phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (599)

     สยามรัฐรายวัน 20 ตุลาคม 2553

     เหตุการณ์ที่เมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในชิลีเมื่อไม่กี่วันก่อนกลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่บอกอะไรหลายอย่างให้กับผู้คนทั่วโลกที่ติดตามการถ่ายทอดสดทาง CNN หรือ BBC และสถานีท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งสื่อทุกชนิด ที่รายงานเหตุการณ์การช่วยชีวิต 33 คนที่ถูกขังอยู่ลึกลงไปในเหมืองถึง 700 เมตรเป็นเวลากว่า 2 เดือน         

     การถ่ายทอดสดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่กลายเป็นการรวมศูนย์รวมพลังใจผู้คนนับล้านๆ จากทั่วโลกที่ส่งใจไปช่วย และไม่อายที่จะเอามือปาดน้ำตาเมื่อปรากฏภาพของคนงานเหมืองค่อยๆ เดินออกจากจากแคปซูล ภรรยา ลูก พ่อ แม่ คนรัก โผเข้ากอด หลายคนกอดนานเหมือนไม่อยากให้จากไปอีก         

     สื่อวันนี้มีความสำคัญมาก การถ่ายทอดสดที่ยาวนาน บอกเล่าสถานการณ์แทบทุกนาทีอย่างต่อเนื่อง ตรึงผู้คนให้มีอารมณ์ร่วม ให้ลุ้น ให้รอ ให้ติดตามว่าจะทำสำเร็จไหม จะขึ้นมาได้อย่างปลอดภัยทุกคนหรือไม่ คงมีไม่มากนักที่ติดตามดูตั้งแต่คนแรกถึงคนสุดท้าย แต่ส่วนใหญ่ได้ดูสดๆ อย่างน้อยหนึ่งหรือหลายกรณีที่ขึ้นมาจากเหมือง และยังได้ดูการสรุปในข่าวประจำวันอีก

     รัฐบาลชิลีได้รับคำชมจากทั่วโลกว่าจัดการเรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม ทุ่มเทตั้งแต่วันที่เหมืองถล่มเพื่อหาทางช่วยเหลือแบบไม่เคยสิ้นหวัง ระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน และจากต่างประเทศ รวมทั้งคนไทย 2 คนที่มีส่วนอย่างสำคัญในภารกิจครั้งนี้    

Wednesday, 13 October 2010 00:00

กีฬา ยาพิษ ทุนนิยม

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐรายวัน 13 ตุลาคม 2553 

     เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล ที่มีแฟนทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยต้องไปอยู่ท้ายตารางอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่มีนักเตะระดับโลกหลายคน ผู้จัดการทีมก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าทีมดังอื่นๆ         

     ใครจะวิเคราะห์อย่างไรก็ได้ แต่ที่เห็นๆ สะดุดหูสะดุดตา คือ เจ้าของทีมสองคนชาวอเมริกันที่เข้ามาซื้อทีมหลายปีที่ผ่านมาไม่น่าจะมีความชอบกีฬาฟุตบอลที่พวกเขาเรียกซอคเคอร์อะไรนักหนา ที่มาซื้อเพราะเป็นธุรกิจ และธุรกิจในโลกทุนนิยม คือ การทำกำไร ไม่ใช่มาทำงานพัฒนาหรือสังคมสงเคราะห์         

     ฟังที่ราฟาแอล เบนิเตซ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลพูดถึงเจ้าของสองคนนี้แล้วก็เชื่อว่าจริง ว่าพวกเขาไม่มีความรู้เรื่องฟุตบอลเลย และการที่ไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีอย่างเจ้าของทีมเชลซี หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อเมริกันสองนายนี้ถึงได้เอาเงินกู้จากธนาคารมาลงทุน และที่ขายไม่ออกมานาน ทั้งๆ ที่มีคนสนใจ เพราะพวกเขาไม่ต้องการขายขาดทุน และต้องการกำไรให้มากที่สุด ถึงได้ยื้อมาจนวันนี้ที่ถูกบังคับ และกำลังฟ้องศาลจะเอาคืน         

     เรื่องหงส์แดงลิเวอร์พูลจะจบอย่างไรไม่ทราบ แต่ก็เป็นบทเรียนเก่าๆ เดิมๆ ที่เห็นกันมานานแล้วว่า ทุนนิยมไม่ว่าจะทำอะไรที่ไหนจะไม่ปรานีใคร ใครจะคลั่งไคล้กีฬาและอยากดูอย่างมีความสุขก็เรื่องของคุณ แต่ผมต้องการทำธุรกิจและต้องการกำไร ไม่ต้องมองไกลที่ไหน ที่เมืองไทยเราก็ไม่ได้แตกต่างกัน

      สยามรัฐรายวัน 6 ตุลาคม 2553 

     ไม่ว่าจะแก้ตัวเพราะเขินอายอย่างไร ใครๆ ก็รู้ว่าการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์หน้าทำเนียบรัฐบาลคงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องไสยศาสตร์ ที่พูดให้ฟังดูดีว่า เป็นการปรับฮวงจุ้ย จะเถียงว่าเรื่องชัยภูมิเป็นเรื่องของศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณก็ว่ากันไป แต่โหราศาสตร์ก็ไม่ใช่ดาราศาสตร์วันยังค่ำ 

     ฮวงจุ้ยเป็น “ศาสตร์แห่งลมและน้ำ” ว่าด้วยความสมดุลของสรรพสิ่งในจักรวาล มีหลักการที่สรุปมาจากประสบการณ์หลายพันปีของคนจีนว่า จะอยู่ที่ไหนอย่างไรจึงจะ “ดี” และอยู่เย็นและเป็นสุข

     บางอย่างก็อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ มีการนำมาประยุกต์ใช้ในสถาปัตยกรรมยุคใหม่ ใครไปเขาใหญ่ลองแวะไปดู DNA รีสอร์ท จะเห็นนวัตกรรมที่นำเรื่อฮวงจุ้ยมาใช้เป็นบางส่วน ที่ลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ ดร. สุนทร บุญญาธิการ วิจัยปฏิบัติการเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก         

     ความรู้ภูมิปัญญาไทยในเรื่องนี้ก็มี เพียงแต่อาจจะไม่วิจิตรพิสดารและเป็นระบบเท่าของจีน คนไทยจะสร้างบ้านไม่ใช่ว่านึกจะสร้างที่ไหน อย่างไร เมื่อไรก็ทำเลย หากแต่ต้องดูที่ดูทาง ซ้ายขวา หน้าหลัง ล่างบน ว่ามีอะไรที่เป็นอัปมงคลหรือไม่ คนที่ดูก็ไม่ใช่คนทั่วไป แต่ต้องเป็น “หมอ” เป็นคนที่มีบารมี ที่ผู้คนเคารพนับถือว่ามีญาณพิเศษมองเห็นอะไรที่คนธรรมดามองไม่เห็น สื่อสารกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้         

     เมื่อดูทิศดูทาง ทางลม ทางแดด ทางน้ำ และดูฤกษ์ดูยามแล้วก็ลงมือสร้าง มีพิธีกรรมยกเสาเอก เป็นพิธีทำขวัญเสา ผูกต้นกล้วยต้นอ้อยไว้ที่ปลายเสา ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน มานุษยวิทยาถอดรหัสอธิบายว่า การลงเสาเอกเท่ากับเชื่อมโยงบ้านหลังใหม่ให้เข้าถึงศูนย์กลางแห่งจักรวาล เข้าสู่เอกภาพกับเอกภพ เพื่อให้เกิดความสมดุลแห่งชีวิต เพราะศูนย์กลางคือจุดสมดุล

     สยามรัฐรายวัน 29 กันยายน 2553 

     ภาคธุรกิจเอกชนบ่นว่า นักศึกษาที่จบใหม่ “ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ” นับเป็นการกล่าวที่ “รุนแรง” และดูถูกอุดมศึกษาไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่คงเป็นคำกล่าวที่มาจากประสบการณ์จริงที่ผิดหวังกับคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษาไทยที่เอาแต่สอนหนังสือ สอนคนให้รู้หนังสือ ไม่ได้สอนคนให้เป็นคน มีทักษะที่จำเป็น มีความเพียรทน และมีความรับผิดชอบ         

     ผลผลิตจากระบบการศึกษาแบบนี้จึงไม่แปลกที่น่าผิดหวัง ทำงานไม่เป็น เพราะเขาไม่ได้สอนให้คิดเป็น ถ้าคิดเป็นย่อมจะคิดออกว่าจะเรียนรู้และปรับตัวทำงานได้อย่างไรแม้ว่าอาจจะไม่ตรงกับที่เรียนมาทั้งหมด เขาไม่ได้สอนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ได้สอนให้เอาปัญหาจริงๆ มาแก้          

     ทำงานไม่เป็นไม่ใช่เพียงเพราะไม่ได้เรียนเรื่องงานที่ทำ แต่เพราะไม่ได้เรียนเรื่องการเรียนรู้ ไม่รู้ว่าจะเรียนตลอดชีวิตจากการปฏิบัติ จากชีวิตจริงได้อย่างไร เพราะสี่ปีในมหาวิทยาลัยเอาแต่ท่องหนังสือไปสอบ และไม่เคยอดทนเรียนอย่างสม่ำเสมอตลอดปี เรียนก่อนสอบไม่กี่วันเท่านั้น เพราะท่องก่อนนานๆ ก็ลืม

     ความอดทนในคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ ยุคสมัยของพวกเขา ไม่มีใครรอจนอายุ 50-60 เพื่อจะได้มีเงินมีทอง ร่ำรวย ถ้าอายุเกิน 30 แล้วรวยถือว่าแย่ เพราะมหาเศรษฐีของโลกและคนที่ประสบความสำเร็จล้วนแต่ร่ำรวยก่อนอายุ 30 ทั้งนั้น ดูกูเกิ้ล ยาฮู ไมโครซอฟท์ ทำอย่างไรจึงจะได้งานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ก้าวหน้าเร็วๆ งานที่ไม่ต้องออกแรงมากเกินไป เพราะไม่ได้เกิดมาเป็นกรรมกรจับกัง