phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (581)

     สยามรัฐรายวัน 1 ธันวาคม 2553 

     วันที่ 1 ธันวาคมเป็นวันเอดส์โลก เป็นวันให้ได้หยุดคิดสักนิดหนึ่ง ข้อคิดปีนี้อยู่ที่ว่า ทำไมสถานการณ์เอดส์เปลี่ยนไปในแง่ปริมาณการติดเชื้อที่ลดลงจากปีละ 20,000 คน เป็น 10,000 คน แต่จากโพลล์สำรวจพบว่า ความรู้สึกใน “ตราบาป” ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่พบเอดส์รายแรกในประเทศไทยปี 2527 มาถึงปัจจุบันซึ่งมีผู้ติดเชื้อและเป็นเอดส์สะสมประมาณ 1.2 ล้านคน ตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง         

     แม้ไม่ได้ดูผลโพลล์ก็ยังได้พบเห็นด้วยตนเองว่า ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงวันนี้คนก็ยังเกลียดและกลัวผู้ติดเชื้อ รู้ว่าใครติดเชื้อหรือเป็นเอดส์ยังไม่อยากเข้าใกล้ ไม่จำเป็นก็ไม่อยากคุยด้วย เป็นตราบาปที่คนเราสร้างขึ้นมาเอง สร้างมาเพื่อซ้ำเติมผู้ที่โชคร้าย ที่ติดเชื้อนี้เพราะไม่รู้ เพราะไม่มีภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เพราะอยู่ห่างไกลจากบ้าน เพราะเป็นแรงงานอพยพย้ายถิ่น เพราะไม่มีได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่มีครอบครัวที่อบอุ่น เพราะไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจเพียงพอเพื่อการอยู่รอด จึงต้องดั้นด้นไปหาเงิน          

     และอีกมากมายหลายสาเหตุ ซึ่งไม่ใช่ข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวแบบไม่มีเหตุผล เพราะผู้ติดเชื้อทั่วโลก 60 ล้านคนตั้งแต่ปี 2524 ที่มีการค้นพบผู้ติดเชื้อรายแรกที่สหรัฐอเมริกา ตายไปแล้ว 25 ล้านคน ปรากฏว่า ร้อยละ 90 อยู่ในประเทศยากจน ด้อยพัฒนา และกำลังพัฒนาทั้งหลาย ที่ไม่ได้เข้าถึงข้อมูล ไม่ได้เข้าถึงยาต้านไวรัสตั้งแต่แรกๆ ที่มีการค้นพบ มาได้เอาตอนที่เอดส์ระบาดไปจนบางประเทศบางเผ่าในแอฟริกา เกือบจะสูญพันธุ์ บางประเทศมีผู้ติดเชื้อในวัยเจริญพันธุ์เกือบร้อยละ 30 แล้วจะเหลืออะไร         

     เอดส์ถูกนำไปผูกติดกับเกย์ กับหญิงบริการ กับเพศสัมพันธ์ กับบาป กับความผิดทางศีลธรรม ผู้คนจึงประณามหยามเหยียดผู้ติดเชื้อแบบเหมารวมว่า เป็นคนไม่ดีที่หาเรื่องไปติดมาเพราะการส่ำส่อน ไม่รักดี วิปริตทางเพศ สารพัดจะกล่าวหา

     สยามรัฐรายวัน 24 พฤศจิกายน 2553 

     ประเทศไทยมี 3 ภัยทุกปี น้ำท่วมผ่านไป ภัยหนาวก็มา จบหนาวก็เข้าหน้าร้อน ภัยแล้งก็มา ไม่นานน้ำก็ท่วม และเป็นเช่นนี้เหมือนเป็นธรรมชาติของสังคมไทยไปแล้ว ความจริง ถ้าบางปีน้ำท่วมหนักเป็นพิเศษ หนาวจัดจริงๆแบบหลายสิบปีมีหน หรือแล้งจนอะไรๆ ก็ตายหมด อันนั้นก็พอเข้าใจ แต่นี่เอะอะก็เป็นภัย และเป็นทุกปี ประกาศทุกปี         

     คนตั้งเกณฑ์คือหน่วยงานราชการ คือ รัฐ คนที่อยากให้มีตลอดไป คือ ข้าราชการ นักการเมือง พ่อค้า ส่วนชาวบ้านนั้น ตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายายก็เคยอยู่กับน้ำ เคยหนาว เคยร้อน เคยแล้ง ก็ปรับตัวไปตามธรรมชาติ วันนี้สังคมยิ่งพัฒนาคนก็ยิ่งลำบากยากแค้น ตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป มีปัญหาอะไรก็พึ่งรัฐพึ่งหลวง พึ่งนักการเมือง พึ่งนายทุน และคนเหล่านี้ก็ชอบ อยากให้คนมาพึ่ง อยากเป็นผู้อุปถัมภ์ตลอดไป         

     ประเทศไทยประกาศว่ายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่ตั้ง เขียนไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาหลายแผน แต่ไม่เคยแสดงให้เห็นสักนิดว่า มีความเข้าใจและมีความมุ่งมั่นให้ปรัชญานี้เกิดเป็นจริง เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมืองที่เข้าไปมีอำนาจรัฐเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า จะช่วยชาวบ้านให้พึ่งตนเองได้อย่างไร  ไม่ใช่คิดแต่จะให้ชาวบ้านมาพึ่งรัฐ พึ่งนักการเมืองอย่างที่เป็นอยู่         

     ควรเลิกประกาศภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง ภัยหนาวได้แล้ว ที่ถูกควรประกาศให้อบต.ทุกแห่ง เทศบาลทุกแห่ง อบจ.ทั้งหลายที่ประชาชนเลือกเข้ามาแก้ปัญหาพื้นฐานต่างๆ ให้ได้ เหลือบ่ากว่าแรงก็ให้รัฐบาลกลางเป็นคนจัดการ ไม่ใช่รัฐบาลจากกรุงเทพฯ วิ่งไปแจกของน้ำท่วม แจกผ้าห่ม แจกน้ำ แจกเงินภัยแล้ง รัฐยังหวงอำนาจ ไม่เคยจริงใจที่จะกระจายอำนาจจริงอย่างที่ใครๆ เชื่อ

Wednesday, 17 November 2010 00:00

ปฏิญญาไม่โกงกิน

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐรายวัน 17 พฤศจิกายน 2553 

     ข่าวการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วม 1,200 คนจาก 135 ประเทศทั่วโลกเป็นข่าวเล็กๆ เหมือนกับว่าไม่สำคัญ ไม่มีคนสนใจ อาจจะไม่เชื่อว่าการประชุมแบบนี้จะช่วยอะไรได้ กลับไปก็โกงกันเหมือนเดิม ซึ่งนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่คนยอมรับได้ “ขอให้พัฒนาประเทศก็พอ”  

     อย่างหนึ่งที่ได้จากการประชุมครั้งนี้คือ ปฏิญญากรุงเทพฯ ซึ่งจะมีคุณค่าเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งหรือเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการทำงานในแต่ละประเทศอย่างจริงจังก็คงต้องรอดูว่า เครือข่ายนานาชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการโกงกินนี้จะทำงานกันต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้การโกงกินลดลงได้อย่างไร         

     ปัญหาสำคัญของการโกงกินวันนี้ คือ มันได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่คนทั่วไปคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แบบให้ใครเข้าไปอยู่ตรงนั้นก็ต้องกิน ไม่กินตามน้ำก็อยู่ไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่ต้องใต้โต๊ะแล้ว เอากันบนโต๊ะเลย สะดวกดี เป็นอะไรที่กินกันเปิดเผย เพราะเป็น “นโยบาย” เป็นกฎหมาย เป็นระเบียบ         

     พูดกันไปเท่าไรก็ไม่รู้จบ เหมือนกับบ่นไปก็ได้แต่บ่น ในความเป็นจริง คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะเป็นคนเลว ไม่น่าจะอยากคดโกง เราเห็นคนจน คนขับแท็กซี่ที่เก็บของได้ เก็บเงินได้เป็นแสนเป็นล้าน เอาไปคืนเจ้าของก็มีมากมาย คนที่มีโอกาสแต่ไม่คดไม่โกงก็มี จะทำอย่างไรจึงจะช่วยกันให้มีคนอย่างนี้ขึ้นมามากๆ

     สยามรัฐรายวัน 10 พฤศจิกายน 2553 

     ถ้าเรายังมีความคิดเกี่ยวกับดิน น้ำ ป่า ธรรมชาติรอบตัวเราเช่นนี้ เราคงต้องเผชิญชะตากรรมซ้ำซากปีแล้วปีเล่า เพราะน้ำท่วมไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่กี่ปีนี้ เห็นสถิติบอกว่า 140 ปีที่ผ่านมาเกิดน้ำท่วม 116 ครั้ง เรียกว่าท่วมเกือบทุกปี แล้วทำไมหลังๆ นี้จึงดูเหมือนจะเป็นโศกนาฎกรรม ทำความเสียหายให้คนมากมายกว่าเมื่อก่อน         

     น่าจะกลับไปเรียนรู้จากอดีตว่าปู่ย่าตายายเขารับมือกับน้ำท่วมกันอย่างไร ประการแรก เขามีทัศนคติต่อดิน น้ำ ป่าแตกต่างจากคนปัจจุบัน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการศึกษา จากสังคมยุคใหม่ที่คิดเหมือนฝรั่ง เหมือนคนในประเทศตะวันตกที่คิดว่า คนเป็นนายเหนือธรรมชาติ พระเจ้าทรงสร้างมาเช่นนี้ คนจึงเป็นผู้ “สร้างต่อ” จากพระเจ้า กำหนดเอาเองว่าจะสร้างโลกต่อไปอย่างไร         

     วิวัฒนาการของวิชาการในโลกตะวันตกได้นำไปสู่การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในระยะ 300 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนเกิดอหังการ์และหยิ่งผยองในความสามารถของตนเองที่จะควบคุมธรรมชาติ อยากเดินทางเร็วก็ประดิษฐเครื่องจักรที่ช่วยให้เคลื่อนไหวไปเร็วขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่สามารถควบคุมมลพิษที่เกิดจากไอเสียของเครื่องจักรที่ตนเองประดิษฐ์นั้นได้         

    คนสร้างเขื่อนกั้นน้ำไว้เพื่อจะได้ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อจัดการน้ำเพื่อการผลิตการเกษตร ทำให้น้ำเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทาง สร้างถนนหนทางกั้นทางเดินตามธรรมชาติของน้ำ สร้างบ้านสร้างเมืองตามใจชอบ ปล่อยให้คนตัดไม้ทำลายป่าแม้กระทั่งต้นน้ำก็ไม่เว้น ป่าเขาโล้นเตียนเพื่อเพิ่มผลผลิต เพื่อส่งออก เพื่อดิ้นรนเอาตัวรอดของเกษตรกรที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงแบบฝืนธรรมชาตินี้ได้