phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (562)

สยามรัฐรายวัน  10 มกราคม 2561

การถกเถียงเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income – UBC) ในเวทีต่างๆ ทั่วโลกวันนี้ มีข้อเสนอที่สรุปได้ว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำการวิจัยทดลอง คล้ายกับการทดลองวัคซีน เพื่อทดสอบผลที่เกิดกับชุมชนนำร่อง หารูปแบบหลากหลาย ให้ได้โมเดลที่เหมาะสมกับประเทศของตน

            เท่าที่ทราบ เมืองไทยยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยังไม่มีแผนที่จะทดลองนำร่องเรื่องนี้ และไม่แน่ใจว่าผู้เกี่ยวข้องสนใจเรื่องนี้หรือไม่ เพราะที่สุดเป็นเรื่องของ “กระบวนทัศน์” ที่ใช่จะเปลี่ยนกันง่าย

            ที่ผ่านมาก็มีโครงการสวัสดิการแบบต่างๆ มากมาย ออกมาเป็น “โครงการ” หลากหลายรูปแบบบนฐานคิดการสงเคราะห์ “คนจน” “ผู้มีรายได้น้อย” “ผู้สูงอายุ” “คนพิการ” “คนตกงาน”

            แต่ก็มีบางโครงการที่มีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการที่ดี อย่างเรื่องสุขภาพถ้วนหน้าและเรื่องการศึกษา อย่างแรกยังอยู่ อย่างหลังก็ยังอยู่แต่ปรับให้แคบลง ไม่ “ถ้วนหน้า” เหมือนตอนเริ่มต้น

กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ซึ่งให้โอกาสทุกคนเรียนถึงระดับอุดมศึกษาได้โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เมื่อเรียนจบทำงานและเสียภาษีก็ให้ค่อยๆ จ่ายคืน ถ้าไม่เสียภาษีก็ไม่ต้องจ่ายคืน

            กรอ.เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ขาดโอกาสจำนวนมากได้เรียนถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งหมายถึงการให้ความเป็นธรรมทางสังคมแก่คนจำนวนมากซึ่งหากไม่มีกรอ.ก็หมดสิทธิ์เรียน เพราะยากจน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2548 นักศึกษาเรียนมากเพราะมีทุนนี้ และลดลงมากเมื่อทุนนี้เปิดไว้เฉพาะสำหรับสาขาที่ “สังคมต้องการแรงงาน” (โดยไม่คิดว่าชุมชนท้องถิ่นต้องการรผู้นำทางปัญญา)

            สาเหตุน่าจะมาจาก “แพง” และอาจ “ถังแตก” เลี้ยงตัวเองไม่ได้ในที่สุด โดยไม่คิดว่าการศึกษาเป็นการลงทุน “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนทางสังคม เพื่อสังคมจะได้มีคนมีความรู้ ชุมชนจะได้มีผู้นำทางปัญญา

สยามรัฐรายวัน 3 มกราคม 2561

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ “ร้อนแรง” ที่สุดทั่วโลกวันนี้ ไม่ว่าประเทศร่ำรวยหรือยากจนก็สนใจ เป็นอุดมคติหรือยูโธเปียที่มีทางเป็นจริงได้ แต่คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน อาจใช้เวลาอีกหลายปี หรือหลายสิบปี

            ที่ผ่านมา เมืองไทยมีโครงการสวัสดิการมากมายให้คนจน ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้  แต่ละโครงการมีเงื่อนไขต่างๆ รวมไปถึงการช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างโครงการเงินฝันสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือโครงการต้นกล้าอาชีพและ “แจกเงิน” สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

            ขณะที่หลายประเทศในโลกเริ่มหาทางคิดใหม่และทำใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เพราะไม่นาน คนจะตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบันทำให้คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง ภายในปี 2020 คนรวย 1% ในโลกจะมีสินทรัพย์มากกว่า 50% ของโลก

            แต่การถกเถียงกันเรื่องนี้ดีไม่ดียังไงก็ไม่มีวันจบ ต้องลงมือทดลองถึงจะรู้ว่า ทำได้หรือไม่ จึงมีการทดลองนำร่องในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศร่ำรวยและยากจน

            ที่สหรํฐอเมริกา บริษัท Y Combinator ที่ซิลิคอน วัลเลย์ ทำการวิจัยกับคน 3,000 คนในสองมลรัฐ กลุ่มที่ 1 จำนวน 1,000 คน รับ 1,000 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปี กลุ่มที่ 2 จำนวน 2,000 คน รับ 50 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปีเช่นเดียวกัน

            คนรับเงินในงานวิจัยนี้ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย อยากใช้เงินทำอะไรก็ได้ งานนี้ต้องการทราบเพียงว่า คุณภาพชิวิตของผู้รับเงินเปลี่ยนไปหรือไม่ แรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างไร

www.phongphit.com

ตามบัตรประชาชนผมเป็นคนปีจอ แต่จริงๆ ผมเกิดปีกุน อายุตามบัตรจึงมากกว่าอายุจริง ๑ ปี มีบางคนบอกว่า ผมหน้าอ่อนกว่าวัย ก็ดีใจเล่นๆ ยังไงก็เป็นหนุ่มน้อย (ลง) อยู่แล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไป “ไม่มีใครลงไปในแม่น้ำสายเดียวได้สองครั้ง” เพราะน้ำไหลไปไม่กลับ

อยากเขียนเรื่องหมาในปีจอ ปีที่ ๑๑ ของนักษัตร ไม่ค่อยเข้าใจปีไทยปีจีนตามสุริยคติ เรื่องโหราศาสตร์ เรื่องปีชง (เพราะชงเป็นแต่กาแฟ) อยากเขียนอะไรเบาๆ ต้นปีจอ เผื่อปีนี้จะได้ไม่หนักเกินไป เห็นใครๆ บอกว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” อยากเริ่มต้นเบาๆ ครับ

ในหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” (พิมพ์ ๘ ครั้ง) ผมแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ ๑๐ เล่ม ดูหนัง ๑๐ เรื่อง เพราะผมก็คงเหมือนพ่อหลายๆ คนที่สอนลูกตรงๆ ไม่ได้ ต้องอาศัย “กุโศลบาย” ถ้าเป็นสนุ๊กเก้อก็ต้องใช้ “บ๋อย” เพื่อช่วยไปดันอีกลูกลงหลุม

หนึ่งในหนังสือที่ผมแนะนำให้ลูกอ่าน คือ “นิกกับพิม” ประพันธ์โดย “ว.ณ ประมวญมารค” นามปากกาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

นิกกับพิมเป็นชื่อหมาสองตัว นิกเป็นหมาพันธุ์บอ๊กเซอร์ตัวใหญ่ ส่วนนิกเป็นหมาพันธุ์พูเดิ้ลตัวเล็ก สีดำ ขนหยิก เป็นเพศผู้ทั้งสองตัว เป็นพ่อสื่อให้เจ้าของรักกัน แรกพบกันที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เมื่อนิกต้องมาอยู่เมืองไทยกับนาย ก็เขียนจดหมายไปถึงพิมที่ยังอยู่เมืองนอก เล่าให้พิมฟังว่า สังคมหมาในไทยเป็นอย่างไร นิกเล่าเรื่องในหมู่บ้านที่ชัยภูมิว่า ต้องทำศึกชิงนาง (แด่น) อยู่บ่อยๆ “ฉันต้องต่อสู้กับไอ้ตูบ ไอ้ตาล ไอ้โกร่ง ไอ้ขาเป๋ และหมาหน้าวัดทั้งหลายไม่ต่ำกว่า 7 จนไอ้ตูบมีหูห้อยไปข้างหนึ่ง ไอ้โกร๋งขากะเผลก ไอ้ขาเป๋ขนร่วงกราว อีกตัวหนึ่งเลือดไหลแหมะๆ ส่วนฉันหนังที่ใต้คอถูกกัดวิ่นไปเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร อีกหน่อยมันก็คงเกิดใหม่”

Wednesday, 27 December 2017 08:23

คำนึงพินิจ ปี 2560

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 27 ธันวาคม 2560

ปี 2560 กำลังจะผ่านไปพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญทั่วโลก ความขัดแย้ง ความรุนแรงที่ดูจะทวีขึ้นส่วนในประเทศ เกิดน้ำท่วมร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง  พระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และการวิ่งจากเบตงถึงแม่สายของตูน บอดี้สแลม

            เหตุการณ์ที่คู่ขนานกันไปตลอดปี คือ เรื่องการเมือง โรดแมปกลับไปสู่ “ประชาธิปไตย” และความพยายามในการปฏิรูป กับเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องที่รุนแรงและดูเหมือนจะกระทบคนจนคนรากหญ้ามากที่สุด หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น หนี้นอกระบบที่กลับมา หมดปัญญาหาทางออกของคนจน

            ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ในความสุขมีความทุกข์ ในความทุกข์มีความสุข แต่เป็นสองอย่างในเรื่องเดียวกัน เป็นคนละขั้วของความเป็นจริงเดียว บวกและลบ ที่ประจบกันทำให้เกิดกระแสไฟแห่งชีวิต

            พระราชพิธีพระบรมศพฯ และการวิ่งของตูน บอดี้สแลม เป็นสองเหตุการณ์ที่บ่งบอกว่า “ทุนทางสังคม” หรือสายใยที่ร้อยรัดผู้คนให้ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ขาดหาย ยังอยู่และพร้อมที่จะปรากฎออกมาเมื่อถึงเวลา หรือในสภาพการณ์เหมาะสม

            สิ่งที่ปรากฎไม่ใช่ “มวลชนบอด” แต่เป็น “พลังทางจิตวิญญาณ” ที่ผสานและแผ่ซ่านไปทั่ว เหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์