phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ความนำและความในใจ

ความนำและความในใจ (11)

สยามรัฐรายวัน 23 มกราคม 2562

“เรื่องน่าเศร้าที่สุดในชีวิตวันนี้ คือ วิทยาศาสตร์ได้ความรู้มาเร็วกว่าที่สังคมได้ปัญญา” ไอแซค อาซิมอฟ นักเขียน นักวิทยาศาสตร์คนดังว่าไว้

อาซิมอฟเป็นอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย มีชื่อเสียงด้วยการเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ เขาถึงแก่กรรมเมื่อปี 1992 ก่อนที่บรรดา “สมองประดิษฐ” (artificial intelligence) จะพัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วใน ระยะ 20 ปีมานี้ แม้หลายอย่างเขาก็ได้เขียนไว้ในนวนิยายของเขาก่อนแล้ว

คำว่า artificial intelligence แปลกันเป็นไทยและติดตลาดไปแล้วว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งผมไม่เห็นด้วย อยากใช้คำว่า “สมองประดิษฐ” มากกว่า และอยากสงวนคำว่า “ปัญญา” เอาไว้แปลคำว่า wisdom อย่างที่อาซิมอฟว่าไว้ “The saddest aspect of life right now is that science gathers knowledge faster than society gathers wisdom”

โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูล (data) ข่าวสาร (information) ความรู้ (knowledge) แต่ขาด “ปัญญา” (wisdom) เพราะปัญญาไม่ได้มากจากข้อมูลข่าวสารความรู้ แต่มาจากการปฏิบัติ โดยอาจนำข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ไปสู่การปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริง ประมวลออกมาเป็นหลักคิด ทฤษฎี เป็นปรัชญาหรือปัญญา คำในความหมายเดียวกัน เป็นคำที่บ่งบอกว่า คนและความรู้นั้นหลอมรวมเป็นหนึ่ง

ปัญญาเกิดจากภายใน ความรู้มาจากภายนอกและเข้าสู่การทำงานของสมอง ที่เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารเข้าด้วยกันจนกลายเป็นความรู้

ผมไม่เชื่อว่าหุ่นยนต์ทั้งหลาย และสิ่งประดิษฐ์ทั่งมวลจะมี “ปัญญา” เพราะปัญญามาจากองค์รวมของชีวิตที่มี ”จิตใจ” ไม่ใช่เพียงการประมวลข้อมูลและสร้างชุดความรู้ต่างๆ อย่างแยบยล พิศดาร เก่งกล้าสามารถจนเอาชนะความรู้ ทักษะและ “สมอง” ของมนุษย์ได้ในหลายๆ เรื่อง

เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันตลอดประวัติศาสตร์ของโลก ที่มาของปรัชญาและวิทยาศาสตร์ ที่มีฐานคิดที่แตกต่างกัน ทำให้มีนักปรัชญา 300 ปีก่อนบอกว่า เหตุผลสำคัญที่สุด แนวคิดนี้จับคู่กับนักวิทยาศาสตร์อย่างนิวตัน ก่อให้เกิดการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคคโนโลยี แต่ยังผลให้ลดทอนทุกอย่างลงมาเหลือแค่ “เหตุผล” และ “วัตถุ”

ทำให้คนคิดแบบกลไก แยกส่วน ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้ในการพัฒนาอุตสาหกรรม การบริหารจัดการบ้านเมือง การศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้อยู่บนฐานคิดอีกแบบที่บอกว่า “หัวใจมีเหตุผล ที่เหตุผล (สมอง) ไม่รู้จัก” อย่างที่ปาสกัล นักปราชญ์สายองค์รวม ยุคเดียวกับเดการ์ต นักปราชญ์บิดาของเหตุผลนิยม รากฐานการคิดของโลกปัจจุบัน

การบริหารจัดการต่างๆ จึงมักเน้นที่ “แรงจูงใจ” มากกว่าสร้าง “แรงบันดาลใจ” เพราะทำง่ายกว่าที่จะให้รางวัลและการลงโทษ ซึ่งใช้เหตุผลธรรมดาก็อธิบายได้ แต่แรงจูงใจต้องใช้ตัวอย่างที่ทำแล้วเห็นจริง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน เป็นพลังขับเคลื่อนที่แรงกว่าและยั่งยืนกว่า “แรงจูงใจ”

การใช้ “กฎหมาย-กฎระเบียบ” จึงทำได้ง่ายกว่าและทำกันมากกว่าการพัฒนา “จิตสำนึก” ที่ยากกว่า แต่ยั่งยืนกว่า เพราะมาจากกภายใน และสัมพันธ์กับชีวิตทั้งหมดแบบองค์รวม ไปบอกไปสอนคนอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การบังคับใช้กฎหมายก็ใช้ได้ แต่เมื่อมีโอกาสคนก็ทำผิดกฎหมาย หมวกกันน็อค จึงกลายเป็นหมวกกันตำรวจ ใส่เมื่อรู้ว่าข้างหน้ามีตำรวจ

กฎหมายใช้กับ “สถาบัน” (institution) ต่างๆ ตั้งแต่เล็กไปจนถึงสถาบันทางบ้านเมือง ขณะที่ “ขบวนการ” (movement) จะใช้พลังของจิตวิญญาณ (spirit) สถาบันอยู่ได้เพราะจิตวิญญาณ ไม่ใช่เพราะกฎระเบียบ ถ้าสถาบันอยู๋ด้วยกฎระเบียบอย่างเดียว สถาบันจะแข็งทื่อ ปรับตัวยาก เปลี่ยนแปลงยาก ขบวนการจึงยืดหยุ่นปรับตัวเคลื่อนไหวได้ง่าย เปลี่ยนแปลงง่าย

คำเหล่านี้สัมพันธ์กับ “ภายนอก-ภายใน” “กาย-ใจ” “เปลือก-แก่น” ซึ่งหากไม่แยกแยะหรือมองข้ามก็ทำให้เกิคความสับสน เหมือนที่ใครๆ ชอบใช้คำว่า “บูรณาการ” “วิสัยทัศน์” “ยุทธศาสตร์” “ศักยภาพ” และคำอื่นๆ อย่างพร่ำเพรื่อและไม่เข้าใจจริง จึงขาดพลัง เพราะมีแต่ตัวหนังสือและคำ แต่ไม่มีความหมายที่ต้องมาจาก “ภายใน” ของคนพูดเอง มาจาก “ใจ” ไม่ใช่มาจากปากหรือจากสมองเท่านั้น

ในหนังสือ “เจ้าชายน้อย” (The Little Prince) มีบอกไว้ตอนหนึ่งว่า “ ใจเราเท่านั้นที่จะเห็นอะไรได้ถูกต้อง สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ เราไม่สามารถเห็นด้วยตา” (It is only in the heart that one can see rightly, what is essential is invisible to the eye.)

โลกวันนี้พัฒนาไปเร็วอย่างน่ากลัว มนุษย์เข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกเรื่อง มีมือถืออัจฉริยะก็เพียงพอ แต่ก็สัมผัสสิ่งเหล่านี้ด้วยตาและด้วยสมองมากกว่าด้วยหัวใจ และถูกท่วมท้นทับถมด้วยข้อมูลข่าวสารที่จริงบ้างเท็จบ้างจนแยกยาก และไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาทางปัญญา

แม้ว่า “สมองประดิษฐ” ที่ทำอะไรได้ดีกว่า เก่งกว่าคนในบางเรื่อง แต่เพราะคนมีหัวใจ มีปัญญา และก้าวข้ามมิติธรรมดาไปอีกมิติหนึ่งแห่งอุตรภาวะ คงไม่มีสิ่งประดิษฐใดทำแทนได้

     น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้มีผลกระทบต่อคนไทยกว่าครึ่งค่อนประเทศ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบากมากน้อยต่างกัน บางคนสูญเสียเกือบทุกอย่าง “เหลือแต่ตัวกับหัวใจ” ซึ่งถือว่าโชคดีมาก เพราะนอกจากจะเอาชีวิตรอดมาได้ยังเอาหัวใจมาด้วย ไม่ถอดใจ ไม่สิ้นหวัง          

     ท่านมหาตมะ คานธีบอกว่า เมื่อใดที่ท่านท้อแท้ ท่านจะนึกถึงคนที่ลำบากกว่า  หรือใครอีกคนหนึ่งเล่าว่า ตอนที่เธอยังเด็ก ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยากได้รองเท้าคู่ใหม่ จนกระทั่งแม่ชี้ให้ดูเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีแม้แต่เท้าจะเดิน เธอจึงได้หยุดร้องไห้และหยุดร้องขอรองเท้าคู่ใหม่          

     เราได้ยินได้ฟังได้เห็นภาพของคนที่ “พิการ” หรือขาดอวัยวะบางส่วนที่คนทั่วไปเขามีกัน เช่น ตาบอด แขนขาขาด มีมากมายหลายคนที่แสดงให้เห็นว่า การขาดอวัยวะเหล่านั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต ตรงกันข้าม ทำให้หลายคนพบคุณค่าและความหมายอันยิ่งใหญ่ของการมีช่วิตอยู่          

     ชีวิตของคนอย่างนิค วูจีชิช ชาวออสเตรเลียที่ไม่มีแขนไม่มีขาเหมือนคนทั่วไป เขาบอกว่า “ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีปัญหา” เขาบอกเล่าเรื่องราวของตนเองแบบ “ชีวิตไร้ขีดจำกัด” (Life without Limits) นิคเป็นนักพูดที่เดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

     @ น้ำใจยิ่งใหญ่กว่าน้ำท่วม  เราได้เห็นความช่วยเหลือที่มาจากสารทิศ ระดมไปสู่ผู้ประสบอุทกภัย ทั้งแรงงาน แรงกาย ข้าวของ เงินทอง ข้าวปลา อาหาร น้ำดื่ม หยูกยา มาจากในประเทศ ต่างประเทศ เอเชีย ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย 

     ได้เห็นคนญี่ปุ่นตอบแทนน้ำใจคนไทยที่ได้ช่วยพวกเขายามประสบภัยสึนามิ วันนี้พวกเขาส่งกำลังใจ ส่งความช่วยเหลือมาให้ แค่ฟังเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อส่งแรงใจมา พร้อมกับภาพสึนามิ ภาพคนไทยที่ระดมทุน ระดมของบริจาคเพื่อส่งไปญี่ปุ่นครานั้น และวันนี้มีภาพคนญี่ปุ่นมากมายถือป้ายคำพูดซึ้งๆ “คนไทย สู้ สู้” และอื่นๆ  เรานั่งดูยังน้ำตาซึม นี่คือน้ำใจที่ไร้เขตกั้น หัวใจที่ไร้พรมแดน  

     @ พลังสร้างสรรค์ยามวิกฤต ภาษาฝรั่งบอกว่า “Necessity creates ingenuity” แปลว่า ความจำเป็นทำให้เกิดการสร้างสรรค์ ได้เห็นภาพทางอินเทอร์เน็ต ทางสื่อมวลชนแล้วอดทึ่งและและอดขำไม่ได้ อย่างการยกล้อจักรยานยนต์ ตุ๊กตุ๊กหนีน้ำ การเอาปิกอัพลากสกี้น้ำที่ทำเองที่มีลูกสาวยืนและจับอย่างนักกีฬา 

     การทำแพด้วยขวดพลาสติกใช้แล้ว เอามาผูกติดกันเป็นร้อยเป็นพันขวด หรือใช้แกลลอนแทนขวดก็ได้  จักรยานสะเทินน้ำสะเทินบก  การทำถุงพลาสติกคลุมรถกันน้ำเข้าหลายรูปแบบ  การเอาโฟมมาทำแพให้รถลอยน้ำ การทำบ้านลอยน้ำด้วยโฟม แถมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ มีไฟฟ้าใช้ได้อย่างสะดวกอีกต่างหาก และอื่นๆ อีกมากมายอย่างคาดไม่ถึง

     วันนี้ (18 มิถุนายน) วันดีเป็นศรีวัน วันเปิดเรียนสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ขอแสดงความยินดีกับนักศึกษา อาจารย์ทุกท่าน ขอให้เราทุกคนจับมือกันก้าวเดินไปบนหนทางชีวิต ที่มีมากมายหลายอย่างให้ได้เรียนรู้ ที่เต็มไปด้วยพลังและเสน่ห์ชวนหลง ผมจึงได้เรียนทุกท่านผ่านการถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ตเมื่อเช้านี้ว่า เรียนอย่างไรจึงจะได้ 5 อย่างเป็นอย่างน้อย

     ๑. ได้วิธีคิด  สังคมไทยไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร ไม่ได้ขาดแคลนแรงงานหรือแม้แต่เงิน แต่ขาดวิธีคิด เรียนอย่างจึงได้เครื่องมือให้คิดเป็น แยกแยะได้ เชื่อมโยงได้ สรุปได้ ถ้าคิดเป็นก็จะตัดสินใจเป็นและเลือกเป็น ไม่ตกเป็นเหยื่อของสังคมบริโภคและผู้คนที่ครอบงำความคิด วิถีชีวิตของเราวันนี้ จนคิดไม่ออก ตัดสินใจไม่ได้ เลือกไม่ได้ สังคมและคนเหล่านั้นกำหนดหมดทุกอย่างให้เราแล้ว

     ๒. ได้วิธีเรียนรู้  ซึ่งไม่ใช่การท่องหนังสือแล้วไปสอบ แต่เรียนการสร้างความรู้ใหม่ด้วยตัวเอง ที่เราเรียกกันในมหาวิทยาลัยชีวิตว่า ความรู้มือหนึ่ง เรียนการจัดการความรู้ การจัดการประสบการณ์ของตนเอง เรียนจากการปฏิบัติ เรียนอย่างมีความสุข ได้วิธีการเรียนรู้เช่นนี้จะทำให้เรียนรู้เป็น และรักที่จะเรียนรู้ไปตลอดชีวิต

     ๓. ได้วิธีการจัดการชีวิต จัดการอาชีพ จัดการการเงิน จัดการสุขภาพ เมื่อก่อนนี้เรามีวิธีการจัดการชีวิตแบบหนึ่ง เป็นยุคเกษตร ยุคอุตสาหกรรม วันนี้เราอยู่ในยุคใหม่ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าไม่เรียนรู้การจัดการให้ได้อย่างน้อย 4 อย่าง ก็จะเอาตัวรอดได้ยาก ชีวิตมีปัญหา อาชีพไม่ก้าวหน้า เป็นหนี้เป็นสินเพราะไม่มีแผนการออม แผนการใช้เงินที่ดี สุขภาพก็ไม่ดีเพราะไม่รู้จักอยู่ ไม่รู้จักกิน

Page 1 of 2