phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (548)

ความคิดคำนึงถึงดอยสุเทพ

          กฎหมายมีไว้สำหรับคน ไม่ใช่คนสำหรับกฎหมาย เขียนได้ก็ลบได้ ผูกได้ก็แก้ได้ เขียนใหม่ได้

          แม้แต่รัฐธรรมนูญไทย กฎหมายแม่ของไทยก็ยังฉีกทิ้งได้ เขียนใหม่ได้ตั้ง 20 ฉบับ ใครมี รัฏฐาธิปัตย์ก็ใช้เพื่อร่างหรือเลิกกฎหมายได้ อย่าง ม.๔๔ ของ คสช.วันนี้

          'ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น'(คาร์ล มาร์กซ์)

          กฎหมายไทยไม่ได้เคารพจารีต ประเพณี วิถีชุมชน กฎระเบียบ ระบบคุณค่าของคนไทย ท้องถิ่นไทย ไปลอกหลักคิดหลักเกณฑ์และกฎหมายฝรั่งมา แม้แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกยังเป็นภาษาอังกฤษ เพราะไปลอกมา ไม่มีเวลาแปล

          สังคมอยู่ได้ไม่เพียงแต่ด้วยกฎหมายที่ตราขึ้นมาเป็นตัวอักษร แต่ด้วยจารีตประเพณี ที่ถือสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถือเป็นเกณฑ์ว่าด้วย ความเหมาะสมซึ่งมีความหมายเดียวกับ ถูกต้องดีงาม

          “มารยาท” “เหมาะสม” “ถูกต้อง” “ดีงามจึงเป็นคำในกลุ่มเดียวกัน ตระกูลเดียวกัน แยกไม่ออก ยิ่งวันนี้มีเรื่องสิ่งแวดล้อม สำนึกอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์ธรรมชาติมาหนุนนำ ทำให้คนเห็นความสำคัญของความเชื่อของคนโบราณ

          ดอยสุเทพจึงไม่ใช่แค่ป่าและเขา แต่เป็น จิตวิญญาณของเชียงใหม่ ดังที่กลุ่มผู้รณรงค์ประกาศ

          “จิตวิญญาณนี้ต่างหากที่กฎหมายที่ร่างกันขึ้นมาไม่ได้ให้ความสำคัญ สิ่งที่เรียกว่า ถูกต้องดีงามจึงห่างไกลจากชีวิตและความเป็นจริง กฎหมายแทนที่จะก่อให้เกิดความสงบสันติในการอยู่ร่วมกัน จึงทำให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ใช่คนกับคนเท่านั้น แต่คนกับป่า กับธรรมชาติด้วย

          รากฐานความคิดของฝรั่งตะวันตก คนเป็นนายเหนือธรรมชาติ จะทำอะไรอย่างไรก็ได้ รากฐานความคิดของคนไทย คนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ คนอยู่ได้ด้วยเมตตาของธรรมชาติ

          คนไทยแต่โบราณเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ มี ผีเป็นผู้เชื่อมโยง เป็นสัญลักษณ์ เป็นข้อผูกพัน จารีตประเพณี วิถีชุมชน จึงมี ผีหรือ กฎในประเพณีเป็นกรอบเป็นเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต ผิดผีจึงทำให้เกิดปัญหา ต้องขอขมา ต้องแก้ไข

          วิชาการฝรั่งต่างก็ยกให้ เหมืองฝายของไทยในภาคเหนือเป็นตัวอย่างของจารีตประเพณีที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างพึ่งพาอาศัยกัน เพราะมี ผีเดียวกัน ทำให้คนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำได้รับส่วนแบ่งปันน้ำอย่างเท่าเทียม ตามความจำเป็นของแต่ละคน ไม่มีความขัดแย้ง

          เมื่อกรมชลประทาน หน่วยงานทางราชการเข้ามาดูแลแก้ไขระเบียบ หลายแห่งเกิดปัญหา ความขัดแย้ง ชาวบ้านแย่งน้ำ ทะเลาะกัน ตีกันฆ่ากัน เพราะระเบียบการใช้น้ำใหม่ที่ไม่คำนึงถึง กฎระเบียบเดิม

          ยังมีกฎหมายอีกนับพัน ระเบียบอีกนับหมื่น ที่เป็นปัญหา แทนที่จะช่วยให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติกลับเป็นปัญหาอุปสรรค สังคมไทยจึงเป็นสังคมอลเวง

          กรณี ป่าแหว่งให้บทเรียนว่า ถ้าจะแก้ไขกฎหมาย หรือร่างกฎหมายใหม่ ให้ใส่ใจ จิตวิญญาณของสังคมไทยที่ถ่ายทอดจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ทางจารีต ประเพณี วิถีชุมชน

          ควรศึกษาภูมิปัญญาในจารีตประเพณี และ ผีทั้งหลาย ไม่มองอย่างผิวเผินและลบหลู่ดูหมิ่นด้วยอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่เหนือกว่า มีอำนาจกว่า มีการศึกษากว่า แต่ใช้สติปัญญาในการ ถอดรหัสจารีตประเพณีวิถีชุมชน ระบบคุณค่า ที่มีภาษาและตรรกะอีกแบบหนึ่ง ที่หากใช้แต่ตรรกะหรือไวยากรณ์กฎหมายฝรั่งอาจเข้าไม่ถึงจิตวิญญาณของสังคม

          ถ้าถอดรหัส เข้าถึงแก่น ก็จะสัมผัสกับจิตวิญญาณ และไม่สามารถทำอะไรแบบสร้างบ้านในป่าแหว่งได้ลงคอ เพราะซาบซึ้งในสิ่งที่ เหมาะสม ถูกต้อง ดีงามสามคำที่ประเพณีหลอมรวมเข้าด้วยกันให้เป็นวิถีของชุมชน

          พลังแห่งจิตวิญญาณของบรรพบุรุษมีจริง และกำลังทำงานผ่านพลังประชาชนคนรักป่ารักดอยสุเทพวันนี้

 

 เสรี พงศ์พิศ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 2 พฤษภาคม 2561

ถ้าวิสาหกิจชุมชนจะมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะเข้มแข็งเติบโต คงต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะ “การเรียนรู้” เพราะถ้าไม่ใช้ปัญญา ก็จะหาแต่งบประมาณ ซึ่งไม่มีวันพอ จึงอยากเล่าเรื่องการเรียนรู้ เบื้องหลังที่มาของวิสาหกิจชุมชน

            มูลนิธิหมู่บ้านได้ประสานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำชุมชน ไม่เพียงแต่ให้มีการพบปะ ไปมาหาสู่ระหว่างจังหวัด ระหว่างภาค แต่รวมไปถึงระหว่างประเทศ ในยุโรปและแอฟริกา

การไปพบกลุ่มเกษตรกรในฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ทำให้ผู้นำเกษตรกรไทยได้เรียนรู้เรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชุมชน โดยการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่หลากหลายรูปแบบตามเนื้อหางาน และบริบททางสังคม

ผู้นำเกษตรกรไทยได้เห็นการทำงานร่วมกันของชุมชนในยุโรป การรวมกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็กตามลักษณะงาน กลุ่มเล็กๆ เช่าซื้อเครื่องมือการเกษตรแพงๆ ด้วยกันเพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า (ไม่ใช่ซื้อรถไถมาไถปีหนึ่งไม่กี่วัน แล้วจอดไว้ให้ขึ้นสนิมใต้ถุนบ้าน หมู่บ้านละหลายสิบคันอย่างบ้านเรา)

สหกรณ์ในยุโรปมีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมานานจนลงตัว ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ไมใช่แข็งตัวจนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้มีสมาชิกมากและมีขนาดใหญ่ แต่ก็คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถแยกย่อยทำอะไรได้สารพัด ไม่ใหญ่แบบเรือเกลือเหมือนบ้านเรา

เรายังได้เรียนรู้เรื่อง “กลุ่มออมทรัพย์” ที่เยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่รวมตัวกันเป็นธนาคารเรียกว่าไรฟายเซ่นแบ้งค์ ตามชื่อของผู้ก่อตั้งเมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน ที่พัฒนาไปเป็น “ราโบแบ้งค์” ที่เนเธอร์แลนด์ เป็น “เครดิตยูเนียน” ทีแคนาดาและสหรัฐอเมริกาและแพร่มาถึงเมืองไทย

กลุ่มเกษตรกรที่เยอรมันและฝรั่งเศสเล่าประสการณ์ให้เกษตรกรไทยฟังเพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำรอยพวกเขา และให้ได้วิชาจากการเรียนลัดในเรื่องการประกอบการ การออมทรัพย์ การจัดการทรัพยากรชุมชน และที่สำคัญ การสร้างเครือข่าย

พวกเขาเล่าว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำเกษตรกรเริ่มไปมาหาสู่เพื่อช่วยกันหาทางออกจากปัญหาวิกฤติหลังสงคราม นั่งรถเมล์ รถไฟไปมาหาสู่ เพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว รวมตัวกันเข้มแข็งในอำเภอ จังหวัด ในเขต ในภาค จนถึงระดับประเทศ และไปถึงระดับประชาคมยุโรปในที่สุด

เครือข่ายเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มีพลังมาก พลังทางการเมืองที่นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องวิ่งไปหา เพราะถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเกษตรกรมีสิทธิ์สอบตก เพราะเครือข่ายของเกษตรกรไม่ได้มีแต่ชาวบ้าน แต่มีชาวเมืองและคนทำวิสาหกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวปลาอาหารการอยู่การกิน

ประสบการณ์ที่สำคัญขององค์กรชุมชนในยุโรปที่ได้ให้บทเรียนแก่ผู้นำเกษตรกรไทย คือ การทำงานเป็นสหกรณ์ การจัดการทรัพยากรและทุนท้องถิ่น อย่างกรณีการเกิดและเติบโตของสหกรณ์น้ำตาลจากผักกาดหวานในเยอรมัน

สหกรณ์น้ำตาลนี้เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ในชุมชน ที่ตัดเงินจากหัวผักกาดหวานที่นำมารวมกันทำน้ำตาลกิโลละไม่กี่บาท กลายเป็นทุนก้อนใหญ่ที่ขยายไปเป็นสหกรณ์ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ จนถึงระดับยุโรปไปเลย

การทำงานที่ประสบผลสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโชคช่วย แต่มาจากการเรียนรู้ การส่งเสริมสนับสนุนโดยรัฐบาลทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่เห็นความสำคัญของ “เศรษฐกิจฐานราก” จริงๆ

ที่เป็นระบบและเห็นขัดเจนที่สุด คือ การส่งเสริม SMEs ที่ฝรั่งเศสและอิตาลี ที่มีกองทุนสนับสนุนและมีหน่วยงานที่ทำการวิจัย ให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านวิชาการแก่ผู้สนใจทำการประกอบการ

ที่ฝรั่งเศสมีการจัดตั้งหน่วยงานเล็กๆ ในจังหวัดต่างๆ เรียกชื่อว่า Boutique de Gestion (BG) ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่ชำนาญการจากภาคธุรกิจเอกชน (การประกอบการและการเงิน) จากภาควิชาการ และจากภาคการเมืองท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สนใจอยากริเริ่มวิสาหกิจ

ศาสตราจารย์ฌอง ปิแอร์ ฮุสเซล เป็นนักภูมิศาสตร์สังคม วิจัยเรื่องประวัติศาสตร์ชาวนาฝรั่งเศส และทำการวิจัยเรื่อง “อิตาลีโมเดล” ได้พบว่า SMEs อิตาลีมีพลังสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจอิตาลี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกษตรและเศรษฐกิจชุมชน (ที่มาร์กซ์เคยทำนายว่า เป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย)

ศาสตราจารย์คนนี้บอกว่า อิตาลีโมเดลนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบให้เศรษฐกิจในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่กรีซ ตุรกี สเปน โปร์ตุเกส และประเทศในแอฟริกาเหนือ

เขาคือหนึ่งในวิทยากรที่กลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยได้พบที่ฝรั่งเศส ผมได้เชิญมาประเทศไทยให้บรรยายประสบการณ์การวิจัยเกี่ยวกับ SMEs ที่อิตาลีและประเทศในเอเชีย เพียงได้อ่านข้อมูลพื้นฐานที่เขาขอให้ผมหาให้เกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพของคนไทยในภาคต่างๆ เขาก็วิเคราะห์ได้อย่างแหลมคมว่า แนวโน้มการพัฒนาของไทยในแต่ละภาคจะไปทางไหนอย่างไร

เขาชำนาญในการ “อ่านข้อมูล” เพราะนอกจากประสบการณ์การวิจัย SMEs ที่อิตาลี เขาได้วิจัยที่ ญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน และได้พบปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายกับอิตาลีในสามประเทศนี้

เขายืนยันว่า นอกจากพื้นฐานการศึกษาของพลเมืองแล้ว บรรยากาศประชาธิปไตย และการสนับสนุนด้านการวิจัยและทุนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะ SMEs ล้วนแต่มีขีดจำกัดในด้านทุน โดยเฉพาะทุนด้านการวิจัยเพื่อให้ได้นวัตกรรม ซึ่งไม่อาจไปแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลายได้

สยามรัฐรายวัน 2 พฤษภาคม 2561

ถ้าวิสาหกิจชุมชนจะมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะเข้มแข็งเติบโต คงต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะ “การเรียนรู้” เพราะถ้าไม่ใช้ปัญญา ก็จะหาแต่งบประมาณ ซึ่งไม่มีวันพอ จึงอยากเล่าเรื่องการเรียนรู้ เบื้องหลังที่มาของวิสาหกิจชุมชน

            มูลนิธิหมู่บ้านได้ประสานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำชุมชน ไม่เพียงแต่ให้มีการพบปะ ไปมาหาสู่ระหว่างจังหวัด ระหว่างภาค แต่รวมไปถึงระหว่างประเทศ ในยุโรปและแอฟริกา

การไปพบกลุ่มเกษตรกรในฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม ทำให้ผู้นำเกษตรกรไทยได้เรียนรู้เรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชุมชน โดยการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่หลากหลายรูปแบบตามเนื้อหางาน และบริบททางสังคม

ผู้นำเกษตรกรไทยได้เห็นการทำงานร่วมกันของชุมชนในยุโรป การรวมกลุ่มใหญ่กลุ่มเล็กตามลักษณะงาน กลุ่มเล็กๆ เช่าซื้อเครื่องมือการเกษตรแพงๆ ด้วยกันเพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า (ไม่ใช่ซื้อรถไถมาไถปีหนึ่งไม่กี่วัน แล้วจอดไว้ให้ขึ้นสนิมใต้ถุนบ้าน หมู่บ้านละหลายสิบคันอย่างบ้านเรา)

สหกรณ์ในยุโรปมีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมานานจนลงตัว ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ไมใช่แข็งตัวจนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้มีสมาชิกมากและมีขนาดใหญ่ แต่ก็คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถแยกย่อยทำอะไรได้สารพัด ไม่ใหญ่แบบเรือเกลือเหมือนบ้านเรา

เรายังได้เรียนรู้เรื่อง “กลุ่มออมทรัพย์” ที่เยอรมัน ซึ่งส่วนใหญ่รวมตัวกันเป็นธนาคารเรียกว่าไรฟายเซ่นแบ้งค์ ตามชื่อของผู้ก่อตั้งเมื่อ ๑๕๐ ปีก่อน ที่พัฒนาไปเป็น “ราโบแบ้งค์” ที่เนเธอร์แลนด์ เป็น “เครดิตยูเนียน” ทีแคนาดาและสหรัฐอเมริกาและแพร่มาถึงเมืองไทย

กลุ่มเกษตรกรที่เยอรมันและฝรั่งเศสเล่าประสการณ์ให้เกษตรกรไทยฟังเพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำรอยพวกเขา และให้ได้วิชาจากการเรียนลัดในเรื่องการประกอบการ การออมทรัพย์ การจัดการทรัพยากรชุมชน และที่สำคัญ การสร้างเครือข่าย

พวกเขาเล่าว่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้นำเกษตรกรเริ่มไปมาหาสู่เพื่อช่วยกันหาทางออกจากปัญหาวิกฤติหลังสงคราม นั่งรถเมล์ รถไฟไปมาหาสู่ เพราะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว รวมตัวกันเข้มแข็งในอำเภอ จังหวัด ในเขต ในภาค จนถึงระดับประเทศ และไปถึงระดับประชาคมยุโรปในที่สุด

เครือข่ายเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มีพลังมาก พลังทางการเมืองที่นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องวิ่งไปหา เพราะถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มเกษตรกรมีสิทธิ์สอบตก เพราะเครือข่ายของเกษตรกรไม่ได้มีแต่ชาวบ้าน แต่มีชาวเมืองและคนทำวิสาหกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวปลาอาหารการอยู่การกิน

ประสบการณ์ที่สำคัญขององค์กรชุมชนในยุโรปที่ได้ให้บทเรียนแก่ผู้นำเกษตรกรไทย คือ การทำงานเป็นสหกรณ์ การจัดการทรัพยากรและทุนท้องถิ่น อย่างกรณีการเกิดและเติบโตของสหกรณ์น้ำตาลจากผักกาดหวานในเยอรมัน

สหกรณ์น้ำตาลนี้เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ในชุมชน ที่ตัดเงินจากหัวผักกาดหวานที่นำมารวมกันทำน้ำตาลกิโลละไม่กี่บาท กลายเป็นทุนก้อนใหญ่ที่ขยายไปเป็นสหกรณ์ระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ จนถึงระดับยุโรปไปเลย

การทำงานที่ประสบผลสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโชคช่วย แต่มาจากการเรียนรู้ การส่งเสริมสนับสนุนโดยรัฐบาลทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่เห็นความสำคัญของ “เศรษฐกิจฐานราก” จริงๆ

ที่เป็นระบบและเห็นขัดเจนที่สุด คือ การส่งเสริม SMEs ที่ฝรั่งเศสและอิตาลี ที่มีกองทุนสนับสนุนและมีหน่วยงานที่ทำการวิจัย ให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านวิชาการแก่ผู้สนใจทำการประกอบการ

ที่ฝรั่งเศสมีการจัดตั้งหน่วยงานเล็กๆ ในจังหวัดต่างๆ เรียกชื่อว่า Boutique de Gestion (BG) ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่ชำนาญการจากภาคธุรกิจเอกชน (การประกอบการและการเงิน) จากภาควิชาการ และจากภาคการเมืองท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สนใจอยากริเริ่มวิสาหกิจ

ศาสตราจารย์ฌอง ปิแอร์ ฮุสเซล เป็นนักภูมิศาสตร์สังคม วิจัยเรื่องประวัติศาสตร์ชาวนาฝรั่งเศส และทำการวิจัยเรื่อง “อิตาลีโมเดล” ได้พบว่า SMEs อิตาลีมีพลังสำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจอิตาลี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเกษตรและเศรษฐกิจชุมชน (ที่มาร์กซ์เคยทำนายว่า เป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย)

ศาสตราจารย์คนนี้บอกว่า อิตาลีโมเดลนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบให้เศรษฐกิจในประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่กรีซ ตุรกี สเปน โปร์ตุเกส และประเทศในแอฟริกาเหนือ

เขาคือหนึ่งในวิทยากรที่กลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยได้พบที่ฝรั่งเศส ผมได้เชิญมาประเทศไทยให้บรรยายประสบการณ์การวิจัยเกี่ยวกับ SMEs ที่อิตาลีและประเทศในเอเชีย เพียงได้อ่านข้อมูลพื้นฐานที่เขาขอให้ผมหาให้เกี่ยวกับการศึกษาและอาชีพของคนไทยในภาคต่างๆ เขาก็วิเคราะห์ได้อย่างแหลมคมว่า แนวโน้มการพัฒนาของไทยในแต่ละภาคจะไปทางไหนอย่างไร

เขาชำนาญในการ “อ่านข้อมูล” เพราะนอกจากประสบการณ์การวิจัย SMEs ที่อิตาลี เขาได้วิจัยที่ ญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน และได้พบปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายกับอิตาลีในสามประเทศนี้

เขายืนยันว่า นอกจากพื้นฐานการศึกษาของพลเมืองแล้ว บรรยากาศประชาธิปไตย และการสนับสนุนด้านการวิจัยและทุนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะ SMEs ล้วนแต่มีขีดจำกัดในด้านทุน โดยเฉพาะทุนด้านการวิจัยเพื่อให้ได้นวัตกรรม ซึ่งไม่อาจไปแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหลายได้

สยามรัฐรายวัน 25 เมษายน 2561

เห็นข่าวว่าวิสาหกิจชุมชนกำลังจะเป็น “นิติบุคคล” และกำลังถูกปรับโฉมใหม่ ก็อยากให้ข้อมูลและข้อคิด เพื่อจะได้รู้ที่มา ที่อาจจะช่วยให้รู้ที่ไปได้ดีขึ้น

                เมื่อปี ๒๕๔๔ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีได้เชิญผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มลิม คุณลุงประยงค์ รณรงค์ และผมไปให้ข้อมูลและชี้แจงร่างพรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง “ครม.ทักษิณ ๑” ได้ให้ความเห็นชอบในการประชุมครม.สัญจรครั้แรกที่เชียงใหม่ หลังจากได้เป็นรัฐบาลหมาดๆ ในปีนั้น

            กฤษฎีกาถามว่า ประเทศอื่นเขามีพรบ.แบบนี้ไหม ผมตอบว่า ไม่มีครับ ก็ได้รับคำถามกลับมาว่า แล้วทำไมบ้านเราต้องมี

            ผมได้เรียนชี้แจงไปว่า บ้านเรามีรถทัวร์คันใหญ่ๆ วิ่งระหว่างกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัด คนอยากกลับไปหมู่บ้านต้องนั่งรถต่ออีกหลายทอด ที่กรุงเพทฯ เองก็ต้องนั่งแท้กซี่ไปหมอชิต วันนี้จึงมีรถตู้วิ่งรับผู้โดยสารที่พักในกรุงเทพฯ ไปส่งถึงหมู่บ้านในต่างจังหวัดทั่วประเทศ

            สหกรณ์เหมือนรถทัวร์คันใหญ่ไม่สะดวกเท่ารถตู้ ซึ่งเล็กๆ คล่องตัว เปรียบได้กับวิสาหกิจชุมชนที่ ชาวบ้าน ๗-๘ คนรวมตัวกันประกอบการในหมู่บ้าน จัดการการผลิต การแปรรูป การขาย รวมไปถึงการจัดการทรัพยากรและทุนชุมชนอื่นๆ ร่วมกัน

            ผมได้อธิบายต่อไปว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว เขามีพรบ.สหกรณ์และกฎหมายอื่นๆ ที่ส่งเสริมการรวมตัวกันเพื่อดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว มีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรจริงๆ หรือที่เดินมาร์ก ไม่มีพรบ.สหกรณ์ด้วยซ้ำ บอกว่ามีรัฐธรรมนูญที่ให้คนมีสิทธิรวมตัวกันก็เพียงพอแล้ว

ถ้าบ้านเราเจริญก้าวหน้าได้ขนาดนั้นก็จะดี แต่ถ้ายังไม่มีประชาธิปไตย ยังไม่เติบโตเหมือนต้นใหม่เล็กๆ ที่อ่อนแอก็ย่อมต้องการไม้ค้ำมากหน่อย เผื่อว่าลมแพงจะได้ไม่ล้ม กฎหมายเป็นไม้ค้ำ

            สี่ปีให้หลัง (๒๕๔๘) “วิสาหกิจชุมชน” ก็ผ่านกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ออกมาเป็นกฎหมาย แต่ก็ผิดเพี้ยนไปจากร่างเดิมที่เสนอโดยเครือข่ายผู้นำชุมชนและกระทรวงเกษตรฯ

            มีอยู่ ๓ ประเด็นสำคัญที่ถูกตัดออกไป คือ ๑) วิสาหกิจชุมชนเป็นนิติบุคคล ๒) กองทุนเพื่อส่งเสริมสนับสนุน ๓) สถาบันเพื่อการวิจัยเพื่อสนับสนุนทางวิชาการ

            คำอธิบายที่ได้รับจากผู้เกี่ยวข้องในการแปรญัตติ คือ ๑) มีสหกรณ์ มีกลุ่มเกษตรกร อยู่แล้ว รวมทั้งมีบริษัท ห้างหุ้นส่วนจำกัด เป็นนิติบุคคลที่รองรับได้

            ๒) มีธกส. มีธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงโทย และสถาบันการเงินมากมายที่ส่งเสริมสนับสนุนได้อยู่แล้ว ๓) มีสถาบันอุดมศึกษาทุกจังหวัด สามารถสนับสนุนด้วยการวิจัยและให้ความรู้วิชาการได้

            ฟํงดูก็มีเหตุผล แต่ผมก็ได้พยายามให้คำอธิบายหลายครั้งว่า ถ้าไม่มี ๓ เงื่อนไขดังกล่าว ก็คงยากที่จะทำให้เกิดวิสาหกิจชุมชนได้ เพราะหน่วยงานต่างๆ มีหน้าที่มากมายอยู่แล้ว เรื่องวิสาหกิจชุมชนเป็นเรื่องใหม่ ถ้าหากเป็นแค่เรื่องฝาก ไม่มีการส่งเสริมจริงๆ ก็จะไม่เกิด หรือไม่โต ไม่พัฒนา

            วันนี้มีวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศประมาณ ๘๐,๐๐๐ แห่ง เป็น “ของจริง” กี่แห่ง เข้มแข็งจริงกี่แห่ง ตั้งไว้เฉยๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลยอีกเท่าไรก็ไม่ทราบ รอแต่รับความช่วยเหลือจากรัฐและภายนอก ทั้งๆ ที่เจตนารมณ์ดั้งเดิมของพรบ.นี้ต้องการช่วยให้ชุมชนเติบโตและพึ่งพาตนเองให้ได้

            วิสาหกิจชุมชนเป็นหนึ่งในน้อยพรบ.ที่มาจาก “ชาวบ้าน” มาจาก “ฐานราก” โดยมูลนิธิหมู่บ้านได้ระดมปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนทั่วประเทศมาช่วยกันร่างพรบ.ฉบับนี้ โดยมีนักกฎหมายเข้ามาช่วยร่างให้เป็นกฎหมาย นำเสนอร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ

            มูลนิธิหมู่บ้านก่อตั้งเมื่อปี ๒๕๓๑ ทำงานด้วยแนวคิดการพัฒนาส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น เครือข่ายชาวบ้านเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อใช้ทุนชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการพึ่งตนเอง

            มูลนิธิหมู่บ้านทำการวิจัยชุมชนร่วมกับชาวบ้าน ทำข้อมูลหมู่บ้านเพื่อค้นหาศักยภาพของชุมชน ได้รวบรวมประสบการณ์ของการทำธุรกิจของชาวบ้านในรูปแบบต่างๆ ได้พบว่า ชาวบ้านมีศักยภาพสูงที่จะทำการประกอบการ ถ้าได้รับการส่งเสริมสนับสนุนอย่างเหมาะสม

            จึงได้ทดลองประสานงานผู้นำชุมชนภาคใต้เพื่อค้นหาแนวทางในการทำการประกอบการ ได้พบเรื่องการทำโรงงานแป้งขนมจีนน่าจะเป็นอะไรที่ทำได้ดี จึงมีการศึกษาวิจัย การไปเรียนรู้ดูงานที่อีสานและภาคกลาง เตรียมตัวเป็นปีจึงได้ลงมือทำโครงการนี้ที่พรหมคีรี นครศรีธรรมราช

            ผู้นำชุมชนถกเถียงกันว่า จะจดเป็นอะไรดี เป็นสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกร เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด วิเคราะห์กันแล้วไม่มีอันไหนเหมาะสมกับสิ่งที่ชาวบ้านกำลังจะทำ คำว่า “วิสาหกิจชุมชน” จึงถูกเสนอ และเกิดมาจากเวทีนี้ที่สรุปว่า คำนี้จะน่าเป็น “ทางเลือก” หรือ “นิยามใหม่” ให้ธุรกิจชุมชน

            ความหมาย คือ ทำอย่างไรให้มีสถานภาพที่ไม่ใช้ทั้งสหกรณ์ ไม่ทั้งบริษัท แต่เป็นอะไรที่เล็กๆ มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ชาวบ้านพัฒนาตนเองและการประกอบการในชุมชนได้อย่างคล่องตัว โดยมีสมาชิก อย่างน้อย ๗-๘ คนก์เป็นทำการประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชนได้

            โรงงานแป้งขนมจีนไม่มีทางเลือก ต้องจดเป็นบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน ๕ ล้านบาทที่ระดมทุนจากชุมชนและผู้นำจากหลายจังหวัด และแม้มีข้อจำกัดมากมาย ก็ยังทำการประกอบการได้ดี ผลิตแป้งขนมจีนส่งไปทั่วภาคใต้และมาถึงกรุงเทพฯ

ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงทุกวันนี้ ปันผลให้ผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๐ ทุกปี