phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ปรับฐานคิด

ปรับฐานคิด (581)

สยามรัฐรายวัน 22 พฤษภาคม 2562

การประชุมสุดยอดเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์เมื่อต้นปี 2018 มีข้อสรุปเรื่องทักษะ7 ประการ ที่เด็กแห่งศตวรรษที่ 21 “ต้องมี” เพื่อให้สามารถทำงานและอยู่ได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วนี้ โดยเขาเน้นที่โรงเรียน ขอขยายความดังนี้

               1. ความคิดวิพากษ์และแก้ปัญหาเป็น โรงเรียนควรสอนเด็กให้ตั้งคำถามและคิดเองได้ ไม่ใช่สอนแต่คำตอบสำเร็จรูป หรือท่องจำคำตอบหรือความคิดของครู ผู้ซึ่งต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของเด็ก ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ การมีเหตุผลในความคิดต่าง

               2. ความร่วมมือและการการเป็นผู้นำด้วยการชักจูง คือ ให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น เรียนรู้การนำด้วยบารมี มิใช่ด้วยอำนาจสั่งการ หรือด้วยกฎระเบียบ เป็นทักษะทางสังคม คือ EQ คืออยู่ร่วมกับคนอื่นเป็น ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เห็นอกเห็นใจ

               3. ความคล่องตัวตัวและปรับตัวเป็น เด็กรู้จักเรียนรู้ใหม่ (relearn) เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว มีความยืดหยุ่น รู้จักประนีประนอม รับฟัง ปรับปรุงแก้ไข

               4. การริเริ่มและความคิดแบบนักประกอบการ เด็กควรได้รับแรงบันดาลใจให้ “ทำเป็น” ไม่ใช่ “ดีแต่พูด” สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เรียนด้วยการลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่ท่องหนังสือไปสอบ ท่องแต่ทฤษฎีไม่มีรูปธรรม

               5. สื่อสารด้วยการพูดและการเขียนได้ดี การสื่อสารชัดเจนคือกุญแจสำคัญของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่ใช้ความรู้เป็นฐาน สำคัญ เพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกแห่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน องค์กร เป็นโลกที่ต้องมีทักษะดีในการสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่น กับสังคม

               6. การเข้าถึงและการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร เด็กต้องแยกแยะระหว่างข้อเท็จกับข้อจริงเป็น ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้ ที่เทคโนโลยีทันสมัยทำให้ไหลเวียนท่วมท้นจนต้องเลือกให้เป็น แยกให้ได้ เพราะมีข้อมูลที่เป็นเท็จ

               7. การอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการ เด็กต้องเป็นนักสืบค้น ครูส่งเสริมการสร้างสรรค์ นวัตกรรม ให้ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาเต็มที่ ไม่กดดัน กดทับศักยภาพไม่ให้เจริญเติบโต

               นี่คือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่องานแห่งอนาคต ความปรารถนาของบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนายจ้าง ที่อยากได้ลูกจ้างที่เหมาะสมกับงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความท้าทายสูง

นักจิตวิทยาก็มีกรอบเกณฑ์คล้ายกัน ที่เพิ่มเติมอย่างสำคัญ คือ ๑) การรู้ตัวเอง (self-awareness) การมีสติ มีสมาธิ ๒) มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีเป้าหมาย และแรงจูงใจที่ไม่ได้มาจากการถูกบังคับ หรือเพราะรางวัลหรือการลงโทษ แต่มาจาก “ใจ”

               ๓) มีพลังใจเข้มแข็ง ไม่ท้อ ล้มแล้วรู้จักลุก คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือคนที่ล้มแล้วลุกเป็น เดินหน้าไม่ยอมแพ้ ๔) สอนให้แสวงหาและมองโลกที่แตกต่างได้ ไม่ใช่บังคับให้คิดและมองเห็นโลกเดียว วีธีคิดเดียว

               ในฐานะคนทำงานพัฒนาสังคม พัฒนาชุมชนคนรากหญ้า ขอให้ข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ว่า ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ ที่ประชุมที่ดาวอส นักจิตวิทยา นักการศึกษา ล้วนแต่เป็นคนจากประเทศพัฒนาแล้ว เป็นเจ้าของทุน เจ้าของการประกอบการข้ามชาติที่ไปร่วมงานนี้ เป็น “นายจ้าง” ที่อยากได้ลูกจ้างดี

แม้ว่าจะมีตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่สุด ถ้าใช้ภาษาวิเคราะห์แบบซ้ายเก่า เหล่านี้ คือแนวคิดของนายทุนและจักรวรรดิ์นิยมใหม่ ลัทธิอาณานิคมใหม่

               สังเกตให้ดี แม้จะมีการพูดเรื่องทักษะความร่วมมือ การปรับตัว แต่ไม่มีการพูดถึงทักษะที่ทำให้เคารพ “สิทธิ” ของผู้อื่น เคารพความเป็นธรรม ความเสมอภาค จิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ไม่พูดเรื่องการเรียนรู้วินัยชีวิต การเคารพกฎหมาย ไม่พูดเรื่องหลักนิติธรรม (rule of law) ในระดับสากล รากฐานของการค้าที่เป็นธรรม (fair trade) ไม่ใช่พูดแต่การค้าเสรี (free trade) ที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

               พวกเขามองข้าม (take it for granted) เรื่องสิทธิ ความเป็นธรรม ไม่ต่างจากการนำสารเคมีฆ่าหญ้าฆ่าแมลงมาขาย แล้วบอกว่า ไม่เป็นอันตราย แต่ในประเทศตนเองกลับห้ามใช้ อ้างหลักนิติธรรมในบ้านตนเอง แต่ไม่เคารพนิติธรรมในบ้านเมืองอื่น

               สิทธิเป็นเรื่องการเคารพคนอื่น สร้างรากฐานการมีวินัยกับตัวเองและกับคนอื่น การอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมประชาธิปไตยที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีสิทธิเสรี เสมอภาค และด้วยความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง

               เพราะแม้ทักษะที่พึงปรารถนาข้อแรกจะว่าด้วยความร่วมมือ ให้ทำงานร่วมกับคนอื่นเป็น แต่ไม่ได้บอกว่าจะต้องไม่เอาเปรียบ ไม่เอาชนะ ซึ่งโรงเรียนจะต้องสอนเรื่องนี้ แต่ระบบโรงเรียนทำให้เด็กแข่งขัน เอาชนะ เป็นระบบที่แพ้คัดออก เด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังยังมีอีกมาก ระบบเองที่สร้างความเหลื่อมล้ำ

               การสอนไม่ให้เอาเปรียบ ไม่ให้ผูกขาด แต่แบ่งปันโอกาส แบ่งปันทรัพยากรแก่ผู้อื่น ดาวอสไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และไม่ได้เน้นว่าเป็นทักษะที่ต้องมี หรือที่พึงปรารถนาเพื่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืน ร่วมมือกันทำให้ทรัพยากรยังอยู่เผื่อลูกหลานในอนาคต

               ไม่ได้เน้นเรื่องการพัฒนาจิตสำนึกให้เคารพสิ่งแวดล้อม เคารพตนเอง เคารพคนอื่น ซึ่งต้องเป็นรากฐานของการพัฒนาศักยภาพและทักษะของเด็ก ไม่เช่นนั้นก็จะสร้างคนที่มีทักษะในการคิดสร้างสรรค์เพื่อเอาเปรียบคนอื่น ผูกขาด ไม่ได้แตกต่างอะไรจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

               เป็นแนวคิดที่มองชีวิตแยกส่วน แยก “คุณธรรม” ออกไป ทำให้คนเป็นเพียงแรงงาน วางรากฐานการแข่งขัน การผูกขาด การเอาเปรียบกันตั้งแต่เด็กเล็ก สังคมไทยก็รับปรัชญานี้มาทั้งดุ้น เน้นการสร้างแรงงาน แปรเป็นการศึกษาไทย แต่ไม่เป็นไท

เรื่องเจ้าปิงปอง หมาแสนรู้ที่โคราช ที่ช่วยทารกที่ถูกฝังไว้ในดินให้รอดเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เจ้าปิงปองคงเป็นหมา “พันธุ์โรด” หรือพันธุ์ทาง เช่นเดียวกับหมาไทยทั่วไป แต่เป็นหมาที่ใครๆ ก็รัก เพราะมันซื่อสัตย์ สอนง่าย ช่วยงานเจ้าของทำงานในไร่ ไล่ต้อนวัวได้

ข่าวบอกว่า เจ้าปิงปองขาพิการหนึ่งข้าง ใช้งานไม่ได้ เพราะถูกรถชน แปลว่ามันเดินวิ่ง ๓ ขา แต่ก็ยังสามารถทำอะไรได้ดีไม่น้อยกว่าหมา ๔ ขา ทำให้ผมคิดถึงเรื่อง “เจ้าสามขา” ของผม

เจ้าสามขาเป็นหมาในจินตนาการ ในนิทานที่ผมเล่าให้ลูกฟังตอนลูกยังเล็ก ว่าเป็นหมาแสนรู้ฉลาด ซน จนวันหนึ่งโดนรถทับขาข้างหนึ่ง จึงเดินวิ่งสามขา เจ้าของและใครๆ รักมัน ทำให้หมาจตัวอื่นอิจฉาและหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา แต่เจ้าสามขาก็ผ่านมาได้ทุกที เพราะความฉลาดรู้จักเอาตัวรอดได้ในยามยากลำบาก

ที่สุด วันหนึ่งบรรดาเจ้าตูบขี้อิจฉาสุมหัวกันคิดว่าต้องทำอะไรที่สาหัสกว่าที่เคยทำ จึงพากันขุดหลุมวางกับดักเจ้าสามขา ซึ่งก็ถูกหลอกให้ตกลงไปในหลุมจริงๆ หลุมลึก ขึ้นไม่ได้ แต่สวรรค์มีตา ฟ้าโปรด มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้าหมู่บ้าน ไปเที่ยวจับหมาตามถนน บรรดาเจ้าตูบนักแกล้งโดนจับไปแล่เนื้อเถือหนังกันหมด เมื่อรถจากไป เจ้าสามขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนให้ขึ้นมาจากหลุม

วันหนึ่ง ผมนั่งที่หน้าบ้าน เสี่ยวหงษ์ ลูกสาวคนเล็กอายุประมาณ 4-5 ขวบของดร.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ มาที่บ้าน มานั่งรอ “พี่ขวัญ” ลูกสาวของผม คุยกันไปมา ผมถามเสี่ยวหงษ์ว่า มีนิทานอะไรสนุกเล่าให้ลุงฟังบ้างสิ เสี่ยวหงษ์ก็เล่าเรื่องเจ้าสามขา

แต่ตอนจบเธอเล่าว่า เมื่อพวกหมาขี้อิจฉาแกล้งจนเจ้าสามขาตกลงไปในหลุมขึ้นไม่ได้ พวกมันก็รู้สึกเสียใจ จึงพากันช่วยเจ้าสามขาขึ้นมา และกลายเป็นเพื่อนดีต่อกัน จบ

ผมบอกเสี่ยวหงษ์ว่า หนูได้ยินเรื่องนี้จากไหน เสี่ยวหงษ์ตอบว่า จากพี่ขวัญ พอดีลูกสาวผมเดินมา ผมถามลูกว่า หนูเปลี่ยนนิทานของพ่อตอนจบหรือ ลูกสาวตอบว่า ใช่ เพราะเรื่องของพ่อจบแบบโหดเกินไป

ผมยอมรับว่า ตนเองไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ว่ามีความละเอียดอ่อนเพียงใดสำหรับเด็ก เราผู้ใหญ่ใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงจนไม่รู้ว่ามันรุนแรง เรื่องราวในบ้านเมือง ที่เป็นข่าว หรือที่ทำเป็นหนังเป็นละครในสื่อต่างๆ ก็เต็มไปด้วยฉากและเรื่องราวที่รุนแรง เลือดท่วมจอ ตบตีกัน นั่นคือสภาพแวดล้อมที่เราและลูกเราเติบโตขึ้นมา

ผมเล่าเรื่องเจ้าสามขาเมื่อกว่า ๒๕ ปีก่อน พอดีพ้องกับเรื่องเจ้าปิงปองโดยบังเอิญวันนี้ ที่ทั้ง “พี่ขวัญ” กับ “เสี่ยวหงษ์” ต่างก็เติบโต พี่ขวัญเป็นแพทย์หญิง เสี่ยวหงษ์เป็นสัตวแพทย์หญิง ทั้งสองคงช่วยเหลือรักษาคนรักษาสัตว์ด้วยความเมตตา

ยังมีอีก ตอนที่ลูกชาย “โดม” พี่ชายขวัญ อายุได้ขวบเศษ ผมเล่านิทานเรื่องแรกให้ลูกฟัง เขานอนอยู่บนตัก ฟังพ่อด้วยความตั้งใจ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีวัวตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่กลางทุ่ง กินไปๆ อย่างมีความสุข ทันใดนั้น มีสิงโตตัวหนึ่งค่อยๆ คลานมาช้าๆ เงียบๆ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แล้วกระโจนงับขาวัว” ผมจำภาพตอนนั้นได้ติดตา ลูกสะดุ้งอย่างแรง ตกใจ ตั้งแต่นั้นมา แกเห็นรูปสิงโตที่ไหนก็จะเอานิ้วจิ้มลงไปที่ภาพ บอกว่า “เกลียดๆๆ” เกลียดที่สิงโตไปทำร้ายวัว

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อกว่า 35 ปีก่อน วันนี้โดมเรียนจบปริญญาโทการแสดงและการสอนไวโอลินที่มหาวิทยาลัยศิลปะเบอร์ลิน เล่นและเป็นครูสอนไวโอลินที่เบอร์ลิน เยอรมนี อาชีพละเอียดอ่อน ที่ทำให้คนมีความสุข

ผมเล่าเรื่องความรุนแรงที่ตนเองใส่ลงไปในนิทานโดยไม่รู้ตัว หรือว่าความรุนแรงอยู่ใน DNA ของผม ของเรา ของสังคม เบ้าหลอมที่ร้อนและเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกหลานเรา เสียใจครับ เล่ามาเผื่อว่าจะเป็นบทเรียนให้คนอื่นได้ด้วย จะได้ “เพลามือ” ลงบ้าง ตั้งสติก่อนพูดก่อนทำ ก่อนเล่า แล้วเราจะไม่เสียใจภายหลัง

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒

สยามรัฐรายวัน 15 พฤษภาคม 2562

โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรมเกิดขึ้นทุกวันนับพันอย่าง มาจากหลักคิดหลักวิชาใหม่ที่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผู้บริหารนโยบาย หน่วยงานของภาครัฐถ้าไม่สนใจ ก็จะหลงยุคตกสมัย ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง จึงมักตั้งกรอบกรงขังตัวเองในแนวคิดที่ล้าสมัย

            รถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดใหญ่ก็ไม่เท่าไร แต่รถยนต์ไร้คนขับมาเร็วกว่าที่คิด และอีกหลายอย่างก็กำลังตามมาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เรื่องของประเทศร่ำรวย เรื่องคนรวย การเปลี่ยนแปลงต่างๆ มีผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจน

            ใครจะคิดว่า ในเวลาไม่กี่ปี ผู้คนจะมีมือถือสมาร์ทโฟนเกือบทุกคน และกำลังจะเข้าสู่ยุค 5G ที่อะไรๆ ก็สัมพันธ์กันอย่างคาดไม่ถึง ข้าวของเครื่องใช้เชื่อมต่อและสั่งการได้หมดไม่ว่าอยู่ที่ไหน

            ข่าวดี โจรขโมยคงจะเข้าบ้านยากขึ้น อาชญากรรมก็น่าจะลดลง รถยนต์ไร้คนขับคงจะช่วยให้อุบัติเหตุบนถนนลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

            คาดการณ์ว่า ในอีก 2-3 ปีนี้ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะรถยนต์ไฟฟ้าออกมาสู่ตลาดใหญ่ รถยนต์ใหม่ทุกคันจะเป็นรถไฟฟ้าในอีก 5 ปี และอีก 10 ปีข้างหน้า รถไฟฟ้าจะครองเมือง

            ทุกวันนี้ ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้มีแต่บริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดเดิม แต่เป็นบริษัทที่ทำมือถือ ทำสื่อ อย่างแอบเปิล กูเกิ้ล หรือไดสัน ที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ไปตั้งฐานผลิตรถไฟฟ้าที่สิงคโปร์ วันนี้มีผู้ผลิตรถไฟฟ้าเป็นร้อยราย รวมไปถึงรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นเหมือน “คอมพิวเตอร์ติดล้อวิ่งได้” เท่านั้น

            รถยนต์ไฟฟ้าใครๆ ก็ซื้อได้ เพราะค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าการใช้รถยนต์น้ำมันถึง 10 เท่า รถราคาก็ถูกลงเพราะแบตเตอรี่ราคาลดลงปีละ 20% และกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำลายล้าง (disrupt) ระบบไฟฟ้าสายแบบเดิม อย่างที่รถยนต์ไฟฟ้าทำลายอุตสาหกรรมน้ำมัน

            แบตเตอรี่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วและผลิตกันใหญ่โตในหลายประเทศ รวมทั้งไทยก็กำลังชวนใครต่อใครมาลงทุน จะรวมถึงแบตที่เก็บไฟฟ้าจากแสงแดดใช้ในบ้าน อาคาร สำนักงาน และทั่วไป จนการผลิตไฟฟ้าแบบเดิมที่แพงกว่าจะหมดไป ไม่ว่าถ่านหิน น้ำมัน หรือนิวเคลียร์

            ใครที่คิดว่าเรื่องเหล่านี้ไกลตัว ก็ขอให้ดิดถึงสมาร์ทโฟนในมือชาวบ้านในหมู่บ้านชนบท ที่ ไม่ได้เพียงรับเข้าโทร.ออก แต่ดูหนังฟังเพลง ดูละคร ส่งไลน์ก็ทำได้อีกต่างหาก

            เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ผู้นำประเทศ คนที่เกี่ยวกับนโยบาย มักตามไม่ทัน ทำให้บ้านเมืองหล้าหลัง เพราะเชื่อเทคโนเครตและนักวิชาการหัวโบราณที่คิดคำนวณทุกอย่างเป็น “เส้นตรง” (linear) ที่ไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะมาเร็ว จึงมีแต่กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนา

            หรือไม่ก็เพราะถูกทุนใหญ่ครอบงำ มีผลประโยชน์ร่วม ต้องการขาย “ของเก่าตกค้าง” ไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะยื้อไม่อยู่จึงยอมให้กระแสโลกไหลเข้ามา อย่างเรื่องพลังงานถ่านหิน เรื่องสารเคมีอันตรายในการเกษตร หรือรถยนต์ใช้น้ำมัน ที่มีโรงงานผลิตอะหลั่ยและชิ้นส่วนใหญ่ในไทย

            การเปลี่ยนแปลงมาแบบ “ตัว S” เริ่มช้าแต่แล้วก็พุ่งขึ้นไปเร็วมาก เรียกการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ที่คนมักตามไม่ทันว่า “เปลี่ยนแบบทำลายล้าง” (disruptive) แบบที่ทำให้บริษัทโกดักเจ๊งไปเพราะเขาเลิกใช้ฟิล์มไปถ่ายรูปแบบดิจิตัลทางมือถือและกล้องสมัยใหม่กันหมด

            ประเทศไทยยังวุ่นวายเรื่องการเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล การแบ่งเก้าอี้ ก็ยังดีที่มีพรรคที่ประกาศว่า จะนำนโยบายที่ประกาศไว้มาทำให้ได้ อย่างเรื่องกัญชา เรื่องการเกษตร เพิ่งจะรู้ว่าถ้าไม่ทำอะไรจะเสียประโยชน์

            วันนี้วิทยาศาสตร์เขาพูดกันเป็น 11 มิติ ที่เชื่อมอดีต ปัจจุบัน อนาคตเป็นหนึ่ง เชื่อมจักรวาลทั้งหมดเข้าด้วยกันด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์ใหม่อย่าง String Theory ที่มีผลต่อทัศนะว่าด้วยความเป็นจริง โลกและชีวิต

            บ้านเรายังพูดกันแค่ 3 มิติ ที่จริงก็มีมิติที่ 4 สัมผัสที่ 6 หรือมากกว่านั้น แต่ต้องไปที่สำนักเจ้าเข้าทรง หรือเข้าวัด โดยไม่เข้าใจว่า เหล่านี้วิทยาศาสตร์ยุคใหม่เขากำลังค้นหาค้นพบ หลายอย่างก็มีอยู่ในหลักพุทธศาสนา เรื่องจิต เรื่องสมาธิ เรื่องพลังที่มาจากจิตของคน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนชีวิต ไม่น้อยไปกว่าพันธุกรรม

            เรื่องของโลกแห่งวิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด และอื่นๆ ก็อยู่ในวิถีวัฒนธรรมของไทย แต่เราไม่ได้สนใจ นึกว่าเป็นเรื่องงมงายไสยศาสตร์ ขณะที่โลกเขากำลังสนใจศึกษาเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างสิ่งที่ปรัชญาและศาสนาเรียกว่า “อุตรภาวะ” (transcendence) คือภาวะในมิติที่สูงขึ้นของจิตสำนึก ที่ผู้ปฏิบัติธรรมสัมผัสได้

            ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร เมืองไทยก็ยังมีดิน มีน้ำ มีแดด ปัจจัยสำคัญเพื่อผลิตอาหารและพลังงานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ถ้ารัฐบาล คนทำนโยบายเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและตามโลกทัน ก็จะจัดจุดยืนของประเทศไทยให้เหมาะสมได้ แม้อาจจะไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด

ก็ไม่ได้แปลว่าจะให้คนไทยไปเป็นเพียงแรงงานถูกๆ เพื่อผลิตแบตเตอรี่ ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รถไฟฟ้า แต่จะพัฒนาจุดแข็งของไทยให้พึ่งพาตนเองได้ด้วยปัจจัย 4 และผลิตยา อาหารและพลังงานให้โลกได้ด้วย

ทางอีศาน พฤษภาคม ๒๕๖๒

การวิจัย ได้กลายเป็น “ตาบู” (taboo) คือ อะไรที่คนไม่อยากพูดถึง เพราะดูเป็นความลึกลับซับซ้อน น่ากลัว เป็นเขตแดนของผู้รู้ นักวิชาการ ไม่ใช่เรื่องราวที่ชาวบ้านคนธรรมดาทำได้ทำเป็น

            งานวิจัย โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนามักเป็นการไปเสริมอำนาจทุนหรืออำนาจรัฐ หรือไม่ก็ไปขึ้นหิ้งเพราะเป็นแค่ “การสำเร็จความไคร่ทางปัญญา” (intellectual masturbation) ของนักวิชาการ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของผู้คน

            นักศึกษาปริญญาโทกลัวการวิจัย ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกสาขาวิชาที่เรียนโดยไม่ต้องวิจัย แค่ทำงานวิชาการสักชิ้นที่เรียกว่าสรรพ์นิพนธ์ หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ “การวิจัย” เต็มตัว

            อาจารย์บางคนก็ “ซาดิสท์” ชอบทำให้นักศึกษากลัว ขู่ด้วยการพูดถึงแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยงานวิจัยอย่างพิสดารพันลึก จนนักศึกษาหลายคนท้อตั้งแต่เรียนชั่วโมงแรก

            คงเพราะอาจารย์บางคนกลัวนักศึกษาจะไม่รู้ว่าตนเองรู้มาก ความจริง คนฉลาด คนเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง แต่เป็นคนที่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เรื่องที่ดูเหมือนทำไม่ได้ ให้สามารถทำได้ ส่วนนักวิชาการที่ไม่รู้จริง คือ คนที่ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น

            ความจริง การวิจัย คือ กระบวนการค้นหาความจริงบางอย่างที่ยังไม่รู้ หรือไม่รู้ชัดแจ้ง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการทางวิชาการบางอย่าง ทำให้ได้ผลลัพท์ที่น่าเชื่อถือ

            ถ้าไม่ติด “กรอบวิชาการ” จนเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” และ “ผลลัพท์” ก็จะพบว่า ความรู้ต่างๆ ในท้องถิ่น ในสังคมก็ล้วนแต่ผ่าน “กระบวนการวิจัย” มาทั้งสิ้น ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ “วิจัย” โดยใช้เวลานานหลายปี หลายสิบ หลายร้อยปี จนได้ผลลัพท์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ดูปัจจัย ๔ ในวิถีชีวิตประจำวันก็จะพบความล้ำลึกของภูมิปัญญา ซึ่งเป็นผลงาน “วิจัย” ของบรรพชนเป็นร้อยเป็นพันปี ล้วนวิจิตรพิสดารและต้อง “ถอดรหัส” จึงจะเข้าใจคุณค่าและความหมายอันลุ่มลึกได้

วันนี้สังคมมีกรอบเกณฑ์ในการวัดความรู้ งานวิจัยไปอีกแบบ คิดว่าคนจบมหาวิทยาลัยรู้มากกว่าชาวบ้านที่จบประถมมัธยม ปริญญาตรีดีกว่าปริญญาโท ปริญญาเอกรู้ดีเหมือนเทวดา ทั้งๆ ที่ด็อกเตอร์โง่ๆ ก็มีมากมาย

เพราะการเรียนรู้ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ข้อมูลหรือความรู้ แต่วัดกันที่ “ปัญญา” คนทำงานวิจัย คนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอก มักเต็มไปด้วยข้อมูล และเชื่อมข้อมูลให้เป็นความรู้ แต่ไม่มี“ปัญญา”

จะเกิดปัญญาได้ต้องตกผลึก ต้องสรุปเป็นหลักคิด หลักการ เป็นปรัชญา ที่ต้องผ่านกระบวนการหล่อหลอม การวิเคราะห์วิจารณ์ถึงแก่น จนทำให้มั่นใจในสิ่งที่สังเคราะห์จากความรู้ทั้งหลายให้เป็นหลักคิดใหม่ ปัญญาอย่างใหม่

ส่วนงานวิจัยตามมาตรฐานวิชาการกระแสหลัก มักต้องมีแบบแผนที่เคร่งครัดชัดเจน มีแนวคิดทฤษฎีนำ งานวิจัยจึงเต็มไปด้วยแนวคิดทฤษฎีของนายเดวิด โรเบิร์ต เพื่อให้ดูขลัง

งานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ต่างๆ จึงมักจะไปลอกๆ กันมา (copy & paste) แนบเนียนบ้าง โจ่งแจ้งแบบไม่อายเจ้าของความคิดเดิมบ้าง พอไปสอบถูกกรรมการถามว่า ทำไมไปลอกเขามามากมายอย่างงั้น ผู้วิจัยบางคนตอบว่า เพราะเขาเขียนดีมากครับ

ประเทศไทยมีงานวิจัยน้อย งบประมาณส่งเสริมงานวิจัยก็น้อย เทียบกับประเทศพัฒนาไปไกลอย่างญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ไม่ได้เลย แม้แต่ประเทศในระดับเดียวกันอย่างมาเลเซีย

แต่ถ้าหากไม่เอา “มาตรฐาน” การวิจัยแบบเคร่งครัดเกินไป เน้นที่กระบวนการที่เรียบง่ายและผลลัพท์ที่สัมผัสได้จริง งานวิจัยไทยก็จะมากกว่าที่รายงาน ลองพิจารณาวิธีวิจัยที่ “เป็นมิตรกับชาวบ้าน” และให้ประโยชน์มากมายได้ผลจริง ผลลัพท์ที่ปรากฎชัดเจนจนวิชาการไม่อาจปฏิเสธคุณค่าได้ ลองพิจารณา “โมเดล” ต่อไปนี้ดู

๑.     งานวิจัยไทบ้าน งานวิจัยที่อุบลราชานี โดยชาวบ้านเขื่อนปากมูลเมื่อหลายปีก่อน มีเอ็นจีโอ

และนักวิชาการให้คำแนะนำวิธีการ เครื่องมือบางอย่างที่ชาวบ้านนำไปใช้ได้ ทำให้ได้ข้อมูลความรู้ที่นักวิจัยอาชีพของรัฐและของสถาบันการศึกษาทำไม่ได้

            ชาวบ้านอยู่กับแม่น้ำมูลมาตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย รู้จักน้ำ ปลา สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่เกิด พวกเขาเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อยืนยันว่า ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอันมีชีวิตของแม่น้ำสายนี้ที่รัฐไปทำเขื่อนมีรายละเอียดและความสัมพันธ์เป็นองคาพยพเดียวกันอย่างไร ไม่ได้มองอย่างแยกส่วน หรือลดทอนให้เป็นแค่น้ำเพื่อการเกษตร หรือผลิตกระแสไฟฟ้า มองอย่างเป็นองค์รวม อย่างรู้คุณที่เอื้ออาทรให้คนอยู่ร่วมกับน้ำได้

            พวกเขาได้สะท้อนให้เห็น “ชีวิต” ของลำน้ำมูล แสดง “จิตวิญญาณ” ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนที่สัมพันธ์กับแม่น้ำสายนี้มาเป็นร้อยเป็นพันปี ที่อำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึง

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลก แต่รัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้ยกย่องให้เกียรติ เพราะเป็นงานวิจัยของ “ไทบ้าน”

๒.     งานวิจัยอินแปง มีหลากหลาย เริ่มจากมูลนิธิหมู่บ้านให้ธวัชชัย กุณวงศ์ ที่จบปริญญาตรี

พัฒนาชุมชนจากวิทยาลัยครูสกลนคร ไปอยู่ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร เพื่อเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน มีทุนทรัพยากร ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาอะไรบ้าง

            การวิจัยทำให้ชาวบ้านเกิดสำนึกในรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตน ได้เข้าใจทุนเดิมของตน ได้เข้าใจปัญหาและหาทางออกได้ ยืนยันว่า “คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไป คนไม่รู้จักรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย”

ได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เมื่อตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ “ไปถึงทางตันก็กลับทางเก่า” เคยถางสวนป่าหลังบ้านเพื่อปลูกปอปลูกมันแล้วเป็นหนี้ ก็กลับไปฟื้นฟูสวนป่า เฮ็ดอยู่เฮ้ดกิน “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” กลับไปหาธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ชาวอินแปงเป็นเครือข่ายชุมชนรอบตีนภูพาน มีพลังในการรวมกลุ่ม ทำวิจัยต่อเนื่องโดยทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อย่างกรมป่าไม้และสปก. เพื่อวิจัยและพัฒนาการฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยสำคัญชิ้นหนึ่งของชุมชนที่ได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ มียงยุทธ ตรีนุชกร เป็นแกนนำ วิจัยว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไปหาอยู่หากินในรัศมี ๑๕-๒๐ ก.ม. จากหมู่บ้านของตนเองที่ไหนบ้าง ได้อะไรมาบ้าง เอามาใช้ เอามาทำกินอะไร เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมและโรคภัยไข้เจ็บอะไร

            การวิจัยโดยชาวบ้านเป็นผู้วิจัยหลักทำให้ได้ข้อมูลว่า หลายสิบปีก่อนนั้นชาวบ้านปลูกข้าวกันกี่สายพันธุ์ มีพืชอะไร ผักอะไร ผลไม้อะไร สัตว์เล็กใหญ่อะไรในทุ่ง ในนา ในป่า ในหนอง อะไรที่หายไป อะไรที่ยังอยู่ แล้วร่วมมือกันอนุรักษ์และส่งเสริมสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ฟื้นฟูสิ่งที่หายไปหรือหมดไปให้กลับมา
            ชาวบ้านถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาให้ลูกหลาน ในโครงการ “เด็กฮักถิ่น” พาไปเรียนรู้ดูใบ้ไม้ ต้นไม้ ในป่า นำมาเพาะมากล้า ขายได้เงินให้เด็กออมเป็นทุนการศึกษาและช่วยครอบครัว

เรียนรู้การอยู่ร่วมกับป่ากับธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยกัน ไม่หาประโยชน์จากธรรมชาติแบบขูดรีดล้างผลาญ เอาทุกอย่างไปขายจนไม่มีแม้แต่จะกิน เหล่านี้ล้วนเป็น “งานวิจัย” จากการลงมือปฏิบัติทั้งสิ้น

            ชาวบ้านวิจัยเชิงปฏิบัติการจนสามารถเพาะกล้าหวายได้ภายในไม่กี่วัน ก่อนนั้นเจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่าต้องใช้เวลา ๘ เดือน คนอินแปงเอาเมล็ดหวายมาเพาะกล้า ปลูกเอง ขายด้วย ทั้งพันธุ์หวายและยอดหวาย ตอนฉลอง ๒๕ ปีอินแปงเมื่อปี ๒๕๕๕ ชาวอินแปงสรุปว่า ได้เพาะกล้าหวาย ๕๐ ล้านต้น

๓.     วิจัย ๒ วัย เป็นงานเล็กๆ ที่ผมเคยเสนอให้ครูกำหนดให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ปู่ย่าตายาย เพื่อ

จะได้ข้อมูลว่า ครอบครัวของตนเอง พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นใคร มาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร ถ้าเด็กทุกคนทำ เอาข้อมูลมารวมกัน จะเป็นจิ๊กซอต่อให้เห็นภาพใหญ่ ก็จะได้ข้อมูลว่า ชุมชนนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีกี่ครอบครัว กี่ตระกูล มีพัฒนาการอย่างไร

            ที่สำคัญ จะเชื่อมคน ๒ วัย ผู้สูงอายุกับหลานๆ ทำให้คนแก่คนเฒ่ารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับจากลูกหลานและชุมชน

            พูดไปก็เท่านั้น ผมได้ลงมือทำเอง สัมภาษณ์พ่อตอนอายุเลย ๘๐ แล้ว ทำเป็นหนังสือเล่มสวยงามในวันเกิด ๘๔ ปีของท่าน พ่อแจกให้ลูกหลานอย่างมีความสุข ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่รู้มาก่อนว่า ปู่ ตา ทวดคนนี้เคยมีชีวิตที่ยากลำบากและต่อสู้เพื่อลูกหลานมากมายขนาดนั้น

๔.     ประชาพิจัย เป็นการสังเคราะห์ประสบการณ์การทำงานกับชุมชนของมูลนิธิหมู่บ้าน ออกมา

เป็นเครื่องมือให้ชุมชนวิจัยตนเอง ให้รู้ประวัติ รากเหง้าของตน รู้ทุนท้องถิ่น ศักยภาพชุมชน รู้รายรับรายจ่าย หนี้สิน การกินการอยู่ ปัญหา และความต้องการ ความฝันของชุมชน จนถึงการไปเรียนรู้ดูงานจากที่อื่น แล้วมาร่างแผนแม่บทการพัฒนาชุมชนของตนเอง (ในระดับตำบล)

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพราะสำนักงานกองทุนสนับสนุงานวิจัย (สกว.) ปฏิเสธที่จะให้ทุน (เพราะไม่คิดว่าชาวบ้านทำวิจัยเป็น) UNDP ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยนี้ไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขอยืมไปใช้ในหลายประเทศในแอฟริกาและคาริบเบียน

            หลายปีก่อน สภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ประสานให้กระทรวงต่างๆ นำ “ประชาพิจัย” ไปใช้ แต่รวบรัดตัดหัวตัดหาง เหลือเป็นเพียงเครื่องมือของบประมาณเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของ “ประชาพิจัย” คือ ให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา จากการครอบงำ เป็นอิสระในการจัดการชีวิตของตนเอง เพื่อให้พึ่งตนเองได้ เพราะประชาพิจัย คือ การวิจัยของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน

            การวิจัยให้พลังและปลดปล่อยได้ โดยไม่ต้องเคร่งครัดระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งหลายครั้งกลบเนื้อหาสำคัญของานวิจัยไปจนไม่รู้ว่าทำอะไร เหมือนเพลงที่ได้ยินแต่เสียงดนตรี กลบเสียงร้องของนักร้องที่คนอยากฟัง

            วันนี้ สังคมยังคงไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไทบ้าน ประชาพิจัย และอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะยังบ้าจี้ไปกับระเบียบวิธีวิจัยแบบฝรั่งจนดูถูกภูมิปัญญาของชาวบ้าน อย่างมากก็ให้ชาวบ้านมาเป็นผู้ช่วย มาเป็นทีมวิจัย แต่ยังไม่เชื่อว่า ชาวบ้านวิจัยเองเป็น

            เมื่อโลกเปลี่ยน คุณค่าของใบปริญญา สัญลักษณ์ของ “มาตรฐานการศึกษา” ลดลง สังคมให้ความสำคัญกับการศึกษาการวิจัยที่ให้ผลจริงในทางปฏบัติมากกว่า สังคมวิชาการยังงมอยู่กับความเชื่อโบราณในวิชาการที่ล้าสมัยและในสถานภาพของตนเอง ขณะที่ภาคธุรกิจเขาเปลี่ยนโลกด้วยงานวิจัยที่ลงทุนมากมายมหาศาล

            บริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้มีงบประมาณวิจัยปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณการวิจัยของรัฐบาลไทยให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ปีหนึ่งไม่กี่หมื่นล้านบาท ได้ผลลัพท์ที่มีพลังแตกต่างกันมากนัก ประเทศพัฒนาแล้วเขามีงบวิจัยมากกว่าไทยเป็นร้อยเท่า

            นักวิจัยไทยมีไม่กี่หมื่นคน แต่ถ้าใจกว้าง เห็นความสำคัญของการวิจัยแบบไทบ้าน แบบประชาพิจัย แบบอินแปง เมืองไทยจะมีนักวิจัยอีกเป็นล้านคน จะได้ผลงานวิจัยมากมายมหาศาล ที่มีคุณค่าในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง

            นักวิจัยไทบ้านล้านคน มีผลงานวิจัยที่ให้คุณค่ามากกว่างบประมาณที่ลงไปสนับสนุนอย่างแน่นอน เพราะ “ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง”

ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วใครจะยอมให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะ “คนมีความรู้ปกครองง่าย แต่ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค)

Page 1 of 73