phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (581)

Wednesday, 07 September 2011 00:00

ยับเยิน vs ยั่งยืน

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐรายวัน 7 กันยายน 2554 

     เดินทางต่างจังหวัดจะเห็นการขยายตัวของพืชเศรษฐกิจที่รุกป่า รุกนา รุกสวน รุกไร่ของชาวบ้าน เห็นค้าปลีกยักษ์ใหญ่ทั้งหลายขยายอาณาจักรลงไปสู่ชุมชน จนยากที่ร้านโชห่วยเล็กๆ จะอยู่ได้ ถ้าไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของทุนนิยมอุปถัมภ์โดยขึ้นต่อยักษ์เหล่านี้

     เช่นเดียวกับการรุกเข้าไปในชุมชนของพืชเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้มีแต่การขยายตัวของพื้นที่การปลูกมัน อ้อย ยาง ข้าวโพด ไปจนถึงพืชผักผลไม้ต่างๆ แต่เป็นการเข้าไปของ “ทุนอุปถัมภ์” ในนามของเกษตรพันธสัญญา ในนามของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่กำลังถูกผูกขาดโดยนายทุน

     การรุกเข้าไปในชุมชนเป็นไปหลายรูปแบบ ถ้าเปรียบกับธุรกิจ นายทุนใช้ทั้งไม้แข็งไม้นวม ใช้การครอบงำแบบซื้อตัว ซื้อที่ ซื้อความรู้ความสามารถของชาวบ้าน ผู้นำชุมชนที่เป็นอุปสรรคต่อการ “ฮุบ” ที่ดิน การผูกขาดพันธุกรรม ทำลายความหลากหลาย ทำลายพันธุ์พืชพื้นบ้าน โดยการซื้อที่ดินที่ปลูกพืชเหล่านี้ก็มี แล้วให้เจ้าของที่ดินมาทำงานด้วยค่าแรงที่ไม่อาจปฏิเสธได้

     นายทุนเหล่านี้รู้ดีว่า อาวุธอันเดียวที่เหลืออยู่ของชุมชน คือ “วัฒนธรรม” เป้าหมายการทำลายอาวุธนี้จึงเกิดขึ้นหลายลักษณะ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องประเพณีวัฒนธรรมภายนอก แต่หมายถึงความหลากหลายทางพันธุกรรมอันเป็นมรดกของบรรพบุรุษของแต่ละท้องถิ่น

Wednesday, 31 August 2011 00:00

โรคอ้วน

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐรายวัน31 สิงหาคม 2554 

     โรคอ้วนกำลังคุกคามสังคมอเมริกัน ต้นแบบของสังคมบริโภค ปัญหาเศรษฐกิจก็กำลังรุมเร้าสังคมแห่งนี้ที่เป็นต้นแบบของทุนนิยม คงไม่ผิดถ้าจะอธิบายสั้นๆ ว่า นี่คือผลกรรมของการกินเกินขนาด กินเกินได้ ใช้เกินมี บริโภคเกินพอดี ไม่มีสำนึก ประเภทดีชั่วรู้หมด แต่อดไม่ได้

     โรคอ้วนจำกัดความโดย “มวลกาย” (BMI น้ำหนักหารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง) คนน้ำหนักปกติมวลกายอยู่ระหว่าง 18-25 ถ้าระหว่าง 26-30 ถือว่าน้ำหนักเกิน ถ้าเกิน 30 ถือว่าเป็นโรคอ้วน ซึ่งเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง และโรคข้อเข่าเสื่อม

     วันนี้คนอเมริกันกว่าร้อยละ 60 น้ำหนักเกิน ร้อยละ 30 เป็นโรคอ้วน หมายความว่า คนอเมริกัน 1 ใน 3 เป็นโรคอ้วน คนอังกฤษ 1 ใน 4  คนออสเตรเลียและฝรั่งในยุโรปหลายประเทศ 1 ใน 5 เป็นโรคนี้

     ขณะที่คนไทยที่น้ำหนักเกินมีมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเด็กเยาวชนคนหนุ่มคนสาว แม้ว่าตัวเลขคนเป็นโรคอ้วนจะยังไม่มากเท่าคนอเมริกันและฝรั่งชาติต่างๆ แต่แพทย์ประเมินว่า ถ้าหากพฤติกรรมการกินการอยู่ยังเป็นเช่นนี้ อีกไม่ถึง 10 ปี คนไทย 1 ใน 3 จะเป็นโรคอ้วนเท่ากับคนอเมริกันวันนี้

Wednesday, 24 August 2011 00:00

จิตสำนึก

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐรายวัน 24 สิงหาคม 2554 

     สำนึกหรือจิตสำนึกในทางจิตวิทยาเป็นสภาวะของความรู้ตัว แต่เมื่อนำมาใช้ในชีวิตจริง เราหมายถึงอะไรมากกว่านั้นมาก โดยเฉพาะหมายถึงความรับผิดชอบชั่วดี 

     การพัฒนาจิตสำนึกเป็นเรื่องยาก เพราะหมายถึงการเปลี่ยนวีธีคิด ซึ่งจะตามมาด้วยวิธีปฏิบัติและการให้คุณค่าอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากเดิม ดีกว่าเดิม เพราะเกิดทัศนะการมองโลกอีกแบบหนึ่ง

     การพูดการสอนอย่างเดียวคงไม่สามารถเปลี่ยนสำนึกคนได้ง่ายๆ เพราะฟังได้แต่เดี๋ยวก็ลืม จึงมีกระบวนการหลายๆ อย่างผสมผสานกันเพื่อ “ปลูก” หรือ “ปลุก” หรือ “เปลี่ยน” จิตสำนึกของคน ที่ต้องปลูกเพราะเป็นอะไรใหม่ที่เขาไม่มี ที่ต้องปลุกเพราะอาจมีอยู่แต่ยังหลับใหลไม่ตื่น ที่ต้องเปลี่ยนเพราะที่มีอยู่นั้นไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง

     การพัฒนาจิตสำนึกเป็นคำรวมๆ เพื่อบอกว่ามีการปลูก ปลุก หรือเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของผู้คน เช่น การพัฒนาสำนึกสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้คนร่วมกันรับผิดชอบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ในบ้าน ในชุมชน ในที่สาธารณะ

     สยามรัฐรายวัน 17 สิงหาคม 2554 

     วิสัยทัศน์การเกษตรหรือภาพฝันของเมืองไทยในอนาคต คือ ภาพของสังคมที่กลับคืนสู่ธรรมชาติ คืนดีกับธรรมชาติ ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับดิน น้ำ ป่า เอาความสมดุลและความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพที่เสียไปกลับคืนมา ให้ผู้คนได้พึ่งพาพาอาศัยและอยู่เย็นเป็นสุข

     ประเทศที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์ ผู้คนมีการศึกษาดีและมีคุณภาพ เขาเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่าเป็นสวน เป็นไร่นาที่อยู่อาศัย จ้างคนไทยไปทำงานให้เป็นหมื่นเป็นแสน ประเทศที่ไม่มีวิสัยทัศน์ ผู้คนขาดโอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนป่าให้เป็นทะเลทรายได้

     ตัดไม้และเอาทุกอย่างจากป่าไปขายเพื่อจะได้เงินไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวก จนกระทั่งไม้หมดป่า อาหารที่อุดมสมบูรณ์เต็มป่าก็ไม่เหลือแม้แต่สำหรับครอบครัวและตัวเอง จนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อเขากินจากตลาดเคลื่อนที่ที่วิ่งเข้าออกหมู่บ้านวันละหลายเที่ยว

     ปราชญ์บอกว่า “การศึกษานั้นแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ป่าไม้ที่เหลือเพียงเล็กน้อย คือ ราคาที่แพงมากของความไม่รู้ ของความทันสมัยที่ไม่พัฒนา ที่มาจากการขาดวิสัยทัศน์ของผู้นำทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น มีแต่ผู้นำที่มีอำนาจกับเงิน แต่ไม่มี “ปัญญา” สังคมไทยขาดผู้นำทางปัญญา