phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สภาประชาธรรม

Wednesday, 15 January 2014 09:17 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 15 มกราคม 2557

การเมืองเป็นเรื่องอำนาจ เรื่องนโยบาย เรื่องการตัดสินใจ คนมีอำนาจมีแนวโน้มเหลิงอำนาจ ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าเพื่อส่วนรวม ยิ่งมีอำนาจมากก็ยิ่งทำผิดได้มาก อย่างที่ลอร์ดเมาท์บัตตันบอก Power tends to corrupt; absolute power corrupts absolutely.

          เราจึงเห็นนักการเมืองลุแก่อำนาจ บ้าอำนาจ ตัดสินใจและกำหนดนโยบาย ออกกฎหมายตามอำเภอใจ ไม่เห็นหัวประชาชนที่เลือกตนเข้าไปทำหน้าที่แทน ทำตัวประหนึ่งว่าได้รับสัมปทานอำนาจแบบไร้ขีดจำกัด ไม่ถามความเห็นของประชาชน ไม่สนใจความเห็นของคนส่วนน้อย ไปสุดซอยแบบไร้สำนึกผิดชอบชั่วดี ไม่มีจริยธรรม

          การนำหลักศาสนาเข้ามาประยุกต์ในการเมืองจึงเป็นเรื่องจำเป็นในหลายประเทศ เพื่อให้สังคมมีเข็มทิศนำทาง จะได้ไม่หลงทางเพราะได้ผู้นำ แกนนำที่สับสนในหลักจริยธรรมทางการเมือง ลุ่มหลงในกิเลส ลาภยศสรรเสริญ

สยามรัฐรายวัน 8 มกราคม 2557

การปฏิรูปการศึกษาครั้งที่สอง คงไม่ต่างจากครั้งแรกที่แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาไทยเทียบกับประเทศต่างๆ ล้าหลังอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะปฏิรูปแบบ "เอาหัวเดิน" ไม่ได้เอาเท้าเดิน ไม่ติดดิน แปลกแยก ไม่อยู่กับความเป็นจริง 

     การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาเกิดขึ้นที่กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ โดยคนไม่กี่คน โดยระบบโครงสร้างอำนาจที่รวมศูนย์ อ้างว่าปฏิรูปแต่ไม่เคยปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจอย่างจริงจัง มีแต่หาทางเพิ่มอำนาจเพิ่มงบประมาณให้ตนเอง กรมที่เคยยุบไปก็ดิ้นรนจะกลับไปเป็นกรมอีก

     ข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ที่คอร์รัปอำนาจตั้งแต่ในกระทรวงไปจนถึงสำนักงานเขตการศึกษาและสถานศึกษาต่างๆ รับใช้ตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งไปจนถึงการบริหารงานในทุกระดับที่เงินและอำนาจผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเข้ามาเกี่ยวพันอย่างไม่น่าเชื่อว่าเกิดในกระทรวงศึกษาธิการที่สอนคนให้มีคุณธรรม

  

สยามรัฐรายวัน 1 มกราคม 2557

 

ปีใหม่ ขอให้ทุกท่านได้ผ่านพ้นวิบากกรรม ความทุกข์ยากลำบาก ที่กัดกร่อนความสุขของคนไทย ที่มีศักยภาพล้นเหลือที่จะก้าวออกไปให้หลุดพ้นจากสภาพที่เป็นอยู่ ไปสู่สังคมไทยในฝัน ที่จิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของเราคนไทยร่วมกันสร้างและทำให้เป็นจริง

          ปีใหม่นี้ เรามาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมใหม่ ชำระล้างให้สะอาดจากมลทิน 3 อย่าง ที่สร้างปัญหาและฝันร้ายให้เรามานานหลายปี คือ

1.ประชาธิปไตยจอมปลอม สับสนระหว่างเนื้อหากับรูปแบบ เลือกตั้ง 4 วินาที เป็นรูปแบบหนึ่ง   แต่ยึดเป็นสรณะ แล้วยังกำหนดอีกว่า ไปหย่อนบัตรลงหีบเท่านั้นจึงเป็นประชาธิปไตย การสรรหาก็ไม่ใช่

          ละเลยเนื้อหาหรือแก่นแท้ของประชาธิปไตยอย่างน้อย 3 อย่าง คือ ก. สิทธิเสรีภาพของประชาชน สิทธิโดยนิติธรรมในสังคมที่มีกฏหมาย ที่คนไม่มีสิทธิในการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น ไม่มีสิทธิในการครอบงำผู้คนไม่ว่าด้วยวิธีการใด

          ข. ธรรมาภิบาล คือ ความโปร่งใส การตรวจสอบ ความเป็นธรรม การไม่โกงกินคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางนโยบายหรือทางใด  ไม่รวมศูนย์อำนาจ แต่กระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ

          ค. การถ่วงดุลอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ไม่รวบอำนาจจนไม่มีการถ่วงดุล องค์กรอิสระ กลไกต่างๆ ของรัฐถูกครอบงำและใช้เพื่อประโยชน์ของตนหรือพรรคพวก มีการออกกฎหมาย ใช้กฎหมาย ตามอำเภอใจเพื่อปกป้องตนเอง ผลประโยนชน์ของตนและพวกพ้อง

สยามรัฐรายวันส 25 ธันวาคม 2556

เยอรมนียอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 อยู่ภายใต้การควบคุมครอบครองของสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งใช้เวลาถึง 4 ปี กว่าจะให้มีรัฐธรรมนูญและเลือกตั้งในปี 1949 ได้คอนราด อาเดเนาว์เป็นนายกรัฐมนตรี

          พันธมิตรและรัสเซียกลัวว่า ถ้าไม่ใช้เวลาถอดเขี้ยวเล็บของอินทรีย์เหล็กเยอรมนันอย่างจริงจัง อาจจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ดังบทเรียนหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เยอรมัน “ไม่ตาย” กลับฟื้นขึ้นมาทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีคนตายไปมากกว่า 60 ล้านคน ชาวยิวถูกฆ่า 6 ล้าน คนผิวดำ รักร่วมเพศ คนพิการ ฝ่ายค้านทางการเมืองถูกฆ่าไปอีก 5 ล้าน คนเยอรมนันเองตายไปกว่า 7.5 ล้านคน

ในเยอรมนีเอง ความเสียหายที่เกิดจากภัยสงครามนั้นสุดจะประมาณ ไม่ว่าทางเศรษฐกิจสังคม บ้านเรือนพังทลายไปย่อยยับ ผู้คนอดอยากหิวโหย สิ้นหวัง ผลผลิตทางการเกษตรเหลือไม่ถึงร้อยละ 35

 

สยามรัฐรายวัน 18 ธันวาคม 2556

ผู้คนหลายล้านคนที่ออกไปเดินถนนในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน และ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นพลังจาก “ข้างล่าง” ที่ดูเหมือนเป็นพลังเฉย พลังเฉื่อย พลังเงียบ แต่เมื่อถูกจุดติด ก็กลายเป็นลูกโซ่นิวเคลียร์ที่ระเบิด เกิดเป็นพลังมหาศาล

          แม้วันนี้ดูเหมือนว่ายังมีการยื้ออำนาจกันอยู่ แต่เหตุการณ์อย่างน้อยสองครั้งนั้นก็เกิดผลสำเร็จในตัวมันแล้ว ได้ปลุกสำนึกใหม่ให้สังคมไทยตื่นขึ้นมา ทวงสิทธิอำนาจในการจัดการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะไม่สามารถทนดูบ้านตัวเองค่อยๆ ล่มสลายต่อหน้าต่อตาต่อไปได้อีก

          “บ้านไทย” หลังนี้กำลังเซ และอาจล้มลงในไม่ช้า เพราะเสาหลักกำลังถูกปลวกกัดกินจากข้างใน ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ ไม่มีนิติธรรม ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้เกิดการลุแก่อำนาจ เหลิงอำนาจ ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่มีหิริโอตตัปปะละอายต่อบาป

 

สยามรัฐรายวัน 10 ธันวาคม 2556

เนลสัน แมนเดลา ได้จากไปอย่างผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดผู้หนึ่งของโลกปัจจุบัน ได้รับการยกย่องสรรเสริญและรำลึกถึงจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ว่าเขาคือนักสู้เพื่อประชาชาติผู้ไม่เคยท้อถอยแม้ถูกจำคุกถึง 27 ปีเพื่อนำประชาชนที่ถูกกดขี่เดินทางไกลไปสู่อิสรภาพ นำประเทศที่แตกแยกไปสู่เอกภาพ
เขานำสังคมที่ขัดแย้งรุนแรง และเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังให้คืนดี นำไปสู่ความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ ทำให้แอฟริกาใต้ไม่ได้มีแต่ความเจริญทางวัตถุอย่างเดียว แต่เป็นสังคมที่ผู้คนคืนสู่ความปรองดองสมานฉันท์ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่แบ่งแยกสีผิว ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย คนชนบทกับคนเมือง คนผิวสีกับคนผิวขาว

ในอัตชีวประวัติ (Long Walk to Freedom) ที่เริ่มเขียนในคุกและมาจบเอาหลายปีหลังจากถูกปล่อยตัว ตอนหนึ่งบอกว่า ข้าพเจ้าได้เดินบนหนทางยาวไกลไปสู่อิสรภาพ ได้พยายามที่จะไม่สะดุดล้ม ได้เดินพลาดหลายครั้ง แต่ข้าพเจ้าได้พบความลับว่า หลังจากที่ปีนเนินใหญ่ได้แล้ว ก็จะพบว่ายังมีเนินเขาอีกหลายลูกที่ต้องปีน ข้าพเจ้าได้ถือโอกาสหยุดตรงนี้สักพัก เพื่อชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงามรอบตัวข้าพเจ้า และมองกลับไปดูหนทางยาวไกลที่ได้เดินมา แต่ข้าพเจ้าหยุดพักได้เพียงชั่วครูเท่านั้น เพราะที่มาพร้อมกับอิสรภาพคือความรับผิดชอบ และข้าพเจ้าไม่สามารถพักนาน เพราะทางเดินอันยาวไกลของข้าพเจ้ายังไม่สิ้นสุดŽ

วันนี้การเดินของเนลสัน แมนเดลาได้สิ้นสุดลงแล้ว เป็น 95 ปีที่มีคุณค่าไม่เพียงแต่สำหรับประเทศแอฟริกาใต้ แต่สำหรับมนุษยชาติ ที่ควรต้องเรียนรู้จากชีวิตของเขา จากเหตุการณ์ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเศรษฐกิจที่โชติช่วงชัชวาล แต่ตั้งอยู่บนโศกนาฎกรรมและความเลวร้ายทางสังคม

สภาประชาชน

Wednesday, 04 December 2013 06:10 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 4 ธันวาคม 2556

ถ้าไปค้นหาในรัฐธรรมนูญไทยที่ใช้กันวันนี้คงไม่พบคำว่า สภาประชาชนŽ แต่รัฐธรรมนูญมาจากประชาชน และ เจตจำนงŽ ของประชาชนยิ่งใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ เพราะเจตจำนงนั้นคือหัวใจของอธิปไตยของปวงชน (อังกฤษถึงไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร)

     เมื่อประชาชนเลือกผู้แทนเข้าไปในสภา ไม่ว่าด้วยวิธีเลือกตั้งลงคะแนนหรือด้วยการสรรหา ซึ่งเป็นวิถีประชาธิปไตยทั้งนั้น แล้วผู้แทนเหล่านั้นต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเองมากกว่าเพื่อสนองตอบเจตจำนงของประชาชน และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด พวกเขาย่อมหมดความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่ต่อไป ถ้ายังยื้อเพื่ออยู่ในอำนาจ ประชาชนก็มีสิทธิลุกขึ้นมาร่วมมือกันหาทางออกจากวิกฤต

     เรื่องเช่นนี้ไม่ได้มีแต่ในประเทศไทย หลายประเทศทั่วโลกก็เกิดสภาประชาชนในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนแปลงประเทศจากระบอบหนึ่งไปสู่อีกระบอบหนึ่ง และที่สุด สภาประชาชนก็เป็นฝ่ายชนะ ไปดูประวัติศาสตร์ของเยอรมนีตะวันตกตะวันออกเมื่อรวมชาติ และประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันออกในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา

 

สยามรัฐรายวัน 27 พฤศจิกายน 2556

การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ "ประชาธิปไตย" ที่แต่ละฝ่ายต่างอ้างในการต่อสู้นั้นดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น ชัดขึ้น ตกผลึกมากขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าจะต้องผ่านความเจ็บปวด การนองเลือด การสูญเสีย เพราะเป็นกระบวนการปลดปล่อยไปสู่ความเป็นไทที่แท้จริง เป็นการวิวัฒน์ตนเองของจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์โดยรวมของสังคมไทย

     ประชาธิปไตยหมายถึงว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย ไม่ใช่เพียงผู้มีสิทธิไปออกเสียงเลือกใครสักคนไปทำหน้าที่แทนตัวเอง ในประเทศด้อยพัฒนาที่ประชาธิปไตยยังอ่อนเยาว์ ผู้แทนเหล่านี้มักสรุปเอาเองว่า มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะมาจากการเลือกตั้ง เพราะเป็นเสียงข้างมาก

     ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง พวกเขาจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ของประเทศชาติ แต่สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ลุแก่อำนาจ ดูถูกประชาชน จนต้องลุกขึ้นมาแสดงตนเป็นเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริง ขับไล่รัฐบาล วงจรอุบาทว์-วิภาษวิธีของการเมืองไทย

 

สยามรัฐรายวัน 20 พฤศจิกายน 2556

มีความพยายามหลายครั้ง หลายหน หลายคณะ หลายแนวคิด หลายรูปแบบ ที่จะปฏิรูปสังคมไทย แม้ดูเหมือนว่า จะไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน แต่ในความเป็นจริง สังคมไทยกำลังเปลี่ยนไปด้วยพลังของการปฏิรูปจากความพยายามเหล่านั้น

ปัญหาและอุปสรรคของการปฏิรูปสังคมไทยหลักๆ มาจากการยึดติดกับแนวคิดการพัฒนาประเทศแบบเดิมๆ ที่ใช้โครงการใช้เงินนำหน้า ใช้อำนาจใช้คำสั่งเป็นเครื่องมือให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ ฝ่ายการเมืองฝ่ายบริหารแยกไม่ออกระหว่างผลประโยชน์ของสังคมกับผลประโยชน์ส่วนตน

 

เดินไปข้างหน้า

Thursday, 14 November 2013 21:33 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 13 พ.ย. 2556

หลายปีก่อน หลังการอภิปราย มีคนถามอาจารย์ ส.ศิวรักษ์หลายคำถาม เมื่อคนถามพูดจบ ท่านนิ่งเฉยพักหนึ่งแล้วบอกว่า ตอบแล้วŽ เป็นธรรมดาที่มีคำถามที่ไม่อยากตอบเพราะไม่มีคำตอบ หรือไม่ควรตอบ หรือไม่อยากตอบ ตอบไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

มีคนถามว่า สังคมไทยจะเดินไปทางไหน ปราชญ์แห่งสยามตอบว่า เดินไปข้างหน้าŽ

สังคมไทยวันนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ อาจจะดูเหมือนหยุด หรือถอย แต่เป็นกระบวนการทางวิภาษวิธี เป็นพัฒนาการของประวัติศาสตร์ ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณ หรือพลังร่วมแห่งสังคมที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่