phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (548)

สยามรัฐรายวัน 21 มีนาคม 2561

ประเทศพัฒนาแล้ว เขาลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน ประเทศด้อยพัฒนาเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน ประเทศไทยอยากไปสู่ 4.0 แต่คงยาก เพราะมีหลุมดำอำนาจรัฐเป็นกับดักอยู่

งบประมาณแผ่นดินปี 2561 คือ 2.7 ล้านล้านบาท ร้อยละ 74.2 เป็นงบประมาณประจำ ร้อยละ 22.8 เป็นงบลงทุน งบประมาณประจำส่วนใหญ่ใช้ตอบแทนบุคลากร เงินเดือน สวัสดิการ งบนี้อาจจะดูลดลง แต่ในทางปฏิบัติก็ยังรวมอำนาจไว้และไป “จ้างคนอื่นทำ” (outsource) คนละเรื่องกับ “กระจายอำนาจ”

ประเทศด้อยพัฒนามีกลไกทำงานคล้ายกัน คือ นอกจากเป็นคนกำหนดนโยบายแล้วยังลงมือทำเอง เราจึงมีกระทรวงมากมายทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ขณะที่ “ท้องถิ่น” ถูกตอนเป็นบอนไซ ไม่มีวันเติบโต นายกอบจ.ยังขึ้นกับผู้ว่าฯ นายกเทศบาล อบต.ต้องขึ้นกับนายอำเภอ

ระบบแบบนี้มีโอกาสคอร์รัปชั่นสูงทั้งอำนาจและงบประมาณ คงไม่ใช่แต่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มีปัญหา แต่ทุกกระทรวง อย่างที่นายกรัฐมนตรีก็สั่งการให้ไปดูทั้งหมด ถ้าลงไปสำรวจจริง แตะตรงไหนคงเจอตรงนั้น มหากาพย์ที่ถูกขนานนามว่า “โกงทั้งแผ่นดิน”

องค์การสหประชาชาติและหลายประเทศยกเลิก “ระบบราชการ” ยกเลิกบุคลากรแบบ “ข้าราชการ” ที่เป็นได้ตลอดชีวิต ลดจำนวนพนักงานรัฐลง มีวาระการทำงาน 2 ปี 4 ปี แล้วประเมินว่าจะต่ออายุหรือไม่ กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นให้มากที่สุด ให้ท้องถิ่น “ปกครองตนเอง”

ที่สำคัญ บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือพนักงานของรัฐส่วนใหญ่ ไม่ใช่ไปควบคุม แต่มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนภาคเอกชน ภาคประชาชนให้เติบโต เข้มแข็ง เพื่อให้สังคมเข้มแข็ง

ข้าราชการไทยยังทำหน้าที่ควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายที่ “ตนเอง” (แต่ละกระทรวง) ร่างขึ้นมา หลักเกณฑ์มาตรฐานที่อ้างก็ดูแต่ตัวหนังสือ เพราะไม่มีคนและเวลาเพียงพอเพื่อไปตรวจสอบควบคุมทุกอย่างตาม “ความเป็นจริง” ได้ การทำงานแบบนี้จึงกลายเป็นปัญหาและอุปสรรคเสียเอง

รัฐบาลนี้อยากไปสู่ 4.0 แต่ข้าราชการยังทำงานแบบ 0.4 ไม่ใช่การประชด เพราะดูจากปรากฎการณ์ทางสังคมและปัญหาสารพัดวันนี้ก็มองเห็นโดยไม่ต้องไปประเมิน อย่างการโกงเงินคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ ที่รัฐยังใช้กลไกแบบโบราณในการดำเนินงาน

เสียเงินจ้างข้าราชการ พนักงานทั้งในส่วนกลางและในจังหวัดต่างๆ ไปเท่าไร เพื่อให้ทำงาน “รับใช้ประชาชน” แต่กลับไปเป็น “นายประชาชน” และไปโกงเงินคนยากคนจนเสียเอง ทั้งๆ ที่รัฐสามารถปรับการทำงานให้เป็น 4.0 ใช้ระบบดิจิทัลเพื่อสื่อตรงกับผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือ

อาจารย์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในทุกจังหวัดสามารถทำงาน “ข้อมูล” ให้ไปสู่ Big Data ได้ เพื่อให้รัฐสามารถช่วยเหลือคนที่ยากลำบากโดยตรงได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใส ให้ข้าราชการภูมิภาคไปทำข้อมูลก็อาจจะโกงได้อีก เอาชื่อคนไม่จนไม่เจ็บจริงไปรับเงิน

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยราชภัฎและสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่นทำงานเพื่อพัฒนาท้องถิ่นจริงๆ การทำงานข้อมูลอย่างละเอียด จะทำให้แผนงานและการส่งเสริมสนับสนุนคนยากจนและชุมชนท้องถิ่นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และถ้าหากให้โอกาสท้องถิ่นได้ปกครองตนเองจริงๆ ชุมชนก็จะเข้มแข็ง บ้านเมืองก็จะเจริญพัฒนา โดยไม่ต้องอัดฉีดจากข้างบน แล้วคิดว่าพัฒนาแล้ว

การปฏิรูปสังคมไทยเกิดได้ถ้าหากมีการปฏิรูประบบราชการอจริง ลดอำนาจราชการส่วนกลางลง ลดจำนวนบุคลากรลงให้เหลือเพียงครึ่งเดียวหรือมากกว่า ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค โยกงบประมาณไปสู่ท้องถิ่น จะมีงบประมาณช่วยเหลือคนยากคนจน คนไร้ที่พึ่งมากกว่าเดิม

ดูงบประมาณของไทยในกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น กับชาวบ้าน คนยากคนจน งบค่าจ้างค่าตอบแทนสวัสดิการบุคลากรสูงกว่างบประมาณที่นำไปช่วยชาวบ้านมาก ถ้าลดข้าราชการพนักงานลง เอางบประมาณไปช่วยชาวบ้านโดยตรงจะได้มากกว่าเดิมมาก และจะแก้ปัญหาความยากจนได้ในท้ายที่สุด ไม่ “เลี้ยงความจน” อย่างที่ทำกัน

ยังไม่นับเงินที่ถูกโกงไป ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างการซื้อของไปแจกชาวบ้าน

ก็ดี (ที่กระทรวงต่างๆ ชอบทำกัน) การทำโครงการต่างๆ ก็ดี นับเป็นความเลวร้ายของระบบที่ปล่อยให้เกิดการโกงเช่นนี้ ทั้งๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่ในยุคดิจิทัลได้แล้ว

            ประชดประชันกันมา 50-60 ปีว่า งบประมาณก็เหมือนไอสครีมที่กว่าจะไปถึงชาวบ้านก็เหลือแต่ไม้ เพราะถูกดูดไปหมดระหว่างทาง นิทานเรื่องเก่าที่ยังเล่าได้วันนี้

            พรรคการเมืองใหม่หลายพรรคประกาศนโยบายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ดูขึงขังน่าชื่นชม แต่เอาเข้าจริงจะยังยืนหยัดอยู่เหมือนประกาศไว้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เข้าสู่อำนาจแล้วยังมี “พรรคราชการ” ที่มีพลังและต้องการรักษาอำนาจของตนไว้ รักษาระบบอุปถัมภ์อย่างเหนียวแน่น อาจไปรวมหัวกัน “ฮั้ว” อำนาจก็ได้

            ถ้าราชการไม่เปลี่ยนระบบคิด (mindset) การเป็นเจ้าคนนายคน คิดว่าตนเองมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุม คิดว่าชาวบ้าน “โง่ จน เจ็บ” บ้านเมืองก็จะวนเวียนอยู่กับคนที่มีอำนาจแล้วโกง ไปสู่คนที่มีปืนแล้วอ้างว่าจะมาปราบโกง แล้วก็กลับไป “เลือกตั้ง” ใหม่ วงจรอุบาทว์ของการเมืองน้ำเน่าไทยที่ไม่พัฒนา

            ถ้าให้อำนาจภาคประชาสังคมวางแผนยุทธศาสตร์แบบเด็ดขาด 10 ปี จะเริ่มที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตร กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ กระทรวงสาธารณสุข ลดงบประมาณและจำนวนบุคลากรที่ส่วนกลางลงให้มากที่สุด กระจายไปสู่ท้องถิ่น โดยไม่ต้องมี “ภูมิภาค” ในระบบอีกต่อไป

            น่าจะได้แผนยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนประเทศไทยได้ดีกว่ายุทธศาสตร์ที่เอา “ข้าราชการ” ประสานพลังกับ “นายทุน” ที่อาจทำให้ “หลุมดำอำนาจ” ใหญ่ขึ้นและน่ากลัวกว่าเดิม

สยามรัฐรายวัน 14 มีนาคม 2561

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนว่า “ภูเขาแห่งวีถีพุทธธรรม” หรืออุปสรรคในการเข้าถึงธราม คือ “พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์” คนมักยึดติดกับเปลือกกระพี้ ติดพระพุทธรูป ติดคัมภีร์ตัวหนังสือ ติดกับพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นบุคคล เหมือนคนนั่งเรือข้ามฟาก แต่ยึดติดกับเรือก็ไม่มีทางข้ามฟากได้ ไม่มีวัน “หลุดพ้น”

ท่านสอนว่าสังคมจะอยู่เย็นเป็นสุขได้ต้องมีทั้งคนดีและระบบดี ที่เรียกร้องประชาธิปไตยกันมากๆ นั้น ถ้าหากสังคมมีแต่คนไม่ดี ประชาธิปไตยจะเลวยิ่งกว่าระบบเผด็จการเสียอีก

            เพราะสังคมที่มีคนไม่ดีมากจะมีแต่คนโกง โกงทั้งโคตร โกงทั้งชาติ อย่างวันนี้ที่แตะหน่วยงานไหน พื้นที่ไหนก็เจอคนโกงและการโกง

            ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เมืองใหญ่ๆ ในประเทศเยอรมนีถูกทำลายไปกว่าร้อยละ 80 แต่ดูเหมือนว่าประเทศนี้ฟื้นฟูตัวเองได้เร็วกว่าประเทศที่ชนะสงครามเสียอีก เคยถามเพื่อนชาวเยอรมันว่าเป็นเพราะเหตุใด เขาตอบว่า เพราะยังมีคนเยอรมันเหลืออยู่

            ยี่สิบกว่าปีก่อน คนเยอรมันหลายล้านคนออกไปยืนบนถนนจับมือกันเป็นห่วงโซ่ตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุดของประเทศเพื่อแสดงว่าไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงที่กระทำต่อคนอพยพ คนต่างถิ่นที่เข้าไปอยู่ในประเทศนี้หลังกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงเมื่อปี 2532

            รวมไปถึงการเดินขบวนอย่างสงบหลายแสนคนในคืนวันนั้น ทำให้ปัญหาดังกล่าวคลี่คลาย ปัญหาที่รัฐบาลเองก็แก้ไม่ได้ วันนี้ เยอรมนีรับผู้อพยพมากที่สุดในยุโรป โดยความร่วมมือของประชาชน บุคคลหรือครอบครัว ที่รับอุปถัมภ์ผู้อพยพ ช่วยเหลือให้เรียนรู้และปรับตัวจนกว่าจะหางานทำและพึ่งตนเองได้

            คนจีนสร้างกำแพงยาว 8,850 กิโลเมตรเมื่อ 1,500 ปีก่อน นึกว่าจะป้องกันการรุกรานของศัตรูได้ แต่ร้อยปีแรกข้าศึกรุกรานได้ถึงสามครั้งโดยไม่ได้ทำลายกำแพง แต่ติดสินบนคนเฝ้ากำแพง

            วันนี้จีนไม่ต้องการสร้างกำแพงเพื่อกีดกันใครอีก แต่กำลังสร้างเส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 (One belt one road) เพื่อเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน

            นโยบายทันสมัยยุคใหม่ของผู้นำอย่างสี จิ้นผิง ไม่ได้เน้นที่การพัฒนาระบบอย่างเดียว แต่พัฒนาคน ป้องกันและแก้ไขการคอร์รัปชั่น พัฒนาการศึกษา แก้ปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าหมายว่าคนจนต้องหมดไปจากแผ่นดิน ล่าสุดในสมัชชาประชาชน ผู้นำจีนบอกว่าให้ความสำคัญกับภาคเกษตร การพัฒนาชนบทและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเน้นความสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่น

            คนเยอรมัน คนจีน คนญี่ปุ่น คนเกาหลี คนสิงคโปร์ มีอย่างหนึ่งร่วมกัน คือ “คน ความรู้ ระบบ” ดีและมีคุณภาพ จึงทำพาประเทศให้เจริญพัฒนาได้

            ประเทศไทยโชคดีมี “ราชาปราชญ์” คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอุดุลยเดช ที่ทรงมอบมรดกอันยิ่งใหญ่ให้สังคมไทยและสังคมโลก คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกี่ยวกับ “คน-ความรู้-ระบบ” โดยตรง

            องค์ประกอบ 3 ประการของเศรษฐกิจพอเพียง ประการแรกเกี่ยวกับการพัฒนาคน ประการที่สองเกี่ยวกับการศึกษา ประการที่สามเกี่ยวกับการพัฒนาระบบ

ประการแรก คนมี “ความพอประมาณ” ความพอดี มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง ความถูกต้องดีงาม คุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ คนขี้โกงอยู่ในระบบดีเพียงใดก็หาทางโกงได้ หมาบางตัวถูกขังไว้ในบริเวณบ้านมีรั้วรอบขอบชิดยังขุดดินลอดรั้วออกไปได้

            ประการที่สอง มีความรู้ “มีเหตุมีผล” รู้จักเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก มีข้อมูลความรู้เพื่อการตัดสินใจและทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ถูกเขาโกงเขาหลอกได้ง่าย

            ประการที่สาม ระบบดีย่อม “มีภูมิคุ้มกัน” ที่แข็งแรงได้ เหมือนคนมีระบบสุขภาพดี ย่อมไม่เจ็บป่วย ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้ ระบบเศรษฐกิจสังคมดีทำให้คนมีความมั่นคง ไม่กระทบกระเทือนหวั่นไหว

            การปฏิรูปประเทศวันนี้ประเมินได้ว่ามีความคืบหน้าไปมากน้อยเพียงใดโดยใช้กรอบและเกณฑ์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และถ้าหากวันนี้สังคมวิพากษ์วิจารณ์และผิดหวังก็คงเป็นเพราะการปฏิรูปมีปัญหาอุปสรรคสำคัญอยู่ที่ “ภูเขาสามลูก” นี่เอง

            ปัญหาคุณธรรมของคน แม้แต่คนไร้ที่พึ่ง เด็กนักเรียนยากจน ยังถูกข้าราชการโกง แม้แต่ผู้นำผู้บริหารระดับสูงของประเทศยังถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรม ครูบาอาจารย์ยังถูกดำเนินคดี ติดคุก คนรวยล้นฟ้าเข้าป่าล่าสัตว์ในเขตอุทยานอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เป็นข่าวร้ายมีให้เห็นทุกวัน

            ปัญหาความรู้ มีแต่การศึกษาแต่ไม่มีความรู้ที่จะแก้ปัญหาพัฒนาตน พัฒนาบ้านเมือง คนต้องการแต่ปริญญา ปัญญาความรู้ไม่มี แยกแยะไม่ได้ระหว่างความเชื่อกับความรู้ ความจริงกับความเท็จ เปลือกกับแก่น

            ปัญหาระบบที่ออ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ มีแต่ระบบราชการที่เอาแต่ควบคุม แทนที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้สังคมเข้มแข็ง เพราะคิดแต่ใช้อำนาจ รักษาระบบรวมศูนย์ ระบบที่ไม่ให้ประชาชนตรวจสอบหน่วยงานราชการ รัฐบาล ระบบที่เอาแต่ “เล่นการเมือง” กันในสภา กฎหมายที่ไม่แก้ไข กลไกการบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอ ขาดวินัยและไม่มีธรรมาภิบาล

            สังคมไทยที่ไร้ระเบียบ ไร้กรอบไร้เกณฑ์เช่นนี้ มองเห็นแต่ภูเขาสามลูกที่ตั้งตระหง่านขวางทางอยู่ ปิดบังวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ที่ไม่รู้ว่าจะข้ามภูเขานี้หรือจะเจาะทะลุไปได้อย่างไร

ทางอีศาน มีนาคม 2561

คนไทยถูกฝรั่งหลอกมาหลายปีอย่างน้อย ๓ เรื่อง คือ ข้าว มะพร้าว กัญชา ที่หลอกได้เพราะเขาครอบงำความคิดคนไทยมานาน ด้วยอิทธิพลของ “อารยธรรมตะวันตก” ที่แพร่เข้ามาสู่ตะวันออกและเมืองไทยหลายร้อยปีที่ผ่านมา

            อาวุธสำคัญที่ฝรั่งครอบงำไทยไม่ได้มีแต่ยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า ทันสมัยกว่า แต่เขาอาศัย “ความรู้” และ “เทคโนโลยี” ที่มีมากกว่า ก้าวหน้ากว่า

            ในปี ๒๕๐๓ รัฐบาลฟิลิปปินส์ โดยการสนับสนุนของมูลนิธิฟอร์ดและมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์ ได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI : International Rice Research Institute) ได้พัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลมากกว่าพันธุ์เดิม อ้างว่าที่ฟิลิปินส์ได้ผลเป็นสองเท่า เหลือกินจนส่งออกได้

            ฝรั่งมาเสนอรัฐบาลไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า ตอนนี้โลกเขาปฏิวัติเขียวกันแล้ว พร้อมกับเสนอข้าวพันธุ์ใหม่ให้ไทย เพราะไทยมีพื้นที่ทำนามาก ปลูกเหลือกินก็ส่งออก มีเงินมาพัฒนาประเทศ ข้าวพื้นเมืองไทยฝรั่งบอกว่าให้ผลผลิตน้อยและส่งออกไป คนต่างชาติก็ไม่นิยม แข็ง ไม่ถูกปาก

            ฝรั่งให้ข้อมูลทางวิชาการพร้อมกับข้อมูลจากผลการทดลองที่ฟิลิปปินส์ เป็น “ข้อเสนอที่ไทยไม่อาจปฏิเสธได้” แต่ฝรั่งคงพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวว่า ไม่ได้บอกว่าจะต้องใช้ปุ๋ยและยามากน้อยเพียงใด

            นั่นคือที่มาของการเปลี่ยนจากการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองของไทยที่เคยปลูกกันเป็นพันพันธุ์ ลดลงมาเหลือไม่ถึงร้อย เพราะ “ความทันสมัยที่ไม่พัฒนา” ทำให้ชาวนาก็ยังยากจนมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งจนและเจ็บ เพราะนอกจากหนี้สินรุงรังแล้วยังป่วยด้วยสารพิษในร่างกาย

            วันนี้คนไทยหายโง่ เลิกเชื่อฝรั่งอย่างน้อยในเรื่องข้าว เพราะมีงานวิจัยของไทยเองและทั่วโลกที่พบว่า ข้าวไทยดีที่สุด และไม่ได้เป็นแค่อาหาร แต่เป็นยาด้วย อย่างข้าวสังข์หยด ข้าวหอมมะลิแดง สินเหล็ก ข้าวเล้าแตก ข้าวลืมผัว และอื่นๆ เป็นร้อยเป็นพัน ทั้งดั้งเดิมและผสมไปมาเป็นอะไรใหม่อย่างไรซ์เบอรี่

            ข้าวท้องถิ่นไทยมีสารอาหารมาก มีวิตามินอีสูง กินแล้วเป็นหนุ่มเป็นสาวนาน ไม่แก่ง่าย ตายยาก มีเบต้าแคโรทีน สารต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้เจ็บป่วย ทำให้เป็นมะเร็ง มีธาตุทองแดง เหล็ก สูง ข้าวก่ำเปลือกดำมีสารลูทีนสูงกว่าข้าวธรรมดาถึง ๒๕ เท่า ลูทีนบำรุงตา ป้องกันต้อกระจก

            วันนี้ถึงไม่แปลกที่มีข้าวพื้นเมือง โดยเฉพาะข้าวกล้อง ข้าวกล้องงอก ข้าวอินทรีย์ ที่ขายในห้างกิโลละ ๑๕๐-๒๐๐ บาท

            แต่กระนั้น เพราะถูกครอบงำมานาน ชาวนาจำนวนมากก็ยังไม่สามารถออกจากวงจรอุบาทว์ของปัญหาหนี้สินและความยากจน ทั้งๆ ที่มีดิน มีพันธุ์ข้าวพื้นเมืองดีๆ คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะ “ปลดแอก” และ “ปลดปล่อย” จากภาวะของความเป็นทาสยุคใหม่นี้ได้

            เรื่องมะพร้าวเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการถูกฝรั่งหลอก เขาอ้างงานวิจัยมาหลายสิบปีก่อนว่า น้ำมันมะพร้าวเป็นอันตราย ทำให้เกิดโรคหัวใจ ไขมันสูง เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว ทำให้เส้นเลือดตีบตัน (อยากรู้ว่าอิ่มตัวหรือไม่ก็เอาน้ำมันใส่ตู้เย็น ถ้าจับกันแข็งแปลว่าใช่)

            คนไทยเชื่อฝรั่งเพราะเขาอ้างงานวิจัย โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลก และเห็นว่า หน้าหนาวไขมันสัตว์ น้ำมันมะพร้าวทิ้งไว้ข้างนอกยังแข็งตัวเลย เข้าไปในร่างกายคงทำให้เส้นเลือดตีบตันอย่างที่ฝรั่งบอก ก็เลยเลิกใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันหมู หันไปซื้อน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง

            เข้าทางฝรั่งพอดี เพราะเขาอยากขายน้ำมันพืช น้ำมันถั่วเหลือง แต่ไม่นาน ประเทศในเอเชียและในทวีปอื่นๆ ที่กินมะพร้าว ใช้กะทิ น้ำมันมะพร้าวประกอบอาหาร ก็ได้พบความจริงจากงานวิจัยว่า ประเทศที่มีมะพร้าวมากและบริโภคมะพร้าวมีอัตราการเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกที่ใช้น้ำมันพืช

            ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยมากมายพบว่า มะพร้าวมีสรรพคุณไม่เป็นแต่เพียงอาหารที่มีคุณภาพสูง แต่เป็นยา โดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็นที่กลายเป็น “ยาผีบอก” รักษาได้สารพัดโรค จนวันนี้เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศตะวันตก

ยิ่งปัจจุบัน บรรดานักร้องดาราดังๆ ที่อเมริกา พากันกินน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็น คนก็ยิ่งเห่อจนผลิตกันไม่ทัน ทั้งๆ ที่ราคาก็ไม่ใช่ว่าจะถูก

ไม่นานมานี้ บีบีซีได้ทำการทดลองโดยคณะแพทย์เปรียบเทียบให้คนสามกลุ่มบริโภคเนย น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว เพื่อดูเรื่องสุขภาพ เรื่องไขมันในเลือดอย่างคอเลสเตอรอล ปรากฎว่า กลุ่มที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวผลออกมาดีกว่าอีก ๒ กลุ่ม

แต่นักวิจัยเหล่านี้ก็บอกว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าน้ำมันมะพร้าวดีที่สุด เพราะมีการวิจัยน้อยเกินไป ทั้งๆ มีงานวิจัยมากมายทั่วโลกเพื่อยืนยันเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว

มะพร้าวเป็นผลไม้จากสวรรค์ ทั้งน้ำทั้งเนื้อ ข้อมูลทางการแพทย์บอกว่า มะพร้าวมีวิตามินซี โปเตสเซียม แคลเซียม แมกเนเซียม ช่วยบำรุงผิว กินแล้วผิวพรรณผ่องใส ไม่เหี่ยวย่น บำรุงกระดูก ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ รักษาอัลไซเมอร์ เป็นเกลือแร่จากธรรมชาติ ดับกระหายคลายร้อน ลดภาวะขาดน้ำ ปรับความสมดุลน้ำตาลในร่างกาย ช่วยกระเพาะปัสสาวะทำงานดีขึ้น

ส่วนน้ำมันมะพร้าวสะกัดเย็นนั้นมีสรรพคุณมากมาย ที่มาจากทั้งงานวิจัยของประเทศต่างๆ และของไทยเอง ซึ่งยืนยันว่ามีคุณค่าด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและรักษาโรคหลายอย่าง ตั้งแต่ส่งเสริมความงาม ผิวพรรณเต่งตึงไปจนถึงรักษามะเร็งและโรคร้ายต่างๆ

เรื่องกัญชากำลังเป็นเรื่องใหญ่ในโลกวันนี้ ฮือฮากันมากเมื่ออธิบดีกรมการแพทย์ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ไทยเราถูกฝรั่งหลอกมานานเรื่องกัญชา ซึ่งถูกจัดเข้าประเภทยาเสพติด ทั้งๆ ที่กัญชามีอันตรายน้อยกว่าเหล้าและบุหรี่ และไม่ใช่ยาเสพติด แท้ที่จริง กัญชาเป็น “สมุนไพร” ชั้นยอดที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้อย่างน่าพิศวงตั้งแต่โบราณมา ปัจจุบัน วงการแพทย์ทั่วโลกใช้กัญชารักษาโรคมากมายไปถึงมะเร็ง

วันนี้ มลรัฐ ๙ แห่งในสหรัฐอเมริกาประกาศให้กัญชาสามารถซื้อหาเพื่อ “ความบรรเทิง” ได้ ไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นยาเหมือนแต่ก่อน อีกหลายๆ รัฐกำลังเดินตาม รวมทั้งหลายประเทศในโลก แม้จำนวนมากจะยังลังเลและมีกระบวนการทางกฎหมายอีกไม่น้อย

ขณะดียวกัน ออสเตรเลียก็ประกาศเป็นผู้ส่งออกกัญชารายใหญ่สุดของโลกไปแล้ว เพราะภาคเหนือของประเทศนี้สามารถปลูกพืชเมืองร้อนอย่างกัญชาได้ดีไม่แพ้ประเทศไทย

ประเทศไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับผลงานวิจัยทั่วโลกเรื่องกัญชา ยังเอา “ความรู้สึก” เดิมๆ ที่ถูกฝรั่งครอบงำมาวัด ขณะที่ฝรั่งเปลี่ยนทัศนคติและกำลังกอบโกยผลประโยชน์จากกัญชา คนไทยยังกอดคัมภีร์ที่ฝรั่งเคยเขียนไว้เกี่ยวกับอันตรายของกัญชา เขาเขียนคัมภีร์ใหม่ แต่คนไทยไม่อยากอ่าน

ที่จริง ชาวบ้านจำนวนมากยังปลูกกัญชาเพื่อการบริโภคในครัวเรือนอย่างเงียบๆ เอาไว้ใส่แกงใส่อาหารให้มีรสชาติดี ดีกว่าผงชูรสที่เป็นอันตราย

ลองประกาศเปิดเสรีกัญชา ทายดูก็ได้ว่า ธุรกิจอะไรจะได้รับผลกระทบ นอกจากผงชูรส และบุหรี่แล้ว ยังมีบริษัทยาที่มีผลประโยชน์มหาศาล พวกนี้เป็นเงาอยู่หลังอำนาจทางการเมือง คงไม่ยอมแน่ๆ

จึงไม่แปลกรัฐทำเป็นไม่เข้าใจคุณค่าของกัญชา ซึ่งเป็นยา กลับผลิตบุหรี่ขายเอง อนุญาตให้นายทุนผลิตเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอร์มอมเมาประชาชน แพทยสภา บริษัทยาก็ยังยืนยันกัญชาคือยาเสพติด

เราประชาชนคนไทยต้องเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ปล่อยให้ผู้นำประเทศใช้แต่อำนาจและเงินกำหนดนโยบายเอาผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่สนใจข้อมูล ความรู้ และประโยชน์ของประชาชน อย่างที่เห็นจากกรณีข้าว มะพร้าว และกัญชา

สยามรัฐรายวัน 7 มีนาคม 2561

พรรคการเมืองใหม่จองชื่อและแต่งตัวรับการเลือกตั้งต้นปีหน้า ประชาชนคนเดินดินส่วนหนึ่งดีใจที่จะได้ไปเลือกตั้งและมีการกระจายรายได้ ส่วนหนึ่งไม่สบายใจ เกรงว่าสถานการณ์จะกลับไปวุ่นวาย ยังรู้สึกเข็ดขยาดกับการเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ

            โดยส่วนตัวเชื่อว่า การเมืองไม่น่าจะกลับไปเหมือนเดิมอีก บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของนักการเมือง หรืออย่างที่พลเอกเปรม ตุณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษบอกไว้เมื่อไม่นานมานี้ว่า “เมืองไทยไม่ใช่ของคุณประยุทธ” แต่เป็นของเราทุกคน

            ที่เชื่อว่าการเมืองไม่น่าจะกลับไปเหมือนเดิมอีกเพราะเหตุผล ๒ ข้อ ข้อแรก ผู้นำในปัจจุบันรู้ดีว่า ถ้าจะสืบทอดอำนาจต่อไปควรทำอย่างไร ประชาชนต้องการอะไร คงไม่หักเจตนารมณ์และฉันทานุมัติของประชาชน ไม่เช่นนั้นคงอยู่ยาก ไม่ว่าจะมีอำนาจมากเพียงใด ประวัติศาสตร์มีบทเรียน

            ด้วยเหตุดังกล่าว อย่างน้อยกฎหมายลูกที่ออกมาน่าจะเป็นเครืองมือสำคัญที่ทำให้สังคมพออุ่นใจได้ว่า การเมืองน้ำเน่าแบบเดิมๆ จะไม่กลับมา และประชาชนน่าจะได้บทเรียนและหา “ตัวเลือกใหม่” ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาแทนตน

ในเวลาเดียวกันก็เชื่อว่ามีการเจรจาต่อรองกับอำนาจเก่า และผู้กระทำความผิดทางการเมืองทั้งหลายไม่ว่าสีใด ให้กลับมา “ร่วมมือกัน” พัฒนาบ้านเมือง วิธีการอะไรอย่างไรก็คงค่อยๆ เปิดออกมา

เหตุผลข้อที่สอง สังคมไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก วันนี้ประชาชนมี “อำนาจ” มากกว่าเดิมมาก ดูกระแสสังคมในหน้าสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่กลายเป็น“สภาประชาชน” ไปแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อสังคมถูกเสนอเข้าสู่เวทีสาธารณะดิจิตอลหมด

แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะคละเคล้าไปด้วยเรื่องจริงเรื่องเท็จ ของจริงของปลอม มีสาระไร้สาระ แต่ที่สุดก็มีข้อสรุปแบบ “วิภาษวิธี” ในวิถีดิจิตอล

หมายความว่า มีประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่เป็นข้อถกเถียงบนเวทีโซเชียลมีเดีย มีการโต้แย้งกันไปมาจนหาข้อสรุปในท้ายที่สุดได้ เป็น “สภา” ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และแสดงตนเป็น “เจ้าของประเทศ” ที่ไม่ยอมปล่อยให้ใครก็ได้อ้างสิทธิและผูกขาดอำนาจ

โลกของโซเชียลมีเดียน่าจะอธิบายได้ด้วยทฤษีอลเวง (Chaos Theory) ที่ดูเหมือนวุ่นวายไร้ระเบียบ ไร้กฎเกณฑ์ แต่ภายใต้ความโกลาหลจนวุ่นวายนั้นมีระเบียบและความจริงบางอย่างซ่อนอยู่และแสดงตนปรากฎออกมาได้ในท้ายที่สุด

อย่างไรก็ดี โซเชียลมีเดียเป็นเวที เป็นเครื่องมือที่มีพลังของปาระชาชนวันนี้ก็จริง แต่ถ้าเป็นเวทีที่สร้างมวลชนบอด (blind mass) หรือถูกบิดเบือนด้วยข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ที่แอบแฝงซ่อนเร้นก็น่ากลัว เพราะนอกจากจะไม่สร้างสรรค์ ยังจะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ต่างจากสังคมเผด็จการที่ใช้สื่อมวลชนโฆษณาชวนเชื่อเพื่อครอบงำประชาชน

ประชาสังคมของสังคมพลเมือง คือองค์กรภาคประชาชนในรูปแบบต่างๆ จึงควรมีวาระที่คู่ขนานไปกับกระบวนการทางการเมืองในระบบ พัฒนา “ทุนทางสังคม” ที่เชื่อมกันเป็นเครือข่าย เป็น “ภูมิคุ้มกัน” (safety net) เป็นรากฐานสังคมประชาธิปไตย

ทุนทางสังคมเป็นพลังของประชาสังคม คือความไว้วางไจ (trust) ที่ผู้คนมีต่อกัน เป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดความร่วมมือ การผนึกพลังเพื่อส่วนรวม ที่ดูจะเป็นขั้วตรงกันข้ามกับการเมืองในระบบที่แก่งแย่งแข่งขันเพื่อช่วงชิงโอกาสเข้าสู่อำนาจ จึงดูเหมือนจะเต็มไปด้วยผลประโยชน์ (นักการเมืองทุกประเทศทั่วโลกจึงเป็นกลุ่มบุคคลที่ประชาชนไว้ใจน้อยที่สุด)

มี ๒ เรื่อง ๒ ระดับที่อยากเสนอให้เป็นวาระของประชาสังคม หนึ่ง คือเรื่องกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลนี้ประกาศไว้ตั้งแต่แรกว่าจะมีการปฏิรูปกฎหมาย มีหลายพันฉบับที่ควรยกเลิกหรือแก้ไข แต่จนถึงวันนี้ก็ดูจะมีแต่การออกกฎหมายเพิ่มเติม ของเดิมๆ ที่เป็นปัญหาและอุปสรรคก็ยังค้างคาอยู่ต่อไป

กฎหมายกว่าร้อยละ 90 ถูกเสนอโดยข้าราชการ หน่วยงานของรัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานของตนในการ “ควบคุม” แทนที่จะ “อำนวยความสะดวกและส่งเสริมสนับสนุน”

กฎหมายไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สืบทอดหรือต่อยอดภูมิปัญญาระเบียบแบบแผนชีวิตไทย ที่เห็นได้ในระบบคุณค่า จารีตประเพณี วิถีชุมชน ไปเอากรอบเกณฑ์ฝรั่งมาใช้แทบทั้งสิ้น ประชาสังคมมีวาระทางกฎหมายที่ต้องถมช่องว่างดังกล่าวนี้ ถ้าสังคมพลเมืองไม่ทำ ไม่มีนักการเมืองไหนหรือข้าราชการใดที่จะทำ

ที่ผ่านมา นโยบายสาธารณะมีลักษณะบิดเบือน เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจในสังคม ที่แอบอยู่ข้างหลังกระบวนการออกกฎหมายในทุกระดับ จากบนสุดในสภาลงมาถึงเทศบาล อบต. ประชาชนเป็นเพียง “ผู้ปฏิบัติตาม” เท่านั้น เหมือนในทางเศรษฐกิจที่ประชาชนเป็นเพียงแรงงานผู้ผลิตและผู้บริโภค

ประชาธิปไตยคือประชาชนปกครองตนเอง เกิดเมื่อประชาชนมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ว่าทางอ้อมโดยตัวแทน หรือทางตรงด้วยการนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆ

วาระที่ ๒ คือ การสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยการจัดการเรียนรู้ที่เสริมพลังอย่างแท้จริง (empowerment) ไม่ใช่เรียนเพื่อเอากระดาษ เอาปริญญาอย่างเดียวแล้วตกงาน แต่เรียนแล้วแก้ปัญหาพัฒนาตนเองได้ ซึ่งเป็นอะไรที่กระทรวงศึกษาและหน่วยงานรัฐคงไม่ทำ ถ้าทำคงปฏิรูปการศึกษาไปนานแล้ว

การเรียนรู้ที่มีพลังจะนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่ “ระเบิดจากข้างใน” ไม่ใช่ถูกยัดเยียดจากรัฐบาล ที่เอาแต่สั่งการ จึงได้แต่รูปแบบและไม่ยั่งยืนอย่างที่โฆษณาทุกวัน

ที่สุด ประชาสังคมต้องเกิดขบวนการพลเมือง (civic movement) ที่ขับเคลื่อนในแนวราบด้วยพลังของเครือข่าย ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาวัดกันที่ความเข้มแข็งของพลัง “ข้างล่าง” มากกว่ารัฐบาล “ข้างบน”