phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (581)

     สยามรัฐรายวัน 14 ธันวาคม 2554 

     น้ำวันนี้มีภาพที่น่ากลัว ในหลายพื้นที่น่าเกลียดอีกต่างหากเพราะเป็นน้ำเน่า แต่ในความเป็นจริง น้ำคือชีวิต ไม่มีน้ำเราก็ตาย เราต้องการน้ำดื่มกินและทำนา ทำการเกษตร ปัญหาไม่ใช่น้ำ แต่เป็นปัญหาที่ตัวเราที่จัดการน้ำไม่เป็น

     น้ำที่ตกค้างอยู่ในหลายพื้นที่ในภาคกลางเป็นน้ำที่จำเป็นต่อการทำนาทำสวน เราคงไม่ไล่น้ำลงทะเลไปหมดจนเข้าสู่ภาวะแล้งและต้องเยียวยาภัยแล้ง ไม่ได้ล้อเล่น เพราะผวาน้ำท่วมที่กำลังลดที่เชื่อว่ามาจากความผิดพลาดของการบริหารจัดการน้ำ ทำให้หวาดกลัวว่า จะผิดพลาดอีกครั้งในการระบายน้ำ และจะมีแนวทางป้องกันไม่ให้ท่วมใหญ่ปีหน้าได้หรือไม่

    ความเชื่อมั่นของผู้คนหายไปเกือบหมด ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล กลไกต่างๆ ของรัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ไม่เชื่อมั่นเพราะคิดว่าไม่รู้จริง ไม่ใช้ข้อมูลความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากป้องกันทั้งหมดไม่ได้ก็ไม่น่าจะท่วมแบบเลวร้ายอย่างที่ผ่านมา

     แปลกแต่จริง คือ ฝนตกในประเทศไทยเฉลี่ยปีละประมาณ 1,500 มิลลิเมตร แต่เมืองไทยมีปัญหาน้ำท่วมและขาดน้ำในเวลาเดียวกัน จึงต้องถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

     สยามรัฐรายวัน 7 ธันวาคม 2554 

     หลังน้ำท่วมครั้งนี้ มีคนคิดอยากให้ย้ายเมืองหลวง จะย้ายไปทำไมเพราะย้ายไปแล้วก็คงเหมือนสร้างถนนเลี่ยงเมืองใหญ่ๆ ในประเทศไทยวันนี้ที่ถนนเหล่านั้นก็แออัดและจราจรติดขัดเหมือนเดิม แทนที่จะย้ายเมือง ผู้นำสังคมไทยกล้าย้ายคนกลับบ้านไหม เพราะคนส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด

     คิดได้ไหมว่า ภายในปี 2020 จะทำให้ประชากรในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจาก 12-15 ล้านคนอย่างในปัจจุบันลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง

     นี่เป็นวิสัยทัศน์ที่อาจจะดูบ้าบิ่น แต่ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิดให้ถึงรากถึงโคน เราคงจะหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมและอื่นๆ ได้ยาก งบประมาณการพัฒนาเมืองหลวงคงมากกว่างบที่เอาไปพัฒนาทั้งประเทศ แค่รถไฟฟ้ารถใต้ดิน 10 สายก็กว่าครึ่งล้านล้านบาทแล้ว

     ถ้าแทนที่จะทุ่มงบประมาณพัฒนากรุงเทพฯและปริมณฑล แบ่งงบประมาณไปพัฒนาชนบท พัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้คนอยู่ได้อย่างมีความสุขมากกว่าทุกวันนี้ มีงานทำ มีรายได้พอเพียง มีความมั่นคง ได้อยู่ใกล้ครอบครัว ช่วยกันสร้างชุมชนเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้

     สยามรัฐรายวัน 26 ตุลาคม 2554 

     น้ำท่วมใหญ่ ผู้คนตื่นตระหนก แต่สุดท้ายก็อาจไม่ตระหนักว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ควรแก้ที่ต้นเหตุอย่างไร น้ำลดก็คงลืม เดินหน้าต่อไปกับชีวิตที่เสี่ยงภัยแบบไม่รู้ว่า วิบัติภัยอะไรจะตามมาอีก

     หายนะครั้งนี้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกด้วย เพราะที่นี่เป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับอิเล็กโทรนิกส์ยานยนต์ คอมพิวเตอร์และอื่นๆ จึงไม่แปลกที่ทั่วโลกจะสนใจข่าวน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ และให้ความเห็นคล้ายกันหมดว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มาจาก “คนไทยทำเอง”

     มาจากการตัดไม้ทำลายป่า ทำลายที่ดูดซับน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ ฝนตกเท่าไรก็ไหลจากที่สูงลงมาที่ต่ำจนหมด มาจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด การไม่ใช้ข้อมูลและประมาณการล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการที่ถูกต้อง รวมทั้งการรับมือที่เหมาะสม ไม่ปล่อยให้น้ำเต็มอ่างทุกอ่างแล้วปล่อยลงมาพร้อมกันอย่างที่ทำกัน

     มีเวลาเป็นเดือนๆ แล้วรับกันได้แค่นี้ ไม่ทราบจะสรุปว่าอย่างไรดี คนต่างชาติงุนงงต่อระบบข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่างๆ ของไทย ที่รับมือไม่ได้เพราะไม่มีข้อมูลถึง “ความใหญ่” ของมวลน้ำ คาดว่าจะมา 100 แต่มา 200  ถ้าเป็นสึนามิก็เป็นอีกอย่าง เพราะไม่ทราบว่าแผ่นดินไหวจะมาเมื่อไร กี่ริกเตอร์ แต่นี่น้ำมาจากทางเหนือเดินทางมาช้าๆ เป็นเดือน และปริมาณน้ำฝนก็คาดการณ์ล่วงหน้าได้

     สยามรัฐรายวัน 12 ตุลาคม 2554 

     ความอหังการ์เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการอยู่รอด ขณะที่ความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้คนยอมรับข้อจำกัดและความไม่รู้ของตนเอง ยอมรับว่าตนเองไม่ใช่นายเหนือธรรมชาติ แต่เป็นเพียงผงธุลีในจักรวาลอันยิ่งใหญ่และไม่มีสิ้นสุดนี้

     คนยุคใหม่มีเทคโนโลยีทันสมัย คำนวณได้ว่าขณะนี้สถานการณ์น้ำเป็นอย่างไร คาดการณ์ได้ว่าฝนจะตกหรือไม่ เมื่อไร เท่าใด ปริมาณน้ำเดิมและน้ำใหม่เท่าใด และอื่นๆ อีกร้อยปัจจัย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมได้

     เราได้จัดการชีวิตความเป็นอยู่ เปลี่ยนแปลงธรรมชาติเพื่อให้รับใช้เรา โดยอาศัยความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจัดการดิน น้ำ ป่า ทรัพยากร จัดการการผลิตสิ่งอำนวยความสะดวกสารพัดรูปแบบ ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย

     ดูแค่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน มีมากมายเสียจนไม่รู้จะจัด จะเก็บ จะวางอย่างไร ทุกครั้งที่ออกไปตลาด ไปห้างก็กลับมาพร้อมกับสิ่งที่อาจไม่ได้วางแผนไว้ ซื้ออะไรที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่ซื้อเพราะอยากได้ เพราะถูกกระตุ้นให้เกิดความอยาก