phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (590)

ในแวดวงการเมืองและสื่อทั่วไป มีการใช้คำ “วาทกรรม” อย่างฟุ่มเฟือยและผิดความหมาย ถูกลดทอนทำให้กลายเป็นเพียงวาทศิลป์ การตีฝีปาก การแสดงโวหาร ไปจนถึงการเล่นลิ้นแบบศรีธนญชัย ตรรกะแบบฉลาดแกมโกง

เมื่อมีการบอกว่า คำ วลี หนึ่ง “เป็นเพียงวาทกรรม” แสดงว่า ผู้พูดสับสนความหมายของวาทกรรม ที่แปลมาจาภาษาฝรั่งว่า discourse

            ความหมายของ “วาทกรรม” ดั้งเดิมในแวดวงปรัชญาและมานุษยวิทยา สังคมวิทยาที่มาจากตะวันตกนั้นลึกกว่า ซับซ้อนกว่า วาทกรรมเป็นการแสดงออกถึงแนวคิด ตรรกะ และพลังอำนาจแบบหนึ่ง

อย่างคำว่า “โง่ จน เจ็บ” เป็นวาทกรรม เพราะแสดงถึงวิธีคิดแบบหนึ่ง วิธีมองของผู้มีอำนาจ แบบ top down ในการพัฒนา ที่นำมาซึ่งแผนการทำงานที่สะท้อนวิธีคิด ที่มองชาวบ้านต่ำกว่า โง่กว่า จนกว่า จึงไปยัดเยียดการพัฒนาให้ชาวบ้าน หลายอย่างเป็นความปรารถนาดีที่ประสงค์ร้าย

ชาวบ้านจึงไม่เคยพ้นจากความยากจน และนักการเมืองก็ได้แต่ “ตีฝีปาก” เสนอนโยบายแบบขายฝัน ที่พอไปเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ทำ สิ่งที่นักการเมืองพูดนั้นเป็น ”การแสดงโวหาร” หรือ “การอวดวาทศิลป์” หรือ “การตีฝีปาก” มากกว่า ไม่ใช่วาทกรรม

(เสรี พพ 15 มีนาคม 2562)

Wednesday, 13 March 2019 15:10

DNA ความรุนแรง

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 13 มีนาคม 2562

องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลว่า ความรุนแรงทางเพศต่อสตรีในไทยที่มีการแจ้งความร้องทุกข์ปีหนึ่ง 30,000 ราย โดยเป็นเด็กและเยาวชนอายุ 5-20 ปี ร้อยละ 60 ไม่ร้องทุกข์อีกเท่าไรไม่ทราบ   

                เวปไซต์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.violence.in.th ให้ตัวเลขสถิติละเอียดมากมายและน่าตกใจ

                เช่น ความรุนแรงทางเพศที่มีการแจ้งความร้องทุกข์ ปี 2558 จากการให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่มาขอรับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขว่า ความรุนแรงต่อเด็กเป็นความรุนแรงทางเพศมากที่สุด คือร้อยละ 62.55 รองลงมาคือความรุนแรงทางกาย ร้อยละ 22.92

ในขณะที่ความรุนแรงต่อสตรี เป็นความรุนแรงทางกายมากที่สุด คือร้อยละ 67.18 รองลงมาคือทางเพศ ร้อยละ 22.56 ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กส่วนใหญ่เกิดในยครอบครัว สามีภรรยา ลูก คนรัก ญาติ

ที่ปรากฎเป็นข่าว ยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย ไม่ว่าอาชญากรรมรายวัน การตีกันของนักเรียนกลางถนน ไปจนถึงกรณีการบุกโรงเรียนทำร้ายครูนักเรียนที่กำลังสอบ ที่บางคนเรียกว่า “2562 อันธพาลครองเมือง”

ในวัฒนธรรมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ไม่ว่าประเทศไหน ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหากันทั้งนั้น เพราะความรุนแรงอยู่ใน DNA ของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ชาย ถ้าไม่มีวิธีการควบคุมที่ดี ก็จะมีลักษณะเหมือนสัตว์ป่าม้าพยศที่แสดงออกด้วยสัญชาติญาณดิบ

อ้างปัญหาสาเหตุสารพัดอะไรก็ได้ ไม่ว่าแอลกอฮอล์ อารมณ์ทางเพศ ความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาต่างๆ นานา แล้วทำไมคนที่มีปัญหาเช่นนั้นจึงไม่สร้างความรุนแรงกันทุกคน ทำไมคนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเดียวกันจึงสามารถควบคุมได้ ทั้งป้องกันและแก้ไข

โทษโครงสร้างก็ได้ เพราะสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง สถิติอาชญากรรมและความรุนแรงมากใน 20 อันดับแรกจึงเป็นประเทศยากจน ประเทศกำลังพัฒนา ยกเว้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในอันดับต้นๆ ของโลก โชคดีที่ไม่มีชื่อประเทศไทยใน 20 อันดับแรก

เขียนเรื่องความรุนแรง เพราะไม่เห็นนโยบายของพรรคไหนที่เกี่ยวโยงไปถึงแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง การละเมิดทางเพศ ดูเหมือนว่าปัญหาของคนไทยมีแต่ปากท้องเท่านั้น จึงเห็นแต่นโยบายลดแลกแจกแถมกันทุกพรรค

วันนี้ขอเสนอให้ทำอะไรเล็กๆ ให้ลูกให้หลานก็แล้วกัน แนะนำไปอ่านหนังสือเล็กๆ 2 เล่ม ต้นส้มแสนรัก กับเจ้าชายน้อย ถึงเคยอ่านแล้วก็อ่านอีกได้ เพราะอ่านทุกครั้งจะได้อะไรใหม่ๆ เสมอ

ต้นส้มแสนรัก เป็นเรื่องของเซเซ่ เด็กน้อยในสลัมเมืองใหญ่ของบราซิล ตัวแทนของเด็กจำนวนมากที่เกิดในครอบครัวยากจน เขาถูกตี ถูกทำโทษเกือบทุกวัน ผิดเล็กผิดน้อยเป็นโดนหมด

เซเซ่มีความฝันเหมือนเด็กทั้งหลาย แต่ถูกทำลายโดยผู้ใหญ่ โดยคนในครอบครัว คนในสังคม เรื่องราวของเขาน่าสะเทือนใจมาก ในสายตาของผู้ใหญ่เ ขาเป็นเด็กดื้อ เด็กซน แต่จริงแล้ว เขามีความใฝ่ฝัน ความปรารถนาชีวิตที่ดีกว่า และพยายามไขว้คว้าทุกวิถีทาง แต่ล้วนเป็นทางที่แคบและตีบตัน จึงได้แต่ฝัน เพราะขาดโอกาส

ฉากสุดท้ายที่บีบน้ำตาผู้อ่านได้ทั่วโลก คือ เซเซ่กลับบ้าน พบว่า ต้นส้มที่อยู่หลังบ้านถูกตัดทิ้งไป เพราะทางการจะขยายถนน ต้นส้มเป็นเพื่อนแสนรักของเซเซ่ เป็น “คนเดียว” ที่เขาพอจะพูดระบายความในใจ ความทุกข์ และความฝันของเขาได้ สังคมได้ทำลายเพื่อนดีที่สุดคนเดียวของเขาไป

ต้นส้มแสนรักมาจากชีวิตของผู้เขียน โฆเซ เดอ วาสคอนเซลอส เอง เขาจึงเขียนได้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อแบบถอดวิญญาณมาเขียน เป็นกระจกเงาที่เราอาจจะเห็นตัวเอง เห็นครอบครัวไทยและสังคมไทยในนั้น

เช่นเดียวกับ “เจ้าชายน้อย” ของอองตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี ที่สะท้อนจินตนาการและความฝันของเด็กๆ และของผู้คนจำนวนมาก ที่อยากเห็นชีวิตด้วยสายตาของเด็ก เรียบง่ายและมีความหมาย “แก่นแท้ของชีวิตเราไม่เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยใจ”

เจ้าชายน้อยเดินทางผ่านดวงดาวมาหลายดวง พบคนมากมายหลายประเภท มาถึงโลกด้วยความตื่นเต้นว่าจะได้พบผู้คนเต็มถนนหนทาง แต่ผิดหวัง ได้เห็นคนเพียง 6-7 คนเท่านั้น จึงถามดอกไม้ว่า คนหายไปไหนหมด ดอกไม้ตอบว่า “คนไม่มีรากเหง้า ลมพัดมาแรงๆ หายไปในทะเลทรายหมดเลย”

กระแสงสังคมวันนี้โหดร้ายมาก ล้วนแต่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง สังคมทุนนิยม สังคมบ้าบริโภค ที่สอนว่า “โลภแหละดี” ให้อยากได้มาก อยากมีมาก ชนิด “เป็นหนี้ไม่ว่า ขอให้ได้หน้าเป็นพอ” หรือเป็นหนี้หลายแสนจัดงานบวชลูกไม่ว่า ขอไม่ให้เสียหน้าเป็นพอ อ้างว่า “ทั่วไปเขาทำกันอย่างนี้”

สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยประเพณีที่แสดงออกภายนอก อวดร่ำอวดรวย สนุกสนานเฮฮา กินเหล้าเมายาอย่างไม่มีขอบเขต เลยเถิดไปละเมิดสิทธิ ละเมิดร่างกาย ทำร้ายคนอื่นอย่างไรก็ไม่สนใจ เพราะไม่ได้สติ ถูกล้างสมองด้วยค่านิยมผิดๆ ตัวอย่างเลวๆ ของสังคมรอบข้าง

สังคมไทยบ่มเพาะวัฒนธรรมที่มีพันธุกรรมความรุนแรง เป็นวัฒนธรรมที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง เอาเงินเป็นเป้าหมาย แลกกับศักดิ์ศรี สิทธิ เสรีภาพ และศักยภาพของผู้คน ที่ถูกครอบงำให้คิดและทำตามกระแสหลักที่ “อำนาจกับทุน” สร้างและส่งเสริม กำกับและสนับสนุน

ไม่ถึงกับต้องเอาศาสนามาหาเสียงก็ได้ ถ้าเมืองไทยเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องสิทธิ เสรีภาพ มีกฎหมาย ระบบสังคมที่เป็นธรรม มีระบบการศึกษาที่ดี มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมอันดีงาม ไม่ต้องถึงมั่งคั่งยั่งยืนก็ได้ ขอให้ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข ในสังคมที่น่าจะมีคนดีๆ มากกว่า 6-7 คน

สยามรัฐรายวัน 6 มีนาคม 2562

การตั้งคำถามเป็นศิลปะแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่คำถามก็มีทั้งดีและเลว ถามประเทืองปัญญาก็ได้ปัญญา ถามหาเรื่องก็อาจได้เรื่อง

          อย่างรายการสดทางช่อง ๙ อสมท.เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ที่นำนักศึกษา ๑๐๐ คนที่จะเลือกตั้งเป็นครั้งแรกมาร่วมรายการ แล้วตั้งคำถาม เช่น เห็นด้วยหรือไม่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่ร่วมดีเบต เห็นด้วยหรือไม่ที่ให้ ส.ว. 250 คน โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยหรือไม่ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จำเป็นสำหรับประเทศไทย (โดยที่ไม่ได้ถามเลยว่า มีกี่คนในห้องนั้นที่ได้อ่านและรู้ว่า ยุทธศาสตร์ที่ว่านั้นมีเนื้อหาสาระอะไรบ้าง)

รวมไปถึงเห็นด้วยหรือไม่ ว่าประเทศไทยจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบ ก็ได้ ถ้าทำให้ปากท้องประชาชนดีขึ้น พบว่า “เกือบร้อยคน” ในห้องส่งไม่เห็นด้วย 

จึงไม่แปลกที่มีปฏิกิริยาจากสังคม เพราะการทำรายการแบบนี้ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วันเป็นการถามนำที่มีอคติ ลำเอียง หรือถ้าจะให้แฟร์ ควรตั้งคำถามให้รอบด้านมากกว่านี้ เช่น เห็นด้วยหรือไม่ที่อดีตผู้นำประเทศถูกดำเนินคดีแล้วหนีไปต่างประเทศ เห็นด้วยหรือไม่ที่ทำโครงการจำนำข้าวให้ประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้าน เห็นด้วยหรือไม่ที่นักการเมืองโกงได้ ขอให้พัฒนาประเทศก็พอ ฯลฯ

ถ้าทำโพลถามคนไทยไม่ว่าอายุเท่าไร อาชีพอะไร ทั่วประเทศว่า คุณเชื่อในศาสนาไหม เกือบทั้งร้อยจะเชื่อ แต่ถ้าถามว่าที่คุณบอกว่านับถือศาสนาพุทธ คุณถือศีล ๕ ได้กี่ข้อ คุณไปวัด ทำบุญ คุณทำสมาธิ สวดมนต์หรือไม่ แล้วลองมาประเมินใหม่ว่านับถือศาสนาจริงหรือ

ถามคนไทยสิว่า รักสันติหรือไม่ ทุกคนจะบอกรักสันติภาพ และชอบอ้างว่าประเทศนี้รักสันติ แต่บ้านเมืองนี้มีเหตุการณ์ที่น่าสลดหดหู่ที่ฆ่ากันตายมากมายอย่าง ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และที่ฆ่ากันตายเกือบทุกวันที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งฆ่ากันตายทั่วประเทศที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวอีกเท่าไร

คำถามเลวอาจเป็นคำถามฉลาดก็ได้โง่ก็ได้ คำถามที่ฉลาดแต่โง่ก็มี คนถูกถามมักจะพยายามหาคำตอบที่มีในใจคนถาม เป็นคำถามที่โง่ เพราะไม่ได้ทำให้เกิดความรู้เกิดปัญญา ไม่ได้ทำให้คิดได้ คิดเป็น เพราะได้แต่พยายามตอบสิ่งที่คาดว่าอยู่ในใจผู้ถาม หรือมีในตำราหรือที่ไหนสักแห่ง

ปัญหาการศึกษาไทย คือ การสอนให้คนรู้แต่คำตอบ แต่ไม่สอนให้ตั้งคำถาม ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็นในบ้านเมือง คือ การคิดอะไรใหม่ คิดนวัตกรรมไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีการเรียนรู้มีแต่เลียนแบบ เฮกันไปเฮกันมา เห็นเขาปลูกอ้อยก็อ้อย มันก็มัน ปาล์มก็ปาล์ม ทำธุรกิจก็ทำตามๆ กัน เจ๊ง เป็นหนี้

คำถามที่เลวมักจะถามให้คิดไปข้างหลัง ไม่ปลุกเร้าให้คิดไปข้างหน้า ให้เป็นแบบรุก (active) ไม่ใช่ แบบรับ (passive)

รายการทีวีที่สร้างสรรค์ปัญญาก็มีแต่น้อยมาก ที่นำคนมาตอบคำถามแบบที่ต้องคิดเอง เช่น ถ้าคุณได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย คุณจะทำอะไรกับการปกครอง ถ้าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ คุณจะทำอย่างไรกับการศึกษาไทย ไม่แน่ อาจจะได้ความคิดดีๆ ที่นอกกรอบ ทวนกระแส และเป็นอะไรที่มีพลังเพื่อสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงก็ได้ ทำไมรายการแบบนี้ไม่มีให้เห็น หรือคิดว่าคนทั่วไปคิดไม่เป็น ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว

บ้านเมืองนี้ต้องการคนทุกสาขาอาชีพมานำเสนอทางสื่อสาธารณะ ไม่ใช่ทางโซเชียลมีเดียอย่างเดียวที่ด่ากันไปด่ากันมา ไม่ได้ประเทืองปัญญาอะไรเลย ถ้าให้ตัวแทนของคนสาขาอาชีพต่างๆ มานำเสนออย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลต่อไปอาจได้อะไรดีๆ ไปคิดต่อทำต่อก็ได้

คนที่อยากทำสิ่งดีๆ ให้สังคมมีมาก แต่ก็ลองฟังเสียงของ เจ เค โรลิง นักเขียนที่รวยที่สุดในโลก ที่เคยจนมาก อยู่ได้ด้วยเงินสวัสดิการของรัฐ ไปเขียนหนังสือในร้านกาแฟ เธอบอกว่า

“ถ้าคุณเลือกที่จะใช้สถานภาพและอิทธิพลของพวกคุณในการเปล่งเสียงแทนคนที่ไม่มีเสียง ถ้าคุณเลือกที่จะไม่อยู่ข้างผู้มีอำนาจฝ่ายเดียว แต่อยู่ข้างผู้ไร้อำนาจด้วย ถ้าคุณทำอย่างนั้นได้ คนที่จะสรรเสริญการดำรงชีวิตของคุณจะไม่จำกัดอยู่เพียงครอบครัวของคุณ แต่รวมถึงคนนับพันและนับล้านที่คุณช่วยเปลี่ยนแปลงความจริงของพวกเขาให้ดีกว่าเดิม เราไม่ต้องใช้เวทมนตร์ในการเลี่ยนแปลงโลกใบนี้หรอก เรามีพลังที่จะทำอย่างนั้นอยู่ในตัวเราทุกคนแล้ว - เรามีพลังที่จะจินตนาการโลกที่ดีกว่าเดิม”

ไอนส์ไตน์บอกว่า “ถ้าผมมีเวลา ๑ ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหา และชีวิตของผมขึ้นอยู่กับคำตอบนั้น ผมจะใช้เวลา ๕๕ นาทีแรกเพื่อค้นหาคำถามที่เหมาะสม เพราะถ้าผมรู้คำถามที่เหมาะสม ผมจะสามารถแก้ปัญหาได้ภายใน ๕ นาที”

คล้ายกับที่อาบราฮัม ลินคอล์น บอกว่า “ให้เวลาผมตัดต้นไม้ ๘ ชั่วโมง ผมจะใช้เวลา ๗ ชั่วโมงเพื่อลับขวาน”

คนทำ “สื่อมวลชน” ควรเตรียมตัว ทำการบ้านให้ดี ไม่งั้นจะถูกโซเชียลมีเดียประเมินเอาว่า “เราไม่ได้กินหญ้ากินแกลบหรอกนะ” ที่คุณจัดรายการแบบนั้น เราคิดได้ คิดเป็น คุณควรคิดคำถามให้ดี ให้พลังสร้างสรรค์ ที่ไม่ตั้งธงและถามหาคำตอบที่คุณคิดไว้ในใจ

เพราะคุณตั้งธงได้ มีอคติได้ คนอื่นก็ทำแบบคุณได้ นั่นคือที่มาของความขัดแย้งไม่รู้จบ คำถามที่สร้างสรรค์มีพลังไม่ใช่แค่บวก แต่เป็นทวีคูณ เป็น synergy การผนึกกำลัง การสนธิกำลัง จะทำให้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะชอบหรือรังเกียจเพียงใด

สยามรัฐรายวัน 27 กุมภาพันะ์ 2562

ภาษาเกลียดชัง (hate speech) สร้างความแตกแยก ความขัดแย้ง ความรุนแรง และอาชญากรรม ในหลายประเทศจึงมีการตรากฎหมายและโทษทางอาญา

ภาษาเกลียดชัง (hate speech) เป็นพี่น้องท้องเดียวกับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เกลียดชัง (hate propaganda) ซึ่งมีอุดมการณ์หนุนหลัง มีพลังล้างผลาญรุนแรง อย่างนาซีเยอรมันที่ฆ่ายิวไป 6 ล้านคน ฆ่ากันเองในรวันดาเมื่อปี 1994 เพียง 3 เดือนเกือบล้านคน เพราะการปลุกระดมโหมไฟแห่งความโกรธ เกลียด เคียดแค้นระหว่างคนสองเผ่า

            ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาษาและโฆษณาให้เกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ยูโกสลาเวีย เกิดสงครามที่ทำให้คนตายไป 140,000 คน พลัดถิ่น 4 ล้านคน ยูโกสลาเวียแตกออกเป็น 7 ประเทศ

หรือโฆษณาชวนเชื่อของทั้งค่ายคอมมิวนิสท์และเสรีประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็น ที่สาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เกลียดกลัวมนุษย์ดัวยกัน (xenophobia) เห็นเป็นผีห่าซาตาน ผู้สูงวัยวันนี้ถ้าอยู่บ้านนอก ตอนเป็นเด็กคงเคยดูหนังขายยากลางแปลง น่าจะจำหนังสารคดีที่เขาฉายก่อนหนังเรื่องได้ เป็นของยูซิสที่ทำให้เห็นว่า คอมมิวนิสท์ไม่ใช่คน แต่เป็นผีร้ายที่จะต้องกำจัด

การสื่อสารภาษาเกลียดชังใช้ทุกช่องทาง โดยเฉพาะทางสื่อที่ถึงมวลชนกว้างไกล ได้ยินได้ฟังกรอกหูทุกวัน ที่สุดก็เชื่อว่าจริง เหมือนคนที่ใช้วิทยุชุมชนหลายพันสถานีทั่วประเทศไทยไม่กี่ปีก่อน ชาวบ้านฟังจนติด ฟังจนเชื่อ แม้ว่าเรื่องราวที่พูดกันจะจริงบ้างเท็จบ้าง มีการไส่ร้ายป้ายสี

และคงไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาษาเกลียดชังที่ใช้กันทางสื่อวิทยุที่ว่านั้นมีส่วนในการปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงช่วง 6 ปีก่อนรัฐประหาร 2557

ย้อนไปก่อน 6 ตุลาฯ 2519 ภาษาและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อความเกลียดชังทวีขึ้น เหตุการณ์ 6 ตุลาคือความรุนแรงและความโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ประเทศที่ชอบอ้างว่ารักสันติ

สถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยเฉพาะในกำกับทหาร คือ เครื่องมือสื่อสารและโฆษณาภาษาเกลียดชัง ปลุกระดมผู้คนให้เกลียดชังนักศึกษา ให้ขวาพิฆาตซ้าย ได้ยินเพลง “หนักแผ่นผดิน” ทุกวัน โดยเฉพาะทาง “วิทยุยานเกราะ”

ความรุนแรงของการปลุกระดมทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าเชื่ออย่างการแขวนคอนักศึกษาที่ต้นมะขาม สนามหลวง การทุบตี การที่มด้วยไม้ การเผายาง และอื่นๆ ที่รอดตายหลายพันคนก็หนีเข้าป่า และออกมาด้วยนโยบาย 66/23 ที่พูดกันด้วยภาษาแห่งสันติและการคืนดี

สังคมไทยไม่ควรอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้น ควรมีพิพิธภัณฑ์ถาวร ไม่ใช่แค่นิทรรศการชั่วคราว เพื่อเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลัง เพราะคนไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ก็จะทำให้เกิดซ้ำอีก ถ้าได้เรียนรู้จริง เพลง “หนักแผ่นดิน” ไม่น่าจะถลับมาในปี 2562 น่าจะถูกแบนไปนานแล้ว

เครื่องหมายอักษะของนาซีถูกแบนไม่ใช่เพียงจากเยอรมันและอิสราแอล แต่จากประชาคมโลก ไม่เช่นนั้นเจ้าชายแฮรี่คงไม่ถูกประณาม ทางสำนักพระราชวังอังกฤษต้องออกมาขอโทษที่เจ้าชายน้อยเอาเครื่องหมายต้องห้ามนี้ไปทำเล่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เช่นเดียวกับนักเรียนหญิงที่เชียงใหม่ที่ไม่รู้กาละเทศะ รวมทั้งนักร้องที่ไม่นานมานี้ต้องเร่ไปขอโทษถึงสถานทูตอิสราแอล แล้วเอาเพลง “หนักแผ่นดิน” มาเปิดอีกทำไมก็ไม่รู้ สะใจบางคนและปลุกระดมได้ก็จริง แต่สะเทือนใจไม่แต่ญาติผู้ตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา เท่านั้น แต่คนไทยที่รักสันติทุกคน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหประชาชาติได้ตั้ง คณะกรรมการกำจัดการแบ่งแยกทางเผ่าพันธุ์ (CERD) ซึ่งรวมไปถึงการเหยียดและแบ่งแยกเพราะสีผิว เผ่าพันธุ์ ศาสนา ความเชื่อ เชื้อชาติ อุดมการณ์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การพิจารณาอาชญากรรมสงครามผู้นำเยอรมันที่ “ศาลนูแรมเบอร์ก” หนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสินว่าทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือ นาย Julius Streicher บรรณาธิการนิตยสาร Der Stuermer ที่ปลุกระดมการฆ่าล้างชาวยิว

ภาษาเกลียดชัง เป็นอคติที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ทนไม่ได้ต่อความคิดเห็น ความเชื่อที่แตกต่าง แสดงออกแบบก้าวร้าวด้วยการอ้างความรักชาติ ซึ่งน่าจะเป็นความคลั่งชาติมากกว่า ต้องการรักษาสถานภาพ ผลประโยชน์และอำนาจของตนเอง

ไม่แบนเพลง “หนักแผ่นดิน” แต่ไปแบนหนังสือดีๆ หลายเล่มที่ประเทืองปัญญาอย่าง “ฟ้าบ่กั้น” ที่ถูกเก็บเรียบในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2504 และอีกมากมายหลายเล่มหลัง ๖ ตุลา

ฟ้าบ่กั้น ของ “ลาวคำหอม” พิมพ์ถึง 22 ครั้ง แปลออกไป 9 ภาษาทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ผู้คนให้การยกย่องยอมรับขนาดไหน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้หนักแผ่นดิน แต่ “หนักใจ” คนมีอำนาจ

การใช้ภาษาเกลียดชัง (hate speech) วันนี้น่ากลัวมาก ระบาดไปทั่ว โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยถ้อยคำ ที่สะท้อนความเกลียดชัง และปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกแห่งความรุนแรง โหมไฟแห่งความแตกแยกและหายนะของบ้านเมือง

การวิจารณ์นั้นใช้สติปัญญา การด่าว่าใช้อารมณ์ความรู้สึก ภาษาเกลียดชังใช้อย่างหลังนี้ เป็นการพูดที่ขาดสติ ใช้แต่สัญชาติญาณดิบ ที่ตัดสินความขัดแย้งด้วยกำลังและความรุนแรง