phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 11 มิถุนายน 2557

 “ในระบบเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้เป็นหลัก (knowledge-base economy) อุดมศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างความยุติธรรมทางสังคม เนื่องจากอุดมศึกษาไม่ใช่เพียงเพื่อการสร้างความมั่งคั่ง แต่เป็นตัวกำหนดโอกาสต่างๆ ในชีวิตของผู้คน  เมื่อเราขยายโอกาส  การเข้าถึงอุดมศึกษาก็กลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป”

“ระบบอุดมศึกษาก็จะเสริมสร้างความยุติธรรมทางสังคมในชุมชน  แทนที่จะสร้างชนชั้นทางสังคมเหมือนในศตวรรษที่ 20 อุดมศึกษายุคใหม่ที่เปิดกว้างจะเกิดขึ้นในกรอบที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญเพื่อความยุติธรรมทางสังคม”  

ข้อความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของปาฐกถาของนายเดวิด บลังเค็ตต์  อดีตรัฐมนตรีศึกษาของสหราชอาณาจักรในสมัยรัฐบาลโทนี แบลร์ เขาเป็นคนตาบอด แต่มีวิสัยทัศน์ดีกว่าคนตาดีมากนัก เขาบอกว่า การที่สหราชอาณาจักรที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมากมาย แต่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในอันดับท้ายๆ ของประเทศชั้นนำของของโลกมีเหตุผลสำคัญที่ระดับการศึกษาของประชาชนทั่วไปต่ำกว่าประเทศอื่นๆ

เดวิด บลังเคตต์ได้เสนอการปฏิรูปการศึกษาให้รัฐบาล โดยมีเป้าหมายว่า ทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่ในวัยทำงานสักครึ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้เรียนจบระดับอุดมศึกษาได้กลับมาเรียน โดยใช้งบประมาณในการนี้หลายแสนล้านบาท ซึ่งเขาก็ได้รับการอนุมัติและจัดกระบวนการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ทั้งทางใกล้ทางไกล ทั้งในที่ทำงานและที่สาธารณะต่างๆ

สยามรัฐรายวัน 4 มิถุนายน 2557

@ “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่” (อมาตยา เซน) ความฝันของชาวนาที่เคยคิดว่าจะมี “ผู้มีบุญ” มาช่วย มาปลดเปลื้องหนี้สินด้วยโครงการประชานิยม ยังมีคนด้านหาเสียงต่อไปอ้างว่า กปปส. และฝ่ายค้านที่ผ่านมาว่าทำให้โครงการนี้ล้ม ก็แปลกดี นี่คือระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่ต้องมีธรรมาภิบาลและการตรวจสอบ ไม่ใช่ต้องไปเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ใช่หรือ

 @  ปัญหาของชาวนาวันนี้ คือ ขาดความรู้ ความเข้าใจในโลกที่เปลี่ยนไป ยังทำนาแบบโบราณ ยังทำนาด้วยข้อมูลจากถุงปุ๋ย พ่อค้าบอกให้ทำอะไร ให้ใส่อะไรเท่าไรก็ทำตามเขาหมด ได้ข้าวเพียงไร่ละ 300-400 ก.ก. จึงอยู่ไม่ได้ รัฐก็ไม่ได้ช่วยเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ชลประทานก็มีนิดเดียวทั้งประเทศ  ภาคอีสานแทบไม่มีเลย พึ่งแต่เทวดาอย่างนี้ก็ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ จึงได้แต่รอ “ผีบุญ”

@  รัฐบาลใหม่จะต้องปฏิรูปการเกษตรอย่างจริงจัง ทำให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างน้อยอย่างที่เวียดนามและอีกหลายประเทศเขาทำกัน มีการส่งเสริมการทำนาโดยการลดต้นทุนการผลิต ปุ๋ย พันธุ์ข้าว ชลประทาน เครื่องจักร เครื่องมือ ลดเลิกการใช้สารเคมี ทำนาอินทรีย์ตอบสนองความต้องการของตลาดโลก ถ้าชาวนาไทยทำนาเฉลี่ยทั้งประเทศได้อย่างสัก 700-800 ก.ก. ต่อไร่ ทำนาสัก 40 ล้านไร่ก็พอแล้ว ส่งเสริมให้มีการผลิตหลากหลายรูปแบบ ทั้งเกษตรผสมผสาน ทั้งการผลิตเพื่อตลาดใหญ่ตลาดโลก ทำได้หลากหลายเช่นนี้เมืองไทยก็มีความมั่นคงด้านอาหาร ส่งข้าวดีมีคุณภาพออกสู่ตลาดโลก แปรรูปเพิ่มมูลค่าอีกต่างหาก

สยามรัฐรายวัน 28 พ.ค. 2557

( เป็นส่วนหนึ่งของ “ความคิดคำนึง” ที่บันทึกไว้เมื่อปลายปี 2556 วรรคท้ายๆ เป็นส่วนหนึ่งของบทความ “บทเรียนถอนรากระบอบนาซี” (สยามรัฐรายวัน 25 ธ.ค.2556))

@ “ไม่มีใครลงไปในแม่น้ำสายเดียวได้สองครั้ง” ปราชญ์กรีกโบราณว่าไว้ เขาหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรเหมือนเดิม สังคมไทยจะไม่เหมือนเดิม แม้จะต้องผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านที่โกลาหล ขัดแย้ง แตกแยก เจ็บปวด “ถ้าลูกไม้ไม่ร่วงหล่นลงดิน ไม่เน่าเสียก็ไม่เกิดใหม่” (คำสอนของพระเยซู)

@ “คนที่มองเห็นภูเขาอยู่เบื้องหน้า ใช่ว่าเป็นคนตาดี คนตาดีจริง คือ คนที่มองเห็นสิ่งที่ยังไม่เกิดต่างหาก”  ผู้นำที่ดี คือ ผู้ที่มี “วิสัยทัศน์” หรือ “ภาพนิมิต” “ภาพฝัน” รวมทั้งวิธีที่ทำให้ภาพดังกล่าวเป็นจริง สุดยอดผู้นำตามความคิดของซุนหวู่ คือ “ผู้ที่รบชนะโดยไม่ต้องรบ ที่สู้ด้วยยุทธศาสตร์ รบด้วยปัญญา ชนะด้วยความรู้”

@  ถ้าเป้าหมาย คือ สังคมแห่งสันติ วิถีก็ควรจะ “สันติ” “อหิงสา” ด้วย เพราะ means justify the end เป้าหมายดี วิธีการก็ต้องดีด้วย  มหาตมะ คานธี บอกว่า “อหิงสา คือ อาวุธของคนเข้มแข็ง” “อหิงสาเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด มีอานุภาพยิ่งใหญ่กว่าอาวุธใดๆ ที่มนุษย์สามารถค้นคิดได้” บิดาแห่งชาติอินเดียผู้นี้เป็น “ครู” ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ผู้เชื่อศรัทธาในหลักอหิงสา และวิธีการอารยะขัดขืน ผู้ซึ่งบอกว่า “พระเยซูให้จิตวิญญาณและแรงบันดาลใจ มหาตมะ คานธี ให้วิธีการ”

@ มหาตมะ คานธี สอนว่า “เสรีภาพและประชาธิปไตยกลายเป็นสิ่งที่ไม่ศักดิ์สิ

สยามรัฐรายวัน 21 พฤษภาคม 2557

การชุมนุมทางการเมืองบนถนนที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 จนถึงวันนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์โลก หลายอย่างไม่เคยเกิด ไม่เคยมี ไม่เคยคิด ไม่เคยเห็นที่ใดในโลกมาก่อน  

        อย่างจำนวนคน จำนวนครั้งที่รวมคนได้มากมายหลายล้าน ระยะทางที่เดินเท้านับได้หลายร้อยกิโลเมตร  อาจมากกว่าที่คุณสุเทพเดินกลับบ้านที่สุราษฎร์แล้วเดินกลับมากรุงเทพ ฯ

        จำนวนเงินจำนวนของที่มีการบริจาคเป็นเรื่องน่าพิศวงที่ยังไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ในโลก ถึงมีก็ไม่ได้มากมายและมากครั้งแบบนี้ที่มีคนถือถุงเงินขึ้นไปมอบบนเวทีเป็นแสนเป็นล้าน ที่มีคนบริจาคฝากไส่ซองมาให้ไม่กี่สิบบาท เป็นเงินออมของเด็กๆ ที่พ่อแม่ให้เป็นค่าขนม เงินที่คนยืนสองข้างถนนยื่นให้คุณสุเทพและทีมงาน บ้างก็ร้อยธนบัตรเป็นพวงเป็นเส้นหลากสีสวยงาม บางวันนับได้มากกว่า 10 ล้านบาท

        มีการขายข้าวของมากมายหลายอย่าง ตั้งแต่นกหวีดไปถึงเสื้อยืด หนังสือ และอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของแบรนด์เนมชื่อดังของไทยมาร่วมมือ ออกแบบเสื้อยืด ขายแต่ละครั้งนำเงินมามอบบนเวทีเป็นล้าน รวมแล้วไม่รู้กี่สิบล้าน หนังสือบันทึกเหตุการณ์ บันทึกภาพ บันทึกประวัติของคุณสุเทพ และอีกหลายเรื่องที่พิมพ์หลายครั้งและขายได้หลายแสนเล่มก็คงได้อีกหลายสิบล้านบาท

ผนึกพลัง (synergy)

Wednesday, 14 May 2014 21:25 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 14 พฤษภาคม 2557 

ผนึกพลัง (synergy) เป็นศัพท์ที่ใช้กันในแวดวงธุรกิจนานแล้ว ขยายไปสู่วงการอื่นๆ ในเวลาต่อมา มีควาหมายว่า 1+1 ได้มากกว่า 2  หรือ 2+2 ได้มากกว่า 4  ในวงการความมั่นคงเรียกกันว่า “สนธิกำลัง” ในวิถีชุมชนมีหลายรูปแบบ อย่าง “ลงแขก” ก็เป็นการผนึกพลังอย่างหนึ่ง

                ความร่วมมือกันในการทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ เกิดผลมากกว่าที่ต่างคนต่างทำแล้วนำผลมารวมกัน การลงแขกของชาวบ้านทำให้ดำนาเกี่ยวข้าวเสร็จเร็วกว่าเหนื่อยน้อยกว่าที่ต่างคนต่างทำ

จังหวัดสมุทรสงครามมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่าน มีคลองมากกว่า 350 คลอง มีลำประโดงมากกว่า 1,000 และมีคูน้ำตามสวนต่างๆ อีกหลายหมื่น เป็น “แก้มลิง” ที่ระบายน้ำเข้าออก-ขึ้นลงได้เป็นอย่างดี ทำให้ไม่ปรากฏมีน้ำท่วมจังหวัดนี้

ผักตบชวาก็เป็นปัญหาหนึ่งของชาวแม่กลองเช่นเดียวกับจังหวัดอื่นและแม่น้ำสายอื่น ผักตบชวาขยายตัวเร็วมาก แพร่ขยายเข้าไปในคลองในร่องน้ำจนแทบจะสัญจรไปมาไม่ได้

สยามรัฐรายวัน 30 เมษายน 2557

การสำรวจของเอแบคโพลล์เมื่อไม่นานมานี้พบว่า “เด็กไทยเรียนหนักที่สุดในโลก” (ตามความรู้สึกของเด็กอายุ 14-18 ปี)  “แต่ไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้” อันนี้คงไม่ต้องพิสูจน์ และมากกว่าครึ่งของเด็กไทยที่ “ไม่ได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน” พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งจึงเขียนว่า “เด็กไทยเบื่อเรียน เซ็งครู”

                เด็กไทยไม่มีความสุขกับการเรียน เพราะถูกบังคับให้เรียน ให้ท่องสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้กับชีวิตได้อย่างไร เรียนแต่เพื่อรู้ให้มาก เนื้อหาสาระร้อยแปดอย่าง โดยไม่ได้สนใจว่า เด็กอยากเรียนอะไร และไม่ได้สนใจสอนเด็กให้รู้วิธีการเรียนรู้ เพื่อพวกเขาจะได้เรียนรู้ได้เองตลอดชีวิต

                การศึกษาไทยสอนคนให้แปลกแยกจากชีวิต การงาน  ดูถูกการใช้แรงงาน ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต เล่าว่า วันหยุดท่านมักไปทำสวนที่บ้านที่เชียงใหม่ ใส่เสื้อผ้าแบบคนสวน ขุดดิน ปลูกต้นไม้ มีตากับหลานเดินผ่านมา เห็นอาจารย์ขุดดินอยู่ ตาบอกหลานว่า หลานตั้งใจเรียนให้ดีนะ จะได้ไม่ลำบากเหมือนลุงคนนั้น

สยามรัฐรายวัน 23 เมษายน 2557


ใครที่ออกไปชนบท ไปพบปะกับชาวนาวันนี้ ไปที่ชุมชน ไปฟังชาวบ้านพูด ก็จะพบเห็นสภาพที่แท้จริง คงทำใจกับโครงการประชานิยมอย่างจำนำข้าวได้ยาก ผลกระทบของความล้มเหลวของโครงการนี้สุดประมาณจริงๆ

ไปคุยกับเจ้าหน้าที่สหกรณ์การเกษตรก็บอกว่า วันนี้สภาพคล่องกำลังมีปัญหา สมาชิกไม่มีเงินมาคืนเงินกู้ มาจ่ายค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าปัจจัยการผลิตต่างๆ สหกรณ์ออมทรัพย์ไม่ว่าจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนต่างก็โอดครวญว่า กำลังมีปัญหา บางแห่งอุตส่าห์ออมมาหลายปี ปล่อยไป 10 ล้าน ได้คืนมาแค่ 2 ล้าน ชาวบ้านไม่มีเงินมาคืน ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้าน 2 ล้านที่เป็นศูนย์ คนที่กู้ไปไม่มีเงินมาคืน

วิสาหกิจชุมชนคนเล็กๆ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ สมาชิกและไม่สมาชิกมาเซ็นรับไป บอกว่าได้เงินจำนำข้าวจะเอามาจ่าย ถึงวันนี้ไม่มีใครเอามาจ่าย ก็ไม่รู้จะไปทวงอย่างไร เพราะทุกคนต่างก็หน้าแห้งเหี่ยวซีดเซียวกันทั้งนั้น ต่างก็รู้ดีว่า สถานการณ์เป็นเช่นไร ต้องอดทนกล้ำกลืนกันต่อไป นึกว่าจะได้ลืมตาอ้าปาก กลายเป็นหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินของแท้

พบกลุ่มแม่บ้านชาวนา ยังไม่ทันถาม พวกเธอก็บอกเองว่า คิวใบประทวนยังอีกยาวนาน และไม่รู้ว่าจะได้เงินเมื่อไร ในจังหวัดภาคเหนือตอนล่างกลางตอนบนที่ไปมา ชาวนาเป็นเจ้าหนี้รัฐบาลคนละหลายแสน พวกเธอบอกว่า กัดฟันหยิบยืมคนอื่นมาเมื่อหลายเดือนก่อนเพื่อทำนา ได้ข้าวมาก็ไปขายพ่อค้า เขาให้ราคาเพียงตันละ 5,200 บาท ได้ปลอบใจเธอไปว่า ก็ยังดี หลายจังหวัดขายได้ไม่ถึง 5,000 เลย

สยามรัฐรายวัน 16 เมษายน 2557

สงกรานต์เป็นเทศกาลเริ่มต้นชีวิตใหม่ 12 เดือนผ่านไป 12 เดือนรอบใหม่เวียนมา คือ ปีใหม่ในโลกทัศน์ชีวทัศน์ของคนไทย ซึ่งเชื่อว่า แม้ตายไปแล้วก็จะได้เวียนกลับมาเกิดอีก การทำบุญทำดีวันนี้จึงมีความหมายเพื่อชาติหน้าด้วย ทัศนคติที่มีต่อชีวิตเป็นความเชื่อ ความศรัทธา ที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนทุกชาติทุกภาษาทุกเผ่าพันธุ์ในโลก เกิดมาแล้วทุกคนก็อยากมีชีวิตที่ดี มีความสุข และมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่มีใครอยากตายเร็ว ยกเว้นคนที่หมดศรัทธาในชีวิต หรือหมดความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา และความท้าทายใดๆ ที่เราสามารถกำหนดได้และกำหนดไม่ได้ ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

     การกลับบ้านเพื่อฉลองสงกรานต์เป็นการไปสืบชะตา ต่ออายุ ขอแรงกายใจและพลังชีวิตจากผู้ที่ให้กำเนิดเลี้ยงดูเรามา ให้ความรู้ ดูแลรักษา คือ พ่อแม่ พระสงฆ์องค์เจ้า ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณ ครูบาอาจารย์ ไปเยี่ยมญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีที่อาจจะเจือจางห่างเหินเพราะวิถีชีวิตปัจจุบันทำให้ต่างคนต่างไปทำมาหากินคนละทิศคนละทาง

สยามรัฐรายวัน 9 เมษายน 2557

หยุดยาวช่วงสงกรานต์ น่าจะอ่านหนังสือสักเล่ม ดูหนังสักสองสามเรื่อง ฟังเพลงเพราะๆ ทุกวัน ชีวิตจะได้สุนทรียะทางอารมณ์ ซึ่งก็คือส่วนสำคัญของความเป็นคนของเรา เป็นเวลาดีที่สุดที่เราได้อยู่กับตัวเอง การอ่านหนังสือ ดูหนังเหมือนดูละครแล้วสะท้อนดูตัวเอง ฟังเพลงแล้วได้นั่งคิดคำนึง

     สัปดาห์ที่แล้วได้เขียนเรื่องการอ่านหนังสือทำคนให้เป็นคน สัปดาห์นี้อยากเขียนเรื่องการดูหนังฟังเพลง คือ การเติมพลังให้ชีวิต พลังที่เราต้องการมากที่สุดอย่างหนึ่ง คือ พลังแห่งจินตนาการ ซึ่งไอน์สไตน์บอกว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" เพราะจินตนาการสร้างความรู้ และสร้างได้ไม่รู้จบ

     พลังจินตนาการทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิดความรู้ใหม่ ซึ่งได้จากการอ่านหนังสือ ดูหนังดีๆ ซึ่งก็คือที่มาของพลังปัญญา (พลังปัญญา พลังจินตนาการ เป็นชื่อคอลัมน์ในผู้จัดการออนไลน์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนที่ผมเขียนเกี่ยวกับหนังดีๆ ที่ต่อมาผู้จัดการได้รวมเล่มตั้งชื่อว่า อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม)

สยามรัฐรายวัน 2 เมษายน 2557

สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ (28 มี.ค.-8 เม.ย. 2557) มาในช่วงอากาศร้อนอบอ้าว การเมืองระอุ พายุหน้านี้รุนแรงน่ากลัว มีเวลาก็น่าจะหลบความวุ่นวายทั้งหลายประดามี เข้าไปหาหนังสือดีๆ ที่มีให้เลือกเต็มศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติย์

     ถ้าไม่ใช่ในงานนี้ ที่ไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ น่าจะหาโอกาสแวะเวียนไปตามร้านหนังสือเดือนละครั้งสองหน มีหนังสือออกใหม่วันละหลายร้อยปก คงจะมีสักเล่มสองเล่มที่เข้าตาเรา ซื้อหนังสือดีๆ เล่มหนึ่งนับว่าเป็นมงคลแก่ชีวิต เพราะหนังสือคือขุมทรัพย์อันประเสริฐทางปัญญา คุ้มค่าเงินเป็นอย่างยิ่ง

     อ่านหนังสือดีๆ สักเล่มอาจได้บางอย่างและหลายอย่างรวมกัน อย่างแรก อ่านเพื่อรู้ (read to know)ได้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ทำให้รู้อะไรต่ออะไรมากขึ้น อาจเป็นเรื่องธรรมชาติ สารคดีท่องเที่ยว อาหารการกิน สุขภาพ เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม อะไรก็ได้ที่อยากรู้ ควรรู้ และต้องรู้