phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (599)

     สยามรัฐรายวัน 27 กรกฎาคม 2554

     เอแบคโพลล์สำรวจความคิดเห็นของคนไทยพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.5 คิดว่ายอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์ด้วย ขณะที่ร้อยละ 35.5 ยอมรับไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าจะหาคำตอบร่วมกันว่าเกิดอะไรขึ้น         

     เพราะเรื่องแบบนี้ไม่น่าจะมีในประเทศอื่น โดยเฉพาะที่พัฒนาแล้ว ขณะที่บ้านเราเห็นกันชัดเจนในการเลือกตั้งว่าโกงกันอย่างโจ่งแจ้ง ซื้อเสียงกันหัวละเป็นพัน บ้านละเป็นหมื่น ว่ากันว่าหลายคนหมดไปหลายสิบล้าน บางคนถึง 100 ล้านก็มี ชาวบ้านก็รับเงินไปโดยไม่บ่นว่า ดีใจเสียอีกที่ได้เงิน     

     นักการเมืองที่ซื้อเสียงก็ต้องถอนทุนด้วยวิธีการสารพัด การเข้าสู่อำนาจเป็นการลงทุน ชาวบ้านจำนวนมากคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เหมือนมีหญิงบริการ มีอาบอบนวดที่รู้กันทั่วว่าเป็นการขายบริการทางเพศ แต่ก็ “รับได้” ไม่เห็นเสียหายอะไร ดีกว่าไปปล้นเขา ไปขายยาเสพติด     

     หรือว่าปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้ ช่วยให้เข้าใจว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงยอมรับการโกงกินหรือการคอร์รัปชั่นได้

     สยามรัฐรายวัน 20 กรกฎาคม 2554

     ในสมัยโบราณ ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นรากฐานของวิถีชุมชน เป็นแผนที่ชีวิต เป็นจารีตประเพณีระเบียบกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่เดือนหนึ่งถึงเดือนสิบสอง เป็นวัฒนธรรมสังคมเกษตร สังคมเศรษฐกิจยังชีพ ที่มีระบบคุณค่าและศีลธรรมเป็นพื้นฐาน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลพึ่งพาอาศัยกัน

     สังคมค่อยๆ เปลี่ยนจากสังคมเกษตรเป็นสังคมอุตสาหกรรม สังคมที่ไม่ได้แบ่งปันหรือแลกข้าวแลกของ ไม่ได้ลงแขกเอาแรงกันอีกต่อไป เป็นสังคมที่ใช้เงินซื้อ ใช้เงินจ้าง ผู้คนต่างอยู่ ต่างไป ไม่มีเวลาให้กัน ปัญหาสารพัดตามมา หนี้สินพอกพูน ทำทุกอย่างเพื่อจะได้เงินมาใช้จ่ายใช้หนี้

     วิถีชุมชนเริ่มเลือนราง จารีตประเพณีค่อยๆ ลดน้อยลงทั้งปริมาณและคุณค่าความหมาย ชุมชนเก่าเปลี่ยนไป จากชุมชนชนบทค่อยๆ กลายเป็นชุมชนกึ่งชนบทกึ่งเมือง วิถีชีวิตในสังคมอุตสาหกรรมสับสนวุ่นวาย ไม่มีภูมิปัญญาของชุมชนมาช่วยกำหนด ไม่มีคนเฒ่าคนแก่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายคอยกำกับ

     สังคมอุตสาหกรรมมี “คนใหม่” ที่กำหนดวิถีชีวิตของผู้คน เรื่องผลผลิตคือพ่อค้า เรื่องการศึกษาคือครู เรื่องสุขภาพคือหมอ เรื่องทรัพยากร การจัดการชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่คือข้าราชการสารพัดกระทรวงและหน่วยงานที่เข้าไปยุ่งกับชีวิตของชาวบ้าน เป็นชีวิตชุมชนแบบกลไกแยกส่วน

     สยามรัฐ 13 กรกฎาคม 2554 

     กรอ. ในความหมายทางการ คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต ที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Income Contingent Loan (ICL) เริ่มใช้กันในยุครัฐบาลไทยรักไทย ขณะที่ กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) ใช้ในรัฐบาลประชาธิปัตย์

     กรอ. เป็นวิธีการที่ใช้กันอยู่ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาจมีข้อแตกต่างในรายละเอียดบ้าง โดยหลักการ เป็นเงินกู้ยืมเพื่อการอุดมศึกษาที่สามารถกู้ได้และมีหน้าที่ต้องใช้หนี้คืนเมื่อเรียนจบ ออกไปทำงาน มีรายได้ในระดับที่เสียภาษี ใครก็ได้สามารถกู้ยืมได้ ไม่ว่ายากดีมีจน

     คนที่มีรายได้ดี อาจมีหนี้สิน อาจมีปัญหาหลายอย่าง ทำให้ไม่มีเงินสดไปจ่ายค่าเล่าเรียนก็สามารถกู้ยืมจากกองทุนนี้ได้ และเมื่อเรียนจบ ใครที่ไม่มีรายได้มากกว่า 16,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการประมาณการว่าจะต้องเสียภาษี ก็ไม่ต้องจ่ายคืนเงินกู้นั้นให้รัฐ

     กองทุนนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเรียนระดับอุดมศึกษาได้ไม่ว่าจะยากจนเพียงใด ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ถ้าไม่มีกองทุนนี้ คนจนก็ต้องกู้ยืมจาก กยศ. และเมื่อเรียนจบก็ต้องหาเงินจ่ายคืนรัฐ ไม่มีจ่ายเขาก็ฟ้อง เห็นว่าไม่มีจ่ายขณะนี้หลายแสนคน และคนที่จ่ายก็ต้องลำบาก บางคนไปกู้หนี้ยืมสินดอกเบี้ยแพงๆ มาจ่ายคืนรัฐ กลัวติดคุก

     สยามรัฐรายวัน 6 กรกฎาคม 2554 

     ประวัติศาสตร์ในทัศนะของเฮเกล นักปรัชญาชาวเยอรมัน เป็นการเปลี่ยนแปลงของพลังอันยิ่งใหญ่ที่ “มองไม่เห็น” เป็นพลังของ “จิต” (Spirit) ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่จากรากฐานเดิม (thesis) มีการโต้แย้ง ขัดแย้ง (anti-thesis) แล้วนำไปสู่ข้อสรุป (synthesis) ข้อสรุปนี้กลายเป็นฐานใหม่ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง และนำไปสู่ข้อสรุปใหม่ หรือการสังเคราะห์ใหม่ต่อไป กระบวนการที่เรียกทางปรัชญาว่า “วิภาษวิธี”

     การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่ง เป็นข้อสรุปหรือการสังเคราะห์ ทางประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่ง หลังจากมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง 4-5 ปีที่ผ่านมา ครั้งนี้น่าจะเป็นพลังที่มาจาก “สำนึกใหม่” ที่ไม่ใช่เพราะการซื้อเสียง ไม่ใช่เพราะนโยบายประชานิยมที่เสนอกันมากมายจนลายตา

    น่าจะเป็นพลังของ “ชาวบ้าน” “ชาวนา” “แรงงาน” “คนเดินดินกินข้าวแกง” “คนจนในเมือง” ที่ค่อยๆ ปลุกกันขึ้นมาโดยการสื่อสารทันสมัย ทั้งทีวี เคเบิล วิทยุชุมชน มือถือ และเวทีประชาชนต่างๆ กลายเป็น “กระแส” ที่แรงจนไม่มีอะไรต้านได้

     หากพิจารณาปรากฏการณ์คล้ายกันทั้งโลก พิจารณาแค่ 30 ปีที่ผ่านมา เราเห็นการปฏิวัติโดยขบวนการประชาชนในละตินอเมริกา โดยเฉพาะในบราซิลและอาร์เจนตินา และไม่นานมานี้ในตะวันออกกลาง จากตูนิเซีย อียิปต์ไปถึงประเทศอื่นๆ ที่คงไม่จบจนกว่าจะมี “การเปลี่ยนแปลง”