phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (562)

     สยามรัฐรายวัน 15 กันยายน 2553 

     คนอย่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดอาจเคยได้ยินอมาตยา เซน บรรยายเรื่องระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง อาจจะเคยฟังและพบศาสตราจารย์ยูนุส แต่วีธีคิดเรื่องธนาคารคนจนแบบ “EMS” (ไปรษณียธนาคาร) ทำให้เห็นว่าเมื่อมาเป็นนักการเมืองก็ไม่ได้คิดอะไรแตกต่างไปจากนักการเมือง         

     นักการเมืองอ้างว่าต้องการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความยากจน และต้องการเข้าถึงประชาชนโดยตรง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยถามตนเองเลยว่า ความปราถนาดีที่ประสงค์ร้ายได้สร้างความหายนะให้คนจนที่จนซ้ำซากได้อย่างไร เอาหนี้ใหม่ไปใช้หนี้เก่าแก้ปัญหาได้จริงหรือ หรือทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้น วงจรอุบาทว์ขยายตัวมากกว่าเดิม และคนจนไม่เคยออกจากวงจรดังกล่าว จนมากกว่าเดิมทุกข์มากกว่าเดิม          

     วันนี้มาอีกแล้วกับธนาคารคนจน อยากเลียนแบบโปรเฟสเซอร์ยูนุส ผู้ก่อตั้งกรามีนแบ็งค์ ธนาคารคนจนของบังคลาเทศ แต่เอารูปแบบภายนอกเพียงไม่กี่อย่าง ไม่เห็นว่า จะทำธนาคารคนจนแบบนั้นได้อย่างไร ได้แต่รูปแบบ ไม่สนใจเนื้อหาและกระบวนการ

     หลายสิบปีที่ผ่านมา เคยไปงานสัมมนาประเมิน micro-credit ในหลายประเทศที่พยายามเลียนแบบ กรามีนแบ็งค์ เห็นได้ชัดว่า ถ้าเข้าไม่ถึงหัวใจของแนวคิดธนาคารคนจนก็ล้มเหลวได้ในเวลาอันรวดเร็ว

     สยามรัฐรายวัน 8 กันยายน 2553 

     การลดทอนชีวิตลงมาเหลือแค่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องเงิน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนที่ทำกันมานาน เป็น “ธนาคารชุมชน” ซึ่งไม่ใช่ เพราะกลุ่มออมทรัพย์เหล่านี้จำนวนมากไม่ได้จดทะเบียนเป็นอะไรเลย แต่อยู่ได้ไม่ล้มมา 20-30 ปี มีเงินหลายสิบถึงหลายร้อยล้าน

     กลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนเป็นอะไรมากกว่าธนาคาร เป็นรูปแบบหรือกลไกหนึ่งของสวัสดิการชุมชน มีคุณค่าและยิ่งใหญ่กว่าสถาบันการเงิน เพราะกลุ่มออมทรัพย์เหล่านี้ “แม้มีเงินก็มิอาจสร้างได้” เพราะทุนที่ใหญ่กว่าเงินออม คือ “ทุนทางสังคม”

     อย่างกรณีกลุ่มออมทรัพย์คลองเปี่ยะ อำเถอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่มีเงินวันนี้กว่า 250 ล้านบาท มีสวัสดิการรักษาพยาบาล 100% ไม่ว่ารักษาที่ไหน

     ทุนทางสังคม คือความเชื่อใจไว้ใจกัน การช่วยเหลือเกื้อกูลและเอื้ออาทรกันที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าการจดทะเบียนและการเอากฎหมายมา “ค้ำ” เพราะการทำให้กลุ่มออมทรัพย์เติบโตและมั่นคงมาจากสำนึกร่วมการเป็นเจ้าของและต้องการช่วยเหลือกันมากกว่าการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อ “ค้าเงิน” หากำไร ทำธุรกิจ

Wednesday, 01 September 2010 00:00

คืนสุขภาพให้ประชาชน

Published in ปรับฐานคิด Written by

     (สยามรัฐรายวัน 1 กันยายน 2553) 

     การตื่นตัวดูแลสุขภาพตนเองของคนไทยในระยะสิบปีที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่น่ายินดี เห็นคนเดิน คนวิ่ง คนเต้นแอโรบิก รำมวยจีน เห็นห้องยิมตามโรงแรม ศูนย์การค้าตอนแรกๆ ต่อมาก็ย้ายอุปกรณ์ออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบออกไปวางไว้ตามสวนสาธารณะ เมดอินไทยแลนด์ สู้แดดสู้ฝนได้สบาย         

     เห็นการเอาใจใส่ในการกินการอยู่มากขึ้น ไปซื้ออาหารก็เลือกที่ปลอดสารเคมี ไม่มีสารกันบูด แม้ว่าจะไม่มีใครมั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ แต่อย่างน้อยก็ใส่ใจไม่กินง่ายๆ เหมือนเมื่อก่อน เพราะกินง่ายก็อาจตายง่าย มีการปลูกผักกินเองมากขึ้นเรื่อยๆ ฝากท้องไว้กับรถพุ่มพวงรถกับข้าวที่เข้าออกหมู่บ้านน้อยลง         

     ใครจะเชื่อว่าวันนี้มีคนกล้ากินข้าวราคากิโลกรัมละ 150-250 บาท ข้าวเปลือกอย่างข้าวสังข์หยดที่พัทลุง ราคาอยู่ที่ 35,000 บาทต่อเกวียน ข้าวก่ำดอยสะเก็ด ข้าวเหนียวดำจากดอยราคา 30,000 บาทต่อเกวียน หาข้าวเหนียวดำสังขยาและข้าวหลามดำจริงๆ ยากขึ้นทุกที มีแต่เอาข้าวเหนียวขาวมาผสมข้าวเหนียวดำ         

     ที่หากินยากคนขายบอกว่า ข้าวสารเหนียวดำราคาแพงกว่าข้าวขาวสองเท่า ทำไปก็ไม่ได้กำไร เคยบอกคนขายว่า ให้ติดป้ายไว้ว่า ข้าวเหนียวสังขยาดำแท้ ข้าวหลามเหนียวดำ 100% และขึ้นราคาจากเดิมได้โดยไม่ต้องกลัว เพราะเคยเห็นคนขายที่กล้าทำเช่นนี้มาแล้วและขายได้ดีด้วย  

Saturday, 28 August 2010 00:00

คืนดีกับธรรมชาติ

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐรายวัน 25 สิงหาคม 2553 

     น้ำท่วมใหญ่ที่ปากีสถานและเมืองจีนไม่น่าจะเป็นเรื่องปกติที่หลายปีเกิดขึ้นครั้งอย่างที่บางคนเข้าใจ เพราะไม่ได้มีแต่น้ำท่วม แต่มีปรากฎการณ์ธรรมชาติอื่นๆ ที่ “ผิดปกติ” ไม่ว่าจะเป็นสึนามิที่คนตายหลายแสน ความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก จนเกิดไฟป่าขึ้นที่รัสเซียอย่างไม่เคยมีมาก่อน           

     ความจริง ปรากฎการณ์ในระดับท้องถิ่นมีให้เห็นนานแล้ว ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลันที่ผู้คนไม่ทันตั้งตัวตั้งหลัก และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า คนคือผู้ทำลายความสมดุลของธรรมชาติ         

     ภาษาชาวบ้านเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า “ผิดผี” อันหมายถึงการละเมิดกฎระเบียบต่างๆ ในธรรมชาติ ที่คนโบราณมักใช้บุคลาธิษฐานเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของตนเองกับดิน น้ำ ต้นไม้ ทุ่งนา ป่า เขา

     จึงมีแม่ธรณี แม่น้ำ แม่โพสพ นางตะเคียน และอื่นๆรวมทั้งความสัมพันธ์กับคนที่มีชีวิตอยู่และผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว จึงมีผีเหย้าผีเรือน ผีปูย่าตายาย ผีบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้ในลูกหลายปฏิบัติตาม จะได้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้าหากละเมิดกฎก็เป็นการ “ผิดผี” และอาจเกิด “อาเพศ” อันเป็นเหตุแห่งหายนะและความทุกข์