phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (599)

     สยามรัฐรายวัน 1 มิถุนายน 2554 

     ขนิษฐา มะโนสมบัติ เป็นคนอำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เป็นแม่บ้าน มีลูก 3 คน ไม่กี่ปีก่อนเธอมีชีวิตที่ยากลำบาก เครียดมากจนเคยคิดจะฆ่าตัวตาย เธอเลี้ยงลูก 3 คนแต่เพียงลำพัง สามีไปทำงานต่างประเทศ วันหนึ่งได้ยินเสียงตามสายประชาสัมพันธ์ “มหาวิทยาลัยชีวิต” จึงได้ไปสมัครเรียนที่อำเภอ

     การเรียน “สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” ทำให้ชีวิตของขนิษฐาเปลี่ยนไป การเรียนที่นี่เขาให้ทำโครงงาน เธอก็ทำโครงงานลดความเครียด โครงงานการจัดการเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน และอื่นๆ ซึ่งได้ผล เพราะที่นี่เขาเรียนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาวิชาเป็นตัวตั้ง เธอเรียนวิชาอย่างการวางเป้าหมายและวางแผนการจัดการชีวิตของตนเอง เรียนค้นหารากเหง้า ค้นหาภูมิปัญญาท้องถิ่น และอื่นๆ

     เธอเรียนวิชา “วิทยากรกระบวนการ” ฝึกพูดฝึกปฏิบัติ ฝึกประสานงานในชุมชน จนเธอเริ่มได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เดิมที่เคยนั่งอยู่แถวหลังสุดในชั้นเรียน ก็ค่อยๆ ขยับไปนั่งข้างหน้า ไม่ได้ขัดเขินหรืออายเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งมีทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายกอบต. ผู้นำชุมชนเหมือนตอนเริ่มเรียนใหม่ๆ อีกต่อไป

     ขนิษฐาบอกว่า การเรียนในระดับอุดมศึกษา ในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต ทำให้เธอรู้สึกว่า ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน เธอใช้คำว่า “เหมือนกับเมื่อตกน้ำ ทุกคนหัวเพียงกัน”  การศึกษาทำให้เธอมีความรู้ความเข้าใจชุมชน สังคม สิ่งต่างๆ รอบตัว ทำให้เชื่อมโยงเรื่องต่างๆ จนเห็นทั้งภาพใหญ่และภาพย่อย เห็นทั้งป่าและต้นไม้ อะไรที่เธอไม่เคยได้เห็นไม่เคยรับรู้มาก่อน

     สยามรัฐรายวัน 25 พ.ค. 2554 

     คำถามของ “ชาวบ้าน” ที่ได้ยินได้ฟังมาส่วนใหญ่อาจเป็นปัญหาเฉพาะหน้า หรืออาจเป็นเพราะชาวบ้านมักจะพูดอะไรที่เป็นรูปธรรม แต่ปัญหารูปธรรมเหล่านั้นสะท้อนปัญหาระดับลึกลงไปในระบบโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมของสังคมไทย

     ปัญหาของพรรคการเมือง คือ เลียนแบบชาวบ้านด้วยการเสนอคำตอบที่ “กินได้” สัมผัสได้ที่พื้นผิวและผิวเผิน โดยไม่ยอมแตะปัญหาโครงสร้าง ไม่ลงลึกไปถึงที่มาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และไม่เสนอแนวทางแก้ปัญหาแบบยั่งยืนอย่างเด็ดขาด เปรียบกับการทำถนน ลาดยางพอให้วิ่งได้ทันที  ปีหน้าก็ซ่อม ได้งบประมาณอีกก้อน ได้กินอีกครั้ง “ถนนเมืองไทย” ถึงได้มีสภาพอย่างที่เห็นๆ กัน

     สังคมไทยก็ไม่ได้ต่างไปจาก “ถนน” ไม่มีแผนการพัฒนา การป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว แก้แบบองค์รวม ไม่แยกส่วน (แก้แต่ที่ถนน ไม่แก้ที่รถบรรทุก ไม่แก้ที่การโกงกินงบ ระบบการขนส่ง) ซึ่งต้องการการทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่มีแต่ “โครงการและกิจกรรม” ที่แก้ปัญหาได้เฉพาะหน้า เหมือนยาแก้ปวดที่ช่วยให้หายปวดหัวได้ชั่วคราว

     ปัญหา ๑ ที่ได้ฟังมา คือ ปัญหาที่ดินทำกิน ถ้าคุณอาสาจะเข้าไปทำงานในสภา คุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร อย่าบอกว่าจะออกเอกสารสิทธิ์ เพราะคุณบอกมานานแล้วแต่ไม่เคยทำอย่างเป็นระบบ มีแต่ลักไก่ออกที่โน่นที่นี่ตามอำนาจและเส้นสายผลประโยชน์ของพรรคพวกของคุณ

     สยามรัฐรายวัน 18 พฤษภาคม 2554 

     ข้อมูลกศน.บอกว่า ยังมีประชาชนในวัยแรงงาน 21 ล้านคนที่ไม่ได้เรียนถึงระดับอุดมศึกษา และกว่าครึ่งหนึ่งปรารถนาจะเรียนแต่ไม่มี “โอกาส” ไม่มี “ทุน” หรือโดยรวมแปลว่า ไม่มี “ปัญญา” ซึ่งไม่ได้แปลว่าโง่ แต่ขาดทั้งโอกาส ทุนและปัจจัยเงื่อนไขต่างๆ มากกว่า

     ไม่มีพรรคการเมืองไหนสนใจให้โอกาสคนเหล่านี้ มีตาดีสองตากันทุกคน แต่วิสัยทัศน์สู้คนตาบอดอย่างนายเดวิด บลังเคตต์ อดีตรัฐมนตรีศึกษาของสหราชอาณาจักรในยุคแรกของรัฐบาลโทนี แบลร์ไม่ได้ เขาเป็นคนที่เดินโดยมีหมานำ แต่เดินไปถูกทิศถูกทาง ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสหราชอาณาจักร

     เดวิด บลังเคตต์บอกนายโทนี แบลร์ว่า สหราชอาณาจักรรั้งท้ายของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 12 ประเทศเป็นเพราะการศึกษาภาคประชาชนไม่ดีพอ เขาจึงเสนอแผนการปฏิรูปการศึกษาให้รัฐบาลโดยของบประมาณหลายแสนล้านเพื่อทำให้ผู้ใหญ่ในวัยแรงงานที่ยังไม่ได้เรียนถึงระดับอุดมศึกษาให้กลับมาเรียนให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

     รัฐบาลโทนี แบลร์อนุมัติเงินจำนวนมากเพื่อการปฏิรูปครั้งนั้น ซึ่งมีปรัชญาการพัฒนาประเทศอย่างสำคัญอยู่เบื้องหลัง ดังคำกล่าวของนายเดวิด บลังเคตต์ในปาฐกถาของเขาว่า

     สยามรัฐรายวัน 11 พฤษภาคม 2554 

     ศาสนายิว ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามมีรากเหง้าเดียวกัน พระคัมภีร์ส่วนหนึ่งของทั้งสามศาสนามีเนื้อหาคล้ายกัน เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน แม้จะเรียกต่างกัน มีบรรพบุรุษคนเดียวกันชื่อ  “อาบราฮัม” ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น “บิดาของประชาชาติ”

     เชื่อว่าอาบราฮัมมีถิ่นกำเนิดเมื่อเกือบสี่พันปีก่อนแถวๆบ้านเกิดของซัดดัม ฮุสเซนในอิรักปัจจุบัน เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและมอบหมายภารกิจสำคัญในการเป็น “ประกาศก” (prophet) ของศาสนาที่มีพระเจ้าเดียว (monotheism)

     พระคัมภีร์และพงศาวดารพูดถึงเรื่องราวของอาบราฮัมและลูกหลานที่ได้ไปอาศัยแผ่นดินอียิปต์ในยามลำบาก ขาดแคลนอาหาร ส่วนหนึ่งก็อาศัยอยู่ที่นั่นจนเพิ่มจำนวนประชากร กลายเป็นอันตรายต่อ “ความมั่นคง” ของสังคมอียิปต์จนเกิดตำนาน “โมเสส” ขึ้นมา

     โมเสสได้รับบัญชาจากพระเจ้าให้นำชาวอิสราแอลที่ถูกกดขี่ในอียิปต์กลับไปยังแผ่นดินที่อุดมไปด้วย “น้ำนมและน้ำผึ้ง” เรื่องราวที่เราคุ้นเคยจากหนังเรื่อง “บัญญัติ 10 ประการ”