phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (581)

     สยามรัฐรายวัน 1 ก.พ. 2555

     ประเทศในแอฟริกาที่ปลดแอกจากอาณานิคมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนใหญ่เลือกแนวทางสังคมนิยม เพราะพวกเขาเห็นว่า เสรีนิยมและทุนนิยมจะทำให้คนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศจนลงไปอีก และเปิดโอกาสให้คนจำนวนน้อยที่รวยอยู่แล้วรวยมากยิ่งขึ้น และเปิดประเทศให้มหาอำนาจเก่าและใหม่ได้เข้าครอบครองประเทศของตนเองอีกในแบบอาณานิคมใหม่

     ในช่วงของสงครามเย็น การเลือกสังคมนิยมทำให้พวกเขาคบหาสมาคมกับสหภาพโซเวียตและจีน เป็นช่วงเวลาที่มหาอำนาจอย่างอเมริกาบอกให้ทั่วโลกรู้ว่า ถ้าคุณไม่อยู่ข้างผม คุณก็อยู่ตรงกันข้ามกับผม หรือถ้าคุณไม่เป็นมิตรกับผม คุณก็เป็นศัตรู

     ใครที่อาจหาญอยากเป็น “กลาง” อยากเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองก็ย่อมถูกจัดการ ดังกรณีของแทนซาเนียในยุคของประธานาธิบดีจูเลียส เยเรเร (1961-1985) ที่ถูกโดดเดี่ยวและถูกมาตรการต่างๆ ทำให้แทนซาเนียที่เคยอุดมสมบูรณ์และพึ่งตนเองได้ กลายเป็นประเทศยากจน

     แต่เยเรเรและอีกหลายประเทศในแอฟริกาก็ยืนหยัดที่จะเป็นตัวของตัวเอง ยอมใช้แนวทางสังคมนิยมมากกว่าทุนนิยม ยอมที่จะเฉลี่ยความยากจนดีกว่าปล่อยให้คนส่วนน้อยร่ำรวยบนความทุกข์และความยากจนของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

Thursday, 26 January 2012 00:00

เปิดม่านแอฟริกา

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐรายวัน 26 มกราคม 2555 

     การปรับคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 2 ทำให้คนไทยได้รู้จักแอฟริกามากขึ้น เพราะรัฐมนตรีคนหนึ่งอยู่ในแบล็คลิสต์ของสหรัฐอเมริกาด้วยสาเหตุว่าไปเกี่ยวข้องการทำธุรกิจกับซิมบับเว ซึ่งถูกสหรัฐอเมริกาและบางประเทศพันธมิตรบอยคอต

     โรเบิร์ต มูกาเบ เป็นนายกรัฐมนตรี (1980-1987) และประธานาธิบดีของซิมบับเว (อดีตโรดีเซีย) ตั้งแต่ 1987 จนถึงวันนี้ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำแอฟริกันรุ่นแรกๆ ที่มีส่วนในการปลดปล่อยประเทศต่างๆ ในแอฟริกาจากอาณานิคม และการครอบงำของคนผิวขาวทั้งในและนอกแอฟริกา 

     คนไทยคุ้นเคยกับชื่ออย่างเนลสัน เมนเดลา บิดาแห่งชาติแอฟริกาใต้  โรเบิร์ต มูกาเบ ก็รุ่นราวคราวเดียวกัน เช่นเดียวกับจูเลียส เยเรเร อดีตประธานาธิบดีผู้ได้ชื่อว่าบิดาแห่งชาติของแทนซาเนียตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 1961 จนถึงปี 1985 ที่เขาได้เกษียณตัวเอง และถึงแก่อสัญกรรมในปี 1999

     ผู้นำรุ่นแรกที่โดดเด่น คือ เคนเนธ คาอุนดา แห่งซัมเบีย,  ควาเม ครูม่า แห่งฆานา,  ปาตริซ ลูมุมบา แห่งคองโก, และโยโม เคนเนตตา แห่งเคนยา บุคคลเหล่านี้ได้ต่อสู้เพื่อเอกราช จนถูกจับกุมคุมขัง ถูกทรมานจนถึงถูกฆ่าอย่างกรณีลูมุมบาของคองโก นายกรัฐมนตรีเพียง 4 เดือนหลังการประกาศเอกราชเมื่อปี 1960  

     สยามรัฐรายวัน 18 มกราคม 2555 

     ก่อนนี้ “จน เครียด กินเหล้า” ก็ถือว่ารุนแรงแล้วที่เอาความจน คนจนมาเป็นสื่อโฆษณา คราวนี้มารุนแรงอีกแบบ “ให้เหล้า = แช่ง”  เอาเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อมาว่ากันเลย ซึ่งทั้งสองวลีเป็นการสร้างตรรกะที่ทำให้เกิดผลข้างเคียง ซึ่งสสส.ที่คิดวลีเหล่านี้จงใจใช้วิธีรุนแรงโดยเจตนาหรือไม่ไม่ทราบ

     ยี่สิบปีกว่าก่อนตอนที่เอดส์ระบาดแบบระเบิดเถิดเถิง มีการรณรงค์แบบรุนแรงทั่วไปว่า เป็นเอดส์แล้วตาย และอีกหลายวลีที่สร้างตราบาปให้คนติดเชื้อเอชไอวี ที่ถูกเหมาเอาว่าเป็นคนเลว และสมควรตาย ทุกคนหนีหน้าไม่คบหา แม้แต่พ่อแม่พี่น้องก็ทอดทิ้ง

     การรณรงค์เช่นนั้น แทนที่จะทำให้เอดส์ลดลง กลับมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้เอดส์ระบาดหนักขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครกล้าเปิดเผยตัวเอง และแพร่เชื้อไวรัสตัวร้ายไปทั่ว

     มีการรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันเอชไอวี มีการเผยแพร่ไปทั่ว แจกฟรีแม้แต่ตามปั๊มและตามโรงแรม ทำให้คนจำนวนหนึ่งรับไม่ได้ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ แต่มีงานวิจัยที่แสดงผลอย่างชัดเจนว่า การส่งเสริมการใช้ถุงยางด้วยวิธีการดังกล่าวไม่ได้ทำให้คนมีเพศสัมพันธ์มากกว่าตอนที่ไม่ได้มีมาตรการเหล่านี้เลย

     พระราชดำรัสอวยพรปีใหม่ 2555 ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนหนึ่งมีว่า “ทุกคนจึงต้องเตรียมกาย เตรียมใจ และเตรียมการไว้ให้พร้อมเสมอเพื่อเผชิญและป้องกันแก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนต่างๆ ด้วยความไม่ประมาท ด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยสามัคคีธรรม”

     นับเป็นมงคลสูงสุดสำหรับเราชาวไทยในปีใหม่นี้ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ของพสกนิกร และทรงให้กำลังใจและให้มีความเพียรทน “เยี่ยงพระมหาชนก” ที่ทรงอ้างอีกครั้งใน ส.ค.ส. “ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร โภคะทั้งหลายมิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น” 

     เนื้อใหญ่ใจความทั้งหมดก็คือ “เศรษฐกิจพอเพียง” นั่นเอง ซึ่งคำว่า “เศรษฐกิจ” ไม่ได้หมายถึงแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ หรือการอยู่การกินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องชีวิตทั้งหมด เป็นปรัชญาชีวิต (คำว่าเศรษฐ ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานแปลความว่า ดี, ดีเลิศ, ดีที่สุด, ประเสริฐ) 

     แม้ว่าทรงมีกระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมานานตั้งแต่ปี 2517 หรือก่อนหน้านั้น แต่การนำไปประยุกต์ใช้ในสังคมไทยยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนอะไร ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่มีเจตจำนงทางการเมือง (political will) เพื่อนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการกำหนดนโยบายอย่างจริงจัง