phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (581)

      สยามรัฐรายวัน 6 ตุลาคม 2553 

     ไม่ว่าจะแก้ตัวเพราะเขินอายอย่างไร ใครๆ ก็รู้ว่าการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์หน้าทำเนียบรัฐบาลคงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องไสยศาสตร์ ที่พูดให้ฟังดูดีว่า เป็นการปรับฮวงจุ้ย จะเถียงว่าเรื่องชัยภูมิเป็นเรื่องของศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณก็ว่ากันไป แต่โหราศาสตร์ก็ไม่ใช่ดาราศาสตร์วันยังค่ำ 

     ฮวงจุ้ยเป็น “ศาสตร์แห่งลมและน้ำ” ว่าด้วยความสมดุลของสรรพสิ่งในจักรวาล มีหลักการที่สรุปมาจากประสบการณ์หลายพันปีของคนจีนว่า จะอยู่ที่ไหนอย่างไรจึงจะ “ดี” และอยู่เย็นและเป็นสุข

     บางอย่างก็อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ มีการนำมาประยุกต์ใช้ในสถาปัตยกรรมยุคใหม่ ใครไปเขาใหญ่ลองแวะไปดู DNA รีสอร์ท จะเห็นนวัตกรรมที่นำเรื่อฮวงจุ้ยมาใช้เป็นบางส่วน ที่ลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ ดร. สุนทร บุญญาธิการ วิจัยปฏิบัติการเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก         

     ความรู้ภูมิปัญญาไทยในเรื่องนี้ก็มี เพียงแต่อาจจะไม่วิจิตรพิสดารและเป็นระบบเท่าของจีน คนไทยจะสร้างบ้านไม่ใช่ว่านึกจะสร้างที่ไหน อย่างไร เมื่อไรก็ทำเลย หากแต่ต้องดูที่ดูทาง ซ้ายขวา หน้าหลัง ล่างบน ว่ามีอะไรที่เป็นอัปมงคลหรือไม่ คนที่ดูก็ไม่ใช่คนทั่วไป แต่ต้องเป็น “หมอ” เป็นคนที่มีบารมี ที่ผู้คนเคารพนับถือว่ามีญาณพิเศษมองเห็นอะไรที่คนธรรมดามองไม่เห็น สื่อสารกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้         

     เมื่อดูทิศดูทาง ทางลม ทางแดด ทางน้ำ และดูฤกษ์ดูยามแล้วก็ลงมือสร้าง มีพิธีกรรมยกเสาเอก เป็นพิธีทำขวัญเสา ผูกต้นกล้วยต้นอ้อยไว้ที่ปลายเสา ซึ่งเปรียบเสมือนเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน มานุษยวิทยาถอดรหัสอธิบายว่า การลงเสาเอกเท่ากับเชื่อมโยงบ้านหลังใหม่ให้เข้าถึงศูนย์กลางแห่งจักรวาล เข้าสู่เอกภาพกับเอกภพ เพื่อให้เกิดความสมดุลแห่งชีวิต เพราะศูนย์กลางคือจุดสมดุล

     สยามรัฐรายวัน 29 กันยายน 2553 

     ภาคธุรกิจเอกชนบ่นว่า นักศึกษาที่จบใหม่ “ทำงานไม่เป็น ไม่อดทน ไม่รับผิดชอบ” นับเป็นการกล่าวที่ “รุนแรง” และดูถูกอุดมศึกษาไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่คงเป็นคำกล่าวที่มาจากประสบการณ์จริงที่ผิดหวังกับคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษาไทยที่เอาแต่สอนหนังสือ สอนคนให้รู้หนังสือ ไม่ได้สอนคนให้เป็นคน มีทักษะที่จำเป็น มีความเพียรทน และมีความรับผิดชอบ         

     ผลผลิตจากระบบการศึกษาแบบนี้จึงไม่แปลกที่น่าผิดหวัง ทำงานไม่เป็น เพราะเขาไม่ได้สอนให้คิดเป็น ถ้าคิดเป็นย่อมจะคิดออกว่าจะเรียนรู้และปรับตัวทำงานได้อย่างไรแม้ว่าอาจจะไม่ตรงกับที่เรียนมาทั้งหมด เขาไม่ได้สอนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ได้สอนให้เอาปัญหาจริงๆ มาแก้          

     ทำงานไม่เป็นไม่ใช่เพียงเพราะไม่ได้เรียนเรื่องงานที่ทำ แต่เพราะไม่ได้เรียนเรื่องการเรียนรู้ ไม่รู้ว่าจะเรียนตลอดชีวิตจากการปฏิบัติ จากชีวิตจริงได้อย่างไร เพราะสี่ปีในมหาวิทยาลัยเอาแต่ท่องหนังสือไปสอบ และไม่เคยอดทนเรียนอย่างสม่ำเสมอตลอดปี เรียนก่อนสอบไม่กี่วันเท่านั้น เพราะท่องก่อนนานๆ ก็ลืม

     ความอดทนในคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ ยุคสมัยของพวกเขา ไม่มีใครรอจนอายุ 50-60 เพื่อจะได้มีเงินมีทอง ร่ำรวย ถ้าอายุเกิน 30 แล้วรวยถือว่าแย่ เพราะมหาเศรษฐีของโลกและคนที่ประสบความสำเร็จล้วนแต่ร่ำรวยก่อนอายุ 30 ทั้งนั้น ดูกูเกิ้ล ยาฮู ไมโครซอฟท์ ทำอย่างไรจึงจะได้งานดีๆ เงินเดือนสูงๆ ก้าวหน้าเร็วๆ งานที่ไม่ต้องออกแรงมากเกินไป เพราะไม่ได้เกิดมาเป็นกรรมกรจับกัง

     สยามรัฐรายวัน 22 กันยายน 2553 

     มหาวิทยาลัยไทยเกือบ 200 แห่ง ติดอันดับ 400 แห่งแรกของโลกเพียง 2 แห่ง เพราะหลักๆ แล้วเขาวัดกันที่ “งานวิจัย”  มหาวิทยาลัยไทยมีที่ดินห้าหกพันไร่ก็มาก เกือบหมื่นไร่ก็มี มีงบประมาณปีละหลายพันล้าน มีเงินรายได้พิเศษอีกมากมาย แต่มีงานวิจัยน้อยมาก

     อาจารย์ส่วนใหญ่ทำอย่างเดียว คือ “สอนหนังสือ” หรือไม่ก็ไปทำงานอื่นจนงานสอนที่เป็นงานประจำกลายเป็นงานพิเศษไป ผู้บริหารส่วนใหญ่ก็หมกมุ่นอยู่กับการบริหารงบ หานักศึกษาให้ได้มากๆ แข่งขันกันที่จำนวนนักศึกษามากกว่าคุณภาพของการเรียนการสอน

     การสอนก็สอนให้คนท่องจำ สอนความรู้เก่า ไม่ได้สอนให้ตั้งคำถาม แต่ให้ท่องคำตอบ นักศึกษาจึงถามไม่เป็น วิจารณ์ไม่เป็น (การวิจารณ์ส่วนใหญ่กลายเป็นการ “ด่า” เพราะหาเหตุผลไม่ค่อยได้ มีอคติ) และอีกด้านหนึ่ง คนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็รับไม่ได้ เพราะรับความแตกต่างไม่ได้ รับเหตุผลอื่นไม่เป็น

     การวิจัยแทนที่จะเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ถ้าหากเรียนแบบตั้งคำถาม ก็กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา เป็นเรื่องยุ่งและยาก เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน เพราะอาจารย์เป็นคนทำให้เป็นเช่นนั้น ไป “หลอก” นักศึกษาให้กลัว สอนจนทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก เรื่องที่ควรถือว่าเป็นหัวใจของการเรียนรู้กลายเป็นเรื่องสูงส่งพิเศษของคนที่อยากทำอะไรไม่ธรรมดา

     สยามรัฐรายวัน 15 กันยายน 2553 

     คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดอาจเคยได้ยินอมาตยา เซน บรรยายเรื่องระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง อาจจะเคยฟังและพบศาสตราจารย์ยูนุส แต่วีธีคิดเรื่องธนาคารคนจนแบบ “EMS” (ไปรษณียธนาคาร) ทำให้เห็นว่าเมื่อมาเป็นนักการเมืองก็ไม่ได้คิดอะไรแตกต่างไปจากนักการเมือง         

     นักการเมืองอ้างว่าต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความยากจน และต้องการเข้าถึงประชาชนโดยตรง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยถามตนเองเลยว่า ความปราถนาดีที่ประสงค์ร้ายได้สร้างความหายนะให้คนจนที่จนซ้ำซากได้อย่างไร เอาหนี้ใหม่ไปใช้หนี้เก่าแก้ปัญหาได้จริงหรือ หรือทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้น วงจรอุบาทว์ขยายตัวมากกว่าเดิม และคนจนไม่เคยออกจากวงจรดังกล่าว จนมากกว่าเดิมทุกข์มากกว่าเดิม          

     วันนี้มาอีกแล้วกับธนาคารคนจน อยากเลียนแบบโปรเฟสเซอร์ยูนุส ผู้ก่อตั้งกรามีนแบ็งค์ ธนาคารคนจนของบังคลาเทศ แต่เอารูปแบบภายนอกเพียงไม่กี่อย่าง ไม่เห็นว่า จะทำธนาคารคนจนแบบนั้นได้อย่างไร ได้แต่รูปแบบ ไม่สนใจเนื้อหาและกระบวนการ

     หลายสิบปีที่ผ่านมา เคยไปงานสัมมนาประเมิน micro-credit ในหลายประเทศที่พยายามเลียนแบบ กรามีนแบ็งค์ เห็นได้ชัดว่า ถ้าเข้าไม่ถึงหัวใจของแนวคิดธนาคารคนจนก็ล้มเหลวได้ในเวลาอันรวดเร็ว