phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (562)

Wednesday, 28 November 2018 15:08

มวยไทย มวยเด็ก

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน 28 พฤศจิกายน 2561

ผมไม่เคยชกมวย แต่เคยสอนนักศึกษาปริญญาเอกหลักสูตรมวยไทยที่มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึงในหัวข้อ “ภูมิปัญญามวยไทย” จึงมีลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นครูมวย นักมวย ผู้จัดการ โปรโมเตอร์ คนที่เกี่ยวข้องกับวงการมวยหลายคน

            เมื่อประมาณ ๑๕ ปีก่อน ก่อนที่สถาบันราชภัฎจะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎ ผมเป็นกรรมการสภาสถาบันราชภัฎ และสภาวิชาการของสถาบันราชภัฎทั้งหมดซึ่งรวมกันมี ๑ สภาสถาบันฯ และ ๑ สภาวิชาการ ได้มีการนำเสนอขอเปิดหลักสูตรประกาศนิยบัตรบัณฑิตมวยไทยของสถาบันราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง

            คนที่นำเสนอ คือ ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ และรศ.ดร.สุจิตรา สุคนธทรัพย์ ปริญญาเอกด้านพลศึกษา อาจารย์จากจุฬาฯ ผมประทับใจแนวคิดหรือปรัชญามวยไทยที่อาจารย์ทั้ง ๓ ท่านช่วยกันนำเสนอมาก และได้บอกในที่ประชุมว่า เสียดายที่สิ่งที่ได้พูดนั้นไม่อยู่ในเอกสาร มีเพียงแค่สั้นๆ เท่านั้น ซึ่งผมถือว่านั่นคือหัวใจของมวยไทย จึงขอให้นำเนื้อหาทั้งหมดที่พูดนั้นใส่ลงไปในเอกสาร ยาวเท่าไรก็ไม่เป็นปัญหา

            และยังได้เสนอด้วยว่า ไม่น่าจะเปิดเป็นประกาศนิยบัตรบัณฑิต (ที่อยู่ระหว่างปริญญาตรีกับปริญญาโท) น่าจะเสนอเปิดปริญญาโท รวมทั้งปริญญาตรีและปริญญาเอกในขั้นต่อไป

            จากนั้น ผมได้เขียนบทความเรื่องมวยไทยในหนังสือพิมพ์หลายครั้ง โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงคุณค่าและความหมายของมรดกทางวัฒนธรรมอันสำคัญนี้ ซึ่งคนในวงการมวยหลายคนได้ขอบคุณผมที่ได้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนมวยไทยด้วยข้อเขียนเหล่านั้น

เมื่อได้รับเชิญไปสอนนักศึกษาปริญญาเอกที่มรภ.หมู่บ้านจอมบึง ผมได้พยายาม “ถอดรหัส” ภูมิปัญญามวยไทยให้เห็นว่า ความหมายลึกๆ ของศาสตร์และศิลป์แขนงนี้คืออะไร

ผมได้นำสารคดีการฝึกมวยเด็กที่วัดเส้าหลินของจีนมาให้นักศึกษาชม และวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อกลับมาดูมวยไทยของเรา จำได้ว่า ลูกศิษย์ของผมหลายคนบอกว่า ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อน เพราะอยู่ในวงการนี้ก็เน้นการฝึกฝน การแข่งขัน รวมไปถึงการพนันขันต่อ ซึ่งด้วยพัฒนาการสื่อและโลกาภิวัตน์ มวยไทยแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

ผศ.ดร.โพธิสวัสดิ์ แสงสว่าง หรือ “ครูโพธิ์” ปรมาจารย์มวยไทย ลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลกเพื่อ “รับรอง” มาตรฐานมวยไทย เล่าเรื่องราวดีๆ ให้ฟังว่า ในหลายประเทศ คนระดับผู้นำทั้งนั้นที่เรียนมวยไทย ใครนุ่งกางเกงกีฬาปักคำว่ามวยไทยไปตลาด คนจะชื่นชมมาก

ผมได้พยายามชี้ให้เห็นว่า ถ้าคนทั่วโลกชื่นชมมวยไทยและต่างก็สนใจเรียนศิลปะป้องกันตัวนี้ แสดงให้เห็นไม่เพียงแต่พิษสงของศิลปะแม่ไม้มวยไทย แต่ต้องมีอะไรลึกๆ กว่าที่ปรากฎภายนอก ที่เรียกว่าจิตวิญญาณ อันนั้นต่างหากที่นักศึกษาระดับปริญญาเอกต้องค้นให้พบ และพัฒนาต่อยอดให้เป็นนวัตกรรม

อาจารย์ที่วัดเส้าหลินบอกในสารคดีชุดนั้นว่า มวยวัดเส้าหลินเป็นเครื่องมือพัฒนาคนให้เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ พัฒนาทั้งสติ สมาธิและปัญญา พระจึง “เป็นมวย” สอนทั้งมวยและคุณธรรมให้เด็กๆ เพราะเห็นว่า การเรียนวิชามวยนั้นเป็นดาบสองคม อาจถูกนำไปใช้ในทางไม่ดีได้ถ้าหากไม่มีคุณธรรมกำกับ

ผมสอนนักศึกษาปริญญาเอกว่า ทำอย่างไรให้คนไทยเข้าถึงคุณค่าและความหมายของศิลปะมวยไทย ไม่เป็นเพียงความสนุกสนานหรือการพนัน ชดเชยความกดดันและสัญชาติญาณดิบของความรุนแรง แต่เป็นเครื่องมือสร้างคน สร้างเด็กเยาวชน สร้างชาติ

ผมชื่นชมอาจารย์ชาญชัย ยมดิษฐ์ อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ และทุกท่านที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนมวยไทย อาจารย์วิชิตเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมโรงเรียนต่างๆ ให้นักเรียนได้ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัว นำมาประยุกต์เพื่อการออกกำลังกาย การแสดง นาฎมวยไทย ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กให้มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา จิตอาสา ช่วยเหลือปกป้องคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ใช่ไปรังแกคนอื่น

เรื่อง “มวยเด็ก” ที่ถกเถียงกันวันนี้กำลังกลบเรื่องคุณค่าศิลปะป้องกันตัวมวยไทยที่คนทุกเพศทุกวัยควรเข้าถึง ได้เรียนรู้ นำไปใช้ออกกำลังกายและป้องกันตัวได้ และกำลังไปได้ดีทั้งในบ้านเราและทั่วโลก

พรบ.มวย 2542 ที่จะแก้ไขนี้คงอยากให้กีฬามวยไทยเป็นอะไรที่ “ปลอดภัย” “มีพลังสร้างสรรค์” เพื่อส่งเสริมและปกป้องเด็ก เยาวชน ลูกหลานเรา ซึ่งยังไม่โตพอที่จะคิดและตัดสินใจได้เอง

ด้านหนึ่ง คนไทยทั่วไปและคนทั่วโลกคงรับยาก ที่เด็กอายุต่ำว่า ๑๕ ขึ้นเวทีต่อมวยเหมือนผู้ใหญ่ ขัดต่อหลักสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก การใช้แรงงานเด็ก โดยเฉพาะผลกระทบทางร่างกายทางสมองของเด็กที่มีผลการวิจัยที่ชัดเจน แต่อีกด้านหนึ่ง มวยเด็กโยงก็ไปถึงปัญหาสังคม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ

แต่จนอย่างไรก็ไม่ควร “ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ” ในการแก้ปัญหาความยากจน เหมือนใช้เด็กไปขายบริการทางเพศ ไปขอทานและอื่นๆ ขนาดสัตว์ยังมีกฎหมายคุ้มครอง แล้วลูกหลานเราเองไม่คุ้มครองได้อย่างไร

            ถ้าเด็กต่ำกว่า ๑๒ ชกมวยไม่ได้ มวยไทยคงไม่สูญพันธุ์ ไปเรียนรู้ดูที่วัดเส้าหลินบ้างเถิดว่า วิทยายุทธของสำนักวัดแห่งนี้ตกทอดมาถึงปัจจุบันและแพร่หลายไปทั่วโลกเพราะอะไร วันนี้มวยไทยขึ้นแท่นเป็นศิลปะป้องกันตัวแนวหน้าของโลกไปแล้ว ประชาชนคนทั่วไปทั่วโลกเข้าถึงและนำไปใช้เพื่อสุขภาพ เพื่อการป้องกันตัว เพื่อฝึกสมาธิ พัฒนาความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจ

            แทนที่จะให้เด็กอายุต่ำว่า ๑๒ ขึ้นเวที รัฐควรส่งเสริมให้เด็กไทยทุกคนเรียนรู้ ฝึกฝนศิลปะมวยไทย จน “เป็นมวย” เป็นคนดี มีวินัย มีน้ำใจนักกีฬา จะแก้ปัญหานักเรียนนักเลงและปัญหาสารพัดของเด็กไทยวันนี้

สยามรัฐรายวัน 21 พฤศจิกายน 2561

เป็นเรื่องดีที่ภาคการเมืองเสนอเรื่อง “ประชาธิปไตยที่หมู่บ้าน” เพื่อเป็นรากฐานประชาธิปไตยทีมั่นคง ป้องกันวงจรอุบาทว์ของการทำ “รัฐประหาร” (ของทหาร และการ “การผูกขาดอำนาจ” ของรัฐบาลพลเรือน – ผู้เขียนเติมเอง) ที่มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อบ่ายวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่ผ่านมา

            เป็นเรื่องดีถ้าเป็น “วาทกรรม” (discourse) ที่จุดประกายการถกเถียง เป็นวิภาษวิธีที่นำไปสู่ข้อสรุปใหม่และเกิดปัญญา แต่ถ้าพูดเพียงให้ดูดี ไม่มีความตั้งใจให้เกิดขึ้นจริง ก็อาจเป็นเพียงวาทศิลป์ (rhetoric) การตีฝีปากที่บิดเบือนเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะหน้า

            เพราะท่านมหาตมะ คานธี บิดาแห่งชาติของอินเดีย เคยพูดไว้นานแล้วว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ท่านให้ความหมายที่เป็นองค์รวม ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง โดยทำให้ดูเป็นตัวอย่างอีกด้วย นักการเมืองอินเดียบอกว่าเห็นด้วยกับท่าน แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้ทำอะไรจริงจัง ทำอะไรที่ได้คะแนนเท่านั้น

            ท่านจึงเล่าเรื่องจากมหาภารตะ ตอนที่อรชุนจะออกรบแล้วลังเล พระนารายณ์ในร่างพระกฤษณะสารถีรถม้าของอรชุน กล่าวกับอรชุนเป็นเวลายาวนาน เนื้อหานั้นก็คือ ภวควคีตา หนึ่งในคัมภีร์อันสูงสุดของฮินดู อรชุนจึงได้ออกรบ

            มหาตมะคานธีสอนนักการเมืองอินเดียว่า อย่าได้คิดเพียงว่าทำอะไรแล้วจะชนะหรือไม่ ได้ประโยชน์ได้กำไรหรือไม่ จึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นหน้าที่ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ก็ทรงสอนเรื่องคล้ายกันใน “พระมหาชนก” เมื่อเรือสำเภาที่จะไปสุวรรณภูมิแตก คน ๗๐๐ คนได้แต่อ้อนวอนเทวดา ตายหมด ขณะที่พระมหาชนกเตรียมตัวแล้วลงมือว่ายในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ นางมณีเมขลาเทวดามาเห็นจึงถามว่า ไม่เห็นฝั่งทำไมยังว่ายอยู่ได้

            บทเรียนสำคัญของพระมหาชนก คือ “ความเพียรอันบริสุทธิ์ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์” เทวดาได้อุ้มพระมหาชนกขึ้นฝั่งในที่สุด

            ความปรารถนาดีของฝ่ายการเมืองที่อยากเห็น “ประชาธิปไตย” จากฐานราก คือ จากหมู่บ้าน ชุมชน ไม่ว่าชนบทหรือเมือง เป็นหลักคิดที่ทุกคนเห็นด้วยกันทั้งนั้น อยู่ที่วิธีการจะทำอย่างไรให้เกิดได้จริง

            ที่ผ่านมา นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ รัฐบาล คนมีอำนาจ มักคิดแทนชาวบ้าน แบบปรารถนาดีประสงค์ร้าย เพราะไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าชาวบ้านมีปัญหาอะไร มีศักยภาพอะไร ต้องการอะไร มักจะอ้างว่าได้ไปคลุกคลีเข้าถึงประชาชน แต่ผลที่ออกมาทำไมไม่มีอะไรที่ไปช่วยให้ “ชาวบ้าน” หรือ “ชุมชน” เข้มแข็งจริง กลับถูกครอบงำ และทำตามที่คนมีอำนาจบอกให้ทำ สั่งให้ทำ เพราะมีทั้งพระเดชและพระคุณ

            ดูแต่การเสวนาที่มหิดลวันก่อนก็ไม่มี “ชาวบ้าน” จาก “หมู่บ้าน” มาร่วมนั่งให้ความคิดเห็นแม้แต่คนเดียว เต็มไปด้วยคนจาก “หมู่บ้านจัดสรร” ที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่อ้างว่าพูด “แทนชาวบ้าน”

            การทำความเข้าใจกับ “ประชาธิปไตยชุมชน” ไม่ควรเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ “ทฤษฎี” หรือหลักปรัชญาด้วยวิธีการ “นิรนัย” (deductive) แต่ควรเรี่มต้นจาก “ชุมชน” ด้วยวิธีการ “อุปนัย” ( inductive)

            แนวคิดก็คงมีอย่างเดียวอันเป็นหลักสากล คือ ประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนปกครองตนเอง จากนั้นควรไปค้นหาข้อมูลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันว่า ชาวบ้านในอดีตปกครองตนเองอย่างไร ก็จะพบหลักว่าด้วย “อนาธิปัตย์” (anarchism) หรือการปฏิเสธอำนาจรัฐ การหนีอำนาจรัฐ มาจนถึงการลอดรัฐและข้ามรัฐ

            ชาวคีรีวงที่มูลนิธิหมู่บ้านได้ไปร่วมกับชาวบ้านวิจัยตนเองเมื่อปี ๒๕๓๑ ค้นหารากเหง้าและวิวัฒนาการของชุมชนพบว่า พวกเขาเป็นไพร่หนีนายเข้าไปอยู่ในหุบเขาหลวง ไม่ไปรบที่ไทรบุรีตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ และเพิ่งออกมาสู่โลกภายนอกเมื่อปี ๒๕๐๕ เมื่อเกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก

            คีรีวงเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และรอดพ้นจากภัยพิบัติธรรมชาติและการครอบงำของอำนาจทางสังคมเศรษฐกิจการเมืองได้ดีกว่าชุมชนอื่นๆ มาจนถึงทุกวันนี้

            เจมส์ ซี สก็อต ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ชื่อว่า ศิลปะการไม่ถูกปกครอง (The Art of Non-being Governed) พูดถึง “ชาวเขา” กว่า 100 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ทางใต้ของจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียว่า เป็น “คนไร้รัฐ” (non-state people) ที่อาศํยอยู่ใน “เขตเงา” (shadow zone) ด้วยความสมัครใจเพื่อหนีการปกครองและครอบงำของรัฐ

            นักการเมืองที่อยากส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับฐานราก ควรศึกษาจิตวิญญาณของการต่อสู้ของชุมชนในอดีต ศึกษาภูมิปัญญาและศักยภาพของชุมชนในการปกครองตนเอง

แล้วดูตัวอย่างของคนอย่างคุณหมอสงวน นิตยรัมพงษ์และแพทย์ชนบททั้งหลายที่คลุกคลีอยู่กับชาวบ้านที่เจ็บป่วย จนพัฒนานโยบาย “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” ให้รัฐบาลนำไปใช้ รวมทั้งผลการวิจัย การทำงานกับชุมชนขององค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งองค์กรรัฐอย่างสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ ที่ส่งเสริมเครือข่ายประชาชนและธรรมนูญสุขภาพ ธรรมนูญจังหวัด ตำบล ทั่วประเทศ

เหล่านี้ล้วนเป็นความพยายามของทุกฝ่ายในการส่งเสริมการดูแลตนเอง การปกครองตนเองของชุมชน ซึ่งมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น เพียงแต่รัฐและผู้มีอำนาจไม่ “บอนไซ” ทำให้ชุมชนเป็นไม้ในกระถาง แต่ต้องปฏิรูป คือ ทุบกระถางให้ไม้ลงดิน เติบโตพึ่งพาตนเอง “คืนอำนาจ” ให้ชุมชน

            แทนที่จะไปคิดแทนชาวบ้านว่า ประชาธิปไตยในชุมชนควรมีระบบโครงสร้างอย่างไร นักการเมืองควรแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ที่สร้างความเหลื่อมล้ำ จำกัดโอกาสคนจนและชุมชนให้เติบโต ส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชน การเรียนรู้ในแบบที่สร้างความเข้มแข็งได้จริง

กฎหมายที่ดีและการเรียนรู้ที่มีพลังสร้างความเข้มแข็งให้ฐานราก คือ เงื่อนไขไปสู่ประชาธิปไตย ทำเช่นนี้ก่อนเถิด แล้วชุมชนจะคิดระบบโครงสร้างประชาธิปไตยในชุมชนของพวกเขาเอง

 

สยามรัฐรายวัน 14 พฤศจิกายน 2561

ประเทศไทยกำหนดให้วันเสาร์ที่ ๒ ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันคนพิการแห่งชาติ และได้จัดงานเมื่อวันเสาร์ ๑๐ ที่ผ่านมา ขณะที่สหประชาชาติกำหนดให้วันที่ ๓ ธันวาคมเป็นวันคนพิการสากล

เป็นวันที่ให้หยุดคิดว่า เราได้ให้ความสำคัญแก่คนพิการซึ่งมีนับพันล้านคนทั่วโลกอย่างไร ไม่ว่าการจ้างงาน สวัสดิการและความช่วยเหลือยามเจ็บป่วย โอกาสทางการศึกษาและพัฒนาตนของคนพิการทุกเพศและวัย

            เราได้รับรู้เรื่องคนพิการที่มีโอกาสและพัฒนาตนเองจนแสดงออกถึงความสามารถมากมาย หลายกรณียิ่งกว่าคนที่ไม่พิการเสียอีก อย่างนักดนตรี นักกีฬา และคนที่ช่วยเหลือตนเองได้โดยแทบไม่เป็นภาระให้คนอื่น ทั้งๆ ที่ไม่มีแขน ไม่มีขา หรือพิการทางสายตาและการได้ยิน

            คนเหล่านี้ได้สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก ให้ผู้คนไม่ว่ายากดีมีจน พิการหรือไม่ ให้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง เพราะทุกคนมีศักยภาพ ขอเพียงสังคมให้โอกาสพวกเขาอย่างเหมาะสมเท่านั้น

            มีคนอย่างเฮเลน เคลเลอร์ สตรีชาวอเมริกันซึ่งไม่ได้เกิดมาพิการเมื่อปี ค.ศ.๑๘๘๐ แต่อายุได้ ๑๙ เดือนได้ป่วยด้วยโรคบางอย่างที่ทำให้เธอมองไม่เห็นและไม่ได้ยินมาตั้งแต่บัดนั้น รวมทั้งพูดไม่ได้ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่า เธอได้โอกาสที่ดีจากครูที่สอน “ภาษา” ให้เธอสื่อสารกับผู้คนและ “สรรพสิ่ง” ได้ด้วยการสัมผัส

            ภาษาที่เฮเลน เคลเลอร์ได้เรียนรู้จากครูทำให้เธอไม่ใช้สัญชาติญาณดิบๆ อีกต่อไป ที่อยากได้อะไรก็แสดงออกด้วยอารมณ์ นอนเกลือกกลิ้งไปกับพื้น ภาษาทำให้เธอพัฒนาการใช้ “เหตุผล” มากยิ่งขึ้น ครูซัลลิแวนบอกพ่อแม่ของเธอว่า “ภาษาสำคัญสำหรับสมองยิ่งกว่าแสงสว่างสำหรับดวงตาเสียอีก”

            ภาษาที่ครูได้ประยุกต์กับเฮเลนใช้การสัมผัสบนฝ่ามือเป็นหลัก ไม่นานเธอก็สื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ รวมทั้งการที่เธอเอามือไปสัมผัสกับปากของคู่สนทนาเพื่อเข้าใจภาษาของคนที่พูด เธอได้พัฒนาไปถึงการฟังดนตรีจากการสั่นของเสียงและจังหวะ รับรู้การเคลื่อนไหวของคนรอบข้างจากการสั่นของการก้าวเดิน

            เมื่อก้าวข้ามกำแพงการสื่อสารได้แล้ว เฮเลน เคลเลอร์ได้พัฒนาตนเองด้วยการเรียนรู้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ จนกระทั่งไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นับเป็นสตรีที่พิการทางสายตา หูและการพูดคนแรกที่เรียนจบระดับปริญญา

            เฮเลน เคลเลอร์เป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม เธอเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม รณรงค์ให้นายจ้างให้ความเป็นธรรมแก่แรงงานที่เธอเห็นว่าถูกเอาเปรียบ และบอกว่า ความพิการของผู้คนจำนวนมากมาจากความไม่เป็นธรรมทางสังคมและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม สตรีจำนวนมากถูกสถานการณ์บังคับให้ค้าประเวณี ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมและติดโรคจากเพศสัมพันธ์ทำให้พวกเธอตาบอด

            เฮเลน เคลเลอร์ เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของเธอและความคิดทางสังคมการเมืองไว้ ๑๒ เล่ม และบทความอีกจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปกว่า ๔๐ ประเทศทั่วโลก เพื่อพูดกับผู้คนในแวดวงต่างๆ โดยเฉพาะนักการเมือง เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงสิทธิและศักดิ์ศรีของคนพิการ จนถึงแก่กรรมเมื่อปี ๑๙๖๘ อายุได้ ๘๗ ปี ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกและอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดจากรัฐบาลอเมริกัน

            เฮเลน เคลเลอร์ วิจารณ์นักการเมืองและนักธุรกิจนายทุนว่า เป็นพวกที่ “หูหนวกตาบอดทางสังคม” (socially blind and deaf) คือมองไม่เห็นและไม่ได้ยินปัญหาความไม่เป็นธรรม ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การละเมิดสิทธิของกรรมกร คนยากคนจน คนพิการ

พวกที่ตาบอดและหูหนวกทางสังคมเหล่านี้เป็นใบ้ด้วย ไม่พูดไม่จาเรื่องราวที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองอย่างที่ควรจะทำ แสวงหาแต่ผลประโยชน์ของตนเอง “พวกเขาปกป้องระบบที่เลว อันเป็นสาเหตุของการพิการทางสายตาและการได้ยิน”

เรื่องราวของเฮเลน เคลเลอร์ และคนพิการอีกมากมายที่สร้างแรงบันดาลให้ผู้คนและสังคม ทำให้คิดถึงนักจิตวิทยาอย่างดร.ไบรอัน ไวส์ ดร.ไมเกิล นิวตัน และคนอื่นๆ ในกลุ่มที่เชื่อว่า คนเราตายไปแล้วเกิดใหม่อย่างมีเป้าหมายบางอย่าง เราทุกคนต่างก็เลือกเกิดมามีชีวิตอย่างที่เราเป็นอยู่วันนี้

ตามแนวคิดนี้แปลว่า ก่อนที่จะกลับชาติมาเกิด เฮเลน เคลเลอร์ ได้เลือกเกิดมาตาบอด หูหนวกและเป็นไบ้ และเมื่อเธอแนวแน่มุ่งมั่นตามแผน เธอก็ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง และได้ช่วยเหลือมนุษยชาติ เช่นเดียวกับนิก วูยีชิช คนไม่มีแขนขาชาวอสเตรเลีย และคนพิการอีกมากมาย

นักจิตวิทยา นักสะกดจิตเพื่อให้ระลึกชาติได้เหล่านี้เรียกโลกนี้ว่า “โรงเรียนโลก “ (Earth School) เป็นที่เรียนรู้ ที่ “ใช้กรรม” คือ การกลับมา “แก้ไข” สิ่งที่ได้ทำไม่ดีไว้ในชาติก่อน ได้โอกาส “แก้ตัว” ให้ดีกว่าเดิม

คนที่คิดและเชื่อเช่นนี้ย่อมไม่ท้อแท้หรือต่อว่า “โชคชะตา” ที่ทำให้เกิดมาแบบพิการ หรือมาพบกับเหตุการณ์ที่เจ็บปวด จะไม่บ่นว่า “ทำไมถึงต้องเป็นเรา” ไม่คิดว่าเป็นการลงโทษ เป็นทุกข์ที่ต้องแบก

วันนี้คนทั่วโลกจำนวนมากเชื่อเรื่องกรรม เรื่องการกลับชาติมาเกิด เชื่อว่าชีวิตมี ๒ ด้าน ด้านหนึ่ง คือ   ”ชะตากรรม” (destiny) ที่สวรรค์กำหนด อีกด้านหนึ่ง คือ เจตจำนงเสรี (free will) หรือการตัดสินใจของเราเอง ซึ่งแสดงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเรามีส่วนรับผิดชอบอย่างสำคัญด้วย

คนพิการจำนวนมากก้าวข้ามขีดจำกัดต่างๆ ได้ดีกว่าคนไม่พิการ ชีวิตของพวกเขาเป็นเหมือน “โชคดีที่มากับโชคร้าย” (Blessing in disguise) เป็นชีวิตที่ได้เลือกเพื่อเป็นบทเรียนสำหรับตนและสำหรับโลก สิ่งที่พวกเขาควรได้รับไม่ใช่ความสมเพชเวทนา แต่เป็นโอกาสเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองที่เหมาะสม

Wednesday, 07 November 2018 19:49

คืนทุนให้สังคม

Published in ปรับฐานคิด Written by

สยามรัฐรายวัน ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

ความตายของคุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ทำให้ได้รู้ว่าเขาได้ทำอะไรดีๆ ให้แก่สังคมไว้มากมาย วันนี้ไม่ได้รู้จากข้อมูลอย่างเดียว แต่ได้รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา อย่างสโมสรเลสเตอร์ซีตี้ คนอังกฤษและคนไทยจำนวนมาก สะท้อนคุณงามความดีที่เขาได้ทำไว้

            การสื่อการวันนี้มีประสิทธิภาพสูงมาก ทำให้สังคมได้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างรวดเร็วแ ขณะที่คนในประวัติศาสตร์จำนวนมากมีชื่อสียงเมื่อตายไปนานแล้ว โยฮัน เซบาสเตียน บ้าค ได้รับการยอมรับว่าเป็นคีตกวีที่ยิ่งใหญ่เมื่อเขาตายไปแล้วกว่า ๑๕๐ ปี

            บางคนมีชื่อเสียงไม่ดีนักขณะมีชีวิตอยู่ และใช้เวลานานมากกว่าจะได้รับการยอมรับ และกลับมามีชื่อเสียงในทางที่ดีนับร้อยปีให้หลัง ดังกรณีของ “ร็อคกี้ เฟลเลอร์”

            ตระกูลนี้ตั้งบริษัทน้ำมันสแตนดาร์ด ออยล์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๗๐ สืบทอดกิจการไปยังบริษัทอื่นๆ ต่อมา อย่างเอ็กซอน และเชฟรอน ได้ก่อตั้งมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ในปี ๑๙๑๓ โดยนายร็อกกี้ เฟลเลอร์ คุณทวดซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นคนรวยที่สุดในโลกขณะนั้น เขาต้องการ “คืนทุนให้สังคม”

            อย่างไรก็ดี แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอยู่ดีกินดีของมนุษยชาติ ชื่อร็อกกี้เฟลเลอร์ก็เป็นชื่อที่ไม่ได้รับการยอมรับเท่าใดนัก เพราะถือว่าร่ำรวยด้วยความไม่เป็นธรรม บนความทุกข์ยากของผู้คน เอาเปรียบสังคม กดขี่แรงงาน

            มีเรื่องเล่าว่า ตอนแรกๆ ที่มีการต่อตั้ง มูลนิธินี้มอบเงินให้มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ได้รับการปฏิเสธว่า “เอาเงินเปื้อนเลือดของคุณกลับไป” ต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะได้รับการยอมรับ

            มูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์มีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยและการก่อตั้งโรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ร้อยปีที่ผ่านมา และยังมีความสัมพันธ์อันดีและให้การส่งเสริมสนับสนุนจนถึงทุกวันนี้ โดยมีทุนหลักอยู่ประมาณแสนล้านบาท ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาด้านชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก

            นอกจากสำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ค มีศูนย์ที่เมือง Bellagio ริมทะเลสาบโคโม ทางเหนือของอิตาลี โดยมูลนิธิเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุนผู้ที่ได้รับเชิญให้ไปที่นั่น เป็นที่นัดพบนักคิด นักเขียน ศิลปิน นักวิชาการ นักธุรกิจ นักการเมือง ไปสัมมนา ไปพัฒนางานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพของโลก

            นอกจากมูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ ยังมีมูลนิธิฟอร์ด ที่มีลักษณะคล้ายกัน มีทุนหลักอยู่กว่าสี่แสนล้านบาท และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาในลักษณะคล้ายกันไปทั่วโลก ประเทศอื่นๆ ก็มีมูลนิธิใหญ่ๆ เช่นนี้จำนวนมาก อย่างมูลนิธิโฟล์คสวาเก็นของเยอรมัน มูลนิธิโตโยต้าของญี่ปุ่น และอื่นๆ ซึ่งมีทุนหลักเป็นแสนล้าน

            วันนี้ มีคนอย่างบิล เกต ที่ประกาศก่อตั้งมูลนิธิเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนา และไปชวนใครต่อใครมาร่วมด้วย รวมทั้งคนอย่างนายวอร์เรน บัฟเฟตที่ประกาศยกทรัพย์สินเงินทองเกือบทั้งหมดของเขาเพื่อสาธารณกุศล คืนเงินกว่าสองล้านล้านบาทให้สังคม

            นายบัฟเฟตเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น ไม่ได้มีธุรกิจเหมือนคนทั่วไป เขาทำรายได้มหาศาลด้วยความสามารถในการลงทุน มีชีวิตที่เรียบง่าย บ้านหลังเดียวเก่าๆ ที่เคยอยู่มาสี่ห้าสิบปี มีรถคันเดียว เขาพูดที่ไหนก็บอกว่า การลงทุนสำคัญที่สุด ดีที่สุด คือ การศึกษาให้ตนเอง เป็นหุ้นที่ไม่มีวันตก

            วันนี้คนรวยจำนวนมากประกาศ “คืนทุนให้สังคม” เพราะสิ่งที่ได้มา ไม่ใช่เพราะความเก่งกล้าสามารถส่วนตัวเท่านั้น แต่เพราะระบบโครงสร้างและโอกาสที่ได้รับจากสังคม สิ่งที่เขาควรจะมีจะใช้นั้นไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้ คืนให้สังคมเพื่อช่วยเหลือคนที่มีโอกาสน้อยจะดีกว่า

            คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ได้คืนทุนให้สังคมมากมายขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาให้โอกาสผู้คนจำนวนมากทุกรุ่นทุกวัย แม้ว่าธุรกิจหลักอย่างคิงเพาเวอร์จะมีคำถามไม่น้อย ซึ่งก็ต้องตอบสังคมและทำให้ถูกต้อง

            สิ่งที่ลูกหลานของคุณวิชัยน่าจะทำ คือ การก่อตั้งมูลนิธิวิชัย ศรีวัฒนประภาหรือไม่ก็มูลนิธิคิงเพาเวอร์ ให้ยิ่งใหญ่สมเจตนารมณ์ของเขา ทำให้ชื่อของเขาอยู่คู่กับสังคมไทย สังคมโลกตลอดไป

            ประเทศไทยยังไม่มีคนรวยคนไหนที่ทำอะไรแบบนี้ คุณวิชัยจะเป็นคนแรก ตระกูลศรีวัฒนประภาจะเป็นเป็นตระกูลแรกที่ทำให้เป็นแบบอย่างแก่บ้านเมืองนี้ที่มีคนรวยล้นฟ้า แต่ไม่ค่อยเห็นการคืนทุนให้สังคมอย่างที่ประเทศอื่นๆ เขาทำกัน

            การมีทุนตั้งต้น (endowment fund) นำไปลงทุน และเพิ่มเติมทุกปีจากผลกำไรของบริษัท ไม่นานก็จะมีจำนวนมากมายเพื่อช่วยเหลือสังคมอย่างมียุทธศาสตร์ เป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่มีแต่แจกของแจกผ้าห่มทุกปี ทำ CSR แบบประชาสัมพันธ์ ที่ไม่ได้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมในความหมายที่แท้จริง

            ประเทศไทยมีมูลนิธิเกือบสองหมื่น ล้วนแต่เล็กๆ ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทุนการศึกษา หรือเป็นอนุสรณ์แก่พ่อแม่ เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล ไม่ค่อยเห็นทำอะไรที่ให้ผลทั้งลึกและกว้าง มีแต่มูลนิธิชัยพัฒนาเท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญ ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้องค์กรทั้งในและต่างประเทศ

            คนเราตายไป ถ้ารู้จักให้ ก็จะทิ้งภาพที่ดีไว้ให้ผู้คนจดจำ คนที่ร่ำรวยบนความทุกข์ยากของคนอื่น เอาเปรียบสังคม คดโกง คนก็จะจำแต่ภาพที่ติดลบ และคงต้องใช้เวลาและความพยายามของลูกหลานนานมากกว่าจะลบล้างภาพสีเทาหรือสีดำนั้นได้