phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (605)

     สยามรัฐรายวัน 26 มกราคม 2554

     “คนไทยโชคดีที่มีนา แต่โชคร้ายที่ทำนาไม่เป็น” เป็นคำเย้ยหยันของคนต่างชาติที่คนไทยไม่ควรโกรธ แต่ควรยอมรับว่าเป็นการท้าทายที่ทำให้เราหันมาพิจารณากันอย่างจริงจังเสียทีว่า ทำไมชาวนาไทยจึงทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ทิ้งไร่ทิ้งนาเข้าไปรับจ้างในเมือง  

     ชาวนาบอกว่า ทำนาวันนี้ไม่คุ้ม ลงทุนสูงแต่ได้ข้าวน้อย แค่พอกิน จึงเหนื่อยเปล่า สู้เอาเงินไปซื้อข้าวสารจากตลาดกินดีกว่า ทำนามีปัญหาสารพัด น้ำก็ไม่พอ รอแต่ฟ้าฝน ไม่มีชลประทาน ในที่ที่มีน้ำดีก็มีศัตรูพืช ต้องลงปุ๋ยยาสูง ไม่ใส่ก็ไม่ได้ข้าว 

     ที่ว่ากันว่า ชาวนาไทยไม่ได้จนดิน ไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนแรงงาน รมทั้งไม่ได้จนเงิน แต่จนปัญญา ท่าจะจริง เพราะประเทศเวียดนามมีที่นาน้อยกว่าไทย วันนี้กำลังขายข้าวเท่ากับไทยและไม่นานคงขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง เพราะที่เวียดนามทำนาได้ข้าวมากกว่า 

     คนไทยทำนาแทบตายได้ข้าว 300-400 กิโลต่อไร่ ที่น้ำดีได้มากกว่าเล็กน้อย ขณะที่เวียดนาม จีน และประเทศอื่นๆ ทำได้ไร่ละเป็นตันและมากกว่าตั้งนานแล้ว เพราะประเทศเหล่านั้นเขามีปัจจัยสำคัญในการทำนาดีกว่าไทย

     สยามรัฐรายวัน 19 มกราคม 2554

     เห็นพี่น้องเกษตรกรถอยรถป้ายแดงกันเป็นว่าเล่นแล้วไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจ เพราะชีวิตวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อขายยาง ขายปาล์ม ขายมันสำปะหลัง ขายข้าวโพดได้ราคาดีขนาดนี้ ก็ขอขี่รถป้ายแดงกับเขามั่ง ส่วนวันหน้าจะอย่างไรไม่ทราบ

     เพราะยางเคยขึ้นถึง 100 แล้วร่วงลงไปถึง30 กว่าบาทมาแล้ว ยางพาราที่ตลาดหาดใหญ่วันที่ 17 มกราคม 2554 ยางแผ่นดิบราคา 156.11 บาท ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 162.71 บาท

     สถานการณ์เศรษฐกิจโลกวันนี้ทำให้เชื่อว่า อนาคตของประเทศที่ทำการเกษตรนั้นดีแน่ แต่ต้องมียุทธศาสตร์ ไม่ปล่อยไปตามกระแสโลก ทั้งๆ ที่สามารถลุกขึ้นมาเป็นคนร่วมกำหนดชะตากรรมของตนเอง กำหนดราคาผลผลิต กำหนดปริมาณการผลิต กำหนดคุณภาพผลผลิตได้

     วิกฤติอาหารโลกเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน เพราะการหาพลังงานทางเลือกเริ่มมานานหลายปีแล้ว ที่ราคาผลผลิตต่างๆ เพิ่มขึ้นก็มาจากการนำผลผลิตทางการเกษตรไปทำน้ำมันเป็นสำคัญ ส่วนราคายางพารา ถ้าน้ำมันราคาสูงขึ้น ราคายางก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะยางเทียมสูง ยางแท้ก็สูงตาม

     สยามรัฐรายวัน 12 มกราคม 2554 

     คนไทยโชคดีที่อยู่ในเขตร้อนชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต มีผักผลไม้เป็นร้อยเป็นพันชนิด รสชาติอร่อยถูกปากถูกใจคนต่างชาติและนักท่องเที่ยว 15 ล้านคนที่มาเที่ยวเมืองไทย คนเหล่านี้กลับไปบ้านของตัวเองก็ยังคิดถึงและอยากกินอีกถ้ามีโอกาส         

     นอกนั้น พวกเขาจะบอกเล่าเรื่องผักผลไม้ไทยให้คนอื่นฟัง ชวนกันไปกินข้าวร้านอาหารไทย ซึ่งใช้ผักผลไม้ไทย ร้านอาหารไทยเป็นที่นิยมอันดับต้นๆ ของโลก มีอยู่ทุกประเทศ เป็นคนประชาสัมพันธ์โดยหน่วยงานราชการไม่ต้องเสียค่าโฆษณา         

     แต่เป็นโชคดีที่มากับโชคร้าย ผักผลไม้ไทยส่งออกปีหนึ่งแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐกำลังมีปัญหา นอกจากคู่แข่งอย่างเวียดนามและจีนที่ต้นทุนการผลิตถูกกว่าและปัจจัยหลายอย่างก็เอื้อกว่า ผักไทยกำลังถูกอียูห้ามนำเข้าเพราะปนเปื้อนสารเคมีสูงเกินอัตรากำหนด         

     ความจริง ตลาดผักผลไม้ไทยในอียูเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดใหญ่อย่างจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินโดนิเซียและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งตลาดรองอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่ากว่าร้อยละ 90 ของผักผลไม้ที่ส่งออกทั้งหมด

     สยามรัฐรายวัน 5 มกราคม 2554 

     ยายยิ้มเป็นคนพิษณุโลก ตอนที่คนค้นคนนำออกมาแนะนำให้คนไทยทั่วประเทศรู้จักปลายปี 2553 นั้นยายอายุ 83 ปี ผู้คนทึ่งเห็นยายอยู่คนเดียวในป่าลึกถึง 20 ปี แต่ที่ทำให้ผู้คนประทับใจเป็นวิถีชีวิตของยาย ความรู้สึกนึกคิดที่เรียบง่าย แต่เข้าถึงแก่นของชีวิตที่ยายบอกกับคนไทยผ่านรายการ ซึ่งสรุปได้สั้นๆ ว่า ถ้าจิตใจดี มีคุณธรรม มีความสบายใจไม่เครียด แม้การกินการอยู่ไม่ดีนักก็อยู่เย็นเป็นสุข ไม่เจ็บป่วย         

     ยายยิ้มอยู่บ้านป่าที่ตอนแรกเข้าไปกับลูก แต่ลูกไม่อยากอยู่ ออกไปขับรถแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ ลูกหลานขอให้ไปอยู่ด้วย ยายยิ้มก็ปฏิเสธ ไม่ได้น้อยใจอะไร แต่อยู่คนเดียวแล้วสบายใจ ยายบอกว่า ยังพึ่งตัวเองได้ อยากช่วยตัวเองจนช่วยไม่ได้แล้วจึงจะพึ่งลูกหลาน         

     คนทั่วไปคงนึกไม่ออกว่า อยู่คนเดียวในป่าได้อย่างไร มันขัดธรรมชาติมนุษย์ แต่ยายยิ้มได้แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งของชีวิตว่า ยายไม่ได้อยู่คนเดียว แต่อยู่กับสรรพสิ่งรอบตัว อยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเทวดาอารักษ์ เจ้าที่เจ้าทาง สัตว์น้อยใหญ่ ในน้ำบนบก นก หนู แมลง          

     ยายยิ้มตื่นเช้าก่อไฟหุงข้าว สุกแล้วก็คดแยกไว้ในกล่องพลาสติก แล้วจึงคดใส่จานกินเอง ยายบอกว่า ข้าวที่เอาไปให้ปลาให้นกหนูในป่าไม่ใช่ของเหลือ จะทำบุญต้องเอาของดีไปทำ ไม่ใช่ของเหลือ