phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (548)

สยามรัฐรายวัน 27 มิถุนายน 2561

ข่าวไทยพีบีเอสวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาเสนอเรื่องฝายกั้นน้ำอย่างน่าสนใจ เป็นโครงการสร้างฝาย 1,097 แห่งใน 45 จังหวัด งบประมาณ 109 ล้าน กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดูแล

            ข่าวเล่าเรื่องชาวตำบลทุ่งยายชี อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงทรา ที่ไม่ขอรับงบประมาณจากรัฐบาลที่ให้สร้างฝาย 10 แห่ง ประมาณ 1 ล้านบาท โดยผู้นำชุมชนบอกว่า มีฝายอยู่แล้ว 20 แห่ง ที่ชาวบ้านสร้างเองโดยไม่ได้ใช้งบประมาณจากรัฐแม้แต่บาทเดียว

            ฝายที่ชาวบ้านสร้างเป็น “ฝายมีชีวิต” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ ดร.ดำรง โยธารักษ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิตปากพนัง นครศรีธรรมราช ได้ร่วมมือกับเพื่อนที่กรมป่าไม้พัฒนาเป็นต้นแบบและแพร่หลายไปทั่วประเทศในขณะนี้ และสร้างสถาบันขึ้นมาเพื่อพัฒนาครูฝายกระจายไปทุกจังหวัด

            กรณีที่ชาวบ้านปฏิเสธโครงการฝายจากรัฐที่ทุ่งยายชี ไม่ใช่เพียงเพราะมีอยู่แล้ว 20 แห่ง แต่เพราะหน่วยงานของรัฐเสนอแบบก่อสร้างและรายละเอียดการใช้งบประมาณไว้เสร็จ ต้องใช้ปูนหินดินทราย ไปถึงถุงกระสอบและค่าแรงเท่าไร ต่างจาก “ฝายมีชีวิต” ทีใช้ไม้ไผ่และวัสดุในท้องถิ่นทั้งหมด ไม่ใช้ปูน

            ผู้นำชุมชนทุ่งยายชีบอกว่า การใช้ปูนทำให้ต้นไม้ที่ปลูกริมน้ำไม่สามารถชอนไชรากได้ ไม่มีบันไดให้ปลาขึ้นไปวางไข่ ขณะที่ฝายมีชีวิตเกื้อกูลธรรมชาติ เน้นที่การอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์น้ำ ปลูกไม้หลายชนิด (ดร.ดำรงรวบรวมไว้กว่า 80 ชนิด) ที่ช่วยอุ้มน้ำอุ้มดินและ “เป็นฝาย” แทนไม้ไผ่ที่จะผุพังไปในที่สุด

            ในข่าว คุณทวี สาธุชาติ อดีตกำนันตำบลทุ่งยายชีบอกว่า “ไม่อยากได้งบมา เพราะจะมีอะไรตามมาหลายอย่าง เรามีศักยภาพพอทำได้ ชาวบ้านร่วมมือร่วมไม้ ร่วมสมามัคคี ร่วมพลังกัน” “เงินสร้างฝายได้ก็จริง แต่ถ้าคนสร้างฝาย ฝายก็สร้างคน สร้างสิ่งแวดล้อม”

โครงการร้อยล้าน พันฝาย 45 จังหวัดทำไปแล้ว 40 จังหวัด เป็น ”ไทยนิยม” ที่รัฐบาลนี้เร่งรัดให้เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดหลายแห่งก็ส่งเสริมการแก้ปัญหานี้โดยไม่ได้รองบประมาณจากรัฐ อย่างกรณีผู้ว่าฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ส่งเสริมให้ชุมชนร่วมมือกันสร้างฝายมีชีวิต และท่านคงไม่ได้ไปบังคับชาวบ้านให้รับโครงการนี้ที่ตำบลทุ่งยายชี

เช่นเดียวกับผู้ว่าณรงค์ วุ่นซิ้ว ที่ชัยภูมิที่ระดมพลังประชาสังคมปลูกต้นไม้และทำฝายมีชีวิต 110 แห่งในเขตอุทยานตาดโดน พื้นที่ 14,000 ไร่ที่รัฐทวงคืนจากผู้บุกรุก ฟื้นฟูธรรมชาติ พัฒนาป่าโลใหญ่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ

นับเป็นโครงการที่แสดงความเข้าใจในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติที่มีหลักคิดที่เป็นองค์รวม ไม่แยกส่วนคิดแต่เรื่องฝายกั้นน้ำ แต่รวมความไปถึงการปลูกไม้ไว้เป็นที่เก็บน้ำไว้พร้อมกับฝายมีชีวิต

ผู้นำที่ชัยภูมิให้ข้อมูลว่า จังหวัดนี้ได้รับงบประมาณทำฝาย 70 แห่ง มากกว่าทุกจังหวัด พยายามประนีประนอมให้ “ฝายไทยนิยม” (ฝายปูน) กับ “ฝายชุมชนนิยม” (ฝายมีชีวิต) อยู่ร่วมกันได้ คือเอาฝายปูนไว้กลางน้ำ เพราะไม่มีบันไดปลา ไม่มีหูช้าง อยู่โดดๆ ไม่นานก็จะถูกน้ำเซาะพัง ฝายชีวิตช่วยไว้ได้

ก็คงเป็นการหาทางออกให้ประชานิยมแบบประนีประนอม ซึ่งรัฐบาลนี้น่าจะสรุปบทเรียนและไม่ทำงานแบบสั่งการ (top down) ทำโครงการสำเร็จรูปไปสั่งให้ชาวบ้านทำฝายแบบปูพรม โดยไม่มีส่วนร่วม ไม่เคยไปถามด้วยซ้ำว่า อยากได้หรือไม่ ควรทำที่ไหน ราชการคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่า

เคยไปสำรวจโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กทั่วภาคอีสานเมื่อ 25 ปีก่อนให้โครงการไทยออสเตรเลียที่ทำเรื่องน้ำ พบว่าไม่ถึงร้อยละ 15 ที่ใช้การได้ ส่วนใหญ่ไปขุดบ่อ ขุดสระให้หมู่บ้านโดยชาวบ้านหลายแห่งไม่เคยรู้เรื่อง อยู่ไกลเกินไปบ้าง อยู่ต่ำกว่าที่นาที่สวนบ้าง ไม่รู้จะเอาน้ำไปใช้ได้อย่างไร ส่วนใหญ่เป็นที่วัวควายไปกินน้ำไปอาบน้ำ

รัฐบาลที่ผ่านๆ มาส่งเสริมการทำ “ฝายแม้ว” ไว้มาก มาวันนี้ก็ทำฝายกันต่อ เกิดเรื่องที่ทาง ปปง.บอกว่า “ฝายหาย” เพราะไม่รู้ไปสร้างไว้ที่ไหน ในป่าในดง ไม่สามารถไปตรวจสอบได้ หรืออาจไม่มี

โครงการทำฝายเป็นตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลควรทบทวนนโยบาย ชุมชนมีพลังที่เป็น “ต้นทุน” มีทรัพยากรมากกว่างบประมาณที่รัฐไปช่วยชาวบ้านเป็นร้อยเป็นพันเท่า แต่รัฐบาลไม่เข้าใจ จึงได้แต่สั่งการเหมือนว่าชาวบ้านไม่มีอะไร ยังคิดแบบโบราณว่าชาวบ้าน “โง่ จน เจ็บ”

ที่ชัยภูมิ นายอำเภอหนองบัวแดงให้นโยบายสร้างฝายมีชีวิตหมู่บ้านละ 1 แห่ง นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของการ “ปูพรม” ได้แต่ “รูปแบบ” ไม่ได้ “เนื้อหา-กระบวนการ-คุณค่า” อาจจะได้แต่ปริมาณ แต่เมื่อขาดกระบวนการที่ดี ไม่มีการเรียนรู้ ไม่เกิดปัญญา ไม่พัฒนา ไม่นานฝายมีชีวิตก็จะตาย เป็นฝายร้าง

รัฐบาลเร่งรีบใช้จ่ายงบประมาณไทยนิยม เงินลงหมู่บ้านมากมาย ถ้าไม่มีวิธีคิดที่เอาชุมชนเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่คิดถึงบริบท ศักยภาพของแต่ละแห่ง ชุมชนไม่มีส่วนร่วม อาจเป็นความปรารถนาดีประสงค์ร้าย ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ชุมชนแตกแยก และเป็นโอกาสการโกงให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ

เชื่อมหาตมะคานธีสักหน่อยก็ดี คนที่ชาวอินเดียยกย่องเป็นบิดาแห่งชาติ ท่านบอกว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ที่ชาวบ้านลำบากยากแค้นเ พราะรัฐรวบอำนาจ ผูดขาดนโยบาย การใช้งบประมาณ

หรือไม่ก็คิดถึงคุณยายยิ้มที่พิษณุโลก ที่เข้าไปอยู่ในป่าคนเดียวกว่า 20 ปี ทุกวันจะออกจากที่พักไปสร้างฝาย เพื่อเก็บน้ำไว้ในป่า ตอนนี้คงได้ 20 ฝายเพื่อถวายในหลวง

โครงการพระราชดำริ 4,741 โครงการ 3,248 เป็นเรื่องน้ำ ศาสตร์พระราชาในเรื่องนี้ยิ่งใหญ่มากไม่ได้เริ่มจากงบประมาณ แต่มาจากใจ “ระเบิดจากข้างใน” จึง “เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา”

สยามรัฐรายวัน 20 มิถุนายน 2561

เขียนเรื่องวิสาหกิจุมชนมาหลายตอน ขอสรุปสรุปว่า “แก่น” ของวิสาหกิจชุมชน คือ “การเรียนรู้คือหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง”

            พูดง่ายแต่ทำยาก เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคทุนนิยม สังคมบ้าบริโภค ที่ครอบงำและบิดเบือน ทำให้ผู้คนสับสนกับเป้าหมายของชีวิต ทำให้วิธีการก็พลอยเพี้ยนไปด้วย แทนที่เป้าหมายจะเป็น “ความสุข” คนก็ถูกยัดเยียดให้คิดว่าเป้าหมายคือ “รวย”

            เพื่อจะรวย คนจึงต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด คิดว่า ถ้ามีเงินแล้วก็จะมีความสุข ซึ่งไม่ว่าจะดูที่ภาพของสังคม หรือของบุคคลก็พบว่าไม่จริง เศรษฐกิจเติบโตทุกปี แต่คนก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นทุกปี

            หลายปีก่อน ประเทศฝรั่งเศสขอให้นายโยเซฟ สติกลิตซ์ และอมาตยา เซน สองนักเศรษฐศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลไปช่วยทำยุทธศาสตร์ช่วยให้คนฝรั่งเศสมีความสุขมากขึ้น เพราะแม้เศรษฐกิจจะโต คนมีเงินมากขึ้น แต่ก็ยังทุกข์ เครียด บ้าและการฆ่าตัวตายไม่ได้ลดลง

            ถ้าการเรียนรู้คือหัวใจ ชุมชนจะพบว่า สิ่งที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่าเงิน คือ ความรู้ อย่างที่ปู่ย่าตายายเคยสอนไว้ว่า “มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน”

            ชุมชนน่าจะสรุปได้ว่า ถ้าไปขอความรู้ มีแต่คนอยากให้ แต่ขอเงินมีแต่คนอยากหนี เพราะไม่มีจะให้ ขอความรู้ ได้ความรู้ แปรความรู้เป็นเงิน จะได้เป็นร้อยเท่าพันทวี

            ถ้าเรียนรู้จริงๆ ก็จะพบว่า ทุนในชุมชนมีมากเพียงพอเพื่อจะอยู่อย่างพอเพียง ทุนทรัพยากร ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ชุมชนต้นแบบจำนวนมากยืนยันเรื่องนี้ ที่ไม่ได้พัฒนาเพราะมีงบอัดฉีด เหมือนไม้ในกระถาง เขารดก็สดชื่น เขาไม่รดก็เหี่ยวเฉา

            ทุนทางสังคมเป็น “ทรัสท์” (trust) ความวางใจที่เป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูล ทำให้ชุมชนอยู่รอด เป็นทุนที่ต้องฟื้นฟูบูรณะและรักษาไว้ให้มั่น เพราะไม่มีทุนนี้ ต่างคนต่างอยู่ ชุมชนอ่อนแอ ไม่มีวิสาหกิจชุมชนไหนจะอยู่รอดได้

ลึกๆ แล้ว ทุนนิยมมีอำนาจในการแบ่งแยกและปกครองยิ่งกว่าอำนาจเผด็จการใด เพราะไปทำลายทุนทางสังคม ทำให้ผู้คนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่สามารถรวมตัวกันได้ ครอบงำทำให้ไม่รู้จักเรียนรู้ ทำให้พึ่งพาตนเองไม่ได้ คิดว่าต้องมี “เงิน” เท่านั้นจึงจะอยู่รอดได้

หน่วยงานราชการก็ดี อปท.ก็ดี ต่างก็พาชาวบ้านไป “ดูงาน” อ้างว่าไปเรียนรู้ แม้จะรู้กันดีว่า ส่วนหนึ่งเพียงเพื่อไปใช้งบประมาณ (ที่เหลือตอนปลายปี) และหาเสียง ไม่ได้มีการเรียนรู้จริง ส่วนใหญ่พาไปดูแบบผิวเผิน เห็นแล้วก็ลืม ไม่ได้ประโยชน์อะไร

การเรียนรู้ดูงานที่ดี จะได้แรงบันดาลใจให้นำสิ่งที่พบเห็นไปสู่การปฏิบัติด้วยตนเองให้ได้ความรู้จริงและเกิดปัญญา เพราะได้ข้อสรุปอย่างน้อยใน 4 ประเด็น คือ ได้เห็นรูปแบบ (form) เนื้อหา (content) กระบวนการ (process) และคุณค่า (values)

ไม่เช่นนั้นจะเหมือนคนไปดูงานที่สวนวนเกษตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่แปดริ้ว แล้วสรุปว่า ไม่เห็นมีอะไรเลย เห็นแต่ป่า มีต้นไม้มากมาย ไม่รู้มีรายได้จากอะไร แต่คนฉลาด เรียนรู้เป็นได้ “เห็น” ความยิ่งใหญ่ของแนวคิดของ “การเรียนรู้สู่การพึ่งตเนอง” โดยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ของผู้ใหญ่วิบูลย์

คนทั่วไปคิดว่าการเรียนรู้คือการเลียนแบบ เพราะคุ้นเคยกับการท่องหนังสือ ท่องตำราที่คนเขียนไว้สรุปไว้แล้ว ไม่ได้เรียนรู้การแยกแยะ การวิเคราะห์ การเชื่อมโยง การสังเคราะห์ แยกไม่ออกระหว่าง “สิทธิ” กับ “อภิสิทธิ” ระหว่าง “วิธีการ” กับ “หลักการ” ระหว่าง “ระบบ” กับ “ระเบียบ”

เมื่อเรียนรู้คือการเลียนแบบ จึงเฮกันไปเฮกันมา เห็นเขาปลูกอะไรได้ราคาดีก็ปลูกตามเขา เห็นกล้วยราคาหวีละ 50 ก็เฮกันปลูกกล้วยจนเหลือหวีละ 10 บาทยังขายไม่ออก รัฐบาลส่งเสริมอะไรก็เฮตามรัฐบาล

วิสาหกิจชุมชนแตกต่างจากการทำธุรกิจ ชาวบ้านต้องรวมกลุ่มกันจัดการชีวิต จัดการทุนของตนเองเพื่อ “อยู่ให้รอด” ก่อนที่จะ “อยู่ให้รวย” เน้นที่ความร่วมมือ มากกว่าการแข่งขัน การแบ่งปันมากกว่ามุ่งการทำกำไรสูงสุด

วิสาหกิจชุมาชนเป็นพลังสำคัญ เป็นเครื่องมือไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ ถ้าหากเข้าใจในความเป็นศาสตร์และศิลป์ของ “การประกอบการ” หรือ “วิสาหกิจ” นี้

เป็นศาสตร์ คือ เป็นความรู้ที่ต้องเรียนรู้และสร้างใหม่เอง และเป็นศิลป์ คือพลังทางจิตวิญญาณของชุมชน ความเป็นพี่เป็น้อง ความเอื้ออาทรต่อกัน อันเป็นทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของชุมชน

วิสาหกิจชุมชนจะให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” มาก่อน “มูลค่า” ถ้ามูลค่าเป็นเป้าหมาย จะทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ จะแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์มากกว่าร่วมมือ

รัฐบาลหวังดีแต่ประสงค์ร้ายถ้าหากส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนแบบ “ธุรกิจชุมชน” เพราะเท่ากับไปตัดกำลัง ทอนจุดแข็งของชุมชน ซึ่งไม่มีทางเป็นธุรกิจแบบทุนนิยมได้ ถ้าเอาปลาเล็กๆ เข้าไปเลี้ยงกับปลาใหญ่ ในบ่อในกระชังไม่รอดแน่นอน ถูกปลาใหญ่กินหมด

รัฐควรส่งเสริมให้วิส่าหกิจชุมชนเติบโตตามศักยภาพที่แท้จริง ปกป้อง เพื่อให้เติบโตจนพึ่งตนเองได้ โดยรัฐบาลควรชัดเจนว่า ระบบเศรษฐกิจ “เทร็คเดียว” แบบทางด่วนที่บังคับให้ทุกคนขึ้นไปวิ่งแข่งกันนั้น วิสาหกิตจชุมชนวิ่งไปไม่ถึงจุดหมายอย่างแน่นอน เหมือนเอารถอีแต้กไปแข่งกับบีเอ็ม

เศรษฐกิจฐานรากจะอยู่ได้ไม่ใช่เป็นฐานการผลิตและการบริโภคให้เศรษฐกิจใหญ่เท่านั้น แต่ให้มีระบบของตัวเอง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นทึ่งตนเอง” ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้อยู่รอดและมั่นคงได้

สยามรัฐรายวัน 13 มิถุนายน 2561

“อำนาจอาจโกง อำนาจมากก็โกงมาก” ลอร์ดแอ็กตัน คนอังกฤษว่าไว้และอ้างอิงกันทั่วโลก

            อำนาจในรัฐบาล หน่วยงานของรัฐทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ใครมีอำนาจมากเท่าใดก็แนวโน้มที่จะโกงมากเท่านั้น คงไม่ขึ้นกับระบอบการปกครอง เพราะภายใต้รัฐบาลไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตย ประเทศไทยก็มีการโกง

            ภายใต้รัฐบาลทหารในปัจจุบัน ก็มีการโกงกินคอร์รัปชั่น ทั้งรายใหญ่รายย่อย ในกรณีรายเล็กรายน้อยที่เห็นเป็นข่าวทุกวันคงเป็นเพราะมีการร้องเรียน มีการตรวจสอบ แต่คงโกงกันเป็นประเพณีมานานมากแล้ว ตั้งแต่รัฐบาลไหนก็ไม่รู้

            ไปแตะที่ไหนเจอที่นั่น โกงตั้งแต่เงินช่วยเหลือคนจน คนพิการ คนยากไร้ คนไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัย ไร้ญาติขาดมิตร คนเป็นเอดส์ ไม่เว้นแม้แต่เงินบำรุงวัดพระศาสนา ไปจนถึงค่าอาหารกลางวันเด็ก ไม่รู้ว่าหัวใจคนเหล่านี้ทำด้วยอะไร

            คงไม่มีแต่ในกระทรวงที่เป็นข่าว น่าจะมีการโกงทุกหน่วยงานของรัฐ ไม่มากก็น้อย ถ้าหากมีการตรวจสอบกันจริงๆ

            ก็ไม่ผิดที่จะชี้นิ้วประณามคนทำผิด และเร่งเร้าให้มีการพัฒนาบุคลากร ให้มีจิตสำนึก ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ แต่หากว่าระบบยังเป็นเช่นนี้ ทั้งระบบใหญ่ของสังคมและระบบย่อยในองค์กรต่างๆ การโกงก็ยังจะมีต่อไป เพราะมีช่องทางและโอกาส เพราะบรรยากาศ ค่านิยมของสังคมอำนวย

            ตรรกะคือ คนใช้อำนาจได้มาก โกงได้มาก เพราะมีการควบคุมน้อย ใช้อำนาจได้น้อยโกงน้อยเพราะมีระบบการควบคุมและตรวจสอบมาก ทำอย่างไรสังคมไทยจะมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ที่ป้องกันการโกงกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            เมื่อกรุงเทพฯ เริ่มติดตั้งกล้องบนถนนเพื่อแก้ปัญหาจราจร ข่าวว่าวันแรกๆ มีรถยนต์ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร ปาดหน้าขึ้นสะพาน ลงอุโมงค์ ออกจากเส้นทึบ ฝ่าไฟแดง นับแสนคัน มีการส่งใบแจ้งปรับไปถึงบ้าน วันนี้พฤติกรรมดังกล่าวน้อยลงมาก ถ้ามีแต่ตำรวจไปดักตามมุมตามสี่แยก คนไม่กลัว เพราะรู้ว่า จะมีที่ไหนเวลาไหน แต่กล้องวงจรปิดมี 24 ชั่วโมง

            อำนาจผู้บริหารสถานศึกษามีช่องว่างให้โกงมากมายเพราะไม่มีกลไกตรวจสอบ มีแต่หน่วยกล้าตายไปร้องเรียน มีแต่เรื่อง “บังเอิญ” ว่ามีคนไปพบ หรือกรณีขัดแย้งที่โด่งดังขึ้นมา จึง “เกิดเรื่อง”

            สถานศึกษามีคณะกรรมการ มีผู้แทนชุมชนไปร่วม แต่คณะกรรมการเหล่านี้ไม่มีอำนาจ ไม่สามารถไปตรวจสอบงบประมาณ การใช้จ่าย บัญชีของโรงเรียน ไม่มีอำนาจ “อนุมัติ” โครงการ กิจกรรมของโรงเรียน ปากก็อยากให้ชุมชนมีส่วนร่วม แต่ครูใหญ่ครูน้อยยังรวบอำนาจ การโกงก็ย่อมเกิดง่าย

            ข้าราชการที่ยังทำตัวเป็น “เจ้านาย” ไม่เป็นข้ารับใช้ประชาชน ไม่สำนึกว่ากินเงินเดือนจากภาษีประชาชน มีแนวโน้มที่จะไม่ปล่อยให้มีกลไกหรือระบบอะไรมาตรวจสอบการใช้อำนาจของตนเอง

            ผู้นำชุมชนบางคนเป็นกรรมการในโรงเรียน เล่าให้ฟังว่า ในที่ประชุม เมื่อไปตั้งคำถามหรือโต้แย้ง ผู้อำนวยการโรงเรียนก็จะตอกกลับว่า คุณจบอะไรมา ท่าทีดูถูกชาวบ้านแบบนี้ มีโอกาสเมื่อใดก็โกงได้เมื่อนั้น เพราะเริ่มต้นที่ “โกงอำนาจ” ประชาชน ไม่ยอมให้ตรวจสอบ

            การมีอำนาจ มีโอกาส แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าที่เราคิดว่าเป็นผู้นำทางศีลธรรมก็ยังหลงผิดได้ ถ้ามีระบบกลไกที่คอยช่วยเหลือดูแลวัดวาอาราม เงินทองทรัพย์สินของวัดที่เป็นของชุมชนจริงๆ ปัญหาอย่างที่เป็นข่าวคงไม่เกิด ถ้าจะมีก็คงน้อย

            นี่ขนาดคณะกรรมการปฏิรูปศาสนาเสนอให้ทุกวัดทำบัญชีเงินทองของวัดก็ยังมีการต่อต้าน ที่ทำๆ กันก็เป็นวัดที่สมัครใจและถูกยกย่องให้เป็นต้นแบบ แต่ก็ไม่มีกฎระเบียบอะไรที่บังคับ เหมือนกรุงเทพฯ ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งตามถนนหนทาง คนก็ยังทำผิด ยัง “โกงกัน” บนถนนเรื่อยไป

            ถ้าวัดมีมูลนิธิคอยดูแลการเงิน ถ้าทุกโรงเรียนมีคณะกรรมการที่มีอำนาจในการบริหารงบประมาณโรงเรียน เงินอุดหนุน รายได้ แผนงาน โครงการ กิจกรรมของโรงเรียน รายรับ รายจ่าย ถ้าชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการวัดและโรงเรียนจริง วัดและโรงเรียนจะโปรงใส พัฒนาอย่างแน่นอน

            ไม่รอให้มีแต่เรื่อง “บังเอิญ” ที่ดังขึ้นมาแล้วค่อยไปแก้ไขอย่างที่เกิดขึ้นทุกวัน เอาคนผิดมาลงโทษ แล้วก็รอให้เกิดเรื่องอีกโดยไม่มีการสร้างระบบกลไกอะไรขึ้นมา ก็แก้ปัญหากันไม่รู้จบอย่างที่เห็น

            ปัญหาการโกงกินในบ้านเมืองเราวันนี้คล้ายกับโรคเอดส์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ระบาดไปทั่วทุกวงการ ถ้ารัฐบาลยังรวมศูนย์อำนาจ ไม่กระจายอำนาจ ใช้แต่ระบบสั่งการ ไม่ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ไม่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม คงแก้ปัญหาอาหารกลางวัน ปัญหาโรงเรียน ปัญหาวัดไม่ได้

            โรงเรียนที่มีอาหารกลางวันอุดมสมบูรณ์มีหลายแห่ง มีงบต่อหัววันละ 20 บาทเหมือนทุกแห่ง แต่เพราะมี “ปัญญา” ในการพัฒนา “ทุนโรงเรียน” ซึ่งมีมากกว่าเงิน คือ ทุนทางสังคมของชุมชน ที่มีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องอาหารกลางวัน

            ชุมชนพร้อมที่จะให้พันธุ์ปลา พันธุ์ไก่ไข่ ไก่เนื้อ พันธุ์ผัก และอื่นๆ พร้อมที่ช่วยเหลือให้ทั้งความรู้และแรงงานในการเตรียมอาหาร ถ้าหากครูในโรงเรียนเปิดใจเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหา ร่วมพัฒนา นอกจากจะไม่มีการโกงกินแล้ว เด็กและครูก็มีอาหารกินอย่างสมบูรณ์

            สังคมอำนาจ สังคมอุปถัมภ์ กัดกินตัวเอง เพราะไร้ธรรมาภิบาล แม้แต่วัดและโรงเรียนที่น่าจะมี “คุณธรรม” ก็ยังทำหน้าที่ของตนไม่ได้

Thursday, 07 June 2018 05:11

ลิเกหลงโรง

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 6 มิถุนายน 2561

รายการข่าวทีวีที่เอาคนมาวิเคราะห์ และทะเลาะกัน บางวันก็มีสาระ บางวันก็เป็นจำอวดลิเก อย่างวันก่อนที่เอาคนสองกลุ่มที่เชื่อและไม่เชื่อในเรื่องลงองค์ทรงเจ้ามา “ปะทะ-ประชัน” กัน อาจจะมันสำหรับคนจัด แต่ลิเกหลงโรงแบบนี้เปิดไปดูมวยหรือดูนายหม่ำกับพวกยังสนุกกว่า

            มนุษย์อหังการ์มากถ้าหากประกาศว่า อะไรที่อธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เชื่อถือไม่ได้ ชีวิตคนเราไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะอธิบายได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิทยาศาสตร์ ว่ากันจริงๆ แล้ว คนเราอยู่กันด้วยความเชื่อมากกว่าความรู้ อยู่กันด้วยอารมณ์ความรู้สึกและอะไรลึกๆ ที่อธิบายไม่ได้ มากกว่าด้วยเหตุผล

            คนไม่รู้อะไรอีกมากมายนัก โดยเฉพาะเรื่องทางจิต และเพราะเป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” อย่างที่นักปราชญ์ให้คำนิยาม คนเราจึงพยายามหาเหตุผล หาคำตอบในทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่ว่าชาติก่อน ชาตินี้ หรือชาติหน้า สารพัดเรื่องที่อยากรู้

            ทุกยุคทุกสมัยจึงมีหมอดู มีโหร มีคนที่ทำมาหากินบนความอยากรู้ของผู้คน บนความทุกข์ที่ต้องการหาทางออก ความเครียด ความกดดัน ปรากฎการณ์ดังกล่าวน่าจะมีความจริง มีความหมายอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครเชื่อถือและเลิกกันไปหมดแล้ว

            เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่ไปศึกษาเรื่อง “ผีปอบ” กับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญาในขณะนั้น ท่านบอกว่า รอบๆ โรงพยาบาลมี “สำนัก” อยู่ 7-8 แห่ง มีร่างทรงที่ญาติพา “คนที่มีปัญหา” ไปขอให้ช่วย ทั้งก่อนและหลังจากที่ไปพบแพทย์ที่ศรีธัญญา

            คนไทยใช้ศาสตร์อะไรก็ได้ที่ช่วยให้หาย ไม่ว่าวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ซึ่งก็ไม่ได้ดีมีคุณธรรมมากกว่ากันนัก ไม่ใช่ว่ามีแต่คนลงองค์ทรงเจ้าบางคนที่ “หลอก” ชาวบ้าน แพทย์หลายคนและโรงพยาบาลหลายแห่ง บริษัทผลิตยา ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องสำอางค์ ก็ “หลอก” ผู้คนด้วยวีธีการที่แนบเนียนไม่น้อยไปกว่ากัน ทุนนิยมสามานย์ไม่ปรานีใคร

            มีประโยชน์อะไรที่ทีวีจะเอาพระ เอามือปราบสัมภเวสี มาโต้เถียงกับบรรดาร่างทรง เพื่อจะกล่าวหากันเรื่องความจริง ความไม่จริง เรื่องหลอกหรือไม่หลอก ไม่มีผู้ชนะ แพ้ทุกคน รวมทั้งทีวีและพิธีกร

            ถ้าจะทำประโยชน์ให้สังคม ทำไมไม่ไปศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องการลงองค์ทรงเจ้า เรื่องพลังจิตเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาวิเคราะห์ น่าจะประเทืองปัญญามากกว่า จะได้แยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร เพราะได้มีการศึกษาปรากฎการณ์นี้มานานแล้ว เป็นวิทยานิพนธ์ทั้งปริญญาโทปริญญาเอก

            เรื่องจิต เรื่องพลังจิตเป็นอะไรที่ซับซ้อน เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า มีการศึกษาการวิจัยทางวิชาการมากมายทั่วโลก ทั้งปรจิตวิทยา (parapsychology) มิติที่สี่ สัมผัสที่หก จึงไม่ควรสรุปเหมารวมอะไรง่ายๆ ถ้าศึกษาด้วยใจเปิดกว้างก็จะเกิดปัญญาแก่ตนเองและสาธารณะ

            แนะนำคนทำทีวีเปิดดูในยูทูป “เสวนา ตายแล้วเกิดใหม่” ซึ่งจัดโดยยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 โดยผู้ร่วมเสวนา คือ นายแพทย์เฉก ธนะสิริ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี นายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ โดยมีนายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนามเป็นผู้ดำเนินรายการ

            ทุกท่านล้วนเป็นแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาและปฏิบัติ ที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละท่านอย่างน่าสนใจ อาจจะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วที่ท่านเชื่อว่าชาติก่อนท่านเป็นอะไร พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์หรือ

            คงต้องกลับไปถามบาทหลวงตาชาร์ด มิชชันนารีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่บันทึกไว้ว่า ให้เป็นที่ประหลาดใจยิ่งนักที่โหรชาวสยามทำนายสุริยุปราคาผิดไปเพียง 1 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่เชื่อว่าโลกแบน และมีสามโลก (ใต้พิภพ พิภพและสวรรค์) ท่านไม่ได้บันทึกไว้ว่า ท่านเองที่เป็นนักดาราศาสตร์เชื่อว่าโลกกลมทำนายผิดไปกี่ชั่วโมง แต่ละ “ศาสตร์” ล้วนมีตรรกะและวิธีวิทยาของตัวเอง ให้คำตอบและคำอธิบายได้

            คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ไปศึกษาปริญญาเอกทางมานุษยวิทยาการแพทย์ที่ฮาร์วาร์ด เล่าว่า ถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วย “สำนัก” ที่มีการรักษามากมายหลายแบบจากทั่วโลก เขาเอามาตั้งไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาว่า เขาทำกันอย่างไร ได้ผลอย่างไร ทำไมคนจึงยังเชื่อ

            หลายปีก่อน เคยมีงานวิจัยอ้างว่า ที่กรุงเทพฯ มีร่างทรงลงองค์ลงจ้าอยู่ถึง 20,000 คน เป็นสำนักและไม่เป็น ตัวเลขอาจจะมากไป แต่อาจเป็นไปได้ ถ้าคิดว่า คนกรุงเทพฯ เครียด บ้า และมีปัญหาทางจิตใจมาก ต้องการคนช่วยเหลือไม่ว่ารูปแบบใดมากที่สุด

            คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักจิตแพทย์ และถึงรู้ก็คงไม่เชื่อด้วยว่าจะช่วยเหลือตนได้มากกว่าบรรดา “เทพเจ้า” ในร่างทรงทั้งหลาย ด้วยความเชื่อเป็นทุน ไปถึงสำนักอาจหายบ้าหายเครียดไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ได้

            นี่เป็นวิถีแบบไทยๆ แบบบ้านๆ ก็แล้วแต่จะเรียก แต่เป็นวิธีการในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ฝรั่งไปหาจิตแพทย์ คนละวิธีคิด คนละวิธีการ คนละ “กระบวนทัศน์” เท่านั้น

            นักจัดรายการทีวีคนหนึ่งออกมาวิเคราะห์ฟันธงเชิดชูฝรั่งดูถูกคนไทย ว่าเขาใช้จิตแพทย์ ไม่งมงายใช้ร่างทรง แต่คนไทยทั่วไปคิดไม่ต่างจากเติ้ง เสี่ยวผิงว่า แมวดำแมวขาวไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ

            ส่วนเรื่องที่ร่างทรงจะเป็นของจริงหรือของปลอม เป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะตัดสิน ถ้าไม่จริง ต้นตุ๋นหลอกลวง สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ จะเป็นหมอดู เป็นลิเก ก็เรื่องของเขา อย่าเอามาออกทีวีดีกว่า

            การปฏิรูปศาสนา ความเชื่อ ในสังคมไทยไม่เกิด ถ้าไม่ปฏิรูประบบโครงสร้าง (อำนาจ) และไม่ปฏิรูปการศึกษา เราคงจะได้เห็นลิเกหลงโรงในจอทีวี และ “ลิเกโรงใหญ่” ใน “การเมือง” กันต่อไป