที่ผ่านมา รัฐบาลนี้ใช้อีกวิธี เริ่มต้นโดยใช้อำนาจทางการเมือง ใช้ระเบียบ ใช้กฎหมาย ต่อมาจึงเรียกหาวิชาการและกระสอบทราย สุดท้ายก็ปล่อยให้ประชาชนแก้ไขปัญหาด้วยการปิดถนนเอาเอง

     เราไม่เคยได้ยิน ไม่เห็นภาพทางสื่อหรือที่ไหนเลยว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานครมานั่งประชุมเพื่อกำหนดแผนงานหรือยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ปัญหาร่วมกัน เพิ่งมาเห็นข่าวเล็กๆ ตอนปลายเดือนพฤศจิกายนว่าจังหวัดเหล่านี้จะ “ไล่บี้กทม.”

      มารวมตัวกันเอาหลังจากน้ำท่วมมาได้เกือบ 3 เดือนไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่า อบจ.จังหวัดเหล่านี้มีการนัดหมายทำงานร่วมกันอย่างผนึกพลัง จังหวัดทั้งหมดเป็นคลัสเตอร์พื้นที่น้ำท่วม แก้ปัญหาแบบแยกส่วนไม่ได้ เพราะน้ำไม่เคยแยกส่วน แม่น้ำและคลองเชื่อมโยงกันไปหมด แต่สุดท้ายก็เห็นการแก้ปัญหาแบบตัวใครตัวมัน เสียงดังกว่าอย่างกรุงเทพฯ ก็จัดการกั้นเขื่อนกั้นน้ำไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน ด้วยเหตุผลเพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ปล่อยให้จังหวัดอื่นๆ ลอยคอ

     เป็นเหตุผลที่ฟังได้สำหรับทุนนิยม ซึ่งเอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง กลัวว่าจะกระทบต่อบริษัทห้างร้าน แต่เป็นเหตุผลที่ฟังดูแล้วประหลาดอย่างยิ่ง ถามว่าเขตเศรษฐกิจแปลว่าตึก ที่ทำงานหรือ เพราะคนที่ทำงานที่สีลม ราชประสงค์ เพลินจิต เอกมัย ไม่ได้มีบ้านพักอาศัยอยู่แถวนั้น ส่วนใหญ่อยู่บางบัวทอง บางกรวย ลำลูกกา ธัญญบุรี มาจากพื้นที่รอบๆ กรุงเทพฯ ที่ถูกน้ำท่วม

      อยากได้หลักฐานให้ดูภาพทางยกระดับยาวหลายสิบก.ม.ที่กลายเป็นลานจอดรถของคนที่อยู่ชานเมือง แล้วนั่งแท็กซี่ไปทำงานใน “ย่านธุรกิจ” คนที่ใช้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิล้วนแต่อาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมรอบๆ กรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ ไปมาด้วยความยากลำบาก

      ผู้คนตั้งคำถามว่า ท่วมอีกสักสิบเขต แบ่งเบาภาระน้ำท่วมจากปทุมธานี นนทบุรีบ้างไม่ได้หรือ ทำไมน้ำข้างล่างยังแห้ง ข้างบนเน่าสนิท จะท่วมปากท่วมคออย่างนี้ไปอีกนานเท่าไรปฏิกิริยาของประชาชนที่ทนไม่ได้กับ “ความไม่เป็นธรรม” ในการบริหารจัดการน้ำ มีความรู้สึกว่าเป็นประชาชนชั้นสอง ได้รับความเห็นใจและเข้าใจจากสื่อและสาธารณชนทั่วไป เพราะไม่เข้าใจว่า ปล่อยให้กรุงทพฯ แห้ง แล้วไม่เหลียวแลคน “ข้างบน” “นอกคันกั้นน้ำ” “นอกบิ้กแบ็ค” ที่ถูกน้ำท่วมมาเป็นแรมเดือนได้อย่างไร

       ไม่มีมาตรการอะไรเลยที่จะทำให้รู้ว่า น้ำจะท่วมอีกนานเท่าไร จะลดเมื่อไร ก็ไม่มีใครรู้ ก็คงตอบอย่างเจ้าหน้าที่ของรัฐคนหนึ่งทางทีวีว่า “อีกหลายวัน” หรือมาตอบเอาตอนที่น้ำกำลังลดลง ไม่ตอบก็รู้ว่ามันกำลังแห้ง แบบมาแม่นเลขเอาตอนหวยออกแล้ว

      การใช้อำนาจโดยไม่ใช้ความรู้ทำให้ทั้งผู้บริหารและประชาชนทั่วไปอยู่ในสภาวะของความไม่รู้ จึงใช้ความรู้สึกมากกว่าความรู้ รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะไม่เคยได้รับข้อมูล ไม่ได้รับคำอธิบายที่ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร น้ำมาอย่างไร จะไปทางไหน จะไปเมื่อไร ทำไมต้องกั้น ฯลฯ

      ไม่มีการสื่อสาร ไม่มีการทำงานมวลชน งานชุมชน เพราะคิดเอาเองว่ามีสื่อทีวี วิทยุ มีคณะทำงานด้านนี้อยู่แล้ว คิดเอาเองว่า ถ้าได้คนที่สื่อกับประชาชนเป็นจะ “เอาอยู่” ซึ่งเหตุการณ์บานปลายทั้งหลายก็ยืนยันว่า เอาไม่อยู่เช่นเคย เพราะการประกาศทางทีวีไม่ได้ทำให้ผู้คนเข้าใจหรือยอมรับสถานการณ์ได้ ไม่ได้มีการทำงานในพื้นที่จริง

      ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลยตั้งแต่ต้น ข้าราชการฝ่ายปกครองก็ปกครองอย่างเดียว นักการเมืองท้องถิ่นเลือกตั้งเข้ามาแล้วก็ทำงาน “ตามหน้าที่” ไม่ได้มีแผนยุทธศาสตร์อะไร มีแผนงบประมาณ มีงบก็ทำ ไม่มีงบก็ไม่ทำ เหมาเอาว่าทั้ง 4-5 จังหวัดในคลัสเตอร์นี้เป็นชุมชนเมือง ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องทำอะไรมาก

      วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพด้วย แม้ว่า “ภาพใหญ่” จะไม่ได้เรื่อง แต่มี “ภาพเล็ก” จำนวนหนึ่งที่ได้เรื่อง อยู่รอด รวมพลังกันป้องกันตนเองได้ อย่างกรณีที่ปากเกร็ด กรณีที่สมุทรสาคร ที่นครสวรรค์ ที่สิงห์บุรี ที่เทศบาลและชุมชนร่วมมือกันจัดการปัญหาได้เป็นอย่างดีรวมทั้งชุมชนเล็กๆ หลายแห่ง หมู่บ้านจัดสรรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มีการจัดการตนเองได้ โดยอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญ อาศัยความรู้และประสบการณ์ในอดีต เรียนรู้ด้วยตนเองจนรู้ว่า น้ำมามากๆ มาทางไหน รู้หมดว่าน้ำเข้ารูไหน ออกรูไหน จะจัดการอย่างไร

      การช่วยเหลือผู้อพยพจากบ้านไปอยู่ศูนย์พักพิงต่างๆ ก็เช่นเดียวกัน มีหลายกรณีอย่างที่โพธารามที่ท้องถิ่นร่วมมือกันต้อนรับผู้หนีภัยน้ำท่วม ช่วยกันให้ที่พัก อาหาร ราชการส่วนหนึ่ง ชุมชนส่วนหนึ่ง จัดหารถพาไปเที่ยวจะได้ไม่หมกมุ่นอยู่แต่ในศูนย์ พาเด็กไปเรียนรู้ ไปโรงเรียน ได้เพื่อน ได้สนุกสนาน เอาข้าวปลาอาหาร ข้าวต้มขนมมาแบ่งปันคนที่กำลังทุกข์เพราะน้ำท่วม ช่วยให้ผ่อนคลายหายเครียดลงไปได้บ้าง

      ศูนย์พักพิงที่ราชบุรีมีหลายแห่ง ได้ยินแต่เรื่องราวดีๆ ว่ามีชาวบ้านไปช่วยเหลือ เยี่ยมเยียน เอาข้าวปลาอาหารไปให้ จนผู้สูงอายุจากบางแค และผู้หนีภัยจากที่อื่นๆ กินกันไม่หมด อยู่อย่างอบอุ่นนอกจากที่เป็นข่าว มีการบริหารจัดการจากหน่วยงานราชการต่างๆ แต่ก็เป็นไปแบบใครคิดอะไรออกก็ทำ กระทรวงไหน กรมไหน กองไหนมีความคิดอะไรดีๆ มีงบประมาณบ้างก็ทำไป กระทรวงมหาดไทยพยายามประสานการจับคู่ความช่วยเหลือจากหัวเมืองเข้าสู่กรุงเทพฯ ก็ยังดี แม้จะออกมาแบบแข็งกระด้างบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

      ความจริง คนที่มีจิตอาสามีเต็มแผ่นดิน อยากช่วยด้วยวิธีการต่างๆ แต่ขาดการประสานงานที่ดี สุดท้าย ใครใจบุญใจดีมากๆ ก็พากันเอาข้าวปลาอาหารไปส่งให้คนที่กำลังถูกน้ำท่วม ไปทำอาหาร ไปส่งถุงยังชีพ บางจังหวัดจัดส่งไปเป็นหมื่นเป็นแสนถุง แสนกล่อง

      เมื่อผู้คนไม่ไว้วางใจศปภ. การบริจาคผ่านหน่วยงานรัฐก็ลดลง คนหันไปบริจาคให้องค์กรอื่นๆ ให้สื่อ ให้ทีวีช่องต่างๆ ที่ประชาสัมพันธ์ตัวเองเก่ง ทำให้คนเชื่อในประสิทธิภาพและความโปร่งใสเราเห็นการบริหารจัดการแบบใช้อำนาจการสั่งการในหลายๆ เรื่องตั้งแต่ต้น พอน้ำดื่มขาด ไข่ขาด ก็จัดการน้ำเข้าจากต่างประเทศ โดยไม่ได้ขอให้ภาคเอกชน ภาคธุรกิจช่วยกันดูว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ทั้งๆ ที่ศักยภาพที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้มีอยู่เต็มเปี่ยม

      พอต้องการเครื่องสูบน้ำก็ประกาศขอบริจาค ไม่ได้มีการกระจายอำนาจ มอบให้ภาคเอกชนไปช่วยดูแลเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือเหล่านี้ ที่บริษัทรับสัมปทานงานของรัฐเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน มีเครื่องมือมากมาย ขอให้ช่วยให้ยามน้ำท่วมเช่นนี้บ้างไม่ได้หรือ

      เราเห็นการขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค หลายคนได้มากเกิน ขณะที่อีกหลายคนอดอยากหลายวัน การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ไม่สามารถตอบสนองปัญหาเหล่านี้ได้ การสั่งการจากศูนย์อย่างเดียวไม่เพียงพอถ้าหากว่ามีการกระจายอำนาจ กระจายความรับผิดชอบลงไปยังท้องถิ่น

      ให้มีแผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน ให้มีการกำหนดวิธีการดำเนินงานร่วมกันตั้งแต่ต้น การป้องกันก็ดี การไปช่วยเหลือก็ดี จะดีกว่านี้ คนที่ลำบากจะไปแจ้งไปขอความช่วยเหลือเพียงแต่เดินไปที่ปากซอย ไปที่ศูนย์ช่วยเหลือที่กระจายไปเต็มพื้นที่เหมือนศูนย์เลือกตั้งทั้งหลาย ทำไมศูนย์บรรเทาสาธารณภัยจึงไม่ไปตั้งในพื้นที่ใกล้บ้านชาวบ้าน

      ถ้ามีศูนย์ช่วยเหลือที่แต่ละอำเภอ แต่ละเขตจะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ เทศบาล อบต.ไหนไม่ทำ หรือทำอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ก็ให้ร้องเรียนไปยัง ศปภ. หรือจะประสานให้มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลืออิสระจากภาคประชาชนที่อยากช่วยเหลือ

      บางแห่งเป็นพิเศษก็ทำได้ อย่างครัวทั้งหลายที่ตั้งขึ้นหลายแห่งการกระจายความช่วยเหลือเช่นนี้ จะมีที่ที่จิตอาสาต่างๆ จะจัดการแบ่งกันลงไปช่วยได้โดยง่าย สถาบันการศึกษา องค์กรหน่วยงานต่างๆ ระดมผู้คน อาหาร น้ำ อุปกรณ์จำเป็นต่างๆ เช่น เรือ รถ เพื่อขนส่ง นำคนออกมา นำไปส่งโรงพยาบาล ไปส่งศูนย์พักพิง ฯลฯ จัดการให้ได้แบบกระจายอำนาจ แบบสังคมสวัสดิการ แบบมีการจัดการที่ดี มีการประสานพลังจากทุกภาคส่วนโดยรัฐ ทำให้เกิดความร่วมมือ การช่วยเหลือกันอย่างเป็นระบบ

      ไม่ใช่บริหารจัดการแบบทุนนิยม เสรีนิยม ตัวใครตัวมัน ใครมือยาวสาวได้สาวเอา ใครมีเรือก็เอาเรือมาวิ่ง เรียกเก็บเป็นร้อยเป็นพัน การขึ้นราคาข้าวปลาอาหาร วัสดุเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ ซ้ำเติมความทุกข์ยากของชาวบ้าน ฉวยโอกาส แข่งขันกันหาเงิน ไม่ว่าในยามใดโอกาสไหน ไม่ว่าจะบนความทุกข์แสนสาหัสของใคร

      การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ได้ชี้ให้เห็นว่าไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีความรู้ ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีประสบการณ์ บริหารจัดการกันไม่เป็น มีอำนาจสั่งการ แต่คำสั่งก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สุดก็ทะเลาะกันเองระหว่างหน่วยงาน ระหว่างองค์กร ระหว่างพรรค ระหว่างชาวบ้านชุมชนกับรัฐ ระหว่างชุมชนกันเองที่ถูกปล่อยให้แก้ปัญหาตามลำพัง

      การรวมศูนย์อำนาจ การใช้อำนาจสั่งการ เป็นการครอบงำประชาชน เช่นเดียวกับการครอบงำทางสังคม ทางเศรษฐกิจ การใช้เงิน ใช้งบ ใช้โครงการประชานิยมต่างๆ  ประชาชนไม่มีส่วนร่วม มีแต่รอรับความช่วยเหลือจากรัฐ เรียกร้องจากรัฐ ทำให้ชุมชนอ่อนแอ ช่วยตัวเองไม่ได้ พึ่งตนเองไม่เป็น

      การพูดเรื่องการมีส่วนร่วมของชุมชนจึงเป็นเพียงลมปาก ที่ปากว่าตาขยิบ ไม่ได้เป็นจริง เพียงแต่พูดให้ดูดีและทันสมัยเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีการครอบงำ ดำเนินงานแบบสั่งการจากข้างบนรัฐบาลใช้อำนาจแบบ     รวมศูนย์และสั่งการมานาน พอเกิดวิกฤติและแก้ไขไม่ได้ก็ประกาศกระจายอำนาจ ประกาศให้ชุมชนมีส่วนร่วม ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร

      เพราะถ้าไม่ทำกันในภาวะปกติ จะเสกให้ทำตอนภาวะไม่ปกติได้อย่างไร เรื่องพรรค์นี้ต้องเรียนรู้ ต้องค่อยๆ พัฒนา ครอบงำจนเขาหลับไหลมานาน อยู่ดีๆ ไปปลุกให้ตื่นทันทีได้อย่างไรก่อนนี้ แต่ละจังหวัดก็แก้กันเอง ต่างคนต่างทำมานาน ไม่ได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “บูรณาการ”

      วันที่ 24 พฤศจิกายนเกิดปรากฎการณ์พิสดารขึ้น เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่ากทม.และผู้ว่าฯ อีก 5-6 จังหวัดมาประชุม จับมือกัน ออกข่าวกันไปทั่ว เพื่อประกาศว่าจะทำงานแบบ “บุรณาการ”ก็เป็นเรื่องแปลก ขณะที่น้ำกำลังลดพอดี น่าจะมาประชุมและจับมือกันตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 24 กรกฎาคม 24 พฤษภาคม เรียนรู้คำว่าบูรณาการให้ถ่องแท้ จับมือกันให้แน่น วิกฤติน้ำท่วมใหญ่ไม่เกิดหรือไม่ส่งผลเลวร้ายขนาดนี้

      ปราชญ์บอกว่า ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด คือ ผู้ที่ใช้อำนาจน้อยที่สุด คนที่ใช้อำนาจน้อยที่สุด คือ คนที่ใช้ความรู้ ใช้ปัญญามากที่สุด ปัญญาบารมีทำให้คนเชื่อ ทำให้คนฟัง อยากร่วมมือ อยากทำตาม

      ถ้าเราเชื่อว่า คนในท้องถิ่น ในจังหวัด อำเภอ เทศบาล อบต. และชุมชนต่างๆ มีพลังยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ ถ้าหากมีการยอมรับ ให้โอกาส พลังนี้จะปรากฏออกมา แสดงตนเอง ร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน

      ชูมาเคอร์ คนที่เขียนเศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ และเขียน Small is Beautiful พูดถึงเศรษฐศาสตร์ที่เอาคนเป็นศูนย์กลาง ต้องเป็นระบบที่เล็กเพราะจะทำให้จัดการได้ดี  การกระจายอำนาจลงไปในขนาดเล็ก จะทำให้มีพลังและมีประสิทธิภาพ

 

Small is beautiful and powerful เล็กนั้นงามและมีพลัง

Last modified on Friday, 25 January 2013 15:11