phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (605)

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ระยะนี้มีข่าวหญิงชาวจีนท้องสามเดือนตกหน้าผาที่โขงเขียม อุบลราชธานี และมีการจับกุมสามีชาวจีนด้วยข้อหาว่าผลักภรรยาตกหน้าผาจนบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ตาย เพราะมีต้นไม้กั้นอยู่ ทำให้กระดูหักไปหลายส่วน ภรรยาให้การว่า สามีตั้งใจจะฆ่าเธอ เพราะอยากได้สมบัติเธอ สามีไม่ปัญหาการเงิน มีหนี้สิน เข้าใจว่าทั้งสองเป็นนักท่องเที่ยว ถ้าข่าวว่าสามีต้องการฆ่าภรรยาจริง ก็น่าจะวางแผนไว้อย่างแนบเนียนก่อนมาเที่ยวเมืองไทย ถึงได้จงใจไปผาแต้ม

เห็นข่าวแล้วผมก็คิดถึงหนังเรื่อง “ค่ำคืนของคาบีเรีย” (Nights of Cabiria) ของปรมาจารย์หนังอย่างเฟเดริโก แฟลลีนี ที่ได้รางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมถึง 4 ตัว จากหนัง 4 เรื่อง รวมทั้งหนังเรื่องนี้ ซึ่งผมได้ดูตอนที่เป็นนักศึกษาอยู่ที่กรุงโรมเมื่อประมาณปี 1967 (2510) สิบปีหลังจากที่หนังออกฉายและได้รางวัล เป็นหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นหนังที่อาจารย์ได้ใช้เพื่อให้เราเรียนเรื่องการดูหนังประเภทต่างๆ ภาษาหนัง ไวยากรณ์หนัง เทคนิกการทำหนัง

ผมเขียนเกี่ยว Nights of Cabiria ให้ “ผู้จัดการออนไลน์” เช่นเดียวกับ Gandhi และได้เป็นหนึ่งใน 35 เรื่องที่รวมเล่มในหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” จึงลอกมาแชร์ให้อ่าน เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่คงยังไม่ได้อ่าน หรือถึงอ่านก็คงลืมไปแล้ว

ค่ำคืนของคาบีเรีย (Le Notti di Cabiria - Nights of Cabiria)

Federico Fellini, 1957, รางวัลออสการ์ภาพยนต์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

ชีวิตของหลายคนคือการดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่า ชีวิตที่ดีกว่า บางคนผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นความผิดหวังที่เจ็บปวดเพราะถูกหลอก ถูกปอกลอกและเอาเปรียบ แต่ไม่ยอมท้อ ลุกขึ้นมาหาทางออกใหม่ต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นเสมอว่า ทางออกที่ดีกว่านั้นมีจริง

นี่คือชีวิตของ Cabiria ผู้ถูกสถานการณ์ความอดอยากยากแค้นหลังสงครามบังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อความอยู่รอด

ค่ำคืนของคาบีเรีย Le Notti di Cabiria/ Nights of Cabiria เป็นผลงานชั้นครูของ Federico Fellini (1920-1993) แม้เป็นผลงานยอดเยี่ยมแต่คนไม่ค่อยรู้จัก เพราะถูกบดบังด้วยหนังดังๆ ของแฟลลีนี่ที่ได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศถึง 4 รางวัล (La Strada, Le Notti di Cabiria, 8 ½, Amarcod) รวมทั้งออสการ์เกียรติยศสูงสุดในฐานะผู้ทรงคุณค่าแห่งโลกภาพยนตร์ในปี 1992

อย่างไรก็ดี นับแต่ปี 1998 มีการนำ Le Notti di Cabiria ออกมาปัดฝุ่นแปลงเป็นดีวีดี ทำให้ทั่วโลกเริ่มรู้จักและชื่นชมงานสำคัญนี้

ดารานำใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” คือ Giulietta Masina ภรรยาของแฟลลีนีนั่นเอง ซึ่งประสบความสำเร็จมาจาก La Strada หนึ่งปีก่อนนั้น (แสดงคู่กับแอนโทนี ควินน์) ใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” เธอแสดงได้ดีจนได้รับรางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์

ชีวิตของคาบีเรียดูเหมือนจะไม่ลำบากเท่าไรถ้าหากเทียบกับคนอีกจำนวนมาก เธอมีบ้านอยู่ แม้ดูจะไม่เป็นบ้านนัก เป็นเหมือนกล่องอิฐแถวชานกรุงโรม เธอก็มีซุกหัวนอนอย่างเป็นสัดเป็นส่วน มีเงินใช้ไม่อดอยาก เธอหวังเสมอว่า วันหนึ่งจะพบคู่ชีวิต คนที่รักเธอและคนที่เธอรัก จะได้เลิกอาชีพนี้และมีครอบครัวเหมือนคนทั่วไป เธอมองโลกในแง่ดี มองคนในแง่ดีเสมอ เพื่อนๆ เตือนว่า เธอมองอะไรใสบริสุทธิ์เกินไป ไม่มีอะไรและไม่มีใครใสสะอาดปานนั้น

และก็จริงอย่างที่ใครๆ เป็นห่วง เริ่มต้นหนังเธอก็ถูกเพื่อนชายผลักตกน้ำเกือบจมน้ำตาย ขโมยเงินไป เธอไม่เข้าใจว่า แฟนของเธอที่ดูเป็นคนดีน่ารักจะหักหลังทำกับเธอเพียงเพื่อเงินสี่หมื่นลีร์ (พันกว่าบาท) ได้ แต่วันดา เพื่อนสนิทของเธอบอกว่า ไม่ต้องพันกว่าหรอก ร้อยกว่ามันยังจะฆ่าเธอเลย

คาบีเรียไม่เข้าใจว่า ไอ้หนุ่มคนนั้นมันมาอยู่กับเธอเกือบเดือน อยากได้อะไรเธอก็ซื้อให้ แม้เสื้อผ้าไหมราคาแพงเธอก็หาให้ใส่ แล้ววันหนึ่งมันก็จะฆ่าเธอเพียงเพื่อเงินแค่นั้นได้อย่างไร

แต่ชีวิตของเธอก็จะได้บทเรียนที่คล้ายกันนี้อีกหลายบท เธอซื่อบริสุทธิ์เกินไป ไว้ใจผู้ชายมากเกินไป มองโลกในแง่ดีมากเกินไป ทำให้ใครๆ หลอกเอาได้ง่ายๆ เอารัดเอาเปรียบ หรือทำกับเธอประดุจวัตถุสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นดาราที่ทะเลาะกับแฟนแล้วพาเธอไปเที่ยวและพาไปอพาร์ตเมนต์ของเขา หรือการสะกดจิตล้วงความลับของเธอบนเวทีที่มีคนดูเป็นผู้ชายเต็มห้อง รวมทั้งฉากสุดท้ายที่สะท้อนความเจ็บปวดสุดบรรยายอันเกิดจากความเลวร้ายของมนุษย์

คาบีเรียเชื่อในความจริงใจของคน เธอมักเชื่อว่าได้พบรักแท้เมื่อมีผู้ชายมาจีบ คนแล้วคนเล่าก็ไม่เคยเรียนรู้หรือลดความเชื่อในผู้คน คงเป็นเพราะธอต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า ต้องการออกจากชีวิตแบบนี้ ต้องการมีชีวิตเหมือนคนธรรมดามากเสียจนลืมความเป็นจริงที่เป็นด้านเลวของมนุษย์ เธอทำตัวเหมือนคนซื้อหวย หวยออกกี่ครั้งไม่เคยถูก แต่ก็ไม่เคยเข็ด ไม่เคยลดละ เลิก หรือหมดหวัง

เธอร่วมเดินทางกับเพื่อนไปจาริกแสวงบุญ ไปสวดขอแม่พระช่วยให้ชีวิตของเธอเปลี่ยน ให้พวกเธอพ้นทุกข์ ทุกข์ทางกายสำหรับคนพิการ ทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะยากจนขัดสน แต่ลึกๆ เธอไม่เชื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในมากกว่า เธอบอกเสมอว่า เธอไม่ได้ขาดอะไรเลย ที่ต้องการจริงๆ คือคนรักเธอจริง ที่ต้องการร่วมชีวิตกับเธอ สร้างครอบครัว มีลูกมีหลานเหมือนคนทั่วไป

มีอยู่สองฉากที่เธอเปิดเผยชีวิตที่แท้จริงของเธอ ฉากที่นั่งรถกลับจากนอกเมืองกับชายใจบุญที่นำข้าวของไปให้คนยากไร้ที่อาศัยอยู่ตามถ้ำตามรู เธอประทับใจการกระทำของชายผู้นั้นมาก จนบอกชื่อจริงและที่อยู่ของเธอให้เขาทราบ นั่นคือความรู้สึกลึกๆ ของเธอที่ชื่นชมคุณธรรมความดี และพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอ

อีกฉากหนึ่งเปิดเผยเมื่อโดนสะกดจิตบนเวที เหมือนกับทั้งชีวิตที่เธอถูกผู้ชาย “สะกดจิต” วันนั้นใครๆ รู้หมดว่าเธอเป็นใครมาจากไหน มีบ้าน มีบัญชีธนาคาร และนั่นคือที่มาของการพบกับหนุ่มรูปหล่อที่เธอเชื่อสนิทใจแบบไม่เคยเชื่อใครมาก่อนว่า เขาคือเทพบุตรลูกผู้ชายตัวจริง หลังจากนัดพบกันหลายครั้งเขาขอเธอแต่งงาน เธอขายทุกอย่าง ถอนเงินจากธนาคาร หอบข้าวของจะไปตั้งต้นชีวิตใหม่กับเขา

แล้วเหตุการณ์ซ้ำซากก็เกิดขึ้นอีกจนได้ แม้เธอไม่ได้ถูกผลักตกหน้าผา แต่ก็ถูกฆ่าทางใจอย่างทารุณโหดร้าย จากผู้ชายซึ่งไม่ได้รักเธอจริงๆ เพียงอยากได้สมบัติของเธอเท่านั้น เธอขอร้องให้เขาฆ่าเธอให้ตายไปดีกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป “พอแล้ว ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ผลักฉันลงไปสิ เอาสิ” เธอร้องไห้กับความโหดร้ายทารุณของชีวิต

เธอยกเงินทั้งหมดให้เขาโดยที่เขายังไม่ได้แย่ง บอกให้เอาไปเลย เธอต้องการประชดความอยุติธรรมที่ผู้คนทำกับเธอได้ลงคอ เธอนอนเกลือกกลิ้งด้วยหัวใจที่ปวดร้าวและแตกสลาย จนกระทั่งได้ยินเสียงเพลงมาแต่ไกล เพลงที่เด็กหนุ่มหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นดนตรีและร้องรำมาตามถนน เธอลุกขึ้น และค่อยๆ เดินสวนทางหนุ่มสาวเหล่านั้น

หนังจบด้วยภาพใบหน้าที่ยิ้มเปื้อนน้ำตา เธอได้พบปาฏิหาริย์ครั้งสำคัญ เธอยังมีชีวิตอยู่ รอดมาได้ไม่ถูกฆ่า ที่สำคัญ เธอได้ค้นพบความกล้าหาญภายในตัวเธอ กล้าที่จะลุกขึ้นเดินเพื่อเผชิญชีวิตที่ดูโหดร้ายนี้ต่อไป จะมีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้ในชีวิตคนเรา

บทเพลงที่ได้ยินในตอนสุดท้ายก็เป็นบทเพลงเดียวกับที่เราได้ยินตลอดหนังเรื่องนี้ที่เล่นโดยนักดนตรีข้างถนนจนถึงนักดนตรีในไนท์คลับ ออกไปถึงคนเล่นแอ็กคอร์เดียนในทุ่งหญ้า ไปยังนักเปียโนในห้องแสดงคอนเสิร์ต และสุดท้ายเล่นด้วยเครื่องดนตรีหลายชนิดโดยคนหนุ่มสาวประหนึ่งอยากจะบอกว่า ชีวิตของคาบีเรียก็เหมือนบทเพลงนี้ที่ถูก “เล่น” โดยโชคชะตา ส่งต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

ดูหนังแล้วคิดถึงหญิงไทยเป็นหมื่นเป็นแสนที่สถานการณ์บังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ แม้จะถูกดูหมิ่นดูแคลนและเป็นงานที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี แต่มีใครช่วยพวกเขาให้พ้นจากสภาพเช่นนั้น สภาพที่พวกเขาใช่ว่าต้องการจะอยู่ไปจนตาย

พวกเขาไม่ใช่คนล้มละลายทางศีลธรรม หลายคนมีชีวิตคล้ายคาบีเรีย ถูกเอาเปรียบแล้วถีบทิ้ง เป็นเหยื่อของสถานการณ์ ไม่ใช่คนรนหาชีวิตแบบนี้และอยากอยู่เช่นนี้ตลอดไป พวกเขาต้องการพ้นจากสภาพที่อยู่อย่างขืนใจนี้

หญิงไทยหลายหมื่นหลายแสนเหล่านี้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าไม่ว่าในหรือต่างประเทศ เป็นคนที่ควรได้รับการมองและปฏิบัติต่ออย่างคนมีศักดิ์ศรี พวกเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเช่นนั้น แต่เกิดมาและมีความต้องการเหมือนกับเราทุกคน คือต้องการมีชีวิตที่ดีมีความสุข แต่สังคมไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ไม่มีที่ยืนให้พวกเขา

ถ้าทำอะไรให้พวกเขาไมได้ แค่มองพวกเขาอย่างเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ไม่เอาเปรียบและไม่ข่มเหงซ้ำเติมด้วยการพิพากษาให้ตราบาป ก็ถือว่าได้ช่วยพวกเขามากแล้ว

 

 

 

จากฮาร์วาร์ดถึงประชาธิปไตยและการไหว้ครู (17 มิถุนายน 2562) Fb Seri Phongphit

 เจ เค โรว์ลิง ผู้ประพันธ์แฮรี่ พอตเตอร์ ได้รับเชิญไปแสดงสุนทรพจน์ในวันประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่เธอได้รับดุษฎีบัณิตกิตติมศักดิ์ด้วยเมื่อปี 2009 บอกว่า หัวข้อที่เธออยากพูด คือ “อานิสงค์ของความล้มเหลว”

เธอเล่าเรื่องชีวิตของตนเองว่าล้มเหลวจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยอย่างไร การแต่งงานที่ล้มเหลว ตกงาน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อาศัยเงินสวัสดิการของรัฐไปวันๆ ไปนั่งเขียนนวนิยายในร้านกาแฟเวลาพาลูกออกไปเดินเล่น

แม้ว่าเธอจะเคยเป็นโรคซึมเศร้าเพราะความล้มเหลวในชีวิตติดต่อกัน แต่เธอก็บอกว่า อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เธอมุ่งมั่นไปกับการเขียนนวนิยาย ที่จะกลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลก

เจ เค โรว์ลิง เคยทำงานที่องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ในฐานะคนแปลสองภาษา เธอเล่าในสุทรพจน์ถึงความทุกข์ทรมานของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่ร้องขอความช่วยเหลือจากองค์กรนี้ ความรู้สึกต่อความอยุติธรรมทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง มีอิทธิพลต่อการเขียนนวนิยายของเธอด้วยไม่น้อย

เธอพูดเรื่อง “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพื่อยืนยันความจริงที่ไอน์ไตน์ได้พูดไว้ เพราะแฮรี่ พอตเตอร์ มาจากจินตนาการอันไม่มีสิ้นสุดของเธอ ก้าวข้ามพรมแดนแห่งความทุกข์ยาก ความล้มเหลว ความเจ็บปวดและความตาย

เธอสอนนักศึกษาโดยอ้างคำกล่าวของนักปราชญ์หลายคน คนหนึ่งเป็นชาวกรีก ชื่อ พลูตาร์ค (Plutarch) ที่มีชีวิตเมื่อ 2,100 ปีก่อน เขาบอกว่า “สิ่งที่เราบรรลุภายใน จะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง” (“What we achieve inwardly will change our reality”) คำที่เธอยืนยันเช่นเดียวกับมหาตมะ คานธี ที่ได้แสดงให้เห็นจากชีวิตของท่าน บารมีที่เกิดจากการเอาชนะตัวเอง สิ่งที่ท่านพูดท่านทำจึงมีพลังให้คนเชื่อและอยากเดินตาม

ในตอนท้ายของสุนทรพจน์ เธอส่งความปรารถนาดีให้ทุกคนประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดี โดยอ้างคำกล่าวของเซเนกา (Seneca) ปราชญ์โรมันเมื่อสองพันปีก่อนว่า “”ที่สำคัญไม่ใช่ว่าคุณจะอายุยืนยาวเท่าไร แต่คุณมีชีวิตที่ดีเพียงใด” (Not how long you live, but how well you live)

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่า “การสำนึกในบุญคุณคน” (หรือความกตัญญูรู้คุณ) เป็นปัจจัยที่ 1 ใน 20 อย่างที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนอยูดีมีสุข

การไหว้ครูเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณครู ไม่ใช่รู้คุณนักการเมือง หรือพรรคการเมือง ที่กำลังเป็นประเด็นที่เมืองไทย พานข้าวตอก ดอกมะเขือ ดอกเข็ม และหญ้าแพรก มีความหมายลึกซึ้งมาก สืบทอดคุณค่าดีงามของประเพณีที่สืบทอดกันมานาน เป็นอะไรที่ไม่ควรเปลี่ยนไปเป็นพานรูปนักการเมือง สัญลักษณ์พรรคการเมือง และอื่นๆ เพื่อเสียดสีประชดประชัน

ในบรรยากาศที่มักอ้าง “ประชาธิปไตย” ในการแสดงออกในประเพณีการไหว้ครู อยากแนะนำให้ครูไปฟังสุทรพจน์ของเจ เค โรว์ลิง และแนะนำให้นักเรียนไปอ่านแฮรี่ พอตเตอร์ จะได้ไม่เพียงแต่ความสนุกสนาน เพราะจินตนาการที่พาก้าวข้ามเขตแดนที่จำกัดของโลกและชีวิต แต่มีบทเรียนดีๆ อีกมากมาย

การอ่านหนังสือ อ่านนวนิยายดีๆ ประเทืองปัญญาเด็กนักเรียน เป็นอีกทางหนึ่งที่สอนเด็กให้คิดเป็น คิดนอกกรอบ แต่อยู่ในกติกาที่เหมาะสม เส้นแบ่งของกาละเทศะ สิ่งที่ควรไม่ควรอยู่ที่ไหน

ให้เด็กได้เรียนรู้ว่า “รูปแบบ เนื้อหา กระบวนการ” นั้นสำคัญทั้ง 3 อย่าง ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องแปลงพานไหว้ครูเป็นพานไหว้นักการเมือง หรือพรรคการเมือง ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นหัวคะแนนให้พรรคการเมือง แต่จะสอนเด็กให้มีวิจารณาณด้วยการทำกิจกรรมที่หลากหลาย มีโอกาสและวิธีการอื่นๆ อีกมากมายที่ให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย เพียงแต่อย่าได้เอาแต่ “รูปแบบ” ที่กลวงๆ ที่มาจากการยุยง ปลุกปั่น หรือการเลียนแบบกันทางโซเชียลมีเดีย จะได้แต่เปลือก กระพี้ประชาธิปไตย

เอาแต่รูปแบบ ไม่สนใจเนื้อหาและกระบวนการประชาธิปไตย ทำให้ได้แต่สมองกลวง นำไปสู่ประชาธิปไตยกลวง

 

ข้อเขียนเรื่อง Gandhi คานธี ลอกมาจากหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” ที่สำนักพิมพ์พระอาทิตย์จัดพิมพ์เมื่อปี 2547 โดยรวมบทความของผมจำนวน 35 บทที่เขียนลงผู้จัดการออนไลน์ก่อนหน้านั้น ผมได้เขียนเกี่ยวกับหนังดีๆ 35 เรื่อง ไม่ใช่แบบนักวิจารณ์หนัง แต่เขียนเพื่อบอกว่า ผมดูหนังแล้วเห็นอะไร หรือได้บทเรียนชีวิตอะไร

Gandhi เป็นหนังดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมได้ดูและประทับใจ ไม่ใช่เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลอะคาเดมี อะวอร์ด หรืออสการ์ 8 ตัว แต่เพราะเนื้อหาสาระที่ดีมาก

ที่มาของการเขียนเรื่องหนังดังหนังดีนั้น มาจากที่ทางผู้จัดการได้อ่านหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ของผม ที่เป็นจดหมายถึงลูก แนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ 10 เล่ม ดูหนัง 10 เรื่อง เลยขอให้ผมเขียนเรื่องหนังลงในผู้จัดการออนไลน์สัปดาห์ละครั้ง หรือรายสะดวก

ในหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ผมได้แนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” ของท่านมหาตมะ คานธี แต่ไม่ได้แนะนำให้ลูกดูหนังเรื่อง Gandhi จึงได้นำหนังเรื่องนี้มาเขียนในผู้จัดการออนไลน์

หนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” เป็นวิธีหนึ่งของพ่อสอนลูกผ่านจดหมายถึงลูก โดยแต่ละฉบับจะแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือดูหนังเรื่องหนึ่ง พร้อมกับวิเคราะห์ว่า หนังสือเล่มนั้น หนังเรื่องนั้นเป็นอย่างไร ทำไมพ่อถึงแนะนำให้ลูกอ่านหรือดู

ผมได้เสนอสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับแม่-ลูก ที่เป็นที่รู้จักดีแห่งหนึ่ง ทางสำนักพิมพ์คงเกรงใจที่จะปฏิเสธทันที บอกว่า ผมไม่ใช่นักเขียนเรื่องครอบครัว เป็นคนเขียนเรื่องการพัฒนา เรื่องสังคมมากกว่า จึงเสนอว่า จะลองนำลงนิตยสารทีละเรื่อง ถ้าคนตอบรับ เมื่อลงแต่ละเรื่องหมดแล้วก็จะรวมเล่ม

ผมได้ตัดสินใจพิมพ์เอง และให้ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดจำหน่าย ปรากฎว่า คนเขียนเรื่องการพัฒนาก็เขียนหนังสือเรื่องสอนลูกได้ พิมพ์ถึง 8 ครั้ง ละ 3,000 เล่มครับ

ส่วนหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” พิมพ์เพียงครั้งเดียว ผมตั้งใจว่า จะนำมาตีพิมพ์อีก และ/หรือทำเป็น E-Book ให้คนอ่านฟรี คงอีกไม่นาน เช่นเดียวยกับ “สอนลูกให้คิดเป็น” ที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เอาไว้แจกโอกาสสำคัญครับ

 

Gandhi คานธี

 

“ผู้ชายคนเดียวเดินอยู่บนถนนฝุ่นฟุ้ง มีอาวุธแค่ไม้เท้ากับความซื่อสัตย์ ต่อกรกับสหราชอาณาจักร” เป็นคำพูดของชาวอังกฤษที่ปกครองอินเดียพูดถึงคานธี ซึ่งคนอินเดียพร้อมใจกันเรียกว่า “บิดาแห่งชาติ” และเคารพนับถือเป็น “มหาตมะ” (วิญญาณที่ยิ่งใหญ่)

เขาใช้หลักอหิงสานำชาวอินเดียลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอาณานิคมอย่างอังกฤษ ซึ่งคานธีบอกว่า “คุณทำตัวเป็นนายในบ้านคนอื่น คุณกดขี่เราเพื่อควบคุมเรา ที่สุดพวกคุณต้องไป คุณมีแค่หนึ่งแสน ควบคุมคนอินเดีย 350 ล้านคนไม่ได้หรอกถ้าพวกเขาไม่ร่วมมือด้วย นั่นคือสิ่งที่พวกเราจะทำด้วยความสงบ อหิงสา ไม่ร่วมมือจนกว่าพวกคุณจะจากไป”

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและที่อังกฤษกลัวมากกว่าการใช้กำลังติดอาวุธเสียอีก เพราะนั่นหมายถึงศัตรูที่สู้กันชัดเจน ด้วยยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเดียวกัน กฎกติกาเดียวกัน แต่คานธีใช้วิธีอื่น วิธีของเขา ซึ่งดูจะสู้ยาก เขาใช้อหิงสาตอบโต้ความรุนแรง

เขาสอนเรื่องนี้ให้หมอสอนศาสนาชาวอักฤษที่ไปหาและอยากช่วยเขาที่แอฟริกาใต้ว่า “พระเยซูทรงสอนว่า ใครตบแก้มซ้ายให้หันแก้มขวาให้ คงหมายถึงความกล้า เต็มใจยอมรับการทำร้าย ถูกตีหลายครั้งเพื่อให้เห็นว่า เราจะไม่ตอบโต้หรือหลบหลีก แต่เมื่อทำเช่นนั้น บางอย่างในธรรมชาติมนุษย์จะทำให้ความเกลียดของเขาลดลงและความนับถือเพิ่มขึ้น”

มหาตมะคานธีบอกกับนักการเมืองทั้หลายว่า อย่ามัวแต่ตีฝีปากกันอยู่เลย การได้มาซึ่งเอกราชจะต้องทำอะไรมากกว่าการแสดงสุนทรพจน์งดงามแข่งกัน เขาเรียกร้องให้ลงไปยืนอยู่ข้างคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา รับรู้ปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา แก้มาจากข้างล่าง ไม่ใช่จากบนเวที

ตอนต้นๆ หลายคนมองว่า อหิงสาเป็นความพ่ายแพ้ ไม่ยอมสู้ คานธีประกาศว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในการต่อสู้เสมอ ที่ใดมีความอยุติธรรมเราจะต้องต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมัน คำถามมีอยู่ว่า เราต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมันหรือเพื่อลงโทษ เราทุกคนเป็นคนบาป ควรให้พระเจ้าเป็นผู้ลงโทษเอง ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ มีวิธีอื่นที่ดีกว่าการระเบิดรางรถไฟ หรือใช้มีดดาบฆ่าคน”

ความจริง การต่อสู้แบบอหิงสามองอีกด้านหนึ่งก็ใช่ว่าจะไม่รุนแรง เพียงแต่ความรุนแรงไม่ได้เป็นเป้าหมายหรือวิธีการ เป็นผลตามมาที่บางครั้งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายของอหิงสาไม่ใช่บีบบังคับใครเปลี่ยนโดยใช้กำลังและความรุนแรง หากแต่หาทาง “เปลี่ยนใจ” เขา ไม่ใช่ฆ่าเขา

คานธีเป็นนักกฎหมาย จบจากอังกฤษ เขารู้ว่า “ถ้าเราตอบโต้อย่างรุนแรงเรากลายเป็นคนเถื่อน เขาเป็นกฎหมาย เขากลายเป็นคนถูกต้องและเราเป็นคนผิดทันที” เขามีวิธีอื่นที่ดีกว่า เช่นแค่ประกาศว่า จะทำให้คนอินเดียทั่วประเทศหยุดงานทุกอย่างหนึ่งวัน และร่วมกันสวดมนต์ในวันนั้น อังกฤษก็ตัวสั่นแล้ว เพราะถ้าคนอื่นพูดอาจจะไม่น่ากลัวอะไร แต่นี่คานธีเป็นคนประกาศเอง เขาทำได้เพราะมีบารมีที่ชาวอินเดียทั้งประเทศเคารพและติดตาม

เหล่านี้เป็นบางส่วนของ Gandhi (1982) หนังใหญ่ที่ได้รางวัลออสการ์ถึง 8 ตัว หนังอย่างนี้ควรสร้างให้มาก โดยเฉพาะในยุคที่โลกร้อนระอุด้วยไฟแค้นและสงคราม ผู้คนสนใจแต่ว่าจะจัดการกับปัญหาต่างๆ ให้เสร็จไปโดยเร็วได้อย่างไร ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ และที่คว้าได้ไวที่สุดก็ไม่พ้นความรุนแรงแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

มหาตมะคานธีเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ยิ่งใหญ่เพราะมีความเชื่อมั่นในหลักอหิงสา หรือการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา ท่านไม่ใช่ศาสดาที่เทศน์สอนและมีสำนักส่วนตัว แต่เป็น “ประกาศก” (Prophet) ผู้ประกาศการต่อสู้ด้วยชีวิตของตนเอง ลงไปขลุกกับคนจน ทอผ้าเอง ทำงานทุกอย่างเองในอาศรมหรือชุมชนเล็กๆ ที่ก่อตั้งเพื่อเป็นต้นแบบและเพื่อการเรียนรู้ จนถึงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แม้จะไม่เคยดำรงตำแหน่งใดๆ แต่มีอิทธิพลอย่างสูงในการก่อตั้งรัฐบาลของอินเดียและปากีสถานหลังจากได้รับเอกราชในปี 1947

ชีวิตของมหาตะมคานธีมีรายละเอียดและความยิ่งใหญ่กว่าในหนังมากนัก ต้องไปอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” อัตชีวประวัติของท่าน และเล่มอื่นๆ เพื่อจะได้เรียนรู้และซึมซับบทเรียนชีวิตของ “วิญญาณที่ยิ่งใหญ่” หรือ ”มหาตมะ” ผู้นี้

เท่าที่ปรากฎสามชั่วโมงเศษของหนังเรื่อง Gandhi ก็พอทำให้ได้สัมผัสกับมหาบุรุษผู้นี้ตั้งแต่เขาไปทำงานเป็นทนายความที่แอฟริกาใต้ ซึ่งมีคนอินเดียอยู่เป็นจำนวนมาก ฉากแรก็ถูกถีบลงรถไฟเพราะไปนั่งชั้นหนึ่ง ซึ่งคนผิวสีไม่มีสิทธิ์ แต่นักกฎหมายหนุ่มจากอังกฤษคิดว่าเขามีเงินซื้อตั๋วได้ก็ต้องนั่งได้ ทำให้ได้บทเรียนอันเจ็บปวดครั้งแรกถึงความไม่เป็ธรรม การกดขี่ทางเชื้อชาติสีผิวในประเทศที่เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้คานธีหนุ่มเริ่มการต่อสู้กับกฎหมายไม่เป็นธรรม เช่นเมื่อมีการออกกฎหมายให้คนอินเดียพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งคานธีเห็นว่าไม่มีความจำเป็นและเลือกปฏิบัติ เขาบอกว่า “เราจะไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ และจะไม่ฆ่าใคร” เขาเรียกร้องให้ชาวอินเดียต่อสู้กับความโกรธแต่ไม่ไปกระตุ้นความโกรธ ต่อสู้กับความรุนแรงแต่ไม่ไปกระตุ้นความรุนแรง เอาหนังสือเดินทางไปเผาทิ้ง แม้จะถูกตีอย่างทารุณก็ยอม

ถ้าอำนาจรัฐจัดการด้วยความรุนแรง “เราจะไม่ตอบโต้ เราจะรับมัน ความเจ็บปวดของเราจะทำให้เขาเห็นความไม่เป็นธรรม เรายอมไม่ได้ เขาอาจจะทารุณกรรมร่างกายผม หักกระดูกผม หรืออาจจะฆ่าผม แต่เขาจะได้ร่างไร้วิญญาณของผมเท่านั้น ไม่ได้วิญญาณผม ไม่มีทางทำให้ผมเชื่อฟังเขาได้”

คานธีกลับไปอินเดียเมื่อปี 1915 อย่างวีรบุรุษ ข่าวคราวการต่อสู้ของเขาที่แอฟริกาใต้เป็นที่รับรู้ทั่วอินเดีย เขาเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสัมผัสกับสภาพและปัญหาชีวิตจริงของชาวบ้าน ได้เห็นความไม่เป็นธรรม การกดขี่ของอำนาจรัฐ อำนาจอาณานิคม

คานธีได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นที่ส่งผลให้คนไม่มีงานทำยากจนลงไปอีก ที่เคยทอผ้านุ่เองขายเองก็เลิก ไปหาซื้อผ้าจากแมนเชสเตอร์ที่อังกฤษส่งเข้าไปขาย โรงงานต่างๆ ตั้งขึ้นมาทำให้อาชีพชาวบ้านต้องเลิกล้มไป อย่างเคยทำเกลือขายแบบพื้นบ้านก็ต้องเลิกเพราะมีโรงงานเกลือขนาดใหญ่โดยนายทุนอังกฤษ

เขาเห็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวฮินดู มุสลิม ซิกข์ การรบราฆ่าฟันกันตั้งแต่ในหมู่บ้านไปจนถึงพรรคการเมือง และกลุ่มผู้นำชบวนการกอบกู้เอกราช ปัญหาซึ่งยืดเยื้อและไม่หยุดแม้เมื่อได้รับเอกราช และนี่คือประเด็นที่นักล่าอาณานิคมชอบหยิบยกมาอ้างความชอบธรรมในการเข้าครอบครองว่า ต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ถ้าเราไม่มาพวกคุณฆ่ากันตาย เรามาช่วยดูแลจัดระเบียบบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข ข้ออ้างแบบ “อาณานิคม” ที่ไม่เคยเก่า

มหาตมะคานธีตอบว่า “ทุกประเทศมีปัญหาคนกลุ่มน้อย มีปัญหาระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่มันเป็นปัญหาของเรา ไม่ใช่ปัญหาของคุณ” คนอังกฤษได้ยินแต่ไม่ฟัง เหมือนมหาอำนาจในปี 2004 ที่บางประเทศอ้างตัวเป็นผู้คอยดูแลระเบียบโลก ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ ก้าวก่ายไปทั่ว

แล้ววันหนึ่งก็เกิดความรุนแรงนองเลือดจนได้ เมื่อนายพลอังกฤษขนกองกำลังไปสังหารหมู่ชาวอินเดียที่รัฐอมริตสาตายไป 1,516 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน โชคดีที่เอารถถังเข้าไปไม่ได้เพราะถนนแคบ ไม่งั้นคงตายมากกว่านี้

แต่อหิงสาก็ไม่ได้ตอบโต้ อย่างที่เห็นในอีกฉากหนึ่งที่ยืนยันหลักปรัชญาของมหาตมะคานธีได้ดีที่สุด คือฉากที่คนอินเดียเดินหน้าเรียงสี่เข้าไปให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษตีจนบาดเจ็บหัวร้างข้างแตกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน จนทำให้หลายคนแคลงใจว่า หลักอหิงสาแก้ปัญหาได้จริงหรือ คำถามที่คนจำนวนมากยังค้างคาใจและถามกันจนถึงทุกวันนี้

คำตอบของมหาตมะคานที่พูดในท้ายหนังเรื่องนี้คือ “เมื่อฉันท้อแท้ ฉันจะคิดถึงประวัติศาสตร์ ที่ความจริงและความรักจะเป็นผู้ชนะเสมอ สังคมไม่เคยขาดทรราชและฆาตรกร และระยะหนึ่งดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ยงคงกะพันและเป็นผู้ชนะ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอดสักราย”

ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟันทำให้โลกตาบอด มองไม่เห็นทางรอดที่มาจากอหิงสา หลักการที่ต้องเชื่ออย่างหนักแน่นมั่นคง และปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณแบบคานธี (Gandhian Sprit) แม้จะไม่มี “วิญญาณยิ่งใหญ่” (Great Soul) เท่าท่านก็ตาม

(Gandhi ภาพยนต์ความยาว 183 นาที โดยผู้กำกับ Richard Attenborough แสดงโดย Ben Kingsley, Candice Bergen, Edward Fox และอื่นๆ ได้รับรางวัลออสการ์ 8 ตัว ภาพยนต์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับ ดารานำชาย บทภาพยนต์ และอื่นๆ )