phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 17 มกราคม 2561

คนไทยมีรายได้ต่อหัวต่อปีเฉลี่ยประมาณ 200,000 บาท มีรายได้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 15,000-25,000 บาท ถ้าเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วก็ยังถือว่าต่ำ ไม่ต้องเทียบกับสิงคโปร์ที่สูงกว่าไทยเกือบ 10 เท่า และมาเลเซียเกือบ 2 เท่า

            ความจริง ข้อมูลทางการวันนี้บอกว่า คนมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีมี 5 ล้านกว่าคน มีรายได้ระหว่าง 30,000-100,000 มี 6 ล้านกว่าคน ตัวเลขเฉลี่ยรายได้ปีละ 200,000 มาจากไปเฉลี่ยกับคนที่มีรายได้หลายสิบหลายร้อยล้านต่อปี ประเทศไทยจึงมีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก

ปัญหาที่มากกว่านั้น คือหนี้ครัวเรือน ที่เฉลี่ยเกือบ 200,000 บาท คน 12 ล้านคนที่ลงบัญชี “คนจน” จึงต้องวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความทุกข์ที่ไม่มีทางออก ขณะที่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมาตราที่ 25 ที่ไทยได้ร่วมลงนามด้วยบอกว่า

“ทุกคนมีสิทธิในการมีชีวิตที่มีมาตรฐานเหมาะสมเพื่อสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของตนและครอบครัว รวมถึงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และการบริการสังคมที่จำเป็น และมีสิทธิในหลักประกันเมื่อไม่มีงานทำ เจ็บป่วย พิการ เป็นหม้าย สูงอายุ หรือการขาดปัจจัยจำเป็นเพื่อการดำรงชีพในสภาวะที่เหนือการควบคุม”

รัฐบาลสร้างยุทธศาสตร์ 20 ปี มีวิสัยทัศน์สวยงาม มีสวัสดิการและมาตรการต่างๆ มากมายเพื่อช่วย “คนจน” แต่มาตรการต่างๆ จะได้ผล “ยั่งยืน” หรือไม่ จะนำไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง” ได้จริงหรือ

สยามรัฐรายวัน  10 มกราคม 2561

การถกเถียงเรื่องรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income – UBC) ในเวทีต่างๆ ทั่วโลกวันนี้ มีข้อเสนอที่สรุปได้ว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำการวิจัยทดลอง คล้ายกับการทดลองวัคซีน เพื่อทดสอบผลที่เกิดกับชุมชนนำร่อง หารูปแบบหลากหลาย ให้ได้โมเดลที่เหมาะสมกับประเทศของตน

            เท่าที่ทราบ เมืองไทยยังไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยังไม่มีแผนที่จะทดลองนำร่องเรื่องนี้ และไม่แน่ใจว่าผู้เกี่ยวข้องสนใจเรื่องนี้หรือไม่ เพราะที่สุดเป็นเรื่องของ “กระบวนทัศน์” ที่ใช่จะเปลี่ยนกันง่าย

            ที่ผ่านมาก็มีโครงการสวัสดิการแบบต่างๆ มากมาย ออกมาเป็น “โครงการ” หลากหลายรูปแบบบนฐานคิดการสงเคราะห์ “คนจน” “ผู้มีรายได้น้อย” “ผู้สูงอายุ” “คนพิการ” “คนตกงาน”

            แต่ก็มีบางโครงการที่มีลักษณะเป็นรัฐสวัสดิการที่ดี อย่างเรื่องสุขภาพถ้วนหน้าและเรื่องการศึกษา อย่างแรกยังอยู่ อย่างหลังก็ยังอยู่แต่ปรับให้แคบลง ไม่ “ถ้วนหน้า” เหมือนตอนเริ่มต้น

กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เกิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ซึ่งให้โอกาสทุกคนเรียนถึงระดับอุดมศึกษาได้โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เมื่อเรียนจบทำงานและเสียภาษีก็ให้ค่อยๆ จ่ายคืน ถ้าไม่เสียภาษีก็ไม่ต้องจ่ายคืน

            กรอ.เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ขาดโอกาสจำนวนมากได้เรียนถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งหมายถึงการให้ความเป็นธรรมทางสังคมแก่คนจำนวนมากซึ่งหากไม่มีกรอ.ก็หมดสิทธิ์เรียน เพราะยากจน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตซึ่งเปิดตั้งแต่ปี 2548 นักศึกษาเรียนมากเพราะมีทุนนี้ และลดลงมากเมื่อทุนนี้เปิดไว้เฉพาะสำหรับสาขาที่ “สังคมต้องการแรงงาน” (โดยไม่คิดว่าชุมชนท้องถิ่นต้องการรผู้นำทางปัญญา)

            สาเหตุน่าจะมาจาก “แพง” และอาจ “ถังแตก” เลี้ยงตัวเองไม่ได้ในที่สุด โดยไม่คิดว่าการศึกษาเป็นการลงทุน “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” ไม่ใช่สวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนทางสังคม เพื่อสังคมจะได้มีคนมีความรู้ ชุมชนจะได้มีผู้นำทางปัญญา

สยามรัฐรายวัน 3 มกราคม 2561

รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Basic Income) เป็นแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ “ร้อนแรง” ที่สุดทั่วโลกวันนี้ ไม่ว่าประเทศร่ำรวยหรือยากจนก็สนใจ เป็นอุดมคติหรือยูโธเปียที่มีทางเป็นจริงได้ แต่คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน อาจใช้เวลาอีกหลายปี หรือหลายสิบปี

            ที่ผ่านมา เมืองไทยมีโครงการสวัสดิการมากมายให้คนจน ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้  แต่ละโครงการมีเงื่อนไขต่างๆ รวมไปถึงการช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างโครงการเงินฝันสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือโครงการต้นกล้าอาชีพและ “แจกเงิน” สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

            ขณะที่หลายประเทศในโลกเริ่มหาทางคิดใหม่และทำใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เพราะไม่นาน คนจะตกงานมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบันทำให้คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้น คนจนก็ยิ่งจนลง ภายในปี 2020 คนรวย 1% ในโลกจะมีสินทรัพย์มากกว่า 50% ของโลก

            แต่การถกเถียงกันเรื่องนี้ดีไม่ดียังไงก็ไม่มีวันจบ ต้องลงมือทดลองถึงจะรู้ว่า ทำได้หรือไม่ จึงมีการทดลองนำร่องในหลายประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศร่ำรวยและยากจน

            ที่สหรํฐอเมริกา บริษัท Y Combinator ที่ซิลิคอน วัลเลย์ ทำการวิจัยกับคน 3,000 คนในสองมลรัฐ กลุ่มที่ 1 จำนวน 1,000 คน รับ 1,000 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปี กลุ่มที่ 2 จำนวน 2,000 คน รับ 50 เหรียญต่อเดือนเป็นเวลา 5 ปีเช่นเดียวกัน

            คนรับเงินในงานวิจัยนี้ไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย อยากใช้เงินทำอะไรก็ได้ งานนี้ต้องการทราบเพียงว่า คุณภาพชิวิตของผู้รับเงินเปลี่ยนไปหรือไม่ แรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างไร

www.phongphit.com

ตามบัตรประชาชนผมเป็นคนปีจอ แต่จริงๆ ผมเกิดปีกุน อายุตามบัตรจึงมากกว่าอายุจริง ๑ ปี มีบางคนบอกว่า ผมหน้าอ่อนกว่าวัย ก็ดีใจเล่นๆ ยังไงก็เป็นหนุ่มน้อย (ลง) อยู่แล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไป “ไม่มีใครลงไปในแม่น้ำสายเดียวได้สองครั้ง” เพราะน้ำไหลไปไม่กลับ

อยากเขียนเรื่องหมาในปีจอ ปีที่ ๑๑ ของนักษัตร ไม่ค่อยเข้าใจปีไทยปีจีนตามสุริยคติ เรื่องโหราศาสตร์ เรื่องปีชง (เพราะชงเป็นแต่กาแฟ) อยากเขียนอะไรเบาๆ ต้นปีจอ เผื่อปีนี้จะได้ไม่หนักเกินไป เห็นใครๆ บอกว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” อยากเริ่มต้นเบาๆ ครับ

ในหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” (พิมพ์ ๘ ครั้ง) ผมแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ ๑๐ เล่ม ดูหนัง ๑๐ เรื่อง เพราะผมก็คงเหมือนพ่อหลายๆ คนที่สอนลูกตรงๆ ไม่ได้ ต้องอาศัย “กุโศลบาย” ถ้าเป็นสนุ๊กเก้อก็ต้องใช้ “บ๋อย” เพื่อช่วยไปดันอีกลูกลงหลุม

หนึ่งในหนังสือที่ผมแนะนำให้ลูกอ่าน คือ “นิกกับพิม” ประพันธ์โดย “ว.ณ ประมวญมารค” นามปากกาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

นิกกับพิมเป็นชื่อหมาสองตัว นิกเป็นหมาพันธุ์บอ๊กเซอร์ตัวใหญ่ ส่วนนิกเป็นหมาพันธุ์พูเดิ้ลตัวเล็ก สีดำ ขนหยิก เป็นเพศผู้ทั้งสองตัว เป็นพ่อสื่อให้เจ้าของรักกัน แรกพบกันที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เมื่อนิกต้องมาอยู่เมืองไทยกับนาย ก็เขียนจดหมายไปถึงพิมที่ยังอยู่เมืองนอก เล่าให้พิมฟังว่า สังคมหมาในไทยเป็นอย่างไร นิกเล่าเรื่องในหมู่บ้านที่ชัยภูมิว่า ต้องทำศึกชิงนาง (แด่น) อยู่บ่อยๆ “ฉันต้องต่อสู้กับไอ้ตูบ ไอ้ตาล ไอ้โกร่ง ไอ้ขาเป๋ และหมาหน้าวัดทั้งหลายไม่ต่ำกว่า 7 จนไอ้ตูบมีหูห้อยไปข้างหนึ่ง ไอ้โกร๋งขากะเผลก ไอ้ขาเป๋ขนร่วงกราว อีกตัวหนึ่งเลือดไหลแหมะๆ ส่วนฉันหนังที่ใต้คอถูกกัดวิ่นไปเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร อีกหน่อยมันก็คงเกิดใหม่”

คำนึงพินิจ ปี 2560

Wednesday, 27 December 2017 08:23 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 27 ธันวาคม 2560

ปี 2560 กำลังจะผ่านไปพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญทั่วโลก ความขัดแย้ง ความรุนแรงที่ดูจะทวีขึ้นส่วนในประเทศ เกิดน้ำท่วมร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง  พระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และการวิ่งจากเบตงถึงแม่สายของตูน บอดี้สแลม

            เหตุการณ์ที่คู่ขนานกันไปตลอดปี คือ เรื่องการเมือง โรดแมปกลับไปสู่ “ประชาธิปไตย” และความพยายามในการปฏิรูป กับเรื่องเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องที่รุนแรงและดูเหมือนจะกระทบคนจนคนรากหญ้ามากที่สุด หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น หนี้นอกระบบที่กลับมา หมดปัญญาหาทางออกของคนจน

            ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ในความสุขมีความทุกข์ ในความทุกข์มีความสุข แต่เป็นสองอย่างในเรื่องเดียวกัน เป็นคนละขั้วของความเป็นจริงเดียว บวกและลบ ที่ประจบกันทำให้เกิดกระแสไฟแห่งชีวิต

            พระราชพิธีพระบรมศพฯ และการวิ่งของตูน บอดี้สแลม เป็นสองเหตุการณ์ที่บ่งบอกว่า “ทุนทางสังคม” หรือสายใยที่ร้อยรัดผู้คนให้ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ขาดหาย ยังอยู่และพร้อมที่จะปรากฎออกมาเมื่อถึงเวลา หรือในสภาพการณ์เหมาะสม

            สิ่งที่ปรากฎไม่ใช่ “มวลชนบอด” แต่เป็น “พลังทางจิตวิญญาณ” ที่ผสานและแผ่ซ่านไปทั่ว เหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่นิวเคลียร์

24 ธันวาคม 2560

โลกของพลเมือง*

โลกแห่งการแบ่งปัน

 

มองไปข้างหลังได้ แต่ไม่อาลัยอาวรณ์

มองไปข้างหน้าได้ แต่ไม่นั่งฝัน

อยู่กับปัจจุบันขณะ สติมา ปัญญาเกิด

อะไรจะเกิด ก็เป็นไปตามกรรม

ปล่อยวาง

ถึงวันที่สังขารนี้เสื่อมสลาย

ก็ให้ไปตามวิถีแห่งธรรม...

 

ปีที่ผ่านมา....

ขอบคุณสำหรับความรู้

ความรักและเมตตา

มิตรภาพและความอบอุ่น

ความช่วยเหลือเกื้อกูล

กำลังใจในยามอ่อนล้า

แรงบันดาลใจในยามท้อแท้

ขออโหสิกรรม สำหรับความผิดพลาด

บกพร่อง

การล่วงเกิน ไม่ว่าด้วยวิถีอันใด

ขอให้เราร่วมกันสืบสาน

จิตวิญญาณพลเมือง

พลเมือง คือ ผู้เจริญ

ที่มีความเป็นอารยะ

มีจิตอาสาเพื่อส่วนรวม

ทำอะไรเล็กๆ ง่ายๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่

 

น้ำล้านหยดรวมกันเป็นลำธาร

แสงเทียนแสนเล่ม ส่องทางสว่างไสว

ไปสู่สังคมศิวิไลซ์ ในยุคศรีอาริยะ

 

ขอให้อยู่เย็น เป็นสุข

ให้ห่างทุกข์ ห่างโศก

ช่วยให้โลกคลายร้อน เย็นลง        

ช่วยให้คนมีน้อย มีพอเพียง

ให้คนมีมาก มีสำนึก

แบ่งปันความสุข ให้คนอื่น

ให้ความสุขเขา ความสุขเราจะทวีคูณ

โลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน อย่างไร

โลกนี้จะน่าอยู่

ถ้าเป็นโลกแห่งการแบ่งปัน

เป็นธรรม พอเพียง

 

Merry Xmas และสวัสดีปีใหม่ครับ

เสรี พงศ์พิศ  

24 ธันวาคม 2560

 ---------------------------------------

*civis : ภาษาละตินแปลว่า พลเมือง  

civilization : อารยธรรม คือ การพัฒนา

ไปสู่การเป็นพลเมือง คือ ผู้เจริญ

สยามรัฐรายวัน 20 ธันวาคม 2560

คนที่ทำให้คนไทยมีความสุขที่สุดในปี 2560 น่าจะเป็น อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม

            แม้ว่าเขาจะเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง แต่ก็เป็นเพียงคนเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ทำอะไรที่เล็กๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้กลายเป็นเหมือนหิมะก้อนน้อยที่กลิ้งลงมาจากภูเขาสูง รวมเอาหิมะอื่นกลายเป็นหิมะก้อนใหญ่มหึมา (avalanche) ที่มีพลังมหาศาล สามารถทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

            ถ้าใช้ทฤษฎีอลเวง (Chaos Theory) เขาเป็นเหมือนผีเสื้อกระพือปีกที่หนึ่งทำให้เกิดพายุไต้ฝุ่นอีกที่หนึ่ง หรือสาเหตุเล็กๆ ทำให้เกิดเหตุการณ์ใหญ่แบบไม่มีใครคาดคิด ปรากฎการณ์ “ตูน”  เป็นเหมือน ”ผีเสื้อกระพือปีก พสุธาสะท้านไหว” จึงอยากเรียกเขาว่า “ตูน ผีเสื้อสแลม” กระพือปีกที่เมืองไทยสะเทือนไหวไปถึงอเมริกา ไนกี้กระโดดเข้ามาช่วยและประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก

            การวิ่งของตูนเกือบสองเดือนเป็นข่าวทางสื่อทุกวัน เพราะเป็นอะไรที่ทุกคนสนใจติดตาม อยากรู้อยากลุ้นว่าไปถึงไหน ไปไหวไหม ได้เงินบริจาคเท่าไร

  ทำไมการวิ่งของผู้ชายคนนี้ถึงได้มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อสังคมไทย กระเทือนไปทั้งองคาพยพ หรือทั้งระบบชีวิตของผู้คน ชุมชน สังคมที่ดูเหมือนเชื่อมสัมพันธ์กันหมด อย่างที่ฟิสิกส์สมัยใหม่กับภูมิปัญญาตะวันออกบอกว่า เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์เป็นหนึ่ง

สยามรัฐรายวัน 13 ธันวาคม 2560

“สองซอด” เป็นภาษาอีสาน แปลว่ามองทะลุ เป็นคำที่พ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว อดีตประธานอินแปง เครือข่ายชุมชนรอบตีนภูพานใช้เพื่อแปลคำว่า “วิสัยทัศน์” ตามทัศนะของท่าน

                โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ถ้าหากสังคมไทยยังมีนโยบายการศึกษาและการพัฒนาประเทศเช่นนี้ ไม่เกิน 12 ปีข้างหน้า (ปี 2030) สถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งรัฐและเอกชนจะปิดตัวลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20  แรงงานไทยจะตกงานไม่น้อยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เช่นเดียวกัน

                ถ้าคิดเป็นเส้นตรง คงอีกหลายสิบปีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แต่การเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษนี้เป็นปรากฎการณ์ที่เร็วแบบตัว S ไม่เช่นนั้น เราคงไม่เห็นการล้มลงของธุรกิจขนาดใหญ่ขนาดย่อยมากมายที่ตามโลกไม่ทัน คาดการณ์ผิด

                การคิดเป็นเส้นตรงคงเป็นได้สองอย่าง อย่างหนึ่งคือหลอกตัวเอง อย่างที่สอง คือ หลอกคนอื่นเพื่อผลประโยชน์ในการคงอยู่ของธุรกิจและผลประโยชน์ กรณีพลังงาน โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือกรณีน้ำมันและพลังงานฟอสซิลทั้งหลายอยู่ในกลุ่มนี้

                จนถึงไม่นานมานี้ คนในธุรกิจน้ำมันบอกว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะยังอีกนานหลายสิบปีกว่าจะออกสู่ตลาดใหญ่และมีผลกระทบต่อธุรกิจน้ำมัน วันนี้คงปรับการคาดการณ์ใหม่ หลังจากรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเปิดตัวแข่งขันชิงตลาดกันอย่างดุเดือด และประเทศต่างๆ เริ่มประกาศชัดเจนว่า อีกกี่ปีห้ามขายรถใช้น้ำมัน

ทางอีศาน ธันวาคม 2560

 

ผมเขียนบทความนี้เช้าวันที่ 23 ตุลาคม 2560 เมื่อคืนนอนหลับฝันดี ได้ดูการแข่งขันชิงชนะเลิศแบดมินตันเดนมาร์กโอเพ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดของแบดมินตันโลก ที่มีความสุขเพราะน้องเมย์ รัชนก อินทนน์ชนะเลิศแบบตื่นเต้นหัวใจจะวาย

 

            ตื่นเต้นที่สุดก็ตอนสุดท้ายที่น้องเมย์ไล่ตามยามากูชิ นักแบดมินตันชาวญี่ปุ่นอยู่ถึง 5 แต้ม และเธอก็ไล่ไปทีละแต้มจนชนะแบบสะใจ และที่ประทับใจที่สุดก็ตอนจบที่เธอก้มลงกราบที่พื้น โดยมองขึ้นฟ้าก่อนกราบ เธอดีใจจนร้องไห้ให้เห็นได้ชัด คนดูทั้งสนามลุกขึ้นยืนปรบมือให้อย่างยาวนาน

 

            น้องเมย์ให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขันว่า เธอได้แรงบันดาลใจและพละกำลังจาก “พ่อหลวง” จึงได้สู้จนสุดความสามารถและชนะได้ในที่สุด เธอมอบชัยชนะครั้งนี้แด่พระองค์ท่าน เธอมองขึ้นฟ้านึกถึงพระองค์ และนี่คือ 4 วันก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ 26 ตุลาคม 2560

 

            เรื่องราวของรัชนก อินทนนท์ เป็นเหมือนนิยาย เธอเป็นลูกคนงาน แม่ค้า คนยโสธร ร้อยเอ็ด ที่ชะตากรรมส่งให้เธอได้เล่นแบดมินตันตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ เพราะตามแม่ไปเล่นซนอยู่แถวคอร์ดแบดมินตันของบ้านทองหยอดที่แม่เธอทำงานอยู่

 

            แสดงให้เห็นว่า “โอกาส” สำคัญยิ่ง ไม่ว่าคุณเป็นใคร เป็นเด็กบ้านนอกหรือเมืองกรุง คนรวยหรือคนจน เมื่อมีโอกาสแล้ว “ใจสู้” หรือไม่เพียงใด ขยันหมั่นเพียรฝึกซ้อมอย่างมีวินัยหรือไม่

สยามรัฐรายวัน 6 ธันวาคม 2560

“เงินให้เปล่าสำหรับทุกคน” หรือ “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income – UBI) เป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้วในหลายประเทศ  คนอังกฤษประมาณครึ่งหนึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่เมื่อลงไปในรายละเอียดว่า จะต้องขึ้นภาษีเพื่อนำเงินมาใช้ คนที่เห็นด้วยก็ลดลง

ความจริง คำถามทีว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อจ่ายในโครงการนี้ กำลังเป็นที่ถกเถียงและหาทางออก ซึ่งน่าจะหาได้ถ้าลดงบประมาณด้านอื่นๆ และค่าใช้จ่ายสวัสดิการต่างๆ ที่น่าจะแทนที่ได้ด้วยรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (รพถ.)  อยู่ที่ผลการทดลองนำร่องในประเทศต่างๆ ในสังคมและบริบทที่แตกต่างกัน

หลายปีก่อนมีโครงการทดลงที่ลอนดอนกับคนเร่ร่อน 13 คน ที่นอนกลางถนน ประทังชีวิตด้วยคูปองอาหารคนจน  มีความพยายามช่วยคนเหล่านี้หลายสิบปีไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าคิดค่าใช้จ่ายในการ “ดูแล” ด้านต่างๆ ก็ไม่น้อย ผู้เกี่ยวข้องจึงเปลี่ยนมาลองให้เงินสดพวกเขาคนละ 3,000 ปอนด์ แบบไม่มีเงื่อนไข

หนึ่งปีให้หลัง 7 คน มีที่พักอาศัย คนอื่นๆ กลับไปหาลูก หาญาติ หาความรู้ในการทำสวนทำงานที่ตนเองอยากทำ เฉลี่ยใช้เงินไปคนละ 800 ปอนด์เท่านั้น ไม่มีใครเอาไปซื้อเหล้าหรือยาเสพติด แต่เอาไปซื้อมือถือ ซื้อของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น