phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

จากจีนถึงไทย

Thursday, 02 November 2017 08:06 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 1 พฤศจิกายน 2560

การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 จบลงเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา นับเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งที่จีนประกาศ “ยุคใหม่” ด้วยจุดยืนและยุทธศาสตร์ชัดเจนว่า ต้องการยืนหยัดเป็นสังคมนิยม “แบบจีน” และทันสมัยในเวลาเดียวกัน

                ที่น่าสนใจสำหรับนานาชาติ คือ บทบาทของประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ซึ่งได้ถูกยกขึ้นทำเนียบผู้นำสำคัญต่อจากประธานเหม๋าและเติ้ง เสี่ยว ผิง  ในปาฐกถากว่า 3 ชั่วโมงเปิดประชุมสมัชชา เขาได้ประกาศแนวคิดและแนวปฏิบัติของจีนใน 5 ปีข้างหน้า มีประเด็นที่น่าจะเป็นบทเรียนสำหรับสังคมไทย

                ยุคแรกของประธานเหม๋า ประมาณ 30 ปีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองถึง 1978 สิ้นสุดปฏิวัติวัฒนธรรมและเริ่มยุคสี่ทันสมัยของเติ้ง เสี่ยว ผิง จากนั้นมาถึง 2017 ก็นับได้อีก 30 ปี เป็นยุคของสี จิ้น ผิง

                ธนาคารโลกยกย่องให้จีนเป็นประเทศตัวอย่างของการขจัดปัญหาความยากจน ตั้งแต่ปี 1980 ถึง 2015 จีนลดความยากจนลงได้ถึงร้อยละ 94 โดยถือเอาเกณฑ์ยากจนอยู่ที่ต่ำกว่า 1.9 เหรียญสหรัฐต่อวัน แต่ธนาคารโลกก็ มีข้อสังเกตด้วยว่า ความยากจนและความเหลื่อมล้ำไปด้วยกัน บางประเทศลดได้ทั้งสองอย่าง บางประเทศลดความยากจนแต่ไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำในสังคมชนบท ซึ่งเป็นกรณีของจีน

                ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ก็ตระหนักในเรื่องนี้และมีแนวทางที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างความสมดุลมากขึ้นในการพัฒนา และหนึ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ การกระจายอำนาจ ยินยอมให้เป็นประเทศเดียวสองระบบ แต่อำนาจอธิปไตยแห่งชาติจีน (เดียว) ละเมิดมิได้

                จีนเป็นประเทศที่มีมณฑลและเขตปกครองต่างๆ ที่บริหารงานด้วยตนเอง ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐบาลกลางและพรรคคอมมิวนิสต์  ส่งเสริมให้เผ่าพันธุ์คนพื้นเมืองในแต่ละเขตรักษาวัฒนธรรมประเพณีของตนเอง เพราะเห็นว่าเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม แนวคิดตรงกันข้ามกับยุคปฏิวัติวัฒนธรรม (1966-1976) ที่พยายาม “ทำลาย” วัฒนธรรมดั้งเดิม แต่ไม่สำเร็จ

                ในเวลาเดียวกันก็ส่งเสริม “ประชาธิปไตย” ทั้งในฮ่องกงและไต้หวัน (ที่จีนถือว่าเป็นเขตปกครองของตนเอง) รวมทั้งใช้เศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นเรื่องแปลกใหม่ เพราะไม่มีใครคิดว่า จะมี “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) เพราะเป็นสองแนวคิดที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง แต่จีนและประเทศสังคมนิยมอย่างเวียดนามและลาวก็แสดงให้เห็นว่า เป็นไปได้และดูจะดีไม่น้อยอีกด้วย

                ที่สำคัญ จีนส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมในแทบทุกด้าน เพื่อไปรับใช้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เราจึงเห็นเรื่องแปลกใหม่ระดับโลกอยู่ตลอดเวลาจากเมืองจีน ไม่ใช่แต่ “อาลีบาบา” แต่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านการขนส่ง อุตสาหกรรม การค้า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

                การเมืองแบบสังคมนิยมจีนดูจะทำให้การพัฒนาแบบบูรณาการทำได้ไม่ยากนัก นโยบายดี มี “คำสั่งที่ศักดิ์สิทธิ์” มีงบประมาณพร้อม อะไรๆ ก็ดูจะเดินไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องถกเถียงยืดเยื้อยาวนานอย่างในหลายประเทศ

                อย่างกรณีนโยบาย “คืนสู่ธรรมชาติ” หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จีนพูดจริง ทำจริง วางเป้าหมายชัดเจนว่าจะลดมลภาวะลงได้เท่าไรภายในเมื่อไร ลดและเลิกการใช้ถ่านหินในการผลิตพลังงาน กำหนดให้เลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปี 2040

                จีนกำลังกลายเป็นผู้นำด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะประชากรจีน 1,300 ล้านคน นำหน้าใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังแข่งกันออกสู่ตลาด ส่วนใหญ่ผลิตในจีน ราคาก็ค่อยๆ ถูกลง บริษัทยักษ์ใหญ่ผลิตรถยนต์ต่างก็ร่วมมือกับจีนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขายให้คนจีน ซึ่งนับเป็นร้อยละ 30 ของตลาดโลก

      โรงงานขนาดยักษ์ผลิตแบตเตอรียุคใหม่ก็เกิดขึ้นที่จีน ซึ่งจะทำให้คนหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะเก็บไฟจากหลังคาบ้านไว้ใช้เองได้โดยไม่ต้องใช้ “ไฟหลวง” อีกต่อไป ถูกกว่า สะดวกกว่า และจีนก็เป็นประเทศที่ผลิตโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดและถูกที่สุด ส่งไปขายทั่วโลกอีกด้วย

      เรื่องที่น่าจะสำคัญที่สุดที่จีนพยายามทำ เพราะถือว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ในการพัฒนา คือ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น นโยบายกำจัดการโกงกินของประธานาธิบดีสี ทำให้ข้าราชการกว่า 1.3  ล้านคนทุกระดับ (ทั้ง “เสือ” และ “แมลงวัน”) ถูกกวาดล้างดำเนินคดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

     รัฐบาลไทยทุกสมัยรู้จักเมืองจีนและผู้นำจีนเป็นอย่างดี รู้นโยบาย ยุทธศาสตร์บทเรียนของจีน อยากทำหลายอย่างแต่ทำไม่ได้ เช่น การขจัดการโกงกินบ้านเมือง ซึ่งไม่ใช่ทำแบบลูบหน้าปะจมูก แต่ทำแบบ “สี” (จิ้นผิง) คือ ทำให้ถึงรากถึงโคน

    ถ้ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนทำ 3 อย่างที่เมืองจีนวันนี้ทำ เมืองไทยก็น่าจะเจริญพัฒนาได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ คือ ๑) กำจัดคอร์รัปชั่น  ๒) แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ และ ๓) ปฏิรูประบบราชการ แก้กฎหมาย กระจายอำนาจ

   รัฐบาลนี้บอกว่ากำลังทำอยู่ทั้งสามเรื่อง แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มอำนาจให้ข้าราชการ หรือไม่ก็ถูกหาว่ารับใช้นายทุน ปล่อยให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่อไป ประมาณว่า  “ความเหลื่อมล้ำจะขจัดความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งน่าสงสัยว่า “ความเหลื่อมล้ำจะสร้างความเท่าเทียม” ได้อย่างไร

  แม้ไม่เป็นสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เมืองไทยก็คล้ายกับเมืองจีนในเรื่องการใช้อำนาจ  ขาดแต่ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และฝีมืออย่างเติ้ง เสี่ยว ผิง และสี จิ้น ผิง เท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 25 ตุลาคม 2560

พระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงคุณค่าหาที่เปรียบมิได้ เป็นมรดกสำคัญที่พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสว่า “หนังสือเรื่องนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า”

                “พระมหาชนก” มาจากเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก  ชาดกสิบชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาประสูตรเป็นเจ้าชายสิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องราวที่พระองค์ท่านได้ทรงค้นคว้าในพระไตรปิฎกและพระสุตตตันตปิฎก และทรงนำมาพระราชนิพนธ์ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย

      หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ “ความเพียรอันบริสุทธิ์” ที่เป็นคำสอนสำคัญที่สุดในบทสนทนาระหว่างพระมหาชนกกับนางมณีเมขลาเทวดากลางทะเล ที่พระมหาชนกกำลังว่ายน้ำอยู่หลังจากที่สำเภาที่ทรงเดินทางไปสุวรรณภูมิแตก คนอื่นๆ ที่อยู่บนเรือมัวแต่ร้องไห้คร่ำครวญอ้อนวอนเทวดาให้ช่วย ตายหมด

      พระมหาชนกลอยคออยู่ในทะเล ๗ วัน ๗ คืน นางมณีเมขลามาเห็นก็กล่าวว่า  "ใครหนอ พยายามว่ายน้ำในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งอยู่เช่นนี้  ท่านเห็นประโยชน์อะไร  จึงได้พยายามว่ายอยู่อย่างนี้ ?"  

      พระมหาชนกตอบว่า  "ดูกรเทพธิดา  เราได้พิจารณาเห็นธรรมเนียมของโลก และผลของความพยายาม  จึงได้พยายามว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรอันแลไม่เห็นฝั่งนี้"

                นางมณีเมขลาถามอีกว่า "ฝั่งของมหาสมุทรไม่ปรากฏแก่ท่าน ถึงท่านจะพยายามว่ายน้ำไป ก็จะต้องตายเสียก่อนที่จะถึงฝั่งแน่แท้"

                 พระมหาชนกตอบว่า "ดูกรเทพธิดา  เมื่อบุคคลทำความเพียรอยู่ ถึงจะตายไปก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นที่ติเตียนของบิดามารดาวงศาคณาญาติตลอดถึงเทพยดาทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เมื่อบุคคลตั้งใจทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถแล้ว ย่อมจะไม่เสียใจภายหลัง"

                 นางมณีเมขลากล่าวว่า "การพยายามทำงานอันใดแล้วยังไม่สำเร็จ แต่เกิดอุปสรรคถึงกับเสียชีวิตไปก่อน ก็ไม่ควรทำความพยายามนั้นเลย  เพราะความพยายามที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า"

                พระมหาชนกตอบว่า "ผู้ใดรู้ว่าการงานที่ทำไปจะไม่สำเร็จ แล้วไม่รีบหาทางป้องกันภัยอันตราย  บุคคลนั้นชื่อว่าไม่รักษาชีวิตตน  ถ้าบุคคลนั้นละความเพียรเสีย  ก็จะได้รับผลแห่งความเกียจคร้านของตน  บางคนได้เห็นผลแห่งความประสงค์ของตน  แล้วตั้งใจทำงาน  ถึงการงานจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม  ก็ได้เห็นผลงานประจักษ์แก่ตน

                ท่านจงดูคนทั้งหลายที่มาในสำเภาเดียวกับเราเถิด  คนพวกนั้นพากันย่อท้อต่ออันตราย  ไม่พยายามว่ายน้ำจนสุดความสามารถก่อน  จึงพากันจมน้ำตายในมหาสมุทรทั้งสิ้น เหลือแต่เราผู้เดียวที่สู้ทนว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรอยู่ถึง ๗ วันเข้าแล้ว

                บัดนี้  เราได้เห็นผลของความเพียรนั้นแล้ว คือเราได้เห็นท่านซึ่งเป็นเทวดาที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย  ท่านจะมาบอกว่าความพยายามของเราสูญเปล่าได้อย่างไร ?  เพราะฉะนั้นเราจักพยายามว่ายน้ำอีกต่อไป  จนกว่าจะถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรให้จงได้"

                คำสอนสำคัญของ “พระมหาชนก” มีอย่างน้อย ๒ ประการ คือ “ความเพียรอันบริสุทธ์ทำให้เกิดสิ่งอัศจรรย์” ทำให้รอดจากภัยอันตรายและประสบความสำเร็จ และการทำหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น       “แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่ายต่อไป” ทำให้คิดถึงมหาตมะคานธีที่สอนนักการเมืองด้วยเรื่องเล่าจาก “มหาภารตะ” ที่อรชุนลังเลที่จะออกรบ พระกฤษณะทรงแปลงเป็นสารถีรถม้าของอรชุนได้ “สนทนา” กับอรชุนอย่างยาวนาน

                บทสนทนาดังกล่าว คือ “ภควัทคีตา” อันเป็นคัมภีร์อันยิ่งใหญ่ของฮินดู เป็น “บทเพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้า” ที่สอนให้คนทำความดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ กระทำสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ปรารถนาความสำเร็จ หรือกลัวความพ่ายแพ้ “จงลงมือกระทำโดยไม่ปรารถนาผลลัพธ์และโดยไม่เอาตัวเองไปพัวพันกับบ่วงกรรม

      กฤษณะตรัสแก่อรชุนว่า การกระทำความดีจักไม่ทำให้ใครขึ้นสวรรค์ไปได้ ถ้าหากว่าความปรารถนาสวรรค์นั้นเป็นแรงจูงใจเพียงประการเดียว ความปรารถนาทำให้มีการเกิดใหม่ หากยังมีความปรารถนาใดคงอยู่เมื่อเราตายไปแล้ว เราก็จักกลับไปสู่ชีวิตในอีกชาติภพหนึ่ง (คือยังไม่หลุดพ้นหรือไปนิพพานในทางพุทธศาสนา)

      มหาตมะคานธีสอนนักการเมืองอินเดียด้วยเรื่องราวจากมหาภารตะนี้ว่า อย่ามัวแต่คิดคำนวณว่าตนจะได้ (ประโยชน์) อะไร จะชนะหรือไม่จึงค่อยลงมือทำ แต่ให้ทำเพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดี งาม เป็นหน้าที่ตามพระประสงค์แห่งพระผู้เป็นเจ้า

      ถ้าเรารักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จริง ควรนำคำสอนของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ โดยเฉพาะที่ว่าด้วย “ความเพียรอันบริสุทธิ” และ “แม้ไม่เห็นฝั่งก็ยังว่าย” ซึ่งขาดหายไปในโลกปัจจุบัน อันเป็นสังคมบริโภคที่ต้องการรวยลัด รวยเร็ว อยากได้ของฟรี อยากได้อะไรแบบง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรง สังคมที่แข่งขันและวัดกันด้วยภาพลักษณ์ อำนาจและผลประโยชน์

               พระมหาชนก คือ คำสอนที่สะท้อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่รู้จักกันดี ที่ท่องได้แต่ไม่ค่อยทำกัน  เพราะเป็นอะไรที่สวนกระแส และคนที่มี “ปัญญา ความกล้าหาญ และความเพียรทน” เยี่ยงพระมหาชนกเท่านั้นจึงจะทำได้

สยามรัฐรายวัน 18 ตุลาคม 2560

ตูน บอดี้สแลม กำลังจะวิ่งจากเบตงถึงแม่สาย ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร เพื่อระดมทุน 700 ล้านบาทให้โรงพยาบาล 11 แห่ง มีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วย การออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งหลายเป็นความสำเร็จขั้นต้นที่สำคัญของนักร้องคนนี้แล้ว เพราะเป็น “วิภาษวิธี” ที่ก่อให้เกิด “ปัญญา” ในสังคม

                คนจำนวนมากเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการ “ตบหน้า” รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขที่ไม่ได้ดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างที่ควร ปล่อยให้ขาดแคลนงบประมาณ อุปกรณ์สำคัญเพื่อการบริการสุขภาพ ในขณะที่มีงบประมาณซื้ออาวุธและไปทำอย่างอื่นมากมาย

                มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับการวิ่งครั้งนี้ วิจารณ์แรงๆ ว่า “โง่” วิ่งให้ตายก็แก้ปัญหาไม่ได้ ดูจะเป็นการมองอย่างคับแคบ ลดทุกอย่างลงมาให้เหลือแค่ “งบประมาณ” ที่ควรขอจากรัฐบาลมากกว่ามาวิ่ง ลดปัญหาบ้านเมืองให้ลงมาเหลือเพียงการเมือง เรื่องนโยบาย

                เหมือนที่มีคนวิจารณ์คุณแม่เทเรซาแห่งกัลกัตตาเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่เห็นช่วยอะไรประเทศอินเดีย ดีแค่สร้างภาพ แน่จริงต้องไปบอกให้รัฐบาลบริหารประเทศให้ดีด้วยนโยบายที่แก้ปัญหาความยากจน ไม่ต้องให้คนจนนอนอดหิวและตายข้างถนนอย่างที่เห็นทุกเมือง

                คุณแม่เทเรซาตอบว่า ท่านแค่ต้องการให้คนที่กำลังจะตายรู้ว่า ยังมีคนที่รักเขาอยู่ และท่านก็ทำจนถึงวาระสุดท้าย ขยายจากกัลกัตตาไปยังเมืองอื่นๆ ประเทศอื่นๆ รวมทั้งที่กรุงโรม ศูนย์กลางศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก ที่มีซิสเตอร์คณะของท่านทำงานในสลัม ช่วยคนจน คนชายขอบ ผู้อพยพ คนที่ถูกทอดทิ้ง

                คุณแม่เทเรซาได้รับการยกย่องและแต่งตั้งให้เห็น “นักบุญ” ด้วยแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วโลก ทำให้เห็นว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ท่ามกลาง “อธรรม” อีกเป็นอันมากทั้งตัวบุคคลและระบบโครงสร้างที่รอการแก้ไขในอีกหลายๆ วิธี ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

                เมตตาธรรมกับความยุติธรรม เป็นสองหน้าของเหรียญเดียว ถ้ามองความเป็นจริงทั้งสองด้านก็จะเข้าใจคุณค่าและความหมายของสิ่งที่ตูน บอดี้สแลมทำ ที่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใด มีการวิ่งเพื่อการกุศลและวัตถุประสงค์เฉพาะต่างๆ มากมายในประเทศไทยและทั่วโลก ทั้งเดี่ยวและเป็นกลุ่ม เป็นพันเป็นหมื่นคนก็มี

                แต่ละครั้งก็มักจะมีผลกระทบไปถึง “นโยบาย” และ “จิตสำนึก” ด้วยเสมอ อย่างกรณีของตูน ก็ย่อมส่งผลให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขต้องทบทวนเรื่องการบริการสุขภาพอย่างจริงจัง และไม่ปล่อยให้คนมากระตุกขา  “สั่งสอน” หรือ ”ตบหน้า” อีก และปลุกสำนึก “จิตอาสา” ให้สาธารณชน

                แม้แต่การวิ่งที่ไม่ได้บอกวัตถุประสงค์ ก็ทำให้คนคิดต่อ ตีความ และนำไปสร้างแรงบันดาลใจได้อีก อย่างการวิ่งของ “ฟอเรสท์ กัมพ์” ที่วิ่งข้ามสหรัฐอเมริกาไปกลับแบบ “ไม่มีจุดมุ่งหมาย” แต่สื่อมวลชนวิ่งตามเขาทุกวัน แพร่ภาพข่าวไปทั่วประเทศ ถามนายกัมพ์ว่า วิ่งทำไม เขาบอกว่า แค่อยากวิ่ง การไม่บอกอะไรเป็นการบอกหลายอย่างมากกว่าการบอกเสียอีก เปิดทางให้ผู้คนนำไปคิดเอาเอง

                สิ่งที่ “ปรากฎการณ์ตูน” ก่อให้เกิดในสังคมไทยมีหลายอย่าง เขาสร้างแบบอย่างของการเสียสละตนเพื่อการกุศลในแบบที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิตไม่น้อย แต่เขาเป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (catalyst) ที่มีพลัง ศูนย์รวมใจและรวมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ขาดแคลน เงิน 10 บาททำอะไรได้ไม่มาก แต่ถ้ารวมกันก็จะเกิดพลังมหาศาล และที่สำคัญกว่าเงิน คือ พลังจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของสังคม คือ ทุนทางสังคมที่เป็นอะไรและให้อะไรมากกว่าเงิน

                ทำให้คิดถึงพระอาจารย์ทอง หรือพระครูพิพัฒนโชติที่วัดอู่ตะเภา วัดดอน หาดใหญ่ ที่ก่อตั้ง “ธนาคารชีวิต” เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ชวนชาวบ้านออมเงินวันละบาท ท่านบอกว่า เงินบาทเดียวทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้ารวมกันมากๆ ก็ช่วยเหลือคนทุกข์คนยากได้ สนับสนุนโครงการพัฒนาชุมชนได้ ช่วยเด็กเยาวชนที่ขาดแคลนทุนการศึกษาได้

                วันนี้มีสมาชิกพันกว่าคน มีเงินออมและดอกเบี้ยกว่า 10 ล้านบาท เมื่อน้ำท่วมหาดใหญ่และใกล้เคียงหลายปีก่อน สมาชิกธนาคารชีวิตได้รับผลกระทบถ้วนหน้า คณะกรรมการตัดสินใจนำเงินจากธนาคารชีวิตช่วยเหลือสมาชิกพันกว่าคนๆ  ละ 500 บาท แม้เป็นเงินไม่มาก แต่เป็นกำลังใจยิ่งใหญ่ที่มาจากเงินบาทเดียว

                สิ่งที่ธนาคารชีวิตก่อเกิดไม่ใช่เพียงเงินออมวันละบาท (คนออมไม่ได้ดอกเบี้ย คนกู้เสียดอกเบี้ย) แต่ได้ทำให้ “ทุนทางสังคม” แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทุนที่เป็นความเอื้ออาทร ความเป็นพี่เป็นน้องที่ร้อยรัดผู้คนให้อยู่ร่วมกันเป็นชุมชนที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ได้มีแค่เรื่องรายได้ กำไรขาดทุนหรือเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น

                มีคนจำนวนมาก มูลนิธิสมาคมองค์กรมากมายที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคม โดยไม่ได้ต้องการแย่งบทบาทหน้าที่ของรัฐบาล ของกระทรวงพัฒนาสังคมหรือกระทรวงไหน แต่เพราะ “จิตอาสา” ทำความดีที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนอื่นนอกจากช่วยคนให้ “พ้นทุกข์” ทุกข์ยิ่งใหญ่มากมายที่รัฐบาลไหนก็แก้ได้ไม่หมด

                คุณแม่เทเรซาและคุณตูนไม่ได้ระดมคนออกเดินขบวนประท้วงไปตามถนนเพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ดูแลคนจน คนเจ็บคนป่วย แต่ “กิจกรรม” ของทั้งสองน่าจะส่งเสียงดังกว่านั้นมากนัก

                และที่ “ดัง” มากกว่า และมีคุณค่ามากกว่า คือการทำให้ผู้คนรู้ว่า น่าจะมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือบ้านเมือง ที่ไม่ใช่เรื่องของ “รัฐบาล” ผู้เดียว อะไรที่เราทำได้เอง ทำได้ดีกว่าก็น่าจะลงมือทำ ไม่ใช่รอทุกอย่างจากรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาก็ทำ “ประชานิยม” จนผู้คน “เสียผู้เสียคน” ไปมากแล้ว

                บริจาคเถิดครับ เพราะนี่เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราจะได้ร่วมมือกันช่วยเหลือสังคม ที่จะแสดงให้เห็นว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้จริง  “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่มดีกว่านั่งด่าความมืด” (ภาษิตจีน)

สยามรัฐรายวัน 11 ตุลาคม 2560

“ประมาณเกือบ 30 ปีมาแล้ว ผู้นำชาวนาฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งมาศึกษาดูงานที่เมืองไทยโดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ การพบกับกลุ่มเกษตรกรไทย พวกเขาอยากมาบอกเกษตรกรไทยว่า ขอให้ลดการปลูกมันสำปะหลัง เพราะไทยส่งมันเข้าตลาดอียู ทำให้พวกเขามีปัญหาในการขายอาหารสัตว์ที่ผลิตในท้องถิ่น

แต่มาได้เพียงสองวัน พวกเขาก็เปลี่ยนความตั้งใจ เพราะได้พูดคุยกับผู้นำเกษตรไทยโดยตรง ได้รับรู้ถึงปัญหาและความทุกข์ยากของคนในบ้านนี้เมืองนี้ที่ก็ไม่มีทางออกเหมือนกัน พวกเขาสรุปว่า เกษตรกรที่ไหนๆ ไม่ว่าที่ฝรั่งเศส ที่เมืองไทย หรือที่บราซิลก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน เป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจการค้าเสรีที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก มือใครยาวสาวได้สาวเอา

แทนที่จะมาบอกให้เกษตรกรไทยลดหรือเลิกปลูกมันสำปะหลัง สู้มาเป็นเพื่อนกัน เป็นภาคีเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมมือกันหาทางแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดจะดีกว่า

ตลอดระยะเวลา 10 ปีหลังจากนั้น มีการไปมาหาสู่กันระหว่างกลุ่มผู้นำเกษตรกรไทยและยุโรปหลายครั้ง พวกเขาได้สรุปบทเรียนของความสำเร็จและความล้มเหลวในยุโรป เตือนเพื่อนคนไทยไม่ให้เดินไปตกหลุมเดียวกัน บอกทางลัดไปสู่ความสำเร็จ

ผู้นำเกษตรกรไทยที่ร่วมขบวนการเป็นที่รู้จักกันดีอย่างวิบูลย์ เข็มเฉลิม บำรุง บุญปัญญา บำรุง คะโยธา ประยงค์ รณรงค์ ลัภท์ หนูประดิษฐ ชบ ยอดแก้ว อัมพร ด้วงปาน ตรีวุธ ภาระพัฒน์ เล็ก กุดวงแก้ว ยงยุทธ ตรีนุชกร ผาย สร้อยสระกลาง ทัศน์ กระยอม รวมทั้งนักวิชาการไทยที่ทำงานกับชุมชนอย่าง ดร.ปรีชา อุยตระกูล อาจารย์อนันต์ ลิขิตประเสริฐ เป็นต้น

เครือข่ายเกษตรกรที่ยุโรปมีพลังมาก ในแต่ละประเทศมีเกษตรกรเพียงร้อยละ 2-3 ของประชากร แต่มีเครือข่ายไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 เพราะเชื่อมโยงผู้ประกอบการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร ผลผลิตทางเกษตรต่างๆ ตั้งแต่ข้าวปลาอาหาร เหล้า ไวน์ ขนมนมเนย ปุ๋ย ยา เครื่องมือเกษตรทุกชนิด

พรรคการเมืองในประเทศเหล่านี้ต่างก็วิ่งเข้าหากลุ่มเกษตรกร เพราะมั่นใจในฐานเสียงของเครือข่าย ได้ใจพวกเขาก็เท่ากับชนะเลือกตั้งไปครึ่งหนึ่งแล้ว

พวกเขาเล่าให้ฟังว่า เครือข่ายเกษตรกรในยุโรปเริ่มจริงๆ เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี่เอง ตอนที่สังคมกำลังลำบากยากแค้น ประสบภาวะขาดแคลนอย่างหนัก เกษตรกรเริ่มเดินทางไปมาหาสู่กัน โดยสารรถประจำทางบ้าง รถไฟบ้าง จนเมื่อสถานการณ์ค่อยๆ ดีขึ้น พวกเขาก็ขยายเครือข่ายออกไประดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ และระหว่างประเทศในที่สุด

ผู้นำเกษตรกรไทยได้ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้นำเกษตรกรในฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และแอฟริกาตะวันตกหลายประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงที่โน่นโดยเครือข่ายจากยุโรป

ผู้นำเกษตรกรไทยหลายท่านที่ได้ร่วมขบวนการนี้มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย ขยายเครือข่ายในพื้นที่ของตนเอง แม้ว่าจะเป็นไปอย่างเงียบๆ แต่ก็เป็นพลังเงียบที่รู้เท่าทันเหตุการณ์บ้านเมืองและระบบเศรษฐกิจสังคมที่ซับซ้อนและมีพลังสูงมากในการครอบงำประชาชน

ที่สำคัญ ได้เรียนรู้ว่าระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยนี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากเป็นเหยื่อ ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อความมั่งคั่ง เพื่อความมั่นคง เพื่ออำนาจ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เกษตรกรฝรั่งเศสสรุปว่า พวกเขาเป็นเหยื่อของระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเกษตรกรไทยและประเทศไหนๆ ในโลก”

กรณีนี้ ใช้คำว่า hegemony ของ อันโตนิโอ กรัมชี ได้ทั้งนั้น เพราะคำนี้มีความหมายจริงๆ คือ การครอบงำอย่างแนบเนียนจนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่มีการต่อต้านใดๆ ยอมรับว่า “มันเป็นเช่นนี้เอง”

เหยื่อของระบบสังคมนี้ถูกทำให้มึนงงเหมือนคนติดยา ถูกเบี่ยงเบนบิดเบือน ถูกสั่งสอนว่าไม่ต้องไปสนใจเรื่องคุณค่า เรื่องจริยธรรม เป้าหมายสำคัญกว่าเครื่องมือหรือวิธีการ ไม่ต้องถามว่า วิธีการนี้ดีไม่ดีอย่างไร ขอเพียงใช้ให้ได้ผล ช่วยให้บรรลุเป้าหมายเป็นพอ

กระนั้นก็ดี วันนี้ระบบทุนนิยมพยายามปรับปรุงตนเอง พยายามสวมเสื้อยี่ห้อ “จริยธรรม” ให้คนเห็นมากๆ มาในนามของ “CSR” หรือ ความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท”

“ประชารัฐ” เป็นกลไกหนึ่งในการ “ปฎิรูป”

การปฏิรูปนี้สำเร็จหรือไม่คงไม่วัดกันที่จีดีพีหรือการส่งออก แต่วัดที่คุณภาพชีวิตของชาวนาชาวไร่ 30-40 ล้านคนที่ยังรายได้ไม่พอกิน หนี้สินท่วมตัว ความเหลื่อมล้ำไม่ลด เพราะผู้นำสังคมไทยยังเชื่อ “ทฤษฎีการพัฒนาแบบไม่เท่าเทียม” ให้คนรวยรวยก่อน แล้วดึงคนจนให้รวยตาม

เป็นนิยามและนิยายของการพัฒนาที่พาฝันมา 50 ปี แล้วต่างอะไรจากโครงการจำนำข้าว ที่ชาวนาเป็นเหยื่อ เป็นฐานเสียง ฐานอำนาจของนักการเมือง

สยามรัฐรายวัน 27 กันยายน 2560

นายโดนัลด์ ทรัมป์น่าจะเป็นประธานาธิบดีที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดทั้งในสหรัฐและทั่วโลก เป็นนักธุรกิจ ที่ไม่เคยทำงานการเมือง ไม่เคยได้รับเลือกตั้ง จึงเป็นคนที่มักพูดอะไรเสนออะไรที่นอกกรอบ นอกคอก และขัดใจผู้คนจนมีบางคนบอกว่าเขา “บ้า”

แต่ความที่เป็น “คนนอก” ทำให้เขามองเห็นอะไรบางอย่างที่ “คนใน” มักมองไม่เห็น และสิ่งที่เขาเสนอบางครั้งก็น่าสนใจ อย่างกรณีที่ไปพูดที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติวันที่18 กันยายนที่ผ่านมาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสหประชาชาติ 

เขาบอกว่า ตั้งแต่ปี 1945 ที่องค์แห่งนี้ได้ก่อเกิดมา ยังไม่ได้บรรลุศักยภาพที่แท้จริง เนื่องเพราะ “ระบบเจ้าขุนมูลนาย” (bureaucracy) และการจัดการที่ไม่ดี (mismanagement) เขาบอกว่า “ต้องทำให้ยูเอ็นยิ่งใหญ่” (Make UN great) ไม่มีคำว่า “อีก” เพราะสำหรับเขายูเอ็นไม่เคยยิ่งใหญ (เหมือนอเมริกา) และยังเคยประชดว่า องค์กรแห่งนี้ “เป็นแต่พูดเท่านั้น” (talking organization) (คล้ายกับที่มีการล้อเลียนว่า NATO ย่อมาจาก no action talk only ได้แต่พูดไม่ทำ)

เคยทำงานที่ยูเอ็น ทราบดีว่าองค์กรแห่งนี้มีระบบโครงสร้างและระเบียบที่ละเอียดแทบทุกกระเบียดนิ้ว จนอึดอัด อยู่ลำบากเพราะทำอะไรใหม่ คิดอะไรใหม่ได้ยาก เพราะเขาจัดไว้ให้ “ลงตัวหมดแล้ว” อันเป็นผล “ระบบเจ้าขุนมูลนาย” “ราชการ” ของ 193 ประเทศสมาชิกที่มาผนึกพลังกัน แล้วจะให้ปฏิรูปได้อย่างไร

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนรียกร้องให้ปฏิรูปองค์กรอันยิ่งใหญ่นี้ แต่ส่วนใหญ่มาจาก “สมาชิก” จากคนใน หรือที่เคยเป็นคนในและรู้เรื่องภายในเป็นอย่างดีว่ามีปัญหาอุปสรรค จุดอ่อนและข้อจำกัดอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่า เสียงเรียกร้องจะดังกว่าทุกครั้ง เพราะมาจากผู้นำสหรัฐอเมริกา หมายเลขหนึ่งของผู้นำในยูเอ็น ที่เสียงดังส่วนหนึ่งเพราะให้เงินอุดหนุนองค์กรนี้มากที่สุด

อย่างไรก็ดี คงไม่มีใครคาดหวังว่าจะมีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยูเอ็น โดยเฉพาะถ้าหากว่าจะให้บรรดาสมาชิกมาร่วมกันปฏิรูป ซึ่งก็คงส่งตัวแทนที่เป็น “ข้าราชการ” เป็นส่วนใหญ่มาร่วมเป็นกรรมการ อนุกรรมการ ได้ข้อสรุปที่เวียนไปเวียนมาจนหาทางเปลี่ยนไม่ได้ (เหมือนเดิม)

การเปลี่ยนแปลงในยูเอ็นที่ผ่านมาเกิดจากวิกฤติหรือปัญหารุนแรงที่เรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยน  เช่น กรณีการเกิดโรคเอดส์ ซึ่งมีผลกระทบไปทั่วทุกวงการ ไม่เพียงแต่สุขภาพอนามัย แต่เศรษฐกิจสังคม ทำให้องค์กรต่างๆ มีแผนงานเกี่ยวกับโรคเอดส์จนซ้ำซ้อน  5 องค์กรในยูเอ็นจึงจับมือกันก่อตั้ง UNAIDS คือ WHO, UNDP, UNICEF, UNESCO, และ World Bank

การปฏิรูปยูเอ็นคงยากเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา อาจจะต้องมีองค์กรอื่นขึ้นมาแทน ที่ดีกว่า มีพลังมากกว่า อย่างที่ผู้สร้างนวัตกรรมพูดไว้ว่า “คุณเปลี่ยนอะไรจากที่เป็นอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าจะเปลี่ยน ต้องสร้างโมเดลใหม่ที่ทำให้โมเดลที่เป็นอยู่กลายเป็นสิ่งล้าสมัย” (Richard Buckminster Fuller)

คำว่า “ปฏิรูป” เป็นคำที่น่ากลัวสำหรับคนที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลง เป็นคำที่น่าเบื่อสำหรับคนที่ได้ยินได้ฟังทุกวัน แต่ไม่เห็นวี่แววว่าจะมีการปฏิรูปตรงไหนอย่างไร เพราะสิ่งที่ปรากฎให้เห็น ไม่ว่าวิธีคิดหรือวิธีทำ ไม่ให้ความหวังว่าจะมีการปฏิรูป

เอาข้าราชการมาปฎิรูประบบราชการ  เอาตำรวจมาปฏิรูปตำรวจ เอาคนมีธุรกิจพลังงานมาปฏิรูปพลังงาน (เพื่อหาพลังงานทางเลือก) เอา ธ.ก.ส. มาแก้หนี้ (แล้วใครจะไปกู้ ธ.ก.ส.) เอาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีขายสารเคมีไปส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เอานักกฎหมายไปปฏิรูปกฎหมาย ให้กระทรวงเกษตรไปปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปสหกรณ์ ให้กระทรวงมหาดไทยไปกระจายอำนาจ

รัฐบาลนี้มีความตั้งใจให้มี “การปฏิรูป”  เสนอ “ประชารัฐ” เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อน 12 ประเด็น 12 คณะ เช่น นวัตกรรม, การลงทุน, เศรษฐกิจฐานราก, การท่องเทียว, แก้กฎหมาย, การเกษตร, การศึกษา. การสร้างรายได้

องค์ประกอบกรรมการประชารัฐ 73% เป็นเอกชน 13% รัฐมนตรี 10% ราชการ 4% สถาบัน การศึกษา ไม่เห็นมี “ชาวบ้าน” ตัวแทนชุมชนคนส่วนใหญ่ของประเทศไทย ในขณะที่ซีพีอยู่เต็มใน 12 คณะปูนใหญ่กับไทยเบฟ (ขายเหล้าขายเบียร์และอื่นๆ) อยู่เกือบทุกคณะ ทั้งสามหน่วยงานนี้อยู่ในคณะกรรมการ การศึกษาและการเกษตร

มีคนตั้งข้อสังเกตไว้นานแล้วว่า ประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนาไม่สนใจพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะจะทำให้คนฉลาด ซึ่งครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้

วันนี้ คนไทยเบื่อคำว่า “ปฏิรูป” เพราะไม่เชื่อว่าจะมี  คณะรัฐมนตรีก็มีแต่ “ทหารและข้าราชการ” เป็นส่วนใหญ่ เอาแต่เพิ่มกฎหมายให้อำนาจตนเองมากกว่าการยกเลิกและแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป แล้วจะปฏิรูปได้อย่างไร

สยามรัฐรายวัน 20 กันยายน 2560

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักคิดทางสังคมที่มักมีอะไรให้จดจำและนำไปพูดถึงและประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ อยู่หลายครั้ง หลายปีก่อน เขาเขียน “สองนคราประชาธิปไตย” ที่ ”คนชนบทเลือก คนเมืองล้ม” วันนี้เขาเสนอ “บูรพาภิวัตน์”

                อาจารย์เอนกไม่ได้เพียงเสนอ “คำหลัก” ที่เป็นเหมือน “มาสเตอร์คีย์” ให้เราไขเข้าไปในสถานการณ์โลกปัจจุบัน แต่ท่านให้รายละเอียดทั้งทางเศรษฐกิจสังคมที่หนักแน่นจนยากที่ใครจะเห็นค้าน

                ที่เขียนวันนี้อยากจะให้เห็นอีกด้านหนึ่งหรือมิติหนึ่งที่อาจารย์เอนกไม่ได้พูดถึงหรือพูดถึงน้อย คือ เรื่องทางจิตวิญญาณที่โลกทั้งโลกกำลังหันมาให้ความสนใจกับ “ปรัชญา-ศาสนา” ความเชื่อ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเอเชีย ไม่ใช่แต่เพียงนักปรัชญาและนักฟิสิกส์อย่างเดวิด โบห์มหรือไอนส์ไตน์

                ในระยะสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เคยเข้าไปหาอ่านและซื้อหนังสือเกี่ยวกับ “พลังจิต” มิติที่ 4 สัมผัสที่ 6 หรือ ปรจิตวิทยา (parapsychology) ที่ห้องสมุดและร้านหนังสือหลายแห่งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ปรากฎว่าหนังสือเหล่านี้อยู่ในหมวด “ไสยศาสตร์” (occultism) แต่ก็ค่อยๆ ย้ายไปอยู่ในหมวด “ปรัชญา-ศาสนา” หรือ “เรื่องทางจิตวิญญาณ” และ “จิตวิทยา”

                เมื่อ 25 ปีก่อน CNN สำรวจพบว่า คนอเมริกันร้อยละ 30 เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด 5 ปีต่อมาปรากฎว่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 วันนี้น่าจะมากกว่าครึ่ง ขณะที่ชาวบราซิลร้อยละ 70 เชื่อเรื่องนี้

                นอกจาก ดร.เอียน สตีเวนสัน ที่มีชื่อเสียงจากงานวิจัยเรื่องการกลับชาติมาเกิด โดยศึกษา 3,000 กรณี ทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย พม่า ไทย ยังมีนักวิชาการที่จบการศึกษาด้านการแพทย์ หรือจิตวิทยาจำนวนมากที่หันมาสนใจศึกษาเรื่องนี้ และขยายไปสู่เรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

                ส่วนหนึ่งเป็นการศึกษาต่อเนื่องจากการวิจัยประสบการณ์ของคนที่ตายแล้วฟื้นคืนมา หรือชีวิตหลังความตายของนักจิตวิทยาที่โด่งดังอย่างน้อย 2 คน คือ เอลิซาเบ็ท คูเบอร์ รอส และเรย์มอนด์ มูดี้ โดยขยายขอบเขตการศึกษาไปไกลถึงทั้งชาติก่อน ชาตินี้ และชาติหน้า

                อ่านหนังสือของนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการเหล่านี้และคนอื่นๆ แล้วทำให้เชื่อว่า โลกตะวันตกวันนี้หันมาหาตะวันออกเพราะมี “นักวิทยาศาสตร์” ที่ยืนยันกับพวกเขาว่า สิ่งที่คนตะวันออกเชื่อนั้นไม่ใช่เรื่องงมงายไสยศาสตร์ แต่เป็น “เรื่องจริง” ที่มีข้อพิสูจน์หลายอย่าง แม้ว่า “ความจริง” นั้นอาจจะเป็นการพิสูจน์ด้วย “สูตร” และ “สมการ” คนละอย่างกับ “วิทยาศาสตร์” กระแสหลัก

                ไม่น่าเชื่อว่า หนังสือเหล่านี้ขายได้เป็นล้านเล่ม บางเล่มหลายสิบล้าน เป็นหนังสือขายดีอันดับต้นๆ ของอเมซอนหรือหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ที่จัดอันดับหนังสือยอดนิยม และมีการแปลไปหลายภาษา บางเล่มมากกว่า 20 ภาษา

                ดร.ไบรอัน ไวส์ น่าจะเป็นอีกคนหนึ่งถัดจาก ดร.เอียน สตีเวนสัน ที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนความคิดความเชื่อของคนตะวันตก เขาเป็นจิตแพทย์ที่เปลี่ยนความคิดแบบเดิมๆ ของวิชาจิตวิเคราะห์เพราะประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ได้รับจากการทำการสะกดจิต ทำให้คนระลึกชาติได้ มีรายละเอียดและ “ข้อพิสูจน์” มากมายจนเขาต้องเชื่อว่าสิ่งที่คนไข้ของเขา “เห็น” นั้นไม่ใช่ภาพลวงตาหรืออุปาทาน

                เขาบอกว่า คนเราเกิดมาแล้วหลายชาติ การสะกดจิตทำให้คนได้อย่างน้อย 2 อย่าง อย่างแรกคือทำให้หายจากความเจ็บป่วยบางอย่างที่ไปรักษาแบบไหนที่ไหนก็ไม่หาย แต่เมื่อระลึกชาติได้ และกลับไปยังชาติที่เคยได้รับเหตุการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับความเจ็บป่วยชาตินี้ คนไข้ของเขาก็จะหายจากอาการนั้น บางคนเคยจมน้ำตายกลายเป็นคนกลัวน้ำ ก็จะหายกลัว เคยตกจากที่สูง กลัวความสูงก็หาย เคยขาหักชาติก่อน และเจ็บกระดูกรักษาไม่หาย ก็หาย เจ็บต้นคอ ชาติก่อนเคยถูกแขวนคอ ก็หายเจ็บ เป็นต้น

                อย่างที่สอง คนจะไม่กลัวตายอีก เพราะพบว่าวิญญาณเป็นอมตะ ร่างกายเป็นที่อาศัยชั่วคราว ตายแล้วก็จะมาเกิดใหม่ ในร่างกายใหม่ “วิญญาณเราเหมือนคนขับ กายเป็นรถ เมื่อรถเก่าและผุพังก็ทิ้งไป อาจมีเฟอร์รารีคันงามรออยู่ปลายถนนก็ได้” ดร.ไวส์บอกที่ประชุมชาวอิตาเลียนที่เมืองมิลาน

                ดร.ไวส์บอกว่า ตั้งแต่นี้ไป คงไม่เพียงพอที่จะหาสาเหตุของพฤติกรรม ของปัญหา ของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จาก “ปัจจุบัน” เท่านั้น แต่คงต้องย้อนกลับไปหาคำอธิบายใน “ชาติก่อน” ด้วย

                ดร.ไมเกิล นิวตัน เขียนหนังสือ “การเดินทางของวิญญาณ” (Journey of Souls) และ “ชะตากรรมของวิญญาณ” (Destiny of Souls)  สรุปจากปากคำของคนไข้ของเขาหลายพันคนว่า ตายแล้วไปไหน และเตรียมตัวกลับมาเกิดใหม่อย่างไร ข้อสรุปของเขา คือ คนเราเลือกเกิดได้ มีเป้าหมายในชีวิตนี้ที่มา “ใช้กรรม” หรือ “ชดใช้แก้ไขความผิดพลาดในชาติก่อน” เพื่อจะได้เติบโตและค่อยๆ ไปสู่ความหลุดพ้น

     แต่ชีวิตนี้มีทั้งชะตากรรม (destiny)  ที่สวรรค์กำหนด และเจตจำนง (free will) ของเราเองที่เป็นอิสระที่จะเลือกและต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของเราเอง

สยามรัฐรายวัน 13 กันยายน 2560

นายเจมส์ วอลเฟนโซห์น อดีตประธานธนาคารโลก (1995-2005) กล่าวไว้ในการประชุมสุดยอดผู้นำโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปี 2000 ว่า “เงินแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ถ้าแก้ได้คงแก้ไปนานแล้ว เพราะโลกไม่ได้ขาดเงิน”

          ในการประชุมครั้งนั้นมีการพูดกันเรื่องกับดักของโลกาภิวัตน์ ปัญหาโลกที่คนรวยรวยขึ้นคนจนจนลง ประเทศร่ำรวยได้เปรียบประเทศยากจนมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี นายวอลเฟนโซห์นเตือนว่า ประเด็นดังกล่าวจะต้อง ไม่มองอย่างแยกส่วน แต่มองอย่างเป็นองค์รวม เขาตั้งคำถามเป็นตัวอย่างว่า

          “ประเทศนั้นมีรัฐบาลที่ดีหรือไม่ มีระบบกฎหมาย ระเบียบต่างๆ มีระบบยุติธรรมที่ดีและมีประสิทธิภาพหรือไม่ มีกฎหมายดี มีผู้พิพากษ์ที่สัตย์ซื่อหรือไม่ มีระบบการเงินที่มีประสิทธิภาพมีความสัตย์ซื่อ มีความเป็นอิสระ มีระบบสังคมที่ดีหรือไม่ มีการคอรร์รัปชั่นมากน้อยเพียงใด”

          ยังเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การสื่อสาร เทคโนโลยี และอื่นๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับความยากจน ซึ่งนายวอลเฟนโซห์นเห็นว่า ถ้านโยบาย ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไม่ดี การบริหารจัดการไม่ดี มีการโกงกินหรือคอร์รัปชั่นมาก ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาความยากจนได้

          อย่างไรก็ดี เขาได้เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเปิดโอกาสให้ประเทศกำลังพัฒนาให้มีตลาดที่กว้างขึ้นสำหรับผลผลิตของตน เขาบอกประเทศร่ำรวยว่า “อย่าไปพูดเรื่องการยกหนี้ให้ประเทศยากจนถ้าคุณยังไม่เปิดตลาดให้พวกเขา  อย่าไปกระตุ้นประเทศเหล่านั้นให้ทำการผลิตมากๆ ถ้าหากคุณยังไม่เปิดที่ขายให้พวกเขา อย่าพูดเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี ถ้าหากยังไม่พัฒนาการศึกษา”

ในเวลาเดียวกัน เขาได้พูดในอีกหลายที่เรื่องการแก้ปัญหาความยากจนว่า “คนจนไม่ได้ต้องการการสงเคราะห์ (charity) คนยากจนต้องการโอกาส..พวกเขามีความตั้งใจ พวกเขาต้องการภูมิใจในตัวเอง พวกเขาต้องการโอกาส ถ้าคุณให้พวกเขาเพียงครึ่งเดียว และให้พวกเขารับผิดชอบ พวกเขาจะทำได้ดี”

“กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา คือ การเปลี่ยนคนจนจากคนที่คุณจะต้องสงเคราะห์ช่วยเหลือมาเป็นทุนมนุษย์หรือ “สินทรัพย์” (asset) ที่คุณจะต้องให้โอกาสพัฒนา พวกเขาไม่ใช่คนอ่อนแอ พวกเขาไม่ใช่คนทุพพลภาพถึงได้ยากจน พวกเขาจนเพราะขาดโอกาสต่างหาก”

เขาเน้นเสมอว่า การช่วยเหลือประเทศยากจนจะต้องพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุขโดยการให้โอกาสผู้คนได้เข้าถึงการศึกษาและการบริหารด้านสาธารณสุข ให้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง ของชุมชน

นายเจมส์ วอลเฟนโซน เป็นชาวออสเตรเลีย เติบโตและได้รับการศึกษาที่ซิดนีย์ แล้วไปต่อด้านการบริหารธุรกิจที่ฮาร์วาร์ด มีประสบการณ์ที่หลากหลายทางธุรกิจและการเงิน จนได้รับแต่งตั้งเป็นประธานธนาคารโลก เขาน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ยกย่องชื่นชม (อาจารย์ส.ไม่ค่อยชมใครง่ายๆ  ท่านวิจารณ์หรือชมใครด้วยเหตุผลที่น่ารับฟังเสมอ)

เขียนเรื่องนี้เพราะวันนี้ประเทศไทยกำลังเร่งรัดพัฒนาอย่างเต็มทื่ รัฐบาลที่ผ่านๆ มาก็ดี รัฐบาลนี้ก็ดี มีโครงการมากมายในการแก้ปัญหาความยากจน ทั้งแจกฟรีให้เปล่าและอื่นๆ ด้วยคำอธิบายที่รับฟังได้ว่า ทุกอย่างล้วนต้องทำอย่างสัมพันธ์กัน หรือคำโตๆ ที่ใช้กัน คือ “บูรณาการ”

รํฐบาลรู้อยู่แล้วว่า การแจกเงินช่วยคนจนอย่างเดียวแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ ต้องไปพร้อมกับการปฏิรูปการศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ เปิดโอกาสให้คนจนให้กว้างมากขึ้นเพื่อจะได้เรียนรู้ และเข้าถึงทุน เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจสังคม

ซึ่งรัฐบาลตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ แผนที่ ๑ ผ่านมาหลายรัฐบาลหลายแผนก็พูดเช่นนี้และทำหลายอย่าง แจกทีดินทำกิน (สปก.) นับล้านไร่ แล้ววันนี้เหลือเท่าไรในมือคนจน แม้จะไม่มีสิทธิ์ขาย แต่ก็ขายสิทธิ์ให้นายทุน  รัฐบาลสร้างบ้าน สร้างแฟลตให้คนจนอยู่กี่หมื่นกี่แสนยูนิต เพื่อให้ย้ายจากสลัมหรือชุมชนแออัดไปอยู่ที่ดีกว่า แต่ “สลัม” ก็ไม่ได้หมดไป บางส่วนก็เป็นคนที่ได้สิทธิ์ได้บ้านได้แฟลต แล้วย้ายออกไปสร้าง “สลัม” ใหม่ ปล่อยให้คนอื่นเช่าบ้านเช่าแฟลตหรือขายสิทธิ์ไป

ระบบเศรษฐกิจสังคมเป็นองคาพยพเดียวที่ต้องพัฒนาไปด้วยกัน แต่สิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นอันดับแรก คือ การศึกษา เพราะ “คนมีความรู้เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่า คนไม่มีความรู้เปลี่ยนป่าให้เป็นทะเลทราย” “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า”  นายโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรี สหราชอาณาจักรหลายปีก่อนยังย้ำเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุด 3 อย่างในรัฐบาลของเขา คือ “การศึกษา การศึกษา และการศึกษา”

ไม่เช่นนั้น การพัฒนาก็คงเป็นแค่วิธีการเอาชนะกันทางการเมืองและผลประโยชน์ด้วยตราที่สังคมประทับให้ว่า “ประชานิยม” ซึ่งลึกๆ แล้วเป็นการหลอกชาวบ้าน หลอกคนจน เป็นกับดักที่แท้จริงของการพัฒนา ทำให้คนเสพติดเงิน เสพติดผลประโยชน์ เหมือนเด็กที่ต้องกระเตงตลอด จนเดินเองไม่เป็น

ให้ปลาก็ไม่พอ ให้เบ็ดก็ไม่พอ ต้องให้โอกาสจับปลาด้วย ถึงจะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

สยามรัฐรายวัน 6 กันยายน 2560

เบอร์ทรันด์ รัสเซล นักปรัชญาผู้โด่งดังชาวอังกฤษในศตวรรษที่แล้วบอกว่า บิดาของปรัชญาตะวันตก คือ เพลโต ผู้ได้บอก “ทุกอย่าง” ไว้หมดแล้ว นักปรัชญาตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเป็นเพียง ผู้เขียน “เชิงอรรถ” ให้ความคิดของเพลโตเท่านั้น

เพลโตเป็นศิษย์เอกของโสคราติส (469-399 ก่อน ค.ศ. ) ได้บันทึกความคิดและเรื่องราวต่างๆ ของ “อาจารย์” ผู้ซึ่งไม่ได้เขียนอะไรไว้เลย ที่รู้จักกันดี คือ Apology ซึ่งนำเอาการพิพากษาคดีของโสคราติสที่ถูกกล่าวหาว่ายุยงเยาวชนให้เสียคนและตัวเขาไม่ศรัทธาต่อเทพเจ้า และที่สุดถูกตัดสินประหารชีวิต

มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวเยอรมันกล่าวไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนว่า ถ้าอยากเข้าใจโลกวันนี้ ให้กลับไปศึกษาปรัชญากรีกเมื่อ 2,500 ปีก่อน ยุคกำเนิดปรัชญาตะวันตก ที่เป็นรากฐานทางความคิดและพัฒนาการของโลก ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาจนถึงทุกวันนี้

ที่เขาพูดเช่นนี้เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม เพื่อหาคำตอบใหม่ ไม่ใช่เชื่อว่าทุกอย่างมีคำตอบหมดแล้วในตำนาน ในศรัทธาต่อเทพเจ้าผู้ทรงสร้างและบันดาลให้สรรพสิ่งเป็นไปตามวิถีแห่งชะตากรรม นักปรัชญาชาวกรีกจึงพยายามหาคำตอบว่า โลกมาจากไหนและเป็นอยู่อย่างนี้ได้อย่างไร อะไรเป็นรากฐานที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสัมพันธ์กันเป็นหนึ่ง ทุกอย่างเป็นมา เป็นอยู่และเป็นไปได้อย่างไร

เป็นคำถามที่ทำให้เกิดคำตอบที่แตกต่างกันใหญ่ๆ สองทาง  เพลโต บิดาของจิตนิยมมองว่า “จิต” หรือ “ความคิด” เป็นรากฐานสำคัญที่สุด ขณะที่เดโมครีตุสบอกว่า “อะตอม” หรือ “วัตถุ” ต่างหาก ซึ่งก็คือฐานคิดของวัตถุนิยม ขณะที่จิตนิยมพัฒนาการไปสูงสุดที่เฮเกล วัตถุนิยมก็ไปสุดขีดที่คาร์ล มาร์กซ์

แต่สิ่งที่เป็น “หลักคิด” ของตะวันตกที่เป็นมรดกของโสคราติส คือ “วิธีคิดแบบโสคราติส” หรือที่เรียกกันว่า “วิภาษวิธี” (dialectic) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้เพื่อโต้แย้งและนำไปสู่ความคิดใหม่ ไม่ว่าจิตนิยมหรือวัตถุนิยมก็ใช้วิธีคิดนี้ โดยมีตัวตั้ง (thesis) ตัวแย้ง (antithesis) และตัวตาม หรือการสังเคราะห์สรุป (synthesis) ซึ่งก็จะกลายเป็นตัวตั้ง ที่จะมีตัวแย้งและตัวสรุปเช่นนี้เรื่อยไป

โสคราติสชอบสนทนากับผู้คนโดยเฉพาะเยาวชน เขาตั้งคำถามให้คนรุ่นใหม่หาคำตอบใหม่ ซึ่งหลายคนสงสัยว่าทำไมถึงเป็นเรื่องในสังคมประชาธิปไตยในนครรัฐเอเธนส์ยุคนั้น แต่จะนำมาเปรียบกับระบอบประชาธิปไตยในโลกวันนี้ทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะสภาของเอเธนส์เป็นสภาประชาชน ไม่มีผู้แทน มีแต่พลเมืองผู้ชายผู้ใหญ่ทุกคนเป็นสมาชิกสภา ผู้หญิงและทาสเข้าสภาไม่ได้

ความหมายของประชาธิปไตยของกรีกในยุคนั้น คือ การปกครองโดยประชาชน เพราะอำนาจเป็นของประชาชน ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมาย และมีจิตอาสาเข้าไปทำงานเป็น “ข้าราชการ”

คำสอนของโสคราติสเป็นเรื่องคุณธรรมและความรู้ ซึ่งเขาถือว่าเป็นสองหน้าของเหรียญเดียว “คุณธรรมคือความรู้ ความรู้คือคุณธรรม” คุณธรรมทำให้มีความสุข การรู้ความจริงทำให้คนเป็นอิสระ ไม่ใช่การรู้เพื่อรู้ แต่รู้เพื่อมีชีวิตที่ดี รู้ด้วยใจที่กลายเป็นจิตสำนึก

โสคราติสสอนว่า “ชีวิตที่ไม่มีการตรวจสอบเป็นชีวิตที่ไม่มีค่า” ใน Apology ซึ่งแปลว่าการป้องกัน อันว่าด้วยการกล่าวโทษและการโต้ตอบของโสคราติสในการดำเนินคดีใน “ศาล”  เขาแสดงให้เห็นถึงการเคารพกฎหมายและยอมรับในกระบวนการยุติธรรม แม้ผลออกมาจะไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง คือ เขาไม่ได้ทำให้เยาวชนเสียคน แต่ทำให้เป็นผู้เป็นคนมากขึ้นต่างหาก และเขาไม่ได้ปฏิเสธเทพเจ้า เพียงแต่ต้องการแสดงศรัทธาในแบบที่มีเหตุมีผลมากกว่าที่ทำกัน แต่เมื่อ “ศาล” คิดต่าง เขาก็ยอมรับ

ในการพิพากษ์คดี โสคราติสมีสิทธิอุทธรณ์และเสนอโทษเป็นการถูกปรับหรือถูกเนรเทศ แต่เขาไม่ทำ และยอมรับความตาย ทั้งๆ ที่ก่อนนั้น มีเพื่อนชื่อ Crito (ชื่อหนังสือที่พูดเรื่องนี้) ที่เสนอช่วยเหลือให้เขาหลบหนี แต่โสคราติสก็อธิบายว่าทำไมเขาไม่ทำ และโชคดีที่เขาไม่ไป เพราะถ้าเขาไป ชื่อของโสคราติสคงไม่ยิ่งใหญ่และเป็นอมตะอย่างทุกวันนี้ เพราะมันขัดแย้งกับสิ่งที่เขาได้สอนและพยายามต่อสู้ตลอดมา

ดูเรื่องกรีกเป็นละครแล้วก็ย้อนมาดูการเมืองไทย ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาจนถึงวันนี้ มีคนไทยหลายคนทั้งอดีตผู้นำระดับสูงลงมาถึงลิ่วล้อบริวาร ที่ได้ “หนีไป” หรือเนรเทศตัวเอง (ภาษาอังกฤษบอกว่า self-exile)

เหตุผลที่ให้ไว้มักเป็นเรื่อง “การเมือง” และดูเหมื่อนจะหนีได้ไม่ยาก เส้นทางออกนอกประเทศทาง “ธรรมชาติ” มีหลายพันกิโลเมตร หรือถ้า “บารมี” มากก็ไปทาง “ธรรมดา” ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้หนีไปไหน เข้าไปใช้โทษอยู่ในเรือนจำ

กรีกกับไทย : เป็นไปได้ที่โสคราติสเชื่อ (อย่างที่เพลโตเขียนไว้ใน Phaedo) ว่า “คนดีมีความเป็นธรรมจะเกิดใหม่ได้ชีวิตที่ดีกว่า” อาจารย์และศิษย์ผู้ยิ่งใหญ่เชื่อในการกลับชาติมาเกิด (reincarnation) และน่าจะเชื่อในเรือง “กรรม” คล้ายคนไทยที่เชื่อว่า “กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ” ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า

สยามรัฐรายวัน 30 สิงหาคม 2560

ตั้งแต่พรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนประกาศเป็นกฎหมายเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 จนถึงวันนี้มีวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศประมาณ 80,000 กลุ่ม คนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่มา จึงอาจจะมองที่ไปไม่ถูก หรือสับสน จนทำให้ของดีที่มีอยู่กลายเป็นอะไรที่ไม่มีคุณค่าอย่างที่ควร

                แรกๆ ผู้ประกาศข่าวทางทีวีวิทยุยังพูดว่า “รัฐวิสาหกิจชุมชน” อยู่นาน กว่าจะคุ้นเคย แต่ก็ไม่แปลก เพราะคนทั่วไปคิดว่าพรบ.นี้ก็คงมาจากหน่วยงานรัฐ ที่คิดขึ้นมาเพื่อเอื้อการทำงานของตนเหมือนกฎหมายร้อยละ 99 (อย่างที่ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณบอก)

                พรบ.นี้คงเป็นหนึ่งในร้อยที่ไม่ได้มาจาก “ราชการ” แต่มาจาก “ราษฎร” แต่ที่สุดในทางปฏิบัติ ก็กลายเป็น “รัฐวิสาหกิจชุมชน” คืออยู่ในอาณัติของหน่วยงานราชการ มีชะตากรรมเดียวกันกับสหกรณ์ คือกลายเป็น “บอนไซสยาม” ไปอีกราย

                ในเมื่อผู้อยู่เบื้องหลังของการก่อเกิดพรบ.นี้คือ มูลนิธิหมู่บ้านและเครือข่ายผู้นำชุมชนทั่วประเทศ ก็ขอย้อนกลับไปเล่าเรื่องมูลนิธินี้ที่เปิดเมื่อปี 2531 ทำงานพัฒนาชุมชนด้วยแนวคิดการสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และทุนชุมชน

                แทนที่จะใช้เงินและทำโครงการพัฒนาเหมือนที่ทำๆ กัน มูลนิธิหมู่บ้านได้ลงไปศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ค้นหาปราชญ์ชาวบ้านทั่วแผ่นดิน และประสานให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้ แทนที่จะไปพัฒนาชาวบ้านก็ไปเรียนรู้จากพวกเขาว่า คนที่เคยมีปัญหาเขาแก้ได้อย่างไร ชุมชนที่เข้มแข็ง เข้มแข็งเพราะอะไร และนำบทเรียนนั้นมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ และเผยแพร่ทางสื่อและเครือข่ายผู้นำชุมชน

                การทำข้อมูลชุมชนทำให้ได้พบสิ่งที่เราเรียกตอนนั้นว่า “ธุรกิจชุมชน” กับ “อุตสาหกรรมชุมชน” คือการรวมกลุ่มของชาวบ้านทำการประกอบการเล็กๆ ในหมู่บ้านหรือระหว่างหมู่บ้าน ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งที่ชาวบ้านทำเอง และนายทุนเข้าไปทำในหมู่บ้าน อย่างการทำหมอนขิดสามเหลี่ยมที่ป่าติ้ว ยโสธร ที่นายทุนทำให้หมู่บ้านหลายแห่งเป็น “คลัสเตอร์” โรงงานผลิตหมอน หมู่บ้านนี้เย็บ หมู่บ้านนั้นยัด หมู่บ้านโน้นตรวจสอบ จัดทำหีบห่อ แล้วมีรถสิบล้อไปรับ นำไปจำหน่ายทั่วประเทศ

                เราได้เห็นศักยภาพของการทำ “ธุรกิจชุมชน” ที่ผลิตในท้องถิ่นนำไปเร่ขายตามงานวัด ตลาดนัด หรือมีนายทุนบรรทุกไปกรุงเทพฯ ทั้งชาวบ้านคนขายและผลิตภัณฑ์จากชุมชน เสื่อ หมอน ผ้าไหม เขียง ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ กลางคืนไปนอนตามวัด ขายหมด รถสิบล้อก็นำกลับไปหมู่บ้าน

                ประมาณปี 2537 มูลนิหมู่บ้านได้นำกลุ่มผู้นำชุมชนภาคใต้ไปศึกษาดูงานเรื่องการทำแป้งขนมจีนที่ศรีสะเกษ ที่แปดริ้วและที่กรุงเทพฯ เพราะอยากทำ “ธุรกิจ” อะไรสักอย่างเพื่อเป็นรายได้ชดเชยที่ผู้นำต้องไปประชุมทั้งที่รัฐทั้งเอกชนเขิญไป จนไม่มีเวลาทำมาหากิน ครอบครัวขาดรายได้

                คนใต้กินขนมจีนมาก แต่ไม่มีที่ไหนผลิตแป้งขนมจีน ผู้นำไปสำรวจความต้องการพบว่า ถ้ามีคนทำออกไปขาย ราคาไม่แพง และรสชาติดีคนทำขนมจีนก็จะซื้อ จึงเป็นที่มาของการไปเรียนรู้และเตรียมการทำโรงงานแป้งขนมจีน ซึ่งใช้เวลาเป็นปีเพื่อระดมทุน และลงมือทำที่พรหมคีรี นครศรีธรรมราช ทำสำเร็จ สามารถจ่ายเงินปันผลถึงร้อยและ 24 ในปีวิกฤติต้มยำกุ้ง 2540 และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังปันผลประมาณร้อยละ 20 ตลอดมา ส่งแป้งขนมจีนไปขายทั่วภาคใต้มาจนถึงกทม.วันหนึ่งหลายสิบตัน

                นี่คือที่มาของชื่อ “วิสาหกิจชุมชน”  ผู้นำชุมชนและมูลนิธิหมู่บ้านช่วยกันคิดว่า จะทำโรงงานแป้งขนมจีนโดยจดทะเบียนเป็นอะไรดี จดเป็นสหกรณ์ก็มีปัญหา เป็นบริษัทก็อาจยุ่งยาก เพราะชาวบ้านไม่มีประสบการณ์เลย ที่สุด วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียแล้วก็จดเป็นบริษัท แม้รู้สึกว่าไม่ใช่ จึงมีการคิดกันว่า น่าจะมีทางเลือกใหม่ที่ไม่ใช่สหกรณ์และไม่ใช่บริษัท จึงมีคนเสนอคำว่า “วิสาหกิจชุมชน”

                นั่นคือที่มาของการเริ่มพูดคุยกันและหาทางเสนอพรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โดยระดมความคิดเห็นของผู้นำในเครือข่ายจากทั่วประเทศ เสนอรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2544 เข้าที่ประชุมครม.สัญจรครั้งแรกที่เชียงใหม่ ผ่านแบบไม่มีใครโต้แย้ง เพราะนายกฯ เสนอเอง ตอบเอง และสั่งให้ส่งกฤษฎีกาและเสนอสภาฯ ตามกระบวนการต่อไป

                ผมได้ไปที่กฤษฎีกากับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม และลุงประยงค์ รณรงค์ เพื่อชี้แจง เลขาธิการในขณะนั้นถามผมว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายนี้ไหม ผมตอบว่า “ไม่มีครับ” เขาถามเสียดังหน้าแดงว่า “แล้วทำไมบ้านเราต้องมีด้วย” ผมก็สวนไปว่า “ถ้าประเทศอื่นไม่มี บ้านเรามีไม่ได้หรือครับ”

                ผมบอกว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายสหกรณ์ที่พัฒนาและครอบคลุมไปหมดจนกระทั่งไม่ต้องมีกฎหมายอะไรแบบนี้อีก (ผมพาผู้นำชุมชนไปดูงานที่ฝรั่งเศส เยอรมัน ที่โน่นเขาบอกข้อมูลเราหมด) แต่กฎหมายสหกรณ์ของเราที่มีมาเกือบร้อยปียังไม่มีประสิทธิภาพ เหมือนมีแต่รถบัสวิ่งในเมือง ระหว่างเมือง ช้าและไม่สะดวก จึงมีรถตู้เกิดขึ้น รับผู้โดยสาร 10 คน วิ่งไปถึงหมู่บ้านได้ทั่วประเทศ  คล่องตัวกว่ามาก

                ใช้เวลา 4 ปี เมื่อพรบ.นี้ผ่านสภาออกมา เราแทบ “จำหน้าไม่ได้” เพราะสิ่งที่ได้เสนอไปถูกตัดไปเกือบหมด ไม่ว่าการเป็นนิติบุคคล การมีกองทุน การมีหน่วยงานวิจัย ซึ่งเราได้ศึกษาจากหลายประเทศพบว่า “SME” เขามีสิ่งเหล่านี้ วิสาหกิจชุมชนก็คือการประกอบการขนาดเล็กขนาดจิ๋วของชุมชน ควรมีการสนับสนุน แต่กลไกใน “สภา” บอกว่า สหกรณ์ก็มีแล้ว ธนาคารก็มีทุนแล้ว มหาวิทยาลัยก็วิจัยได้

                วันนี้ เราจึงมีวิสาหกิจชุมชน 80,000 กลุ่มที่ไม่เป็นนิติบุคคล แค่ไป “ลงทะเบียน” เพื่อ “รอรับงบและความช่วยเหลือจากรัฐ”  ไม่ได้มีกองทุน ไม่ได้มีงบประมาณวิจัยเพื่อสร้างเสริมสติปัญญาอะไรเลย

                แทนที่จะเป็นไม้ใหญ่ให้ดอกให้ผล พึ่งตนได้ ก็เป็นเพียงบอนไซที่ต้องอาศัยคนรดน้ำดูแลเท่านั้น

สยามรัฐรายวัน 23 สิงหาคม 2560

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่พนักงานที่มีประกันสังคม ผู้ไม่สังกัดกองทุนใด สามารถออมได้และได้รับการสมทบจากรัฐ ส่วนใหญ่จึงเป็นเกษตรกร คนรากหญ้า คนที่มีการประกอบการเล็กๆ ของตนเอง

กอช. ก่อตั้งขึ้นมาได้ ๒ ปี มีเป้าหมายที่  ๑ ล้านคน แต่ได้เพียงครึ่งเดียว หรือว่า ๑) รัฐบาลไม่ให้การส่งเสริมสนับสนุนเท่าที่ควร หรือว่า ๒) ยุทธวิธีในการทำงานยังไม่ลงตัวกับ “วัฒนธรรมไทย” 

๑) คำถามถึงรัฐบาล คือ มีความมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) ในเรื่อง “การออม” มากน้อยเพียงใด เรื่องนี้วัดกันที่แผนงาน โครงการส่งเสริมสนับสนุนอย่างที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม ที่มาจากวิธีคิดแบบ “คอนราด อะเดเนาว์” บิดาผู้ให้กำเนิดต้นแบบของแนวคิดนี้

อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของชาติเยอรมัน มีคนบอกว่า นรกส่งฮิตเลอร์มาเกิด สวรรค์ส่งอะเดเนาว์มากอบกู้บ้านเมืองที่ล่มสลาย และหนึ่งในมาตรการที่ทุกคนยังจดจำนายกรัฐมนตรีผู้นี้ คือ การออมและระบบสวัสดิการสำหรับชาวเยอรมมันทุกคน ไม่ว่าทำงานอะไรหรือไม่มีงานทำ

คนเยอรมันเป็นคนมีวินัยสูงเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว การออมที่เสนอโดยนายกอะเดเนาว์ยิ่งทำให้เกิดวินัย สวัสดิการและความมั่นคงในชีวิตมากยิ่งขึ้น การฟื้นฟูประเทศในเวลาอันรวดเร็ว (เร็วยิ่งกว่าประเทศชนะสงคราม) ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากรากฐานการออมของผู้คนนี่เอง

ประเทศไทยอาจไม่เห็นความสำคัญของการออมอย่างเป็นระบบแบบเยอรมัน เพราะเดินตามหลังอเมริกันในทุกรูปแบบ คนไทยส่วนใหญ่ไปเรียนที่อเมริกา เอาความคิดเศรษฐกิจ วิธีชีวิต และวัฒนธรรมการใช้จ่ายแบบอเมริกันมาใช้ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๐๔

คนอเมริกันไม่ออม คนอเมริกันกู้เงินมาซื้อบ้าน ซื้อรถ ซื้อทุกอย่าง คนอเมริกันใช้เงินอนาคต ใช้บัตรเครดิต วัฒนธรรมที่จะเห็นได้น้อยในเยอรมนี  ที่ผู้คนไม่เอาบ้านไปค้ำเงินกู้ ไปจำนอง เอารถ เอาข้าวของไปจำนำแบบบ้านเรา

ความมุ่งมั่นทางการเมืองของรัฐบาลคงไม่ดูจากคำสั่งอย่างเดียว แต่น่าดูว่า โครงการต่าง ๆ ช่วยให้ประชาชนมีเงินออมได้อย่างไรด้วย หมายถึงการส่งเสริมให้ชาวบ้าน เกษตรกร คนรากหญ้ามีรายได้เพียงพอเพื่ออยู่รอดและนำส่วนหนึ่งมาออม เพราะถ้ายังเป็นหนี้ท่วมตัวอยู่เช่นนี้ คงยากที่จะคิดเรื่องออม

ปัญหาหนี้สินเกี่ยวพันกับอาชีพ รายได้ การศึกษา การเรียนรู้ของผู้คนในการจัดระเบียบชีวิตของตนเองเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างยั่งยืน ไม่อยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สิน เอาหนี้ใหม่ไปใช้หนี้เก่า เอาที่หนึ่งไปใช้อีกที่หนึ่ง เป็นดินพอกหางหมู เป็นวัวพันหลักที่สุดท้ายก็รัดคอตัวเอง

๒) หรือยุทธวิธีในการทำงานต้องทบทวน ควรไปศึกษาประวัติศาสตร์การออมในชุมชนตั้งแต่กรมการพัฒนาชุมชนไปส่งเสริมชาวบ้านให้ออมเสื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน โดยตั้ง “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์” ซึ่งเผยแพร่ไปทั่วประเทศ แต่เหลืออยู่ไม่มาก และที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ก็ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเงินออม มีระเบียบปฏิบัติที่ชาวบ้านคิดกันขึ้นมาเอง

อย่างกรณีกลุ่มออมทรัพย์ที่ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งก่อตั้งครั้งแรกในโรงเรียน ประมาณ ๓๕ ปีก่อน โดยครูใหญ่ในขณะนั้นคือ “ครูชบ ยอดแก้ว” ท่านให้เด็กออมวันละบาท แล้วให้ครูกู้ โดยมี “ค่าธรรมเนียม” (ดอกเบี้ย) ค่อนข้างสูง นำดอกผลไปเป็นสวัสดิการให้เด็กนักเรียน

สิ่งที่ครูชบทำนั้นไม่ใช่เพียงเพื่อให้เด็กมีเงินใช้ ได้สวัสดิการ แต่ท่านต้องการพัฒนาเด็กให้เป็นคนดี มีวินัย มีความซื่อสัตย์ รับผิดชอบต่อตนเองและต่อผู้อื่น รวมทั้ง “เป็นประชาธิปไตย” ท่านจึงตั้งชื่อกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต”

พระครูพิพัฒนโชติ หรือพระอาจารย์ทองของชาวบ้านที่อู่ตะเภา หาดใหญ่ ตั้ง “ธนาคารชีวิต” ๓๐ กว่าปีก่อน โดยให้ชาวบ้านออมวันละบาท คนออมไม่ได้ดอก คนกู้เสียดอก แล้วเอาเงินนั้นไปพัฒนาชุมชน น้ำท่วมหาดใหญ่หลายปีก่อน ธนาคารชีวิต ซึ่งมีเงินออมประมาณ ๑๐ ล้าน นำดอกผลไปช่วยเหลือสมาชิก พันคนที่ถูกน้ำท่วมคนละ ๕๐๐ บาท แม้เป็นเงินไม่มาก แต่เป็นสวัสดิการที่มาจาก “น้ำใจ” และ “วินัยชีวิต”

น้าลัภท์ หนูประดิษฐ ประธานสหกรณ์การเกษตรหาดใหญ่ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิวัติสหกรณ์ในประเทศไทย ท่านบอกว่า สหกรณ์ต้องอยู่ใกล้ชาวบ้าน ไม่ใช่ตั้งไว้ที่อำเภอ แล้วให้ชาวบ้านนั่งรถไปออมเดือนละ ๕๐ บาท ซึ่งไม่มีใครไป สหกรณ์การเกษตรจึงไม่มีเงินออม มีแต่ไปกู้เงิน ธกส.มาปล่อยสมาชิก

น้าลัภท์ถือคติว่า ภูเขาไม่มาหาเรา เราก็ไปหาภูเขา เขาคือคนที่จัดรถเปิดท้ายไปรับเงินออมจากชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆ ในอำเภอหาดใหญ่ เพียงไม่กี่ปี สหกรณ์การเกษตรหาดใหญ่มีเงินเป็นพันล้าน (แต่ยังน้อยกว่าที่อำเภอนาหม่อม แม้ว่าเล็กกว่าหาดใหญ่มาก แต่มีเงินออมหลายพันล้านด้วยวิธีคิดนี้)

บางคนอาจบอกว่า คนใต้มีเงินมากกว่าคนอีสานจึงออมได้ ต้องไปถามอาจารย์เคลื่อน นาลาด ซึ่งไปดูงานชุมชนภาคใต้แล้วไปเล่าให้ชาวบ้านที่บุรีรัมย์ฟัง เพื่อขอให้ฟื้นออมทรัพย์ที่ล้มไป ชาวบ้านบอกว่าไม่มีเงิน อาจารย์เคลื่อนก็ไปเอาตัวเลขจากคนขายหวยและร้านค้าที่ขายเหล้า รวมกันแล้วเดือนหนึ่งเป็นแสน ท่านบอกชาวบ้านว่า ไม่ได้ต้องการให้เลิกหวยเลิกเหล้า เพราะแม้แต่พระเทศน์ทุกวันยังไม่เลิก ขอสัก ๑๐% มาออมกันได้ไหม ชาวบ้านยอม และที่สุดหมู่บ้านก็ได้เห็นเงินล้านในเวลาไม่นาน พร้อมสวัสดิการมากมาย

ถ้าคิดใหม่ว่า ได้เงินมาแล้วตัดเงินที่ต้องการออมทันที ที่เหลือค่อยเอาไปจ่ายอย่างอื่น อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเข้าใจ เหมือนคนขายไอตีมซอยบ้านผมที่สงกรานต์ที่แล้วกลับไปบ้าน ไปจ่ายค่าเทอมลูกที่เรียนที่มช. เขาเล่าว่า เขาออมเงินให้ลูกตั้งแต่ลูกเกิดมา ได้มากก็ออมมาก ได้น้อยก็ออมน้อย วันที่เขาเข้ามช. มีเงินออมเพื่อทุนการศึกษาของลูก 300,000 กว่าบาท

รัฐบาลสร้างกลไกที่ดีได้ ชาวบ้านก็ออมได้ ทุกคนทำได้ ถ้ามีความมุ่งมั่นจริง