phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 30 มกราคม 2556


สังคมทุนนิยมได้ครอบงำทุกภาคส่วนของชีวิต แม้แต่ในแวดวงศาสนา แวดวงการศึกษาที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับการแข่งขัน กำไรสูงสุด แต่ที่สุดก็มีการขายบุญ ชำระบาปด้วยเงิน ซื้อตั๋วขึ้นสวรรค์ ขายใบปริญญา ขายชื่อโรงเรียน รับนักเรียนแบบจ่ายใต้โต๊ะ แต่เรียกสวยงามว่าบำรุงการศึกษา

     สังคมไทยแต่โบราณ เด็กผู้ชายไปบวชเรียน เรียนกันในวัด เมื่อมีการตั้งโรงเรียนขึ้นมาก็ยังอยู่ในวัด จนเมื่อสังคมเปลี่ยนไป รัฐจัดการการศึกษาเต็มตัว ดึงโรงเรียนออกจากวัด โรงเรียนก็กลายเป็นเครื่องมือของสังคม อยู่ใต้อำนาจรัฐ

      แต่เพราะรัฐไม่สามารถจัดการการศึกษาได้ทั่วถึง หรือจัดไม่ได้ตามอุดมคติ จึงมีสถาบันการศึกษาเอกชนขึ้นในทุกระดับและทุกรูปแบบ ดูเหมือนว่าอยากเสริมส่วนที่ขาด ส่วนที่รัฐทำไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดก็รู้กันดีว่า สถานศึกษาทั้งหลายได้กลายเป็นธุรกิจการศึกษาไปเกือบหมด อยู่ใต้อำนาจทุน

      ถ้าเป็นโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาของคนคนหนึ่ง ครอบครัวหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่ง ก็ยังพอเข้าใจ แต่สิ่งที่เกิดกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาที่เป็นของนักบวช ของสถาบันทางศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคม ไม่ใช่เพื่อการทำธุรกิจ ก็ยากจะเข้าใจ

      กรณีที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศ ที่นักเรียน ครู ผู้ปกครองรวมทั้งบรรดาศิษย์เก่าร่วมกันประท้วง น่าจะมีเหตุผลที่ควรศึกษา เพราะโรงเรียนแห่งนี้ที่มีอายุถึง 127 ปี มีประเด็นให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องคลางแคลงสงสัยและรับไม่ได้

      ในทางกฏหมาย โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นของมูลนิธิเซนต์คาเบรียล แต่วันนี้โรงเรียนแห่งนี้เป็นสมบัติสาธารณะไปแล้วก็ว่าได้ ได้สร้างรากฐานการศึกษาไทย ได้สร้างคน สร้างผู้นำสังคมไทยจำนวนมาก เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 4 คน (พระยามโนปกรนิติธาดา, นายควง อภัยวงศ์, ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช, ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์) ยังไม่ได้รวมโรงเรียนเซนต์คาเบรียลและโรงเรียนอื่นๆ ในเครือ

      เดิมที บาทหลวงคอลมเบต์ มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส เจ้าอาวาสวัดอัสสัมชัญได้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นในปี 2420 สำหรับเด็กคาทอลิก ก่อนที่จะขยายรับเด็กทั่วไปไม่จำกัดศาสนา และเมื่อปี 2444 ได้โอนให้บราเดอร์ (หรือแฟร์หรือภราดา) คณะเซนต์คาเบรียลจากประเทศฝรั่งเศสให้มารับช่วงต่อ หนึ่งในบราเดอร์รุ่นแรกที่เข้ามาวางรากฐานให้อัสสัมชัญ คือ บราเดอร์ฮีแลร์ ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังรำลึกถึงท่าน ในฐานะ “บรมครู” คนหนึ่งของการศึกษาไทย และครูในอุดมคติของการศึกษา

 

     คณะเซนต์คาเบรียลเป็นคณะนักบวชที่ก่อตั้งโดยนักบุญหลุยส์ เดอ มองฟอร์ต เมื่อปี ค.ศ.1711 ที่ฝรั่งเศส โดยก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้า เด็กยากจน ต่อมาได้พัฒนาสมาชิกของคณะให้เป็น “บราเดอร์” (ซึ่งแตกต่างจากบาทหลวง ซึ่งเป็นนักบวชที่มีศักดิ์และสิทธิ์ทำพิธีกรรมต่างๆ ขณะที่บราเดอร์ไม่ใช่นักบวชแบบบาทหลวง แต่เป็น “ฆราวาส” ที่ปฏิญาณตนรับใช้สังคมตามระเบียบของคณะที่ได้รับการอนุมัติจาก “วาติกัน” และปฏิญาณตนถือ 3 ข้อ คือ ความยากจน ความบริสุทธิ์ และความนบนอบ)

      มีคณะนักบวชที่เป็นบาทหลวงและเป็นซิสเตอร์ (ที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า มาเซอร์ หรือมาแมร์ หรือเรียกภาษาไทยว่า ภคิณี) ที่ทำงานด้านการศึกษา มีโรงเรียนในสังกัดมากมาย เช่น คณะซาเลเซียน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนดอนบอสโก เซนต์ดอมินิกและอื่นๆ นอกนั้น เป็นโรงเรียนของมิสซังคาทอลิกแต่ละแห่งทั่วประเทศ ซึ่งบริหารเอง หรือมอบหมายให้ซิสเตอร์คณะต่างๆ บริหารจัดการ

      โรงเรียนในเครือของคณะซิสเตอร์มีอยู่หลายแห่ง เช่น คณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร์ เจ้าของโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์และในเครือ ซิสเตอร์คณะอูร์ซูลิน เจ้าของโรงเรียนมาแตร์เดอีและในเครือ เป็นต้น

     ทุกคณะนักบวชที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษาล้วนมีประวัติความเป็นมาคล้ายกัน คือ ผู้ก่อตั้งคณะเมื่อหลายร้อยปีก่อน (ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการสถาปนาเป็นนักบุญ) ล้วนแต่ตั้งโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า เด็กยากจน คนชายขอบ คนที่ถูกทอดทิ้งเป็นอันดับแรก ก่อนจะขยายไปสู่คนอื่นๆ

 

     สมาชิกของคณะผู้สืบทอดจิตวิญญาณของผู้ก่อตั้งก็ได้ทำงานตามเจตนารมณ์ของคณะ เมื่อขยายไปสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นอย่างดี มีชื่อเสียงว่า เป็นผู้ที่สร้างคน สร้างรากฐานให้กับสังคม ทำงานด้วยความเสียสละ

      โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน คนเปลี่ยน นักบวชก็เปลี่ยน การศึกษาก็เพี้ยน กลายเป็นธุรกิจ กลายเป็นแหล่งอำนาจวาสนา แทนที่จะเป็นแหล่งสร้างคนให้ดีและเก่ง มีความรู้ มีคุณธรรม กลับเป็นเครื่องมือสร้างผลประโยชน์ทางโลก แทนที่จะทำเพื่อคนจนเป็นหลักก็กลับทำเพื่อคนรวย คนมีฐานะทางสังคม

      ความจริง เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว โรงเรียนมาแตร์เดอีก็เคยคิดจะขายโรงเรียน แต่ไม่ใช่เพื่อจะไปสร้างอาณาจักรใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่เพราะมาคิดว่า คณะซิสเตอร์น่าจะเลิกทำโรงเรียนเพื่อคนรวย คนมีฐานะในเมือง ไปทำงานช่วยคนจนในชุมชนตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้ก่อตั้งคณะจะดีกว่า

      แต่ที่สุดก็ขายไม่ได้ เพราะนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ศิษย์เก่าได้บอกว่า โรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นของพวกเขา ของสังคมโดยรวมด้วย เป็นสมบัติสาธารณะเพราะมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนแห่งนี้) ถ้าจะขายก็ขอให้ทุกฝ่ายเห็นด้วยจึงควรขาย

      โรงเรียนอัสสัมชัญไม่น่าจะลืมอดีต รากเหง้า ฐานคิดและจิตวิญญาณของตนเอง ควรสืบทอดจิตวิญญาณของผู้ก่อตั้งคณะและบราเดอร์กลุ่มแรกๆ อย่างบราเดอร์ฮีแลร์และคนอื่นๆ ที่ศิษย์เก่าต่างก็มีความทรงจำที่ดี เพราะท่านเหล่านั้นได้ให้ทั้งชีวิตเพื่อลูกศิษย์และเพื่อสังคมจริงๆ

วินัยกับอำนาจ

Thursday, 24 January 2013 21:32 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 23 มกราคม 2556

     ประเด็นผมของนักเรียนกลายเป็นเรื่องถกเถียงในสังคมไทย ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ (ซึ่งเป็นผู้ใหญ่) ไม่เห็นด้วยที่ให้เด็กนักเรียนไม่ต้องตัดผมสั้นอย่างที่ทำกันมา เหตุผลที่อ้าง คือ การตัดผมสั้นเป็นการสร้างวินัยให้เด็ก

     แต่ก็แปลกที่เด็กไทยวันนี้ไม่เห็นมีวินัยอะไรนัก ทั้งๆ ที่ตัดผมสั้น หรือว่าเราสับสนระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา ระหว่างเปลือกนอกกับแก่นใน ระหว่างคุณค่ากับปรากฏการณ์ทางสังคม หรือว่าการตัดผมสั้นเป็นผลจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับนักเรียน

      ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะครูยังเห็นด้วยกับการลงโทษตีนักเรียน ยังเชื่อว่า รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี ตีเพราะรัก เพราะอยากให้ได้ดี ประเพณีที่ทำกันทั่วโลก แต่ในประเทศพัฒนาเขาเลิกไปนานแล้ว และมีกฎหมายห้ามตีหรือลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรงอีกด้วย

     สังคมด้อยพัฒนาใช้อำนาจมากกว่าความรู้ ใช้เงินมากกว่าปัญญา การพัฒนาจึงมีแต่รูปแบบภายนอก มีแต่ความทันสมัยแต่ไม่พัฒนา มีแต่การศึกษาและใบปริญญาเต็มไปหมด แต่ไม่มีความรู้

     การศึกษาที่มีแต่รูปแบบเช่นนี้ส่งเสริมการท่องจำ การเลียนแบบที่ไม่ใช่การเรียนรู้ ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่หรือความรู้มือหนึ่ง มีแต่ความรู้เก่าหรือความรู้มือสองของใครก็ไม่รู้ที่เขียนไว้ในตำรา

พระผู้ก้าวข้าม

Wednesday, 16 January 2013 16:43 Published in ปรับฐานคิด

 สยามรัฐรายวัน 16 ม.ค. 2556

     ปลายปี 2555 มีข่าวเล็กๆ ที่คนทั่วไปคงไม่สนใจ หรืออ่านผ่านๆ เรื่องพระไพศาล วิสาโล ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในเวลาไล่เลี่ยกัน

     พระไพศาล วิสาโล เป็นชื่อที่คนในแวดวงวิชาการและทำงานเพื่อสังคมรู้จักดี ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีคนไม่มากนักที่รู้จักประวัติของท่าน รวมทั้งภูมิหลังที่มาของบทบาทปัจจุบันของท่าน

     สถาบันอุดมศึกษาที่ถวายปริญญาท่านก็ไม่ได้สื่อสารเรื่องนี้กับสังคมเท่าที่ควร จะได้อธิบายกับสังคมว่า ทำไมจึงถวายปริญญาให้พระรูปนี้ และมีบทเรียนอะไรที่ให้กับสังคมบ้าง เหมือนกับทุกองค์กรที่มอบรางวัลให้ใครสักคน ย่อมมีเหตุผลสำคัญของการมอบนั้น

     พระไพศาล วิสาโลเกิดและโตที่กรุงเทพฯ เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และจบเอกประวัติศาสตร์ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมโดยเป็นอาสาสมัครในองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อว่า “กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม” (กศส.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2519

     “ไพศาล วงศ์วรสิทธิ์” ทำงานในองค์กรนี้อยู่หลายปี ทางครอบครัวก็ไม่ค่อยพอใจนัก อยากให้ทำอะไรให้เป็นหลักเป็นฐาน มีความมั่นคงในชีวิต และพอดีเป็นช่วงเวลาที่มีความเครียด มีปัญหากับตัวเอง จึงตัดสินใจบวชเมื่อปี 2526 ตั้งใจจะบวชเพียง 3 เดือน แต่ก็บวชมาได้ 30 พรรษาแล้ว

คนไทยไม่เคยฉลองวันเกิด มาฉลองเอาตอนที่เริ่มคบกับฝรั่ง ถึงร้องเพลงแฮปปี เบิร์ทเดย์ ทู ยู เป็นกันทุกคน เดิมทีวันเกิดของคนไทย คือ วันปีใหม่ ไม่ว่าปีใหม่ไทยหรือปีใหม่สากล เป็น “วันเกิดรวม” หรือวันเกิดร่วมกันทางสังคม เพราะมิติทางสังคมแยกไม่ออกจากความเป็นปัจเจกเหมือนทุกวันนี้

     ปีใหม่หรือสงกรานต์จึงสำคัญสำหรับคนไทย โดยเฉพาะคนชนบท ที่ต้องกลับบ้าน ไปกราบพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เข้าวัด ทำบุญ ไปคารวะผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิต ให้ความช่วยเหลือ ไปขอพร ไปสืบชะตา ขอต่อชีวิต ขอเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไป “ชาร์ตไฟ” ให้กลับมามีพลัง

     วันเกิดแบบไทยๆ จึงเป็นวันรวมญาติ วันฉลองของครอบครัว ของชุมชน ฟื้นฟูความสัมพันธ์ ความเป็นพี่เป็นน้อง หลายคนพบกันปีหนึ่งครั้งเดียวก็ตอนไปฉลองปีใหม่นี่เอง ซึ่งก็ยังดีที่มีโอกาสได้พบพี่พบน้อง พบเพื่อนฝูงที่เคยเติบโตด้วยกัน ไปโรงเรียนด้วยกัน

     สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมทันสมัย แต่ไม่ได้พัฒนาในด้านต่างๆอย่างสมดุล ทันสมัยเพราะใช้ไอโฟน เพราะใช้รถยนต์ที่ออกกันปีละเป็นแสนเป็นล้านคัน เพราะมีบ้านติดแอร์เย็น แต่เป็นสังคมนิรนาม ที่ไม่มีใครรู้จักใคร ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างทุกข์ ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเหมือนในอดีต

 

สยามรัฐรายวัน 26 ธ.ค. 2555 

         สังคมวันนี้มีเรื่องแปลกแต่จริงอยู่มาก ยิ่งมีถนนหนทาง เครื่องมือสื่อสาร การไปมาหาสู่ ทั้งรวดเร็ว สะดวกสบาย แต่คนก็ยิ่งห่างเหินจากกัน อยู่อย่างโดดเดี่ยว คนรุ่นใหม่ใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงเพื่อสื่อสารกับคนไม่กี่คน วันหนึ่งส่ง message กันเป็นพันครั้งก็มี ไม่สนใจใยดีกับคนรอบข้าง

          ยิ่งมีเครื่องสร้างความสุขสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ ทั้งดนตรี หนัง ละคร คาราโอเกะ แต่ดูเหมือนไม่มียุคไหนที่คนจะเหงา เครียด บ้า และฆ่าตัวตายเท่าวันนี้

วันที่ 18-19-20 ธันวาคม 2555 นี้ มีการประชุมที่เรียกกันว่า “สมัชชา” ว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติขึ้นที่ศูนย์ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ เป็นการประชุมที่มีความสำคัญต่อสังคมไทย ไม่เพียงแต่เรื่องสุขภาพ แต่เรื่องประชาธิปไตย เรื่องการพัฒนาโดยรวม

          แนวคิดเรื่องการจัดสมัชชามาจากกลุ่มแพทย์ผู้ทำงานด้านสังคมและผู้นำด้านสาธารณสุขที่เห็นว่า ถ้าจะให้สังคมมีสุขภาพดี การมีโรงพยาบาล มีหมอ มีพยาบาล มีหยูกยารักษาอย่างเดียวคงไม่พอ ประชาชนต้องดูแลสุขภาพของตนเอง ชุมชนต้องสร้างระบบสุขภาพของตนเอง

สยามรัฐรายวัน 7 พ.ย. 2555 

หนี้ครัวเรือนของคนรากหญ้าวันนี้หนักหนาสาหัสมากขึ้น พวกหัวปิงปองหรือหมวกกันน็อคเป็นที่หวาดกลัวของผู้คนในชุมชน ไม่ใช่ตำรวจจราจร แต่เป็นคนทวงหนี้ที่ทั้งเอาเงินไปให้และไปทวงหนี้รับดอกร้อยละ 20 เป็นอย่างน้อย ต่อวัน ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน ไม่ใช่ต่อปี

     ไม่มีอำนาจรัฐไหนไปจับคนเหล่านี้ แม้ว่าสิ่งที่ทำจะผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะที่สุดผู้รักษากฎหมายนั่นเองที่ไม่ยอมทำอะไร คงได้ประโยชน์และถูกฟาดหัวด้วยดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้ไปรีดเอาจากชาวบ้าน

Page 49 of 49