phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (581)

     สยามรัฐรายวัน 16 มีนาคม 2554 

     พูดเรื่องปฏิรูปการศึกษากันมาหลายปี จนครอบคลุมเกือบทุกประเด็นทุกด้าน แต่ก็ไม่ได้มีการขยับเขยื้อนไปไหน ทำให้มีรอบสอง และก็ยังเห็นแต่ประเภท NATO (No Action Talk Only) เพราะอำนาจยังอยู่ในมือ “รัฐ” ที่ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมคลายและคาย  

     อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการยังครอบจักรวาลการศึกษาทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค รวมไปถึงส่วนท้องถิ่น ปฏิรูปจะไม่ไปไหนถ้าไม่ถอดเขี้ยวเล็บเสือตัวนี้ ลดอำนาจ ลดคน ลดโครงสร้าง ลดงบประมาณ เปลี่ยนบทบาทใหม่ภายใต้กระบวนทัศน์การศึกษาใหม่ อย่างน้อยให้ได้อย่างที่ปฏิรูปสุขภาพทำได้ใน 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่ลดอำนาจกระทรวงสาธารณสุข มีระบบคู่ขนานเกิดขึ้นมาคานอำนาจสธ.   

     การปรับลดอำนาจอยู่บนฐานคิดที่ว่า การจัดการศึกษาต้องอยู่ในท้องถิ่น ที่โรงเรียน ที่สถาบัน ไม่ใช่อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ในห้องทำงานของข้าราชการที่ “ควบคุม” การจัดการศึกษา โดยการคอยตรวจกระดาษ ตรวจรายงานว่าถูกต้องตามระเบียบหรือไม่  

     ปัญหาร้อยแปดที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ที่ร้องเรียน ฟ้องร้องกันไม่รู้กี่ศาลกี่คดีก็เพราะ “ควบคุม” กันบนกระดาษเช่นนี้ ความด้อยคุณภาพการศึกษาก็เพราะควบคุมกันบนกระดาษ ในห้องแอร์  

     สยามรัฐรายวัน 9 มีนาคม 2554 

     ประมาณ 30 ปีที่แล้ว ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อปรับปรุงหลักสูตร       มีการเสนอให้เอาวิชาตรรกวิทยาเป็นวิชาพื้นฐาน ซึ่งนักศึกษาทุกคนต้องเรียน คณะกรรมการชุดนั้นซึ่งประกอบด้วยผู้บริหาร อาจารย์และนักศึกษาต่างก็เห็นด้วย เพราะอยากให้นักศึกษาเป็นคนมีเหตุผล

     ผมเรียนปรัชญาและสอนปรัชญาแต่ไม่เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าว ได้แสดงความเห็นในวันทำประชาพิจารณ์ว่า การเป็นคนมีเหตุมีผลเป็นคนละเรื่องกับการเรียนตรรกวิทยา ลองนึกถึงคนที่มีเหตุมีผลคนใกล้ตัวเราดูก็ได้ อาจเป็นพ่อแม่พี่น้อง ผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ ถามเขาสิว่าได้เรียนตรรกวิทยามาหรือไม่

     คนมีเหตุมีผลคือคนที่รู้เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตจริง รู้เนื้อหาลึกในบางเรื่องและกว้างขวางครอบคลุมหลายเรื่อง ประสบการณ์และสามัญสำนึกสอนให้เชื่อมโยงและแยกแยะ สอนให้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรจริงอะไรเท็จ อะไรหลอกอะไรลวง ที่สำคัญเป็นคนที่รู้จักเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา          

     ผมพูดต่อไปว่า วันนี้สังคมบริโภคป้อนทุกอย่างสำเร็จรูปให้เรา การศึกษาก็เป็นการบริโภคความรู้มากกว่าการแสวงหาความรู้ เป็นการรับความรู้มากกว่าการสร้างความรู้ เราต้องการทุกอย่างเร็วๆ ไวๆ เหมือนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แค่ฉีกถุงเทน้ำร้อนก็กินได้

     สยามรัฐรายวัน 2 มีนาคม 2554 

     ความเชื่อของบรรดาผู้นำประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือที่ว่า มีอำนาจ มีเงิน มีอุดมการณ์ (ที่อ้างและอิงศาสนาโดยตรงบ้างโดยอ้อมบ้าง) จะสามารถ “ปกครอง” บ้านเมืองและสยบแรงต่อต้านต่างๆ ได้ กำลังถูกลบล้างด้วยการปฏิวัติประชาชน         

     โลกาภิวัตน์ทำให้โลกใบใหญ่นี้ถูกย่อลงให้เหลือเพียงนิดเดียว เป็น “ประชาคม” (community) ที่เหมือนชุมชนหมู่บ้านในอดีตที่เกิดอะไรขึ้นกับใครที่ไหนเป็นรู้กันทั้งแต่หัวบ้านถึงท้ายบ้าน ไม่มีอะไรที่ปิดบังกันได้         

     กระนั้น ผู้มีอำนาจก็ยังเชื่อว่า ถ้าปิดกั้นข้อมูลข่าวสารได้ ไม่ว่าทางสื่อสาธารณะ ทางอินเทอร์เน็ตก็จะ “เอาอยู่” ซึ่งตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย และประเทศต่างๆ ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ขณะนี้กำลังบอกว่า ไม่มีอะไรปิดกั้นข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโลกใบเล็กๆ นี้ได้อีกต่อไป         

     โลกไซเบอร์ที่เป็นเครือข่ายทางสังคมไร้พรมแดนได้เปิดเผยข้อมูลที่เลวร้ายของบรรดาผู้นำ ของรัฐบาล ของฝ่ายมีอำนาจทั้งหลาย ข่าวจริงปนข่าวเท็จ ข่าวลือปนข่าวลวง ทั้งหมดเหมือนไฟกับควันที่กระแสลมแห่งเสรีภาพได้ช่วยกระพือพัดให้ลุกลามไปทั่วแผ่นดิน

     สยามรัฐรายวัน 23 กุมภาพันธ์ 2554 

     เห็นคนเข้าคิวขอโควต้ายางพารา เข้าคิวซื้อน้ำมันปาล์ม รวมทั้งเข้าคิวซื้อโดนัทชนิดหนึ่ง ทั้ง 3 คิวยาวนานเป็นชั่วโมงแล้วทำให้สะท้อนใจว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ถูกปั่นหัวให้บ้าบริโภคด้วยระบบทุนนิยมสามานย์อย่างนี้เป็นเพราะเป็นสังคมนี้ไม่มีฐานความรู้ จึงปั่นกระแสกันได้ง่ายไม่ว่าเรื่องอะไร   

     หนึ่งมหาวิทยาลัยหนึ่งจังหวัดที่คุณหมอประเวศท่านอยากให้เป็น ก็ยังไม่เห็นว่าในทางปฏิบัติใครจะทำอะไร เอาแค่ยางพาราที่ราคากล้าพุ่งสูงและหาซื้อไม่ได้เพราะคนปลูกกันจนไม่มีที่ว่าง นักวิชาการไม่มีใครช่วยให้ข้อมูลว่า วันนี้ที่ราคายางอยู่ที่ 200 บาทต่อกิโล วันหน้า อีก 3 ปี 7 ปี คาดการได้ไหมว่าราคาจะอยู่ที่ใด ผลผลิต (supply) อยู่ที่เท่าไร ความต้องการ (demand) ของโลกอยู่ที่ไหน          

     ข้อมูลเหล่านี้นักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้าเขาคงไม่บอกชาวบ้านหรอก แต่นักวิชาการที่ควรยืนอยู่ข้างคนจน คนที่เสียเปรียบ คนด้อยโอกาสทั่วไปควรจะหาข้อมูลไปบอกว่า อีก 2-3 ปีข้างหน้า ยางพาราที่ปลูกกันมา 4-5 ปีก่อนตอนที่ยางขึ้นไป 100 บาท ปลูกกันทั่วโลกก็จะเริ่มกรีดได้ วันนั้นผลผลิตยางจะมากกว่าความต้องการของตลาดถึง 30% อย่างที่พูดกันในวงสัมมนายางพาราระหว่างประเทศเมื่อ 2-3 ปีก่อนหรือไม่ และจะเกิดอะไรขึ้น          

     เพราะวันนี้ อินโดนิเซียปลูกยาง 30 ล้านไร่ ไทยปลูก 15 ล้านและกำลังจะเป็น 16 ล้าน และจีนปลูกเองทางภาคใต้ ในลาว เขมร พม่า เวียดนาม และแอฟริกาอีกเท่าไร ยางพาราของไทยราคาแพงกว่าของประเทศเหล่านี้ จีนที่เป็นตลาดใหญ่สุดคงซื้อจากประเทศอื่นก่อนจะซื้อของไทย แล้ววันนั้น ราคายางที่วันนี้อยู่ที่ 200 จะไม่ไหลลงไปเหลือ 30-40 บาทหรือ เพราะปีก่อนก็หล่นจาก 100 ลงไป 30 กว่า