phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (598)

     สยามรัฐรายวัน 2 กุมภาพันธ์ 2554

     “ผมชื่อทองใบ เป็นชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ตั้งแต่เกิดจนบัดนี้ ไม่เคยเปลี่ยนชื่อเลย บางคนบอกว่าชื่อเชย ชื่อบ้านนอก บางคนบอกว่าชื่อแบบนี้เป็นคนลาวแน่ๆ เลย  

     ผมไม่คิดว่ามันจะแตกต่างกันตรงไหน ไม่ว่าจะเรียกขานกันอย่างไร เพราะล้วนเป็นการสมมติกันขึ้นทั้งนั้น เพราะไม่ว่าจะเรียกอะไรก็เป็น “คน” เหมือนกัน 

     ผมจำได้ เมื่อเล็ก เคยอ่านหนังสือสำคัญเกี่ยวกับพ่อผม เขาเขียนว่า นายหนู เชื้อชาติลาว ซับเจค สยาม (ในบังคับสยาม) ผมไม่รู้สึกว่ามันแตกต่างกันตรงไหน เพราะพ่อผมก็ยังเป็น “คน” อยู่นั่นเอง 

     ต่อมาจำได้ว่าสมัยรัฐนิยม สมัย “ทุกคน” ต้องเป็น “ไทย” เพราะรัฐบาลออกกฎหมายบังคับเช่นนั้น “พ่อ” ผมก็เลยเป็นไทย คำว่า “เชื้อชาติลาว ซับเจคหรือในบังคับสยามก็ถูกลบไป

     ผมรู้สึกว่าที่เรียกคนนั้นเป็นนั้น คนนี้เป็นนี่ มันเป็นเรื่องสมมติกันแท้ๆ อยากจะเรียกอย่างไรก็ออกกฏหมายให้เรียกให้เป็น แต่มันก็คนเดิมนั่นเอง  

     สยามรัฐรายวัน 26 มกราคม 2554

     “คนไทยโชคดีที่มีนา แต่โชคร้ายที่ทำนาไม่เป็น” เป็นคำเย้ยหยันของคนต่างชาติที่คนไทยไม่ควรโกรธ แต่ควรยอมรับว่าเป็นการท้าทายที่ทำให้เราหันมาพิจารณากันอย่างจริงจังเสียทีว่า ทำไมชาวนาไทยจึงทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ทิ้งไร่ทิ้งนาเข้าไปรับจ้างในเมือง  

     ชาวนาบอกว่า ทำนาวันนี้ไม่คุ้ม ลงทุนสูงแต่ได้ข้าวน้อย แค่พอกิน จึงเหนื่อยเปล่า สู้เอาเงินไปซื้อข้าวสารจากตลาดกินดีกว่า ทำนามีปัญหาสารพัด น้ำก็ไม่พอ รอแต่ฟ้าฝน ไม่มีชลประทาน ในที่ที่มีน้ำดีก็มีศัตรูพืช ต้องลงปุ๋ยยาสูง ไม่ใส่ก็ไม่ได้ข้าว 

     ที่ว่ากันว่า ชาวนาไทยไม่ได้จนดิน ไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนแรงงาน รมทั้งไม่ได้จนเงิน แต่จนปัญญา ท่าจะจริง เพราะประเทศเวียดนามมีที่นาน้อยกว่าไทย วันนี้กำลังขายข้าวเท่ากับไทยและไม่นานคงขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง เพราะที่เวียดนามทำนาได้ข้าวมากกว่า 

     คนไทยทำนาแทบตายได้ข้าว 300-400 กิโลต่อไร่ ที่น้ำดีได้มากกว่าเล็กน้อย ขณะที่เวียดนาม จีน และประเทศอื่นๆ ทำได้ไร่ละเป็นตันและมากกว่าตั้งนานแล้ว เพราะประเทศเหล่านั้นเขามีปัจจัยสำคัญในการทำนาดีกว่าไทย

     สยามรัฐรายวัน 19 มกราคม 2554

     เห็นพี่น้องเกษตรกรถอยรถป้ายแดงกันเป็นว่าเล่นแล้วไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจ เพราะชีวิตวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เมื่อขายยาง ขายปาล์ม ขายมันสำปะหลัง ขายข้าวโพดได้ราคาดีขนาดนี้ ก็ขอขี่รถป้ายแดงกับเขามั่ง ส่วนวันหน้าจะอย่างไรไม่ทราบ

     เพราะยางเคยขึ้นถึง 100 แล้วร่วงลงไปถึง30 กว่าบาทมาแล้ว ยางพาราที่ตลาดหาดใหญ่วันที่ 17 มกราคม 2554 ยางแผ่นดิบราคา 156.11 บาท ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 162.71 บาท

     สถานการณ์เศรษฐกิจโลกวันนี้ทำให้เชื่อว่า อนาคตของประเทศที่ทำการเกษตรนั้นดีแน่ แต่ต้องมียุทธศาสตร์ ไม่ปล่อยไปตามกระแสโลก ทั้งๆ ที่สามารถลุกขึ้นมาเป็นคนร่วมกำหนดชะตากรรมของตนเอง กำหนดราคาผลผลิต กำหนดปริมาณการผลิต กำหนดคุณภาพผลผลิตได้

     วิกฤติอาหารโลกเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน เพราะการหาพลังงานทางเลือกเริ่มมานานหลายปีแล้ว ที่ราคาผลผลิตต่างๆ เพิ่มขึ้นก็มาจากการนำผลผลิตทางการเกษตรไปทำน้ำมันเป็นสำคัญ ส่วนราคายางพารา ถ้าน้ำมันราคาสูงขึ้น ราคายางก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะยางเทียมสูง ยางแท้ก็สูงตาม

     สยามรัฐรายวัน 12 มกราคม 2554 

     คนไทยโชคดีที่อยู่ในเขตร้อนชื้น มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต มีผักผลไม้เป็นร้อยเป็นพันชนิด รสชาติอร่อยถูกปากถูกใจคนต่างชาติและนักท่องเที่ยว 15 ล้านคนที่มาเที่ยวเมืองไทย คนเหล่านี้กลับไปบ้านของตัวเองก็ยังคิดถึงและอยากกินอีกถ้ามีโอกาส         

     นอกนั้น พวกเขาจะบอกเล่าเรื่องผักผลไม้ไทยให้คนอื่นฟัง ชวนกันไปกินข้าวร้านอาหารไทย ซึ่งใช้ผักผลไม้ไทย ร้านอาหารไทยเป็นที่นิยมอันดับต้นๆ ของโลก มีอยู่ทุกประเทศ เป็นคนประชาสัมพันธ์โดยหน่วยงานราชการไม่ต้องเสียค่าโฆษณา         

     แต่เป็นโชคดีที่มากับโชคร้าย ผักผลไม้ไทยส่งออกปีหนึ่งแค่ 800 ล้านเหรียญสหรัฐกำลังมีปัญหา นอกจากคู่แข่งอย่างเวียดนามและจีนที่ต้นทุนการผลิตถูกกว่าและปัจจัยหลายอย่างก็เอื้อกว่า ผักไทยกำลังถูกอียูห้ามนำเข้าเพราะปนเปื้อนสารเคมีสูงเกินอัตรากำหนด         

     ความจริง ตลาดผักผลไม้ไทยในอียูเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดใหญ่อย่างจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินโดนิเซียและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งตลาดรองอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่ากว่าร้อยละ 90 ของผักผลไม้ที่ส่งออกทั้งหมด