phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน  3 กันยายน 2557

แต่เดิม หลักคิดหรือปรัชญาของคนตะวันออกรวมทั้งคนไทย เป้าหมายและวิถีเป็นเรื่องเดียวกัน หมายความว่า วิถีคือเป้าหมายที่กำลังกลายเป็นความจริง  อย่างที่ปาสกัลบอกว่า “ขอบฟ้ามิได้อยู่ที่สุดสายตา แต่อยู่ทุกย่างก้าวที่เราเดิน”

                เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่า ทำอย่างไรคนไทยจึงจะพึ่งตนเองได้และมีความสุข ถ้าเราเอาเรื่องนี้เป็นเป้าหมาย ก็ต้องดูว่า “วิถี” ไปสู่เป้าหมาย หรือ “วิธี” ทำให้เป้าหมายเป็นจริงนั้นควรเป็นอะไร

                ลองเรียนรู้จากภูฎาน ประเทศที่มีปรัชญาการพัฒนาประเทศไม่ค่อยเหมือนใครว่าเขาคิดกันอย่างไร นายแพทย์จิ๊กมี่ ซิงเย รัฐมนตรีสาธารณสุขของภูฏาน มาปาฐกถาที่เมืองทองธานี ในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเมื่อเดือนตุลาคม 2549 เรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ : ประสบการณ์จากภูฏาน”

                รัฐมนตรีท่านนี้บอกไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นการพูดของท่านว่า “ประเทศของข้าพเจ้าเอาความสุขของประชาชนเป็นเป้าหมาย เอาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ ขณะที่ประเทศทั้งหลายในโลกเอาเศรษฐกิจเป็นเป้าหมาย ความสุขเป็นผลพลอยได้”

สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 29 สิงหาคม 2557

ผมเริ่มเขียนบทความลงในวารสารสังคมพัฒนาของสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา ตั้งแต่แรกๆ ที่เข้าไปทำงานในปี 2521 และในปาจารยสาร วารสารไทยคดี และนิตยสารอีกบางฉบับ แต่ไม่มากนัก ไม่รวมที่เขียนแล้วโรเนียวเวียนอ่านกันรายสะดวก เดือนละครั้งสองครั้ง

                บทความแรกที่ส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสาร "เฟื่องนคร" มิถุนายน 2525 โอกาส 50 ปีสวนโมกข์   เป็นการสนทนากับท่านพุทธทาสในเรื่องที่ไม่ใช่ศาสนา แต่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนากับท่านอาจารย์ที่สวนโมกข์ ซึ่งผมจะลงไปกราบท่านเกือบทุกปี โดยเฉพาะในช่วงวันมาฆะบูชา

                หลังจากนั้นได้ส่งบทความไปมติชนสุดสัปดาห์ บรรณาธิการเสถียร จันทิมาธร ลงพิมพ์ให้ทันที เป็นบทความเรื่องผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เริ่มต้นบทความนี้โดยอ้างปาฐกถาโกมล ทีมทองของผู้ใหญ่วิบูลย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2528

                ปาฐกถามีชื่อว่า “สายพานชีวิต” “ชีวิตคนในสังคมปัจจุบันไม่ต่างอะไรกับวัตถุที่อยู่บนสายพานของ

โรงงานอุตสาหกรรม เพราะเราไม่มีสิทธิ์จะเลือกกำหนดชีวิตของตนเองว่าจะเดินไปทางไหน ทุกคนต้องดิ้นรนอยู่บนสายพาน แล้วแต่ว่ามันจะพาเราไปตกลงที่จุดใด” แล้วต่อด้วยข้อเขียนของอัลเบิร์ต คามูส์

สยามรัฐรายวัน 27 สิงหาคม 2557

ปฏิรูปสังคมไทยครั้งนี้ ถ้าไม่มีหลักคิดหลักปรัชญาที่เป็นฐานหนักแน่น อาจจะ “เสียของ”  อยู่ที่ว่าคณะปฏิรูปจะมุ่งมั่นและมีพันธสัญญา (commitment) ที่จะนำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็น “วิญญาณ” ของการปฏิรูป และแสดงออกถึงเจตจำนงทางการเมือง (political will) ในเรื่องนี้อย่างชัดเจนเพียงใด

                มีความจริงที่แปลก (paradox) ในบ้านเรา อย่างเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ดูเป็นเรื่องเรียบง่าย แต่แล้วทำไมเราจึงไม่นำเอาหลักปรัชญานี้มาใช้ในชีวิต ในสังคมไทย หรือว่า เราไม่เข้าใจ เรามองข้าม เหมือนนกไม่เห็นฟ้า ปลาไม่เห็นน้ำ อยู่กับของดีแต่ไม่เห็นของดี

หรือว่าปรัชญานี้เรียบง่ายเกินไป แต่ลีโอ ทอลสตอยบอกว่า “ไม่มีความยิ่งใหญ่ใดที่ไม่มีความเรียบง่าย ความดี และความจริง” หรือที่วิลเลียม โกลดิงว่า “ความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นความคิดที่เรียบง่ายที่สุด”

หรือว่า เราชอบทำให้สิ่งที่เรียบง่ายกลายป็นเรื่องซับซ้อนจนเคยชิน จึงพูดกันเรื่องเรียบง่ายอย่างเศรษฐกิจพอเพียงไม่รู้เรื่อง เซอร์ไอแซค นิวตันถึงบอกว่า “ความจริงจะพบได้ในความเรียบง่าย ไม่ใช่ในความซับซ้อนและความสับสนของสิ่งทั้งหลาย” ไอน์สไตน์ย้ำว่า “ถ้าคุณอธิบายเรื่องนี้ให้เด็กหกขวบฟังไม่ได้ แสดงว่าคุณเองก็ไม่เข้าใจ”

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 22 สิงหาคม 2557

คืนสู่รากเหง้า เป็นชื่อหนังสือเล่มแรกๆ ของผมที่ได้รับการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์เทียนวรรณ โดยอาทร เตชะธาดา เป็นผู้ดูแล หรือจะเรียกอะไรก็คงได้หมด เพราะอาทรเป็นผู้กำกับ เป็นบรรณาธิการ เป็นเจ้าของ ทายาทรุ่นสามของตระกูล “เตชะธาดา” ที่โด่งดังในโลกหนังสือ

                คนรุ่นเก่าๆ ที่เคยอ่านงานของ ป.อินทรปาลิต อาจินต์ ปัญจพรรค์ ฟ้าเมืองทอง คงจำสำนักพิมพ์ผดุงศึกษาของทรวง เตชะธาดา ผ่านต่อมาถึงสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นเมื่อปี 2504 โดยสุพล เตชะธาดา รุ่นสอง แล้วจึงมาถึงรุ่นสาม คือ สำนักพิมพ์เทียนวรรณของอาทร เตชะธาดา

                อาทรเป็นลูกนักธุรกิจ แต่ทำงานเป็นอาสาสมัครแบบเอ็นจีโอ เป็นศิษย์ใกล้ชิดของอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ จึงได้รับมอบหมายให้ช่วยดูแล “ปาจารยสาร” และพิมพ์งานเขียนของอาจารย์และของมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป

                อาทรพิมพ์งานเขียนงานวิจัยของผมเรื่อง “คาทอลิกกับสังคมไทย” ในโอกาส 200 ปีรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากสถาบันไทยคดีร่วมกับคนอื่นๆ ที่ทำเรื่องศาสนา วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง  เล่มนั้นผมถือโอกาสเขียนเรื่องคาทอลิกกับสังคมไทยย้อนไปตั้งแต่แรกเริ่มที่มิชชันนารีเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16 แต่เพียงระยะสั้นๆ แล้วกลับมาใหม่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์เมื่อ กลางศตวรรษที่ 17 ที่ถ้าไม่ย้อนไปตั้งแต่ต้นก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในยุครัตนโกสินทร์

สยามรัฐรายวัน 20 สิงหาคม 2557

ประเทศไทยไม่ได้ขาดน้ำ แต่ขาดการจัดการน้ำ ทำให้มีปัญหาเมื่อฝนตกมากตกน้อย เกิดฝนแล้งน้ำท่วม โดยเฉพาะที่ภาคอีสานที่ปริมาณฝนตกมากกว่าภาคเหนือ ภาคกลาง โดยวัดเฉลี่ยได้ประมาณ 1,400 มม.ต่อปี แต่เนื่องจากมีชลประทานไม่มาก การจัดการในระดับชุมชนยังมีน้อย ทุกปีก็มีปัญหา

                ปีนี้ดูท่าจะหนัก เป็นวิกฤติที่เป็นโอกาสให้ทบทวนยุทธศาสตร์น้ำใหม่ ขอให้ยั่งยืนและบูรณาการเสียทีเถิด เพราะพูดกันวางแผนกันมานานแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ามีแต่โครงการประเภทเมกะโปรเจค มีแต่แผนกายภาพและแผนงบประมาณ แทบจะไม่มีมีแผน “ทางสังคม” หรือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

                ที่จริง แผนการจัดการน้ำโดยชุมชน โดยครอบครัว ขนาดเล็ก ขนาดจิ๋วโดยมูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิปิดทองหลังพระ โครงการหลวง โครงการตามแนวพระราชดำริ มีมาหลายปีแล้ว อย่างโครงการ “น้ำพระทัยจากในหลวง” เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่ภาคอีสานตั้งแต่ปี 2530 มีการส่งเสริมสนับสนุนการขุดบ่อในพื้นที่ของตนเอง ทำเกษตรผสมผสาน

โครงการต่างๆ มักได้ผลในระยะแรกๆ จากนั้นเหลือแต่บ่อร้าง ไม่มีใครดูแลรักษาหรือใช้ประโยชน์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะชุมชนไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ปรับตัว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากภายใน มีแต่รอรับความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก

อาวุธคนยาก

Monday, 18 August 2014 23:58 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 15 สิงหาคม 2557

เจมส์ ซี สก็อตต์ เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล มาเมืองไทยและภูมิภาคนี้บ่อยๆ ทำวิจัยที่พม่าและมาเลเซีย ตอนอยู่ธรรมศาสตร์พบเขาเกือบทุกปี เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน เขาติดตามงานพัฒนาที่ผมทำ และผมติดตามงานวิจัยที่เขาทำ

                งานวิจัยที่เป็นหนังสือที่โด่งดังของสก็อตต์มี 2  เล่ม เล่มแรกขนาดเล็กชื่อ The Moral Economy of the Peasants (เศรษฐกิจคุณธรรมของชาวนา) เป็นงานวิจัยที่พม่า เล่มที่ 2 ขนาดใหญ่ เขาวิจัยที่รัฐเคดะห์ หรือไทรบุรีในมาเลเซีย ชื่อว่า Weapons of the Weak, Every Day Forms of Peasant Resistance (อาวุธคนยาก รูปแบบการต่อต้านในชีวิตประจำวันของชาวนา)

                สิ่งที่สก็อตต์วิจัยที่รัฐเคดะห์เป็นอะไรที่ใช้ได้กับสังคมไทยเลยก็ว่าได้ เพราะที่นั่นมีคนไทยเป็นแสน เขาใช้กรอบคิดมาร์กซิสท์ในการวิจัย ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ผมเขียนคำอุทิศด้วยลายมือว่า “คุณรู้ไหม อาวุธอันเดียวที่เหลืออยู่ของคนยาก คือ วัฒนธรรม”

                ผมได้พบปะแลกเปลี่ยนยาวนานกับสก็อตต์เมื่อปี 2533 เมื่อผมได้รับทุนวิจัยจากมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ให้เสนองานเกี่ยวกับชุมชนและขบวนการภาคประชาชนที่กำลังเติบโตในประเทศไทย ร่วมกับนักวิชาการจากประเทศในอาเซียนอีกสี่ห้าคน หลังจากนั้นเราได้ไปนำเสนองานวิจัยแลกเปลี่ยนกันเองและกับนักวิชาการกลุ่มหนึ่งจากประเทศในแอฟริกาที่ทำวิจัยในลักษณะเดียวกัน

สยามรัฐรายวัน 13 สิงหาคม 2557

คสช.โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนเพื่อการปฏิรูป ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไร เพราะพูดง่ายแต่ทำยาก ถ้าหากไม่มีวิธีการที่เหมาะสมก็ลำบาก เหมือนมีหินก้อนใหญ่ขวางทาง อยากเอาออกก็ต้องใช้ทั้งแรงคนและปัญญา

                การใช้แรงคนจำนวนมากก็ใช่ว่าจะเคลื่อนหินได้ เหมือนการสร้างปิรามิดของชาวอียิปต์ในสมัยโบราณที่ต้องนำหินก้อนใหญ่ๆ มาจากภูเขาเป็นระยะทางเป็นสิบเป็นร้อยกิโลเมตร มาถึงแล้วก็หาวิธีนำขึ้นไปที่สูงเพื่อจะได้ก่อตัวปิรามิดได้

                การพัฒนาคนจึงต้องลงรายละเอียด เพราะพูดอย่างเดียวคงเปลี่ยนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็คงขอให้พระท่านเทศน์อย่างเดียวก็คงพอ เพราะท่านก็มีเป้าหมายให้คนเป็นคนดี ถือศีลปฏิบัติธรรม แต่คนทั่วไปฟังพระเทศน์แล้ว แม้แต่ศีล 5 ที่ท่องขึ้นใจได้ตั้งแต่เด็กก็ยังทำไม่ได้ทุกข้อ

                การศึกษาก็เช่นเดียวกัน มีความพยายามปฏิรูปการศึกษามาหลายครั้ง มีความพยายามทำให้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาคนให้เป็นคนดีคนเก่ง เป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมือง แต่เราก็ยังคงผิดหวังกับการศึกษาของชาติมาจนถึงวันนี้

                การขยับหินก้อนใหญ่บางครั้งอาจไม่ต้องใช้คนมาก แต่ใช้เครื่องมือที่เหมาะสมก็ได้ หาคานงัดดีๆ หาช่วย หาแม่แรงมายกมาขยับ เหมือนโบราณท่านสอนให้หาไม้ซีกมางัดไม้ซุง

ความคิดคำนึงถึงโรบิน วิลเลียม 12 สิงหาคม 2014

นเป็นสัตว์ที่มีเหตุผล เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว

คน คือ ความสัมพันธ์ 

คุณเป็นใคร ไม่ใช่อะไรในตัวคุณอย่างเดียว แต่คุณเป็นลูกใคร หลานใคร เกิดที่ไหน รากเหง้าคุณเป็นใคร ไปโรงเรียนที่ไหน ครู เพื่อน ชุมชน จนเรียนจบ ทำงาน เพื่อนร่วมงาน ลูกค้า ภาคี พันธมิตร เพื่อนสนิท แฟน ภรรยา ลูก เพื่อนบ้าน.....

คุณเป็นใครเพราะคนเหล่านี้ เกิดมา เติบโต เรียนรู้ ทำงาน มีครอบครัว คุณมีชีวิตเพื่อตัวคุณและเพื่อคนเหล่านี้ แลเพื่อชุมชน เพื่อสังคมที่คุณอยู่ และเพื่อโลกนี้

เมื่อใดก็ตามที่ความสัมพันธ์เหล่านี้เสื่อมทรามลง เกิดทุกข์ ชีวิตดูไร้ความหมาย

เมื่อใดที่ความสัมพันธ์ถูกตัดขาด ก็เหมือนชีวิตหมดสิ้นไปด้วย

เมื่อเอดส์ระบาดใหม่ๆ คนเป็นเอดส์ถูกรังเกียจ ถูกทอดทิ้งแม้จากพ่อแม่ พี่น้อง เคยมีเพื่อนก็หายหมด เขาไม่ยอมให้ไปทำงาน ไม่ยอมให้ไปอยู่ร่วมกับคนอื่น แล้วจะอยู่ไปทำไมในโลกนี้..หลายคนคิด และตายไปในที่สุด ตายเพราะไม่อยากมีชีวิตอยู่

คนยุคใหม่น่าจะมีความสุข สนุกสนานเพราะมีเครื่องรื่นเริงบรรเทิงใจมากมาย มีหนังมีละคร มีเพลงมีดนตรี มีเกมส์ มีอะไรให้ดู ให้ฟัง ให้ทำ มีมือถือสื่อสารกับใครๆ ก็ได้ โทร.คุยกันด้วยเสียง ด้วยภาพ หรือด้วยอักษร ได้ทุกที่ทุกเวลา แต่คนก็ยังเหงา รู้สึกโดดเดี่ยว เป็นโรคซึมเศร้า บ้า ฆ่าตัวตาย

ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน ไม่ใช่เพราะไม่มีเพื่อน ไม่มีคนรัก ไม่มีครอบครัว แต่เพราะไม่มี “ความสัมพันธ์” ที่จะ “ผูกพัน” ที่ให้คุณค่าและควาหมายแก่ชีวิต กระมัง ?

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด โรบิน วิลลเลียมจึงจากไปอย่างตั้งใจ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนที่ให้ความสุขแก่ผู้คนในโลกนี้มาหลายสิบปี ผู้คนเป็นแสนเป็นล้านได้รับความสุขจากหนังที่เขาแสดง

The Dead Poet Society เขาเป็นครูที่สอนศิษย์ ให้คิดนอกกรอบ สอนให้เป็นตัวของตัวเอง มองโลกด้วยทัศนะให้แตกต่างจากประเพณี

Patch Adams คือ แพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ ที่สร้างโรงพยาบาลรักษาคนโดยไม่คิดเงิน อยากให้คนมีความสุข ให้กลับมีสุขภาพดี

เขาแสดงเป็น Patch Adams ที่เคย “บ้า” และถูกนำเข้าโรงพยาบาลบ้า แต่ก็ “หายบ้า” เพราะพบว่า เขาได้ช่วยให้คนบ้าเพื่อนร่วมห้อง “มีความสุข” ได้ในโรงพยาบาลนั้น แล้วเขาก็ไปบอกเจ้าหน้าที่ว่า เขาหายบ้าแล้ว ขอกลับบ้าน

เขียนวันนี้เพราะคิดถึงคุณ  โรบิน  ผมไม่ตัดสินคุณ พระเจ้าเท่านั้นมีสิทธิตัดสิน ขอให้พระองค์ทรงเมตตา

ขอให้คุณได้พักผ่อนและสงบสันติเถิด

 

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์

การพัฒนาที่ใช้วัฒนธรรมชุมชนเป็นฐานค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาทีละเล็กละน้อย องค์กรพัฒนาเอกชนที่เห็นด้วยกันในแนวคิดนี้ร่วมมือกันทำงาน องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศที่มีสาขาในเมืองไทยอย่างเร็ด บาร์นา  มีพื้นที่ทำงานอยู่ทางขอนแก่น เริ่มค้นหาหมอยาพื้นบ้านที่ยังมีลักษณะแบบพื้นบ้านจริงๆ คือ ยังทำงานด้วยจิตอาสา ไม่ได้เรียกค่าตอบแทนเหมือนแพทย์หรือเภสัชสมัยใหม่ ใครให้เท่าไรก็ได้

                ยงยุทธ ตรีนุชกร ประสานงานจนได้หมอยาพื้นบ้าน 123 คน ชวนมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เดือนละครั้ง มีหมอยาพื้นบ้านรุ่นครูอย่างพ่อทองอ่อน สิทธิไกรพงษ์ ผู้ซึ่งได้ใบอนุญาตทั้งเภสัชกรรมและเวชกรรมมาเป็นพี่เลี้ยง และมีแพทย์หลายคนจากโรงพยาบาลใกล้เคียงมาร่วมให้คำแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์เสริมเติมกันระหว่างแพทย์ที่แม้ว่าจะต่างตระกูล แต่ก็เรียนรู้จากกันได้

                เรื่องนี้ต้องยกให้พ่อทองอ่อน สิทธิไกรพงษ์ คนขอนแก่น ผู้สืบทอดแนวคิดแนวทางของคุณหมออวย เกตุสิงห์ ผู้ก่อตั้งอายุรเวทวิทยาลัยและสร้างรากฐานให้การแพทย์แผนไทยประยุกต์

                พ่อทองอ่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญให้กระทรวงสาธารณสุขและมหาวิทยาลัยมหิดลโดยเฉพาะในเรื่องศัพท์แสงภาษาท้องถิ่น เพราะการเรียนการสอบให้ได้ใบประกอบโรคศิลปะมีปัญหามาก เนื่องจากเรียกชื่อโรคก็ดี อาการก็ดี ยาก็ดีไม่เหมือนกัน บางทียังแปลไม่ตรงกันอีก

สยามรัฐรายวัน 6 สิงหาคม 2557

ปัญหาสำคัญของคนไทยจำนวนมากวันนี้ ทั้งในชนบทและในเมือง คือ ไม่พออยู่ ไม่พอกิน ไม่พอใช้ หมายความว่ายังเอาตัวรอดไม่ได้ ยังเหมือนกำลังจะจมน้ำตาย หรือคนป่วย บางคนป่วยหนักถึงขั้นโคม่า อยู่ในห้องไอซียู การพัฒนาจึงเหมืนกับการเข่นครกขึ้นภูเขา ไม่ได้มีแค่ลูกเดียว แต่ 3 ลูก

                ลูกที่ 1 คือ ทำอย่างไรให้คน “รอด” ให้ได้ (survival) ซึ่งเกณฑ์ของการอยู่รอดสามารถวัดได้โดยใช้กรอบเกณฑ์ความยากจน หนี้สิน อาชีพรายได้ สวัสดิการความมั่นคง ทรัพยากร ครอบครัวชุมชน โดยมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมเพื่อประเมินตนเอง อบต. เทศบาลจำนวนมากได้เรียนรู้เรื่องนี้ ทั้งกรอบ เกณฑ์ ตัวชี้วัด โดยสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนเคยให้การฝึกอบรมมาแล้ว เพียงแต่จะเอาไปทำหรือไม่เท่านั้น

                ตัวอย่างตัวชี้วัดเรื่องหนี้สิน มีหนี้สินนอกระบบดอกเบี้ยสูงมากน้อยเพียงใด  มีหนี้ในระบบมากมายจนไม่รู้จะหลุดพ้นได้อย่างไร  จำนวน “หนี้เน่า” ที่แช่ไว้และไม่มีทางออกมีมากเพียงใด

                มีตัวชี้วัด 29 ตัวเพื่อให้ครอบครัวและชุมชนประเมินตนเองว่า จะรอดหรือไม่รอด ยังอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ ป่วยหนักแค่ไหน เพื่อจะได้หาทางเยียวยารักษา ถ้าไม่มีการตรวจสอบตนเองเหมือนหมอวินิจฉัยโรคให้ดี ก็ยากที่จะหายป่วยได้ รอแต่หมอ รอแต่ยา โดยไม่ดูแลตนเองก็ยากจะหายขาด กินยาหาหมอ อาการดีขึ้น แล้วกลับไปสู่พฤติกรรมการกินการอยู่แบบเดิมก็ป่วยอีก หมอที่ไหนก็รักษาไม่หาย