phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (573)

https://mgronline.com/south/detail/9610000085148

กองทัพข้าวหลาม” กว่า 3 ทศวรรษที่สืบสานควานหาเม็ดเงินจากเมืองหลวงไปหล่อเลี้ยงชนบท”

ผมอ่านบทความนี้ในผู้จัดการออนไลน์ สารภาพว่าน้ำตาซึม คิดถึงคุณหมี ยุทธยง ลิ้มเลิศวาที คนเขียนบทความ คิดถึงชาวบ้านคนจนคนชนบทที่ดิ้นรนเข้ามาหาเงินในเมืองหลวง ขายข้าวหลามสามชั่วอายุคนแล้วในพื้นที่เดียวกัน เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ใกล้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนพระอาทิตย์

ผมพอจะคุ้นเคยกับภาพคนขายข้าวหลามแถวนั้น ความที่ชอบกินข้าวหลาม น่าจะเคยซื้อข้าวหลามทานด้วย แต่ไม่ได้สนิทสนมกับคนขายเท่าคุณหมี ที่นอกจากจะเป็นนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ หลังจากนั้นยังทำงานที่ “ผู้จัดการ” ที่ถนนพระอาทิตย์

คุณหมีเป็นลูกศิษย์ผม เรียนสาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์เมื่อปี 2528 ขณะที่ผมยังสอนอยู่ในสาขาวิชาปรัชญา นักศึกษาธรรมศาสตร์ทุกคนไม่ว่าคณะไหนสาขาไหนต้องเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกันรวมกันหมด มีทั้งวิชาบังคับและบังคับเลือก ผมสอนปรัชญาในวิชาอารยธรรมตะวันตกที่เป็นวิชาบังคับ ส่วนคุณหมีเรียนวิชาปรัชญาพื้นฐานที่เป็นวิชาบังคับเลือกด้วยหรือไม่ ผมจำไม่ได้ที่เขาบอกผมเมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่เขาจะถูกจับในคดีพรบ.คอมฯ และหมิ่นประมาท จากการทำหน้าที่ในทีวีนิวส์ ซึ่งเขาเชิญผมไปออกรายการของเขาหลายครั้ง

ผมไม่ได้พบเขาตั้งแต่ที่เขาถูกดำเนินคดี อยากบอกผ่านข้อเขียนนี้ว่า ผมคิดถึงและให้กำลังใจเขา ชื่นชมในบทความที่เขาเขียนเรื่องข้าวหลามและการทำหน้าที่นักข่าวที่กล้าหาญเปิดโปงการทุจริต ขอให้กุศลกรรม ที่เขาได้ทำเพื่อคนยากคนจน คนที่ขาดโอกาส ทำให้เขาหลุดพ้นจากคดีความ ข้อกล่าวหาและทุกข์ทั้งปวง จะได้กลับมาทำหน้าที่เพื่อผู้ยากไร้ต่อไป

คุณยุทธิยงเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เต็มไปด้วยวิญญาณของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่ทำให้นักศึกษากล้าประกาศว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

อีกด้านหนึ่งก็คิดถึงคนอีสานนับล้านที่อพยพไปทำงานหาเงินในเมืองหลวง มีทั้งไปอยู่อย่างถาวรและไปๆ มาๆ คนอีสานเต็มกรุงเทพฯ จนไปไหนก็มีอาหารอีสาน ได้ยินเสียงคนพูดสำเนียงอีสาน วิทยุ FM บางสถานีพูดอีสานทั้งวัน เปิดเพลงลูกทุ่งอีสาน หมอลำ สนุกสนาน แต่ลึกๆ แล้วส่วนใหญ่คงเป็นทุกข์ที่หาเงินได้ไม่พอกินไม่พอใช้ บางคนไม่เหลือเงินส่งกลับบ้าน หนี้สินอีกต่างหาก

อีสานกลายเป็นฐานเสียงของการเมืองที่นำเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของปัญหาความขัดแย้งไม่รู้จบ คนอีสาน ชาวไร่ชาวนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นเหยื่ออธรรม เพราะความไม่รู้ ความด้อยโอกาสการศึกษาและการพัฒนาที่สมควรจะได้รับในฐานะพลเมือง แต่ในความเป็นจริงพวกเขาถูกกระทำเหมือนไม่ใช่ “พลเมือง” หากแต่เป็นประชากรชั้น ๒ (พลเมือง = citizen, civis, civil, civilization เมือง ผู้เจริญ ผู้มีอารยธรรม) พวกเขาไม่ใช่ subject แต่เป็น object เหมือนลูกบอลที่ถูกเตะไปมา

คิดถึงแค่เรื่องข้าว อีสานเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดอร่อยที่สุด แต่ชาวนาอีสานยากจนที่สุด แปรรูปก็ทำได้ไม่มากอย่าง เพราะทำแล้วไม่รู้จะขายที่ไหนอย่างไร กล้าหาญอย่างพี่น้องชาวชุมแพ ขอนแก่นที่ไปขายข้าวหลามถึงท่าพระจันทร์ ท่าพระอาทิตย์ สะพานพระปิ่นเกล้า มีไม่มากนัก

ผมทำ “มหาวิทยาลัยชีวิต” เพราะอยากให้คนได้เรียนรู้ เพราะ “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ทำให้หลายคนได้เรียนรู้และบุกเบิกทางใหม่ๆ ให้ตนเอง ครอบครัวและชุมชน อย่างคุณภาสกรคนสกลนครแต่ไปได้เมียที่ขอนแก่น เรียน “มหาวิทยาลัยชีวิต” แล้วค้นพบมรดกทางปัญญาของบรรพบุรุษ เอาข้าวจี่มาปรับประยุกต์ขายที่ถนนคนเดินขอนแก่นทุกเย็นวันเสาร์ได้คืนละหมื่นบาท และยังขายตอนเช้าและตอนเย็นที่อื่นๆ อีก อาจารย์ตั้งชื่อให้ว่า “ข้าวจี่พันล้าน” ก้อนละเพียง 5 บาท สองก้อนก็อิ่มแล้ว

ความจริง ข้าวหลามเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งของชาวนา ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง ทุกครั้งที่ไปชนบทจะแวะชิมข้าวหลามข้างทางหรือในตลาดเสมอ ไม่น่าเชื่อว่า หลายแห่งไม่อร่อย แต่ขายได้ถึงวันละ 200-300 กระบอกๆ ละ 20-30 บาท ถ้าได้กำไรสักครึ่งหนึ่ง วันหนึ่งก็ได้หลายพัน เดือนหลายหมื่น ไม่ต้องพูดถึงหนองมนหรือนครปฐมที่ขึ้นชื่อในเรื่องข้าวหลาม ถ้ามีที่ขายเหมาะๆ ทำอร่อยๆ ขายได้อย่างแน่นอน

แต่ก็มีปัญหามากมาย ไม่ว่าเรื่องไม้ไผ่ กะทิ ถ่าน เอาเข้าจริงก็ไม่ง่ายนักที่จะทำให้ได้ทุกวัน มีนักศึกษาของผมคนหนึ่งที่ปากช่องทำโครงงานข้าวหลาม กว่าจะสำเร็จขายได้เธอลองทำผิดทำถูกถึง 19 ครั้ง แต่ก็มีปัญหาเรื่องวัตถุดิบที่ว่า แม้เธอจะวางแผนปลูกไม้ไผ่เองในสวนก็ต้องรอหลายปี

ที่นักศึกษาคนนี้ทำโครงงานข้าวหลาม ๓ ปีที่เธอเรียนม.ชีวิต เพราะได้ฟังผมพูดเรื่องข้าวหลามในระหว่างปฐมนิเทศก์ ผมเล่าการเดินทางไปจังหวัดต่างๆ ชิมช้าวหลามแล้ว หลายแห่ง “โคตรไม่อร่อย” แต่ทำไมขายได้ดีก็ไม่รู้ หรือว่าผู้บริโภคไม่มีทางเลือกดีกว่านั้น ผมยุให้นักศึกษาพัฒนาข้าวหลามให้อร่อยที่สุดสักแห่งหนึ่งได้ไหม จะได้เป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านเห็นอีกทางเลือกในการแปรรูปข้าวเหนียว

ที่จริง ข้าวหลามส่วนใหญ่ที่ขายกันตามข้างถนนในจังหวัดต่างๆ มักมาจาก “อุตสาหกรรมครัวเรือน” ที่มีเจ้าใหญ่นายทุนท้องถิ่นทำเป็นพันๆ กระบอกต่อวัน แล้วจัดส่งกระจายไปตามที่ต่างๆ ซึ่งมีชาวบ้านไปนั่งขายยืนขาย ที่จะให้ทำเองทุกขั้นตอนอย่างสองตายายที่ชานเมืองเชียงใหม่ที่ผมไปพบคงหายากสักหน่อย สองตายายที่สันกำแพงทำข้าวหลามที่ผมให้คะแนนความอร่อยเพียง 5-6 แต่กลับขายได้วันละ 200-300 กระบอก

เขียนเรื่องคุณหมีและข้าวหลามขอนแก่นมายาวด้วยความรู้สึกลึกๆ ว่า วันหนึ่งคงมีโอกาสได้ช่วยพี่น้องชาวบ้านในการทำนาให้ได้ข้าวมากกว่านี้ หาวิธีเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้คุ้มค่าเหนื่อยยากของพวกเขา นอกจาก “มหาวิทยาลัยชีวิต” คงมีอีกทางอื่นที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่นานก็เป็นได้

เสรี พพ ๒๕ ส.ค. ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 22 สิงหาคม 2561

คนไทยและคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อาจไม่ทราบและไม่เชื่อว่าเหล้าสาเกของญี่ปุ่นมาจากเหล้าสาโทของไทย และเหล้าอะวาโมริมาจากเหล้าขาว อาจารย์พิเชษฐ เวชวิฐาน มหาวิทยาลัยราชมงคลสกลนคร กลับจากญี่ปุ่นหลายปีก่อนยืนยันว่า ศาสตราจารย์ญี่ปุ่นคนหนึ่งได้นำเสนองานวิจัยที่ยืนยันเรื่องนี้

            นักวิจัยญี่ปุ่นบอกอีกว่า ข้าวที่ทำเหล้าสาเกและอะวาโมริเป็นข้าวไทยจนถึงเมื่อไม่นานมานี้ที่ญี่ปุ่นสามารถผลิตข้าวที่ให้รสชาติเหมือนข้าวไทยเอามาทำเหล้าที่ว่า ขณะที่ข้อมูลเหล้า Awamori ใน Wikipedia บอกชัดเจนว่ามาจากเหล้าขาว (Lao-khao) ของไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในศตวรรษที่ 15 และยังใช้ข้าวไทยในการผลิตจนถึงทุกวันนี้ เป็นเอกลักษณ์ของโอกินาวา เป็นเหล้ากลั่นแตกต่างจากเหล้าหมักสาเก

            ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตบอกว่า ญี่ปุ่นมีโรงงานผลิตเหล้าสาเกอยู่ 1,716 แห่ง ผลิตเหล้าสาเก 40,000-50,000 แบรนด์ เมื่อ 20 กว่าปีก่อนมีอยู่ 2,500 โรง ปิดไปประมาณ 800

            คงไม่ต้องอ้างอิงเบียร์ 5,000 แบรนด์ในเยอรมนี เหล้าไวน์อีกนับหมื่นที่ฝรั่งเศส อิตาลี และอีกหลายประเทศ ซึ่งมีทั้งของบริษัทที่ผลิตคุณภาพพิเศษกับที่เป็นเครื่องดื่มทั่วไปที่ผลิตโดยสหกรณ์ในท้องถิ่นต่างๆ

            ถ้าประเทศไทยต้องการสร้างเศรษฐกิจฐานราก ไม่ควรมองข้ามเรื่องภูมิปัญญาที่ว่าด้วยเหล้า โดยไม่ต้องมือถือสากปากถือศีล (hypocrite) ควรพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความจริงใจสักที (หลังจากมีกรณีข้าวหมากของคุณยายที่บุรีรัมย์)

            ข้อมูลไทยบอกว่า มีการผลิตเหล้าพื้นบ้านอยู่ประมาณ 6,000 รายที่ขออนุญาตจากสรรพสามิต ตอนที่รัฐบาลทักษิณส่งเสริมและปรับแก้กฎหมายสรรพสามิต เกิดกลุ่มผลิตเหล้าพื้นบ้านทั่วประเทศนับได้หลายหมื่น แข่งกันเป็นโอทอป ไม่นานก็แข่งกันเจ๊งทั้งประเทศ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลยมี 34 หมู่บ้าน ผลิตไวน์กระชายดำทุกหมู่บ้าน ปีเดียวเจ๊งหมดเหลือเพียง 1 กลุ่ม

            ที่ทั่วประเทศยังดำเนินการอยู่ 5-6 พันทุกวันนี้มีปัญหามากมาย ส่วนใหญ่เป็นวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยังดำเนินการอยู่ด้วยความยากลำบาก มีทั้งปัญหากฎหมายและการกีดกันจากทุนใหญ่

            ถ้าประเทศพัฒนาแล้วจะมีเหล้าเบียร์เป็นพันเป็นหมื่นยี่ห้อ นอกจากจะมีกฎหมายไม่ผูกขาดแต่เอื้อโอกาสให้ทุกคน คงเป็นเพราะเขามี “ภูมิปัญญา” ที่ได้มีการสืบทอดและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นร้อยเป็นพันปี ขณะที่เหล้าพื้นบ้านไทยไม่ได้มีการพัฒนาต่อเนื่อง เพราะถูกบังคับให้เลิกให้ลืมภูมิปัญญาที่ว่านี้เสีย

รัฐสร้างความเหลื่อมล้ำในโอกาสทางเศรษฐกิจ ตัดโอกาสการพัฒนาที่หลากหลาย ปล่อยให้มีการผูกขาดโดยนายทุน ที่ร่ำรวยบนความทุกข์และสุขภาพของชาวบ้านกว่า 60 ปี ทำลายภูมิปัญญาท้องถิ่นไปจนเกือบหมด วันนี้มีแต่กฎหมายแม่ แต่กฎหมายลูกที่เอื้อต่อการสืบทอด พัฒนาภูมิปัญญายังไม่ออก และไม่รู้ว่าจะออกมาเพื่อชาวบ้านที่อ้างว่าเป็นฐานรากเศรษฐกิจหรือเพื่อนายทุน ลองพิจารณา “แม่บท” กฎหมายไทย

            “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา ๕๗ รัฐต้อง

(๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสําหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วม ในการดําเนินการด้วย

(๒) อนุรักษ์ คุ้มครอง บํารุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการ และใช้หรือจัดให้มีการใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุล และยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมดําเนินการและได้รับประโยชน์ จากการดําเนินการดังกล่าวด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ”

น่าไปเรียนรู้จากสปป.ลาว เพื่อนบ้านวัฒนธรรมใกล้เคียง เขาสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเรื่องเหล้าได้ดีและต่อเนื่อง ใครอยากทำเหล้าสาโทเหล้าขาวเหล้าเด็ดกินเองที่บ้านที่งานก็ทำได้ ถ้าจะขายก็ไปขออนุญาต จดทะเบียนให้เรียบร้อย ก็ไม่เห็นเขาเมากันทั้งบ้านทั้งเมือง น่าจะน้อยกว่าบ้านเราที่ผูกขาดขายเหล้าเสียอีก

ลาวสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษได้ดีกว่าไทย ที่ตามล่าตามล้างคนต้มเหล้า แม้แต่ต้มกินเองก็ยังไปจับ ข้าวก็ข้าวเขา หม้อก็ของเขา เตาก็ของเขา ฟืนก็ฟืนเขา ข้าราชการพนักงานรัฐกลายเป็นผู้รับใช้นายทุนไปด้วย ได้รางวัลนำจับอีกต่างหาก อ้างกฎหมาย อ้างหวังดีต่อสุขภาพประชาชน

ไม่ว่าจะอ้างอย่างไร กฎหมายไทยก็ไม่เอื้อคนจน ลองวิเคราะห์ในรายละเอียดพรบ.สรรพสามิตที่มีอยู่วันนี้ หรือที่กำลังจะออกมาเป็นกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่า กฎหมายไทยเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำอย่างที่ผ่านๆ มาหรือไม่ หรือจะสะท้อนเงาทะมึนของนายทุนที่อยู่เบื้องหลังตามเคย

เหล้าพื้นบ้าน นอกจากกฎหมายที่ไม่เอื้อแล้ว นายทุนก็ทำทุกอย่างเพื่อสะกัดไม่ให้เติบโตโงหัวได้ เมื่อสิบกว่าปีก่อนชาวบ้านเล่าว่าเลิกทำเหล้าเพราะถูกกีดกันทุกวิถีทาง ตั้งแต่หาซื้อขวดไม่ได้ หารถขนไม่ได้ หาร้านวางขายไม่ได้ เพราะใครทำกับชาวบ้านก็จะไม่ได้ขนไม่ได้ขายเหล้าเบียร์ยี่ห้อใหญ่

ความจริง ชาวบ้านมีศักยภาพที่จะผลิตเหล้าด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ดี ทำเล็กๆ เพื่อตลาดท้องถิ่น บูรณาการกับการท่องเที่ยวชุมชน ไม่ต้องไปแข่งกับเหล้าใหญ่นายทุน หาจุดแข็งที่นายทุนสู้ไม่ได้ดีกว่า ประเทศที่เขามีเหล้าเป็นพันเป็นหมื่นแบรนด์ก็ล้วนแต่ขายในท้องถิ่นเป็นหลัก

แต่ในระบบโครงสร้างทางกฏหมายอย่างปัจจุบัน ชุมชนดิ้นรนคนเดียวก็คงยากที่จะอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สำเร็จอย่างที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ยกเว้นว่ารัฐบาลจะมีวิสัยทัศน์มองทะลุเห็นพลังอันยิ่งใหญ่ของภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้การส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ “ระเบิดจากข้างใน” เป็น “ไทยนิยม” ที่แท้จริง ไม่ใช่อัดฉีดเงินลงไปแล้วเรียกไทยนิยม

สยามรัฐรายวัน 15 สิงหาคม 2561

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม รถสิบล้อบรรทุกข้าวสารเต็มคันจอดเสียอยู่ริมถนนมิตรภาพ ตำบลทับกวาง จังหวัดสระบุรี คนขับเป็นคุณตาอายุ 70 มากับคุณยายจากกาฬสินธุ์จะไปส่งข้าวสารที่กรุงเทพฯ ช่างมาเอาเครื่องยนต์ไปซ่อม 5 วัน ระหว่างที่รอนั้นมีชาวบ้านนำอาหารนำน้ำมาให้ สำนักงานเทศบาลและสำนักงานประปาให้เข้าไปใช้ห้องน้ำ

            เป็นข่าวเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางข่าวอาชญากรรม ภัยพิบัติธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจและความวุ่นวายทางการเมือง อ่านแล้วได้ความรู้สึกที่ดีคล้ายกับเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลกผนึกพลังอาสาเสี่ยงชีวิตไปช่วย 13 คนออกจากถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน

            เรื่องข้างต้นอ่านจากสื่อออนไลน์ ซึ่งนานๆ จะมีเรื่องเล่าเร้าพลังแบบนี้ ความจริง เรื่องดีๆ มีให้เล่ามากมาย ที่ยังไม่ได้บันทึก เผยแพร่ ส่งต่อทางสื่อที่ทุกคนมีอยู่ในมือ (ถือ) ไม่จำเป็นต้องเป็นนักเล่านักเขียนก็เล่าได้แชร์ได้ ซึ่งก็มีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นของต่างประเทศ

            บนถนนมิตรภาพเช่นเดียวกัน ผมเดินทางขาขึ้น แวะกินข้าวเที่ยงที่ร้านข้าวแกงริมถนนแถวกลางดง สังเกตเห็นลุงสูงอายุคนหนึ่งนั่งโต๊ะข้างๆ แต่งตัวแบบชาวบ้านๆ มีบาดแผลถลอกปอกเปิกที่หน้าและที่แขน คงประสบอุบัติเหตุมา

            ครู่หนึ่งลุงบอกคนที่นำอาหารมาเสิร์ฟว่า ขอน้ำที่ไม่เสียเงินได้ไหม น้องคนนั้นคงงงๆ ผมจึงหยิบขวดน้ำเปล่าที่วางบนโต๊ะผม เปิดให้แล้วบอกว่า เอานี่ก็ได้ลุง และบอกน้องคนนั้นว่า ผมจ่ายเอง

            ทันใดนั้นมีเสียงมาจากอีกโต๊ะหนึ่งด้านหลังของผมว่า “อยากทานอะไรก็ทานได้เลยลุง ผมจ่ายให้” ผมไม่กล้ามองยังเจ้าของเสียง กลัวเขาเข้าใจผิด ได้แต่ยิ้มด้วยความประทับใจ

            หลายปีก่อน ผมนั่งรถแท็กซี่จากดอนเมืองกลับบ้าน คนขับอายุมากกว่า 60 ท่าทางใจดี คุยสนุก เล่าด้วยความภูมิใจว่ามีลูก 3 คน ส่งลูกเรียนจบปริญญาตรีสองคน ปริญญาโทหนึ่งคนด้วยการขับแท็กซี่

            ลุงมาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ทำให้นึกถึงคำพูดของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์ชาวบ้านผู้ล่วงลับไปแล้วว่า ปัญหาชาวบ้านที่สำคัญที่สุดไม่ใช่มีที่ดินหรือไม่มี แต่เป็นปัญหาการจัดการชีวิต เพราะหลายคนมีที่ดินมากมาย แต่สุดท้ายก็สูญเสียที่ดินไปหมด เอาตัวไม่รอด ขณะที่บางคนไม่มีที่ดิน แต่ก็อยู่รอดได้ เลี้ยงลูกให้เติบโตมีการศึกษาดีได้

            คุยกันสนุก ลุงเล่าไปเรื่อยๆ รถแท็กซี่แล่นมาบนถนนสุทธิสาร ทันใดนั้น แท็กซี่ก็หยุด ผมมองไปข้างหน้าเห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังเข็นซาเล้งข้ามถนนที่มีรถไปมามาก เธอคงรอนาน ลุงหยุดรถเพื่อให้เธอข้าม พอเธอเข็นมาถึงกลางถนนก็หยุด วางมือจากซาเล้งหันมาที่แท็กซี่แล้วไหว้อย่างสวยงาม

            เป็นภาพที่ติดตาและประทับใจมากที่สุดจนถึงวันนี้ นับเป็นโชคดีที่ได้เห็นภาพที่ชายสูงวัยใจดีและสตรีที่ขอบคุณน้ำใจของคนที่ช่วยให้เธอข้ามถนน ผมจำหน้าตามอมแมม เต็มไปด้วยเหงื่อของเธอกลางวันแดดร้อนนั้นได้ โดยเฉพาะภาพที่เธอไหว้ขอบคุณ

            ใครที่ได้ประสบพบเห็นเหตุการณ์เล็กๆ นี้คงรู้สึกไม่แตกต่างกัน เพราะลึกๆ แล้ว ความมีน้ำใจของคนนั้นอยู่เหนือเส้นแบ่งหรือความแตกต่าง กรณีถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนเป็นเรื่องราวที่เล่าขานอย่างกินใจกันไปทั่วโลก สะท้อนถึงจิตวิญญาณมนุษย์เหนือภาวะหรืออุตรภาพ (transcendence) เหนือโลกที่เต็มไปด้วยปัญหาและความขัดแย้ง เหนือขีดจำกัดที่คนเราสัมผัสได้

            เหตุการณ์บนถนนมิตรภาพที่ผู้คนนำอาหารและน้ำไปให้สองตายาย เรื่องที่ร้านข้าวแกงที่กลางดง หรือบนถนนสุทธิสาร มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ความสุขที่แท้จริง คือ การให้มากกว่าการรับ

            และความกตัญญูรู้คุณเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ทำให้คนมีความสุข การไหว้เป็นมรดกทางวัฒฯธรรมที่งดงามของคนไทย การไหว้ของหมูป่า และจดหมายขอบคุณคนทั้งโลกของพวกเขาได้รับคำชื่นชม

เรื่องดีๆ มีอีกมาก แทนที่สื่อจะเสนอเรื่องราวเร้าพลัง กลับมีแต่เรื่องราวเร้าอารมณ์ ให้สงสารดราม่าเรียกน้ำตาแบบ “วงเวียนชีวิต” หรือซาดิสท์รุนแรง ซึ่งมักบิดเบือน (manipulate) เกินจริง

อย่างข่าววันแม่ที่ผู้จัดการออนไลน์นำมาลงเรื่องยายทองพูน วัย 90 ปี อาศัยอยู่ในเพิงข้างถนนเพชรเกษม ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม มาหลายสิบปี ไม่มีลูกหลานมาดูแล ให้รายละเอียดทั้งข่าวและภาพที่น่าสมเพทเวทนา เรื่องที่ไม่น่าจะมีในบ้านนี้เมืองนี้

            เรื่องคนแก่ คนพิการ คนถูกทอดทิ้ง เจ็บป่วยไร้ญาติ เสนอทีข้าราชการก็เฮกันไปช่วยที ได้ออกสื่อ แทนที่จะหน้าบางหาทางแก้ไขด้วยการสร้างระบบที่ดี มีข้อมูลทุกครัวเรือน มีมาตรการช่วยเหลือแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างที่รัฐบาลประกาศ จนไม่เหลือกรณีไหนให้ใครเอามาออกสื่อให้ขายหน้าอีก

            บ้านเมืองเรามีปัญหาที่ซับซ้อนด้วยระบบโครงสร้างที่ไม่สมดุล ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ถ้าระบบโครงสร้างเป็นธรรมกว่านี้ คุณลุงวัย 70 คงไม่ต้องขับรถสิบล้อระยะทางไปกลับ 1,200 ก.ม. เช่นเดียวกับผู้สูงอายุมากมายไม่ถูกทอดทิ้ง ไม่ต้องดิ้นรนทำงานหรือขอทานหาเลี้ยงชีพ เด็กไม่กี่ขวบไม่ต้องทำงานหาเงินเลี้ยงตายายพิการ จะได้ไม่มีอะไรให้สื่อนำมาลงเป็นดราม่าหาคนช่วยเหลือบริจาค

            นายกรัฐมนตรีควรสั่งในที่ประชุมครม.ว่า ถ้ามีกรณีแบบนี้ออกสื่อ รัฐมนตรีกระทรวงนั้น ผู้ว่าฯจังหวัดนั้นต้องรับผิดชอบ รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีเรื่องเล่าเร้าพลังมากกว่าเรื่องร้ายเร้าอารมณ์

สยามรัฐรายวัน 8 สิงหาคม 2561

เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ตอนที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ภาคเหนือ ได้เล่าให้ “กลุ่มเพื่อนชีวิตใหม่” เรื่องหนังที่ดูแล้วประทับใจ คือ เรื่อง My Life ชีวิตของข้าพเจ้า นำแสดงโดยไมเกิล คีตันกับนิโคล คิดมัน

          พระเอกป่วยเป็นมะเร็ง หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกินปี พอดีภรรยากำลังตั้งครรภ์ แกเลยอยากบันทึกวิดิโอเรื่องชีวิตตัวเองเล่าให้ลูกฟังเมื่อโต ก็เลยไปสืบค้นประวัติของตนเองตั้งแต่เกิด อยู่ที่ไหน ทำอะไร

          เขาได้พบว่า ตนเองโกรธพ่อแม่ตั้งแต่วัยเด็กมาจนถึงวันนี้เพราะพ่อแม่ไม่ได้เอาละครสัตว์มาที่บ้านตามสัญญา ทำให้เขาขายหน้าเพื่อนๆ ที่เขาชวนมาดูละครสัตว์ฉลองวันเกิด

เขาเคยไปหาหมอจีนที่บอกว่า มะเร็งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือความโกรธเกลียดที่ฝังใจ เลยพาลโกรธหมอจีนไปด้วย บอกมาว่ามาหาหมอ ไม่ได้มาหาพระ

เขากลับไปค้นหาตัวเอง “จนพบ” โทร.ไปขอโทษพ่อแม่และขอให้ท่านมาเยี่ยมเขา ก่อนหน้านั้นเขาขอร้องว่าไม่ต้องมา เป็นฉากที่เรียกน้ำตาคนดูได้ไม่น้อยเมื่อพ่อแม่มาเยี่ยมลูกที่ป่วยหนักแล้ว สวมกอดลูก แล้วพานั่งรถเข็นไปที่หลังบ้าน ที่นั่นมีละครสัตว์ ที่พ่อแม่ได้จัดไว้ให้ลูกตามสัญญา มาสายดีกว่าไม่มาเลย

ผมถามผู้ติดเชื้อสมาชิกเพื่อนชีวิตใหม่ว่ามีใครบันทึกชีวิตตัวเองบ้าง มี “อานนท์” คนเดียว ผมพูดทีเล่นทีจริงว่า ขออ่านได้ไหม เขาบอกว่าได้ครับ เอาบันทึกที่เขียนไว้ปึกใหญ่มาให้ทันที ผมอ่านด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกและประทับใจ เสนอเขาว่า จะเขียนให้ใหม่เอาไหม เขาบอกยินดี

ผมเขียนใหม่ได้ 6 หน้าจากที่เขาเขียนมากว่า 30 หน้า เขาอ่านแล้วร้องไห้ พร้อมกับเวียนให้เพื่อนอ่านด้วย แล้วเกือบทุกคนก็บอกว่า อยากเขียน

นั่นคือที่มา “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ที่ผมได้ปรับปรุงมากบ้างน้อยบ้าง แล้วส่งไปลงมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2537 แล้วได้รวมเล่มเป็นหนังสือชื่อเดียวกัน โดยหน่วยงานที่ผมทำงานอยู่ได้จัดพิมพ์ให้ทั้งหมด แล้วจำหน่ายเพื่อระดมทุนเป็นกองทุนยาให้ผู้ติดเชื้อ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

นอกจากเรื่องราวของผู้ติดเชื้อ ผมได้เขียนบทความสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้ออีกหลายบทตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ต่อจากเรื่องราวชีวิตของพวกเขา ที่บรรณาธิการมติชนบอกว่า มีลักษณะคล้ายกับเรื่อง “หลายชีวิต” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

หนังสือเล่มนี้ได้รับการยอมรับจากวงการสาธารณสุขว่า มีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติของสังคมเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อที่ได้รับตราบาปมาตลอด ทำให้ผู้คนได้รับรู้ความรู้สึกในส่วนลึกของจิตวิญญาณ และความทุกข์ทรมานของคนที่ถูกรังเกียจและถูกทอดทิ้งให้อยู่ในมุมมืดของชีวิต

กระทรวงศึกษาธิการได้ขอให้ผมปรับปรุงเล็กน้อย (ตัดที่วิจารณ์รัฐบาลออก) แล้วจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้แจกห้องสมุดทุกโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ

แกนนำสำคัญของกลุ่มเพื่อนชีวิตใหม่หลายคนยังมีชีวิตอยู่ แม้จะติดเชื้อเอชไอวีมาจะ 30 ปีแล้ว ยังแข็งแรง ทำงานได้เป็นปกติ หลายคนเคยป่วยหนัก ประมาณว่าผ่านความตายมาแล้ว อาจเป็นเพราะยาใหม่ๆ ที่ออกมาต่อเนื่อง ที่พวกเขาอาสาเป็นหนูทดลองและจิตอาสาทำงานช่วยเหลือให้กำลังใจและคำปรึกษาผู้ติดเชื้ออื่นๆ ประกอบกับการใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ทำให้พวกเขาอยู่ได้เหมือนคนทั่วไปวันนี้

ได้ทราบในเวลาต่อมาว่า ผู้ติดเชื้อที่วัดพระบาทน้ำพุหลายคนก็ได้เขียนบันทึกชีวิตของตนเอง เห็นสารคดีเล่าเรื่องสามีและภรรยามาคู่หนึ่งที่ศูนย์แห่งนี้ว่า ภรรยาเพิ่งจะเข้าใจสามีจากที่ไปอ่านบันทึกของเขา ซึ่งเขาได้เขียนความในใจที่ไม่เคยเอ่ยให้ภรรยาหรือใครฟัง

เขียนเรื่องผู้ติดเชื้อมายาวเพื่อจะบอกว่า อยากให้ผู้สูงวัยได้เขียนบันทึกชีวิตของตนเอง เพราะแต่ละคนมีบทเรียนสำคัญสำหรับตนเองและผู้อื่น ถ้าเขียนเองไม่ได้ก็ให้ลูกหลานสัมภาษณ์และเขียนให้ หลายอย่างอาจคาดไม่ถึง ถ้าไม่เขียนไม่เล่าก็จะไม่มีใครทราบ ไม่มีใครได้บทเรียน ไม่มีใครได้สืบทอด

ตอนที่พ่อของผมอายุ 84 ผมได้นำเรื่องราวชีวิตของท่านที่ผมได้สัมภาษณ์พิมพ์เป็นหนังสือพร้อมรูป 4 สี กระดาษอาร์ทอย่างดี ในวันปีใหม่ที่เราถือเป็นวันเกิดท่าน พ่อแจกหนังสือให้ลูกหลานทุกคนด้วยมือของท่านเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข

ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่เคยทราบและนึกไม่ถึงว่า พ่อ ปู่ ตา ทวดคนนี้จะมีชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากมากมายขนาดนั้นเพื่อลูกเพื่อหลาน และยังทำงานช่วยเหลือคนทุกข์คนยากอีก

การบันทึกชีวิตของตนเอง นอกจากจะได้ถ่ายทอดบทเรียนให้ลูกหลานแล้ว ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนบางอย่างสำหรับตนเองก็ได้ ดังกรณีของพระเอกในเรื่อง “ชีวิตของข้าพเจ้า” (My Life) หรือผู้ติดเชื้อใน “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่”

สำคัญคือ อโหสิกรรมสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต อโหสิกรรมคนอื่น อโหสิกรรมสรรพสัตว์ อโหสกรรมตนเอง ปล่อยวางจากโลภ โกรธ หลง ปลดปล่อยจากความเกลียดเคียดแค้นชิงชังทั้งหลาย เพื่อบั้นปลายชีวิตที่สงบสุข ไม่ต้องทุกข์กับความผิดพลาดในอดีต ที่ได้สรุปบทเรียนและอโหสิกรรมแล้ว

ชีวิตที่ดีมีคุณภาพในบั้นปลายเป็นบุญ เป็นชีวิตที่พร้อมจะอยู่ พร้อมจะไป ไปสู่สภาวะใหม่ ภพชาติใหม่ หรือกลับมาเกิดใหม่ ตามความเชื่อของแต่ละคน แต่ไม่ว่าอย่างไร ถ้าได้สรุปบทเรียน ประหนึ่งได้ชำระตนเอง ก็จะไปสู่สภาวะที่ดีกว่าอย่างแน่นอน