phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (598)

     สยามรัฐรายวัน 4 เมษายน 2555 

     สังคมไทยมีอะไรดีๆ ที่คนไทยอาจมองข้ามหรือนึกไม่ถึง ฝรั่งต่างชาติทึ่งกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่และภูมิปัญญาของคนไทยตั้งแต่สมัยไหน ใครได้อ่านบันทึกของบรรดามิชชันนารีที่เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็จะพบเรื่องราวดีๆ ที่ฝรั่งเขียนไว้

     บาทหลวงตาชาร์ดบันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า ให้ประหลาดใจยิ่งนักที่โหราจารย์ไทยสามารถทำนายสุริยุปราคาคลาดเคลื่อนจากความจริงเพียงหนึ่งชั่วโมง ทั้งๆ ที่เชื่อว่าโลกแบน ท่านไม่ได้บอกว่า ตัวเองที่เชื่อว่าโลกกลมและเป็นนักดาราศาสตร์ได้ทำนายผิดไปเท่าไร อาจจะมากกว่าก็เป็นได้ถึงไม่กล้าบอก

     อาจารย์เปรื่อง เปลี่ยนสายสืบ กัลยาณมิตรผู้ล่วงลับไปแล้ว นักวิชาการที่พยายามศึกษาการดูหมออย่างมีหลักวิชาบอกว่า ตำราโหราศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีมากมายหลายเล่มเกวียน แต่คนไทยไม่ได้ศึกษาและไม่ได้สืบทอด ไม่ได้ต่อยอด ไม่ได้ปรับประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป

     การมีกระบวนทัศน์ที่แตกต่าง ไม่ได้แปลว่า “โง่” อาจจะมีจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง ถ้าไม่เอามาตรฐานของตนเองไปวัดก็คงไม่มีปัญหา เหมือนเอาไวยากรณ์ไทยไปวัดไวยากรณ์อังกฤษ คนไทยจึงเรียนภาษาอังกฤษแต่คิดแบบไทย เรียนให้ตายก็พูดอังกฤษไม่เป็น

     สยามรัฐรายวัน 28 มีนาคม 2555 

     จะดีจะร้ายอย่างไร สุวรรณภูมิก็มาจากเงินภาษีของคนไทยทุกคน เพราะเงินลงทุนมหาศาลที่คงหล่นหายไปตามทางมากมาย ทำให้เราได้สนามบินที่ยังคงมีปัญหาสารพัดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ไม่ต้องเอาให้ได้อันดับต้นๆ ของโลกก็ได้ ขอให้สะดวกสบายในการไปมาก็พอแล้ว ไม่ใช่เข้าคิวตรวจกันเป็นชั่วโมงๆ

     อย่างไรก็ดี ถ้าเราทำดี สุวรรณภูมิอาจเป็นสนามบินที่ใครๆ ก็รักและอยากไปแวะไปผ่านและใช้บริการ เพราะคนไทยมีศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ ในระดับโลกได้มากมายหลายอย่าง ไม่เพียงแต่ยิ้มเก่ง บริการเก่งอย่างเดียว

     คนไทยมีความสามารถทางศิลปะสูงไม่น้อยหน้าใครในโลก บุคคลอย่างถวัลย์ ดัชนี เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ จักรพันธ์ โปษยกฤต และอีกมากมายหลายคนที่เราเรียกขานว่าศิลปินได้อย่างเต็มปาก ทำไมไม่เห็นมีผลงานของท่านเหล่านี้บนผนังทางเดินที่สุวรรณภูมิ เห็นแต่ยักษ์ยืนถือกระบองอย่างน่ากลัว

     จะบอกว่าเป็นผลงานที่แพงเกินกว่าจะหาได้ก็คงไม่ใช่ น่าจะขาดคนที่มีวิสัยทัศน์และมีฝีมือในการบริหารจัดการด้าน “ศิลปะ” ในสุวรรณภูมิมากกว่า ซึ่งน่าจะหามืออาชีพจริงๆ มาดูแล

     สยามรัฐรายวัน 21 มีนาคม 2555 

     บัวขาว ป.ประมุข ทำให้มวยไทยมีเสน่ห์และเป็นที่สนใจของคนไทยและคนในหลายประเทศทั่วโลก เห็นได้จากการเป็นข่าวในแทบทุกสื่อของเขาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม และส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งราชการและสมาคมมวยไทยให้ความสนใจเรื่องการบริหารจัดการมวยไทย เรื่องความเป็นธรรมในการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างเจ้าของค่ายกับนักมวย

     เรื่องราวของเขาทำให้เกิดการแสดงความเห็นมากมายในเครือข่ายสังคม หรือสื่ออินเตอร์เน็ตต่างๆ เกือบทั้งหมดจะเข้าข้างนักมวย เห็นใจนักมวยว่าถูกเอาเปรียบ ต่อยแทบตาย เจ็บตัวจนแทบพิการ แต่ได้ค่าตัวครึ่งเดียว และเอาเข้าจริงก็อาจเหลือไม่ถึงร้อยละ 30 เพราะต้องแบ่งคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก

     คำว่า หมาล่าเนื้อ ใช้กันมานานแล้ว แต่ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรดีขึ้นเท่าใดนัก เพราะสังคมนี้เป็นสังคมอุปถัมภ์ คนมีอำนาจมากกว่าอุปถัมภ์คนที่มีอำนาจน้อยกว่า มีเงินน้อยกว่า มีโอกาสน้อยกว่า เมื่อเด็กจนๆ จากชนบทอยากก้าวหน้าในชีวิตนักมวยก็ต้องหาค่าย หาครู หาผู้อุปถัมภ์

     อุปถัมภ์กันแบบไทยๆ แบบลูกแบบหลานก็ดีหรอก แต่พอผลประโยชน์มากเข้าก็เริ่มแสดงธาตุแท้ของความโลภ ความไม่เป็นธรรม เริ่มเรียกร้องบุญคุณ เริ่มขู่เข็ญไม่ให้หือไม่ให้กระด้างกระเดื่อง กรณีของนักมวยไทยที่ต่อยมวยไทยก็ดี สากลก็ดี มีให้เห็นเช่นนี้ตลอดมา

     สยามรัฐรายวัน 14 มีนาคม 2555 

     ถ้าไทยจะเสียแชมป์ส่งออกข้าวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อินเดียกับเวียดนามแซงหน้าไทย เพราะประเทศทั้งสองมีแผนการพัฒนาข้าวตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวอย่างเดียว แต่เขาพัฒนาคนปลูกข้าว การจัดการข้าว มีเป้าหมายและวิธีการที่ชัดเจน พัฒนาอย่างมียุทธศาสตร์

     คนไทยก็มีกลไกมากมายในการพัฒนาข้าว แต่งบวิจัยของไทยน้อยกว่าเวียดนาม 10 เท่า เขาทุ่ม 2,000 ล้านบาท เรามีแค่ 200 ล้านเท่านั้น เวียดนามมีชลประทานร้อยละ 85 ของพื้นที่ทำนา ไทยเรามีเพียงร้อยละ 25 ส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในภาคกลาง ไทยทำนาปีที่แล้ว 66 ล้านไร่ ได้ข้าว 31 ล้านตัน เวียดนามทำนา 25 ล้านไร่ ได้ข้าว 39 ล้านตัน

     ประเทศพัฒนาแล้วอย่างอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศที่พัฒนาข้าวได้ก้าวหน้าอย่างจีนและเวียดนามเขาทำนาอย่างที่ซุ่นหวู่บอก คือ “สู้ด้วยยุทธศาสตร์ รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้”  กล้าที่จะชวนคนรุ่นใหม่มาทำนาจนกลายเป็นแฟชั่นที่ญี่ปุ่น สร้างค่านิยมให้คนรุ่นใหม่ภูมิใจที่ได้ทำนา ได้กินข้าวที่ปลูกด้วยมือของตนเอง ได้ขายข้าว แปรรูปข้าวจนมีรายได้ไม่น้อยกว่าอาชีพอื่น

     คนมียุทธศาสตร์ คือ คนมีวิสัยทัศน์ มองเห็นวิธีการที่จะทำให้ภาพฝันเป็นจริง อย่างเวียดนามที่ใช้วิธีการ 3 สูง คือ ผลผลิต คุณภาพ กำไร และ 3 ต่ำ คือ ปริมาณพันธุ์ข้าวต่อไร่ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ของเรามีรัฐบาลไหน รัฐมนตรีเกษตรไหนที่กล้าประกาศอะไรแบบนี้บ้าง