phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 26 มีนาคม 2557

ในยุคปฏิรูป มีคำ 2 คำที่ควรเลิกใช้คือ "การมีส่วนร่วม" กับ "การกระจายอำนาจ" เพราะสองคำนี้มีฐานคิดที่เอารัฐเป็นศูนย์กลาง รัฐคิด รัฐดำเนินการ แล้วให้คนอื่นเข้ามาร่วม คำว่า "กระจายอำนาจ" มาจากฐานคิดที่ว่า รัฐเป็นผู้มีอำนาจ รัฐบาลกลางมีอำนาจ งบประมาณก็อยู่ที่นี่ การคิดและการตัดสินใจก็อยู่ที่นี่

     รัฐธรรมนูญมาตรา 3 บอกว่า อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่รัฐยังอ้างอำนาจอธิปไตยและรัฐบาลยังอ้างอำนาจ ผูกขาดอำนาจเพียงเพราะ "มาจากการเลือกตั้ง" คนคิดแบบนี้เป็นพวก "ลดทอน" (reductionist) ที่ลดประชาธิปไตยลงมาเหลือเพียง "การเลือกตั้ง" ทั้งๆ ที่ประชาธิปไตยหมายถึงหลักสำคัญอย่างน้อย 3 อย่าง สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค, นิติธรรม, และธรรมาภิบาล ตรวจสอบได้ ถ่วงดุลอำนาจ

     การผูกขาดอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง ความแตกแยกที่ระเบิดออกมาอย่างรุนแรงในระยะ 10 ปีที่ผ่านมาและในขณะปัจจุบัน

สยามรัฐรายวัน 19 มีนาคม 2557

ผมไปคลุกคลีกับชุมชนในชนบท เริ่มเรียนรู้และทำงานพัฒนามาตั้งแต่ปี 2521 ทำได้ 5 ปีก็มานั่งประเมินงานกันในองค์กรพัฒนาเอกชนว่า ทำไมงานที่เราทำกับชาวบ้านจึงมักล้มเหลว ไม่ได้ดีไปกว่างานที่ข้าราชการไปทำกับชุมชนที่เรามักวิพากษ์วิจารณ์นั้นเลย

     เราสรุปว่า เราทำงานไม่ได้ผล เพราะจริงๆ แล้วเราไม่ได้เข้าใจชาวบ้าน ไม่ได้เข้าใจชุมชน ไม่ได้เข้าใจปัญหาของเขา ไม่ได้เข้าใจศักยภาพของพวกเขา เราคิดเอาเองว่าเราเข้าใจเขา แต่จริงๆ แล้วเราหลอกตัวเอง และโดนชาวบ้านหลอก ที่เขาแสดงออกว่ายอมรับสิ่งที่เราพูดและเสนอนั้น จริงๆ แล้วเป็นเพราะเรามีงบประมาณ มีโครงการไปให้พวกเขาต่างหาก

     เงินหมด โครงการหมด ชาวบ้านก็เริ่มหาโครงการใหม่ จากไหนก็ได้ งานพัฒนาจึงแปลว่าโครงการ แปลว่างบประมาณ ไม่ได้แปลว่าการพึ่งตนเอง การอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืนอะไรเลย

สยามรัฐรายวัน 12 มีนาคม 2557

มหาวิทยาลัยชีวิตกลางถนนมีความสำคัญกับพัฒนาการการเมืองไทยมานานแล้ว การประท้วงสินค้าญี่ปุ่นของนักศึกษาในกรุงเทพฯ ตามถนนและสี่แยกราชประสงค์อันโด่งดัง เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนตุลา 2516 จนนำไปสู่การที่ผู้คนนับล้านออกไปเดินประท้วงและต่อสู้กับอำนาจรัฐเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

     มีความแตกต่างในแต่ละยุคสมัย วันนี้ที่ค่อนข้างแปลก คือ โรงเรียนข้างถนนประชาธิปไตยยุคใหม่มีขบวนการคนเสื้อแดงที่วันหนึ่งออกไปเดินเพื่อสู้กับอำนาจรัฐ อีกวันหนึ่งออกมาเพื่อปกป้องรัฐบาล จัดการกับฝ่ายตรงข้าม มีทั้งเดิน ทั้งตั้งเวทีปราศรัย จัดกิจกรรมต่างๆ ประชันกับฝ่ายที่ออกมาล้มรัฐบาล

     ภาษาที่ใช้กันในมหาวิทยาลัยข้างถนนมีหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นการปลุกระดม ดุเดือดเลือดพล่าน เร้าอารมณ์ผู้ฟัง ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาตอบสนองด้วยมือตบ ตีนตบ เป่านกหวีด และอื่นๆ ตามยุคสมัยและอะไรที่แกนนำจะสรรสร้างขึ้นมาจนกลายเป็นวิถีของแต่ละชุมนุม

     การเร้าอารมณ์ผู้คนทั้งบนถนนหน้าเวที ทั้งที่ชมกันทางบ้านผ่านจอทีวี คอมพิวเตอร์ มือถือ สื่อทันสมัยที่อยู่ที่ไหนในโลกก็ฟังได้ชมได้ เป็นภาษาที่เป็นแบบฉบับของแต่ละคนที่ขึ้นเวที ไม่ว่ากลุ่มไหน และเมื่อไร จะมีหลายคนหลากสีสันและลวดลายในการปลุกระดม

สยามรัฐรายวัน 5 มีนาคม 2557

ชุมชนไทยในอดีตมีวีธีต่อต้านขัดขืนอำนาจรัฐหลายวิธี ที่รุนแรงสุดก็จับอาวุธขึ้นสู้ ถูกปราบปราม กลายเป็นกบฏ อีกวิธีหนึ่งก็หนีเข้าป่าขึ้นเขาขึ้นดอย ไปให้ไกลพ้นจนทางการตามไปไม่ถึง อย่างชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งบรรพบุรุษเป็นไพร่หนีนาย ไม่ต้องการไปรบที่ไทรบุรี จึงหนีเข้าป่า ไปอยู่ในหุบเขาหลวงตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์ เพิ่งออกมาเมื่อปี 2505 นี้เอง

     ยังมีวิธีอื่นๆ ที่แสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย ต่อต้านอย่างเงียบๆ อีกมากมายที่ปรากฎในงานศิลปะพื้นบ้าน ภาพเขียนภาพวาดในสถานที่ต่างๆ แม้แต่ในวัดในโบสถ์ รวมถึงที่สลักเป็นรูปสัญลักษณ์ตามต้นไม้ ตามกำแพงฝาผนัง สถานที่สาธารณะ

     คนนครศรีธรรมราชต่อต้านอำนาจปกครองของสยามที่ส่งยามาดา นางามาซา ออกญาเสนาภิมุข ไปปกครองและกดขี่ข่มเหงราษฎรจนทนไม่ไหว ปฏิกิริยาต่อต้านอย่างหนึ่งแสดงออกทางเพลงกล่อมเด็ก เป็นการส่งต่อจิตวิญญาณขบถไปสู่ลูกและคนรุ่นต่อไป และสืบทอดกันมาจนถึงวันนี้

สยามรัฐรายวัน 26 กุมภาพันธ์ 2557

ถ้าเอาวิธีคิดแบบ “ศูนย์กลาง-ชายขอบ” (center-periphery) มาวิเคราะห์ ชาวบ้าน ชุมชนคนไทย ชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่อยู่ไกลปืนเที่ยง อยู่ห่างจาก “ศูนย์กลาง” ยังเป็นเพียง ”เบี้ย” เป็นเครื่องมือ เป็นแรงงาน เป็นผู้รับใช้ระบบใหญ่ ที่มีผู้ทรงอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมครอบงำอยู่

คล้ายกับ “ระบบอุปถัมภ์” ที่เป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีมากกว่ากับผู้มีน้อยกว่า หรือผู้ไม่มีอะไรเลยที่ได้รับการช่วยเหลือ คุ้มครองจากคนที่มีอำนาจ ซึ่งเป็นนักการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ ที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลในคราบของนักบุญ หรือ “ผีบุญ” ยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้แสดงออกเพียงการเอาน้ำแข็งไปช่วยงานศพ งานแต่งงาน ให้รถไปพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาล ไปรับศพมา ฝากลูกชาวนาเข้าเรียน เข้าทำงาน

คนชายขอบ ความจริง คือ คนนอกขอบ หรือ “ประชาชนนอก” นั่นเอง ซึ่งเป็นสภาพที่แท้จริงของสังคมที่ไม่พัฒนา ประเทศด้อยพัฒนา รวมประเทศไทยในวันนี้ ซึ่งมีคนจำนวนมากที่คิดเองไม่ได้ ตัดสินใจเองไม่ได้ เลือกเองไม่ได้ หรือที่เรียกว่า พึ่งตนเองไม่ได้นั่นเอง ต้องพึ่งคนอื่นหมด

แรกๆ ที่ได้ข่าว และเห็นภาพในสื่อ รถอีแต๋น รถอีแต๊ก รถไถ และอีกสารพัดรถของชาวนาวิ่งเป็นขบวน เป็นระเบียบไปตามถนนสายเอเชียมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ แล้วก็รู้สึกทึ่ง แต่ติดตามไปเล็กน้อยก็รู้ว่า ขบวนอันเป็นระเบียบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และคาดไม่ผิดที่ไม่นาน ขบวนเหล่านี้ก็ยูเทิร์น เลี้ยวกลับบ้าน เพราะ “แกนนำ” บอกว่า ได้คุยกับนายกฯ แล้ว รัฐบาลสัญญาว่าจะจ่ายเงินจำนำข้าวสัปดาห์หน้าแน่นอน ถ้าไม่ให้ก็จะกลับมา และจะไปสนามบินสุวรรณภูมิ

 

สยามรัฐรายวัน 19 กุมภาพันธ์ 2557

พูดกันเรื่องการปฏิรูป แต่ไม่ค่อยพูดกันว่า ประเทศไทยจะไปทางไหน คำถามนี้สำคัญกว่า เพราะถ้าถามผิด ก็จะตอบผิด เราก็จะปฏิรูปกันผิด จะได้แต่รูปแบบและเนื้อหาบางเรื่องบางอย่าง แยกส่วน แยกเรื่อง แต่ไม่ได้ปฏิรูปสังคมไทยอย่างรอบด้านและถึงรากถึงโคน

          เราตั้งโจทย์ผิดกันมาตั้งแต่ 2504 เป็นอย่างน้อย เมื่อเราเลือกปรัชญาการพัฒนาแบบทุนนิยมไม่เท่าเทียม เลือกที่จะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรม การส่งออก คิดว่าจะได้เงินเข้าประเทศมากๆ จะได้มีเงินพัฒนาประเทศให้ศิวิไลซ์ ไม่อยู่อย่างต่ำต้อยด้อยพัฒนา

ละเลยภาคเกษตร ละเลยชาวไร่ชาวนา เชื่อว่า ถ้าพัฒนาอุตสาหกรรม การส่งออก มีเงินมาสร้างถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา การพัฒนาประเทศก็จะแผ่ไปถึงคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา อานิสงค์ที่จะทำให้พวกเขาร่ำรวยขึ้นไปด้วย

ชาวนาเองก็ถูกยุยงให้เปลี่ยนพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่เคยปลูกเคยกินแต่เดิมมาปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ ซึ่งฝรั่งชักนำให้เชื่อว่า เป็นพันธุ์วิเศษ ได้ข้าวต่อไร่ในปริมาณมากกว่า คุณภาพก็ดีกว่า ถูกปากคนทั่วโลกมากกว่าข้าวพื้นเมืองของไทย คนไทยก็เชื่อ และตั้งแต่ปฏิวัติเขียวมาจะ 50 ปีแล้ว คนไทยก็เชื่อฝรั่ง เชื่อพ่อค้า ทำนาโดยใช้ข้อมูลจากถุงปุ๋ยเท่านั้น เขาบอกอะไรก็เชื่อหมด

 

อนาคตชาวนาไทย

Wednesday, 12 February 2014 10:58 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 12 กุมภาพันธ์ 2557

โลกเปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนเร็วมาก ตามโลกไม่ทันก็มีปัญหา เสียเปรียบ ถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหง เพราะไม่รู้เท่าทัน โลกวันนี้เป็นของคนมีความรู้และมีเครือข่าย ที่สื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ ถ้าชาวนาจะอยู่รอดได้ในสังคมวันนี้ต้องปรับตัว มีความรู้และมีเครือข่าย

          ชาวนาในฝรั่งเศสมีจำนวนเพียง 2-3% ของประชากร 66 ล้านคน หรือเพียงประมาณ 1 ล้านคนเศษเท่านั้น แต่เป็นอาชีพที่มีอิทธิพลทางการเมืองสูงมาก พรรคการเมืองใดได้ใจชาวนาก็มีสิทธิ์ชนะการเลือกตั้ง เพราะชาวนาในประเทศนี้มีเครือข่ายกว้างขวางมาก เครือข่ายนี้ไม่ใช่ 2-3% แต่ถึง 20-30% เลยทีเดียว

          เครือข่ายของชาวนาฝรั่งเศส นอกจากสหกรณ์ต่างๆ ของชาวชานา ซึ่งรวมการผลิตข้าวปลาอาหาร เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ไวน์ เบียร์ เหล้าชนิดต่างๆ จัดการขายสดหรือแปรรูปเอง ซึ่งล้วนใช้ความรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าช่วย มีทั้งการประกอบการขนาดเล็กไปถึงขนาดกลางและขนาดใหญ่

          ยังมีบริษัทอุตสาหกรรมอาหาร การแปรรูป ในระดับพรีเมี่ยม สำหรับตลาดชั้นสูง ที่เข้าไปแข่งขันกับตลาดนานาชาติ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของฝรั่งเศสมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทำให้เครือข่ายชาวนาฝรั่งเศสมีทั้งภาคธุรกิจอาหารนานาชนิดที่ต้องพึ่งวัตถุดิบจากสหกรณ์ชาวนา มีบริษัทจัดจำหน่ายใหญ่เล็ก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

สยามรัฐรายวัน 5 กุมภาพันะ์ 2557

กบฏตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์จนถึง 2475 มากกว่า 20 ครั้ง เป็นกบฏชาวนา ที่ได้รับความเดือดร้อน นอกจากข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งน้ำท่วม โรคภัยไข้เจ็บระบาด  ยังต้องหาเงินไปเสียภาษี ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จะหาที่ไหน หลวงก็ให้ไปทำงานทดแทน ครอบครัวขาดผู้นำ ขาดแรงงาน ไม่มีคนทำไร่ไถนา โจรขโมยมาลักวัวลักควายก็ไปตามไม่ได้ การลุกฮือทุกครั้งถูกทางการปราบปราม ผู้นำแกนนำส่วนใหญ่ถูกฆ่าตาย

          ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ชีวิตชาวนาก็ไม่ได้ดีขึ้น แม้ไม่ได้เสียภาษีเหมือนเดิม แต่เริ่มมีการใช้เงิน เริ่มเป็นหนี้เป็นสิน ชีวิตลำบากมากกว่าเดิม มีนักการเมืองที่พอพึ่งพาอาศัยได้อย่างนายเตียง ศิริขันธ์ นายครอง จันดาวงศ์ ที่สกลนคร นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ที่อุบลราชธานี นายถวิล อดุล ที่ร้อยเอ็ด นายจำลอง ดาวเรืองที่มหาสารคาม นักการเมืองเหล่านี้ที่ปกป้องผลประโยชน์ของชาวไร่ชาวนาถูกฆ่าตายหมด

ชาวนาในชนบทภาคเหนือ ภาคอีสานส่วนหนึ่งจึงหันไปสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ บางคนเข้าไปร่วมกับพรรคในป่าในเขา คนอื่นอยู่บ้านเป็นฝ่ายสนับสนุน หรือไม่ก็สนับสนุนขบวนการนักศึกษาก่อนและหลัง 14 ตุลาฯ ไม่ว่าที่จังหวัดของตนเอง หรือเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ร่วมการเดินขบวน การประท้วงต่างๆ

ระหว่าง 14 ตุลาฯ ขบวนการชาวนาเติบโตเป็นขบวนที่ใหญ่ขึ้น มีพลังกดดันรัฐบาล มีการเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายหลายข้อที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเรื่องค่าเช่านา เพราะชาวนาส่วนใหญ่ในภาคกลางและจำนวนมากในภาคเหนือไม่มีนาเป็นของตนเอง รวมทั้งการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งก็ได้ผลน้อย

 

สยามรัฐรายวัน 29 มกราคม 2557

คนไทยในสายตาของนักท่องเที่ยว ของชาวโลก เป็นคนใจดี มีอัธยาศัยไมตรี เป็นมิตร ช่วยเหลือเผื่อแผ่คนแปลกหน้า คนต่างชาติ  นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ประสบภัยสึนามิ กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก มาเยี่ยมคนที่ได้ให้ความช่วยเหลือพวกเขา  เพื่อนยามยากคือเพื่อนแท้เป็นความจริงในโลก

          ในดีมีเลว ในแข็งมีอ่อน ในขาวมีดำ คนไทยก็เป็นเหมือนคนไม่ว่าเชื้อชาติใดที่อีกด้านหนึ่งก็มีสัญชาติญาณความรุนแรง เมื่อปัจจัยภายนอกประดังเข้าผสมรวม กระตุ้นต่อมความรู้สึกนึกคิด บวกสถานการณ์รุมเร้า คนไทยก็ลุกขึ้นต่อสู้ ประท้วง กบฏ เป็นความรุนแรง เลือดตกยางออก

          ในสมัยโบราณไทยรบเพื่อนบ้าน สู้กับอำนาจอาณานิคม รบกับคอมมิวนิสต์ ต่อสู้ขัดขืนและโค่นล้มอำนาจเผด็จการทหาร หลายปีมานี้ต่อสู้กับเผด็จการรัฐสภาที่มาพร้อมกับอำนาจทุน และกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นแบบที่คาดไม่ถึง สู้ด้วยความอดทน รอกันว่าเมื่อไร "มะม่วงจะหล่น”

 

สยามรัฐรายวัน 22 มกราคม 2557

ถนนในกรุงเทพฯ นอกจากเป็นที่รถวิ่งแล้ว ยังเป็นที่คนเดิน นั่ง กิน นอน เล่นดนตรี ตั้งเวทีปราศรัย เล่นตลก เล่นโขน เล่นงิ้ว และการแสดงต่างๆ เพื่อประท้วงรัฐบาลตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับแต่ 14 ตุลาฯ 2516 มาจนถึงวันนี้

                บนเวทีที่ตั้งขึ้นมากลางสี่แยก กลางถนน หรือที่ไหนก็ได้ มีการพูดปลุกระดมผสมกับการให้ข้อมูล ให้ความรู้ประชาชน หลังๆ นี้มีการถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศโดยเคเบิ้ลทีวี ซึ่งบางช่องเรตติ้งสูงกว่าฟรีทีวีเสียอีก ไม่นับที่สื่อสารกันทางโซเซียลมีเดียซึ่งมีทุกรูปแบบ ทุกรสชาติ ดุเด็ดเผ็ดมัน ทั้งภาษาคนรุ่นใหม่และภาษาโบราณชนิดที่ห้ามออกสื่อสาธารณะ แต่สะท้อนอารมณ์ทั้งดิบและสุกของผู้คนได้ดีนัก

                ภาษาจำนวนมากไม่มีในพจนานุกรม สารานุกรม เพราะสังคมเปลี่ยนเร็ว ความรู้สึกนึกคิดของคนก็เปลี่ยนเร็ว คนต้องคิดภาษาใหม่ๆ เพื่อสะท้อนความรู้สึกและความในใจออกมา