phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (605)

     สยามรัฐรายวัน 18 กรกฎาคม 2555 

     คนเราถามผิดก็ตอบผิด คิดผิดก็ทำผิด คนส่วนใหญ่มักตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรจึงจะรวย แทนที่จะถามว่า ทำอย่างไรจึงจะรอด ห้าสิบปีตั้งแต่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุมมาก็ถามกันผิดๆ แบบนี้ ถึงไม่รวยสักที แม้วันนี้เป็นหนี้สินกันมากมายก็ยังคิดจะรวยเหมือนเดิม

     ไม่สนใจจะถามว่า ทำอย่างไรจึงจะอยู่รอด อยู่อย่างพอเพียงและมีความสุข มีความมั่นคงในชีวิต ทำอย่างไรจึงจะปรับตัวให้อยู่ได้ในสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้

     สามสิบปีมาแล้ว พ่อเสริม อุดมนา คนบ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนครถามตัวเองว่า ทำอย่างไรจึงจะรวย เห็นคนอื่นถางสวนถางป่าเพื่อปลูกมันและมีรายได้ดีก็เอากับเขาบ้าง ไปจ้างรถไถมาไถสวน ลงมือปลูกมัน กะว่าจะรวย ไม่ถึง 5 ปี เป็นหนี้เกือบแสน

     พ่อเสริมเลิกคิดที่จะดันทุรังต่อไปในทางนั้น เพราะมันเป็นฝันที่ไม่เป็นจริง กลับทางเก่าเหมือนผู้นำของ “อินแปง” ที่เพิ่งเริ่มก่อตัว ไปเอาทุกอย่างที่อยากกินในป่ามาปลูกใหม่ ไม่นานก็เต็มสวนเหมือนเดิม และมากกว่าเดิม นับได้กว่า 350 ชนิด มีกินมีใช้ มีขายได้เงินไปใช้หนี้ที่เกิดจากการปลูกมันสำปะหลัง

Thursday, 12 July 2012 00:00

อาหารและพลังงาน

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐรายวัน 11 กรกฎาคม 2555

     ตั้งแต่ปฏิวัติเขียวเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว คนไทยถูกยุให้ผลิตข้าวไปเลี้ยงโลก เพราะเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ฝรั่งบอกให้ไทยเปลี่ยนพันธุ์ข้าว จะได้ข้าวพันธุ์ดีกว่าพันธุ์พื้นเมือง อร่อยกว่า นุ่มกว่า รสชาติถูกปากคนทั่วโลก ให้ผลผลิตมากกว่า ขายได้มากกว่า ได้เงินมาพัฒนาประเทศ

     คนไทยก็เชื่อฝรั่ง เริ่มจากผู้นำประเทศไปถึงชาวไร่ชาวนา พากันปลูกข้าวพันธุ์ที่ฝรั่งนำมาให้ เลิกข้าวพันธุ์พื้นเมืองไปเกือบหมด ดูถูกภูมิปัญญาพ่อแม่ปู่ย่าตายาย วิธีการทำนาก็เปลี่ยนไป ใช้ข้อมูลจากถุงปุ๋ยเป็นหลัก พ่อค้าบอกให้ทำอะไรก็ทำตามเขาหมด

     นึกว่าจะรวย ก็ไม่รวยสักที มีแต่หนี้สินที่เพิ่มมากขึ้นจนต้องไปทำงานรับจ้างในเมืองเพื่อหาเงินไปใช้หนี้และซื้ออยู่ซื้อกิน

     วันนี้โลกมีปัญหาสำคัญเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ อาหารกับพลังงาน คนที่น่าจะโชคดีกว่าคนอื่น คือ คนที่มีดิน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญของ 2 อย่างนี้  แต่คนจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวไร่ชาวนากลับไม่ได้โชคดีอย่างที่ว่า เหตุผลสำคัญ คือ ขาดความรู้ในการจัดการดินให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ให้ผลิตอาหารและพลังงานอย่างที่คนที่มีความรู้เขาทำกัน

Wednesday, 04 July 2012 00:00

เมื่อโลกหมุนกลับ

Published in ปรับฐานคิด Written by

     สยามรัฐ 4 กรกฎาคม 2555 

     เมื่อโลกหมุนกลับ คนโหยหาธรรมชาติ อยากกลับคืนสู่สภาพที่ร่มเย็นและเป็นสุข อยากกลับไปคืนดี ไปชดเชย ชดใช้ความเลวร้ายที่ได้ทำลายธรรมชาติไปในนามของการพัฒนา

     วันนี้ผู้คนตระหนักแล้วว่า ธรรมชาติได้สูญเสียความสมดุลเพราะเราได้ใช้ธรรมชาติแบบล้างผลาญ ดิน น้ำ ป่า อากาศ ธาตุทั้งหลายเสื่อมสลายไปในนามของการผลิตการบริโภค  อย่างที่ท่านมหาตมะคานธีบอก “ทรัพยากรในโลกมีเพียงพอสำหรับความจำเป็นของมนุษย์ แต่ไม่พอสำหรับความโลภของคน”

     สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ดินเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ อากาศเป็นพิษ อาหารเป็นพิษ ชิวิตจึงเป็นพิษ เต็มไปด้วยโรคร้ายที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน คงเป็นเพราะธรรมชาติเสียสมดุล ชีวิตจึงเสียสมดุล ธาตุสี่จึงแตกสลาย

     วันนี้คนอยากกินอาหารปลอดสารเคมี อยากกินไก่นา ปลาแม่น้ำ ผักป่า ผักทุ่ง อยากกินอาหารที่ไม่ต้องใช้สารกระตุ้นความอร่อย อาหารที่อร่อยด้วยฝีมืออย่างที่ปู่ย่าตายายท่านเคยทำให้กิน ร้านอาหารจึงมีแต่ร้านครัวย่า ครัวยาย ครัวตายาย อาหารการกินจึงเต็มไปด้วยคำว่า “โบราณ” ห้อยท้ายเพื่อให้สมสมัย ไม่ก็อ้างอิงว่าเป็นสูตรคุณย่าคุณยาย เพื่อประกันคุณภาพและความอร่อย

     สยามรัฐรายวัน 27 มิถุนายน 2555 

     ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันมาจากตะวันตก ที่พัฒนามาในรูปแบบนี้กว่า 300 ปีแล้ว พัฒนามาพร้อมกับสังคมอุตสาหกรรม ระบบ โครงสร้าง รูปแบบ เนื้อหา กระบวนการจึงมีลักษณะ “อุตสาหกรรม” คำว่า โรงเรียน โรงพยาบาล โรงงาน จึงมีลักษณะเป็น “โรง” และมีการบริหารจัดการแบบอุตสาหกรรม

     การจัดการศึกษาในทุกระดับจึงมีลักษณะแยกส่วน แยกวิชา หาทางเชื่อมโยงกันได้แต่ในทางทฤษฎี แต่ยากมากในทางปฏิบัติ เพราะมีการแบ่งหน้าที่การงานของครู อาจารย์ การบริหาร แยกบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ จนหนทางเชื่อมต่อ ผสานกันแบบบูรณาการไม่ได้

     ในทางทฤษฎีมีการแยกให้เห็นการศึกษาที่มีทั้งการเรียนเพื่อรู้ เน้นการใช้สมอง ใช้เหตุผล (head) การพัฒนาทักษะ (hand) และการเรียนเพื่อให้เกิดปัญญา (heart) แต่ในทางปฏิบัติยังหาความสมดุลของการศึกษาทั้ง 3 ลักษณะนี้ไม่ได้ จึงเกิดมีพวกหัวโตมือลีบ หัวใจเท่ามด หรือมือใหญ่ใจนักเลงสมองกลวง

     สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็เพราะเรียนแบบเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เริ่มจากปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้เรียน แต่มาจากผู้กำหนดนโยบายว่าต้องการให้การศึกษาเป็นอะไร วันนี้การศึกษาไทย โดยเฉพาะอุดมศึกษาถูกกำหนดให้ไป “รับใช้สังคม” และสังคมที่ว่าก็ถูกลดทอนลงมาเหลือเพียง อุตสาหกรรมและงานบริการ ชนบทหายไป การเกษตรไม่มีใครพูดถึง