phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (581)

     สยามรัฐ 13 กรกฎาคม 2554 

     กรอ. ในความหมายทางการ คือ กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต ที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Income Contingent Loan (ICL) เริ่มใช้กันในยุครัฐบาลไทยรักไทย ขณะที่ กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา) ใช้ในรัฐบาลประชาธิปัตย์

     กรอ. เป็นวิธีการที่ใช้กันอยู่ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อาจมีข้อแตกต่างในรายละเอียดบ้าง โดยหลักการ เป็นเงินกู้ยืมเพื่อการอุดมศึกษาที่สามารถกู้ได้และมีหน้าที่ต้องใช้หนี้คืนเมื่อเรียนจบ ออกไปทำงาน มีรายได้ในระดับที่เสียภาษี ใครก็ได้สามารถกู้ยืมได้ ไม่ว่ายากดีมีจน

     คนที่มีรายได้ดี อาจมีหนี้สิน อาจมีปัญหาหลายอย่าง ทำให้ไม่มีเงินสดไปจ่ายค่าเล่าเรียนก็สามารถกู้ยืมจากกองทุนนี้ได้ และเมื่อเรียนจบ ใครที่ไม่มีรายได้มากกว่า 16,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการประมาณการว่าจะต้องเสียภาษี ก็ไม่ต้องจ่ายคืนเงินกู้นั้นให้รัฐ

     กองทุนนี้เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเรียนระดับอุดมศึกษาได้ไม่ว่าจะยากจนเพียงใด ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ถ้าไม่มีกองทุนนี้ คนจนก็ต้องกู้ยืมจาก กยศ. และเมื่อเรียนจบก็ต้องหาเงินจ่ายคืนรัฐ ไม่มีจ่ายเขาก็ฟ้อง เห็นว่าไม่มีจ่ายขณะนี้หลายแสนคน และคนที่จ่ายก็ต้องลำบาก บางคนไปกู้หนี้ยืมสินดอกเบี้ยแพงๆ มาจ่ายคืนรัฐ กลัวติดคุก

     สยามรัฐรายวัน 6 กรกฎาคม 2554 

     ประวัติศาสตร์ในทัศนะของเฮเกล นักปรัชญาชาวเยอรมัน เป็นการเปลี่ยนแปลงของพลังอันยิ่งใหญ่ที่ “มองไม่เห็น” เป็นพลังของ “จิต” (Spirit) ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่จากรากฐานเดิม (thesis) มีการโต้แย้ง ขัดแย้ง (anti-thesis) แล้วนำไปสู่ข้อสรุป (synthesis) ข้อสรุปนี้กลายเป็นฐานใหม่ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้ง และนำไปสู่ข้อสรุปใหม่ หรือการสังเคราะห์ใหม่ต่อไป กระบวนการที่เรียกทางปรัชญาว่า “วิภาษวิธี”

     การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นจุดเปลี่ยนอีกจุดหนึ่ง เป็นข้อสรุปหรือการสังเคราะห์ ทางประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่ง หลังจากมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรง 4-5 ปีที่ผ่านมา ครั้งนี้น่าจะเป็นพลังที่มาจาก “สำนึกใหม่” ที่ไม่ใช่เพราะการซื้อเสียง ไม่ใช่เพราะนโยบายประชานิยมที่เสนอกันมากมายจนลายตา

    น่าจะเป็นพลังของ “ชาวบ้าน” “ชาวนา” “แรงงาน” “คนเดินดินกินข้าวแกง” “คนจนในเมือง” ที่ค่อยๆ ปลุกกันขึ้นมาโดยการสื่อสารทันสมัย ทั้งทีวี เคเบิล วิทยุชุมชน มือถือ และเวทีประชาชนต่างๆ กลายเป็น “กระแส” ที่แรงจนไม่มีอะไรต้านได้

     หากพิจารณาปรากฏการณ์คล้ายกันทั้งโลก พิจารณาแค่ 30 ปีที่ผ่านมา เราเห็นการปฏิวัติโดยขบวนการประชาชนในละตินอเมริกา โดยเฉพาะในบราซิลและอาร์เจนตินา และไม่นานมานี้ในตะวันออกกลาง จากตูนิเซีย อียิปต์ไปถึงประเทศอื่นๆ ที่คงไม่จบจนกว่าจะมี “การเปลี่ยนแปลง”

     สยามรัฐรายวัน 29 มิถุนายน 2554 

     นโยบายหาเสียงของนักเลือกตั้งสะท้อนการเมืองไทยไร้จินตนาการ คิดได้แต่เพียงโครงการเฉพาะหน้า หาได้มียุทธศาสตร์อันใดไม่ เพราะถ้าจะมียุทธศาสตร์ก็ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

     วิสัยทัศน์แปลว่า “ภาพฝัน” หรือ “ภาพนิมิต” ที่ฝรั่งเรียกว่า vision อันเป็นความหมายดั้งเดิม เพราะเป็นศัพท์ที่มาจากแวดวงศาสนา รวมทั้งผู้นำประเภทผีบุญ ผู้นำเหล่านั้นฝันเห็นสังคมในอุดมคติ และเสนอวิธีการเพื่อไปให้ถึงสังคมนั้น หรือวิธีทำให้สังคมอุดมคติในฝันนั้นเกิดขึ้นจริง

     วิสัยทัศน์นอกจากจะเป็นภาพฝันหรือภาพนิมิต ยังรวมถึง “วิถี” ไปสู่ภาพฝันหรือความเป็นจริงในอุดมคตินั้น รวมไปถึง “สายตา” (ปัญญา) ที่แหลมคมมองทะลุเห็นภาพฝัน พร้อมกับมองเห็นวิธีการที่มีพลังและประสิทธิภาพไปสู่ภาพฝันนั้นด้วย

     วิธีคิดแบบตะวันออกไม่ได้แยกระหว่างวิถีและเป้าหมาย เช่นเดียวกับ “เต๋า” ซึ่งมีความหมายว่าวิถีและเป้าหมายอยู่ในสิ่งเดียวกัน means is the end in the becoming แปลว่า วิถีคือเป้าหมายที่กำลังบรรลุทุกขณะ เพราะ “ขอบฟ้ามิได้อยู่ที่สุดสายตา แต่อยู่ทุกย่างก้าวที่เราเดิน”

     สยามรัฐรายวัน 22 มิถุนายน 2554 

     มีพรรคการเมืองที่โหมโฆษณาแบบเต็มหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ตัวโตเท่าหม้อแกงว่า “ล้างหนี้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อปลดหนี้ปลดทุกข์ให้แก่ประชาชนที่เป็นลูกหนี้กองทุนหมู่บ้าน ไม่ต้องเข้าสู่วงจรอุบาทว์ กู้นอกระบบมาใช้หนี้กองทุน ...จะล้างหนี้ของลูกหนี้กองทุนหมู่บ้านทั้งหมด แล้วมาเริ่มต้นบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกันใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด”

     นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของพรรคเดียว พรรคอื่นๆ ก็ไม่แพ้กัน ล้วนแต่สัญญาคำโตๆ เกี่ยวกับลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ทำตัวเป็นพ่อมดหมอผีที่มาพร้อมกับไม้กายสิทธิ์ คงอยากเคาะให้ได้อย่างหลวงพ่อคูณ ตอบสนองความต้องการแบบรวดเร็วทันใจของพี่น้องประชาชน

     ก็สมควรแล้วที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากในทุกวงการว่า นโยบายประชานิยมเหล่านี้ดูถูกประชาชน คิดว่าโง่เง่าและคอยรับแต่ผลประโยชน์เป็นเงินเป็นทอง โดยคิดไม่ออกว่า เงินเหล่านั้นก็มาจากภาษีอากร มาจากเงินกู้ ไม่ได้มาจากกระเป๋านักการเมืองสักหน่อย

     จะมีปัญญาไปบริหารการเงินการคลังแบบไหนถึงจะทำทุกอย่างที่สัญญากับชาวบ้านวันนี้โดยไม่มีปัญหากับระบบการเงินการคลังและเศรษฐกิจของประเทศ  ที่สำคัญ ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ปัญหาสังคม ปัญหาร้อยแปดที่สัมพันธ์กันหมดที่จะตามมา