phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 5 ธันวาคม 2557

การสำรวจวิจัยกลุ่มออมทรัพย์ที่สงขลาเมื่อปี 2532 ทำให้เราได้รู้จักกับกลุ่มออมทรัพย์เข้มแข็งและมีวิธีคิดวิธีทำของตนเองหลายกลุ่ม หนึ่งในนั้น คือ กลุ่มออมทรัพย์นาหว้า อำเภอจะนะ ซึ่งมีเงินตอนที่รู้จักครั้งแรกไม่มากมายอะไร แต่ไม่กี่ปีให้หลังเงินออมและเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนับได้หลายสิบล้าน

                น้าเคล้า แก้วเพชร ผู้นำสำคัญของที่นี่ ราษฎรเต็มขั้น ผู้ไม่มีตำแหน่งทางการอื่นใด บอกว่า เขามาเข้าใจว่า ทำไมธนาคารจึงมีเงินมาก ได้กำไรมากตอนที่มาทำกลุ่มออมทรัพย์นี่เอง ไม่ใช่เพียงเพราะมีคนฝากมาก แต่มีคนยืมมาก มีเงินค่าธรรมเนียม มีดอกเบี้ย ลูกดอกเบี้ย หลานดอกเบี้ยออกมาเต็มไปหมด จะไม่ให้รวยได้อย่างไร

                ตอนที่ทางราชการเริ่มจับตากลุ่มออมทรัพย์ที่ไม่จดทะเบียน หาว่าเป็นกลุ่มเถื่อน ทั้งๆ ที่คนริเริ่มก็คือกระทรวงมหาดไทย เพียงแต่ชาวบ้านเอาไปปรับไปทำใหม่เท่านั้น น้าเคล้าตอบทางราชการไปว่า กลุ่มออมทรัพย์ของชาวบ้านไม่ได้ไปแข่งกับธนาคารหรือไปทำให้เสียหายอะไร เป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านได้ออมสะดวกขึ้น ไม่มีใครเดินทางไปในเมืองทุกเดือนเพื่อออมเงิน พวกเขาทำได้เพราะมีกลุ่มอยู่ที่นี่

                นอกนั้น เมื่อออมแล้ว พวกเขาก็ให้กู้ยืมกันเอง เกิดดอกออกผล เหลือเท่าไรก็นำไปฝากธนาคาร ชาวบ้านได้เงินมาก็นำไปใช้จ่าย ไม่มีใครเอาเงินไปกางกันแดดกันฝน ก็ไปซื้อร่มในตลาด ซื้อข้าวของเครื่องใช้ ใช้จ่าย ทำให้เงินทองหมุนเวียน ทำให้เศรษฐกิจเติบโต

สยามรัฐรายวัน 3 ธันวาคม 2557 

ที่อยากตั้งคำถามว่า พักหนี้เพื่อใคร เพราะพักหนี้เกษตรกรกันมาไม่รู้กี่สิบหนแล้ว ชาวไร่ชาวนา คนทำการเกษตรก็ยังวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินและความยากจน แต่คนที่ได้เครดิต ได้คะแนนเสียง ได้หน้า คือ ทุกรัฐบาลที่กำหนดเรื่องนี้ออกมา

                ถ้า ธ.ก.ส. มีหนี้อยู่กว่าหนึ่งล้านล้านบาท ธ.ก.ส.น่าจะมีบทบาทมากกว่าแค่เป็นที่ไปฝาก ไปถอน ไปกู้ ไปคืน ยิ่งปรับบทบาทจากสวมเสื้อแดงมาเป็นเสื้อเขียว จากคนทวงหนี้มาเป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกร จากธนาคารที่ทำแต่เรื่องการเงินมาเป็นธนาคารพัฒนาชนบท

ธ.ก.ส.ยุคใหม่ยังมีศูนย์เรียนรู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ยังมีโรงเรียนชาวนา ยังมีสถาบันพัฒนาการเกษตรและชนบท มูลนิธิจำเนียร สาระนาค และมีพันธมิตรอีกมากมายเพื่อร่วมมือกันทำงาน แล้วทำไมรัฐบาลไม่ให้ ธ.ก.ส.จัดทำยุทธศาสตร์ระยะสั้นระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรให้ดีกว่านี้

ไหนๆ ก็ไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง มีอำนาจอยู่เต็มมือ มอบอำนาจให้ ธ.ก.ส.เป็นแกนกลาง แกนนำ ที่มีอำนาจหน้าที่ประสานพลังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ากระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม องค์กรหน่วยงานภาคเอกชน ภาคชุมชน

ให้มีอำนาจจริงๆ โดยให้นายกรัฐมนตรีมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการแก้หนี้แห่งชาติ ธ.ก.ส.เป็นเลขาฯ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องพร้อมกับปลัดฯ และทีมงานมานั่งในที่ประชุม เพื่อทำแผนยุทธศาสตร์ที่ ธ.ก.ส.ไปเตรียมมาพร้อมกับคณะทำงานจากทุกฝ่ายที่คณะกรรมการแก้หนี้แห่งชาติแต่งตั้ง

เชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือ “ความคิดมีค่ากว่าเงิน”

           วันอังคาร 2 ธันวาคม 2557 ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จามจุรีสแควร์ (รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสามย่าน) เวลา 13.00-15.30 จะมีการเปิดตัวหนังสือ “ความคิดมีค่ากว่าเงิน” เขียนโดยศาสตราจารย์ ดร.กุนเธอร์ ฟัลติน นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียงด้านการประกอบการ

                ผู้ร่วมรายการมี ศาสตราจารย์ฟัลตินเอง พร้อมกับ Holger Johnson ผู้ก่อตั้ง E-Buero ซึ่ง ดร.ฟัลตินมีส่วนร่วมในการก่อตั้ง สำนักงานของบริษัทนี้อยู่ที่เชียงใหม่ มีคนทำงาน 150 คน เป็นตัวอย่างหนึ่งของ “ความคิดมีค่ากว่าเงิน” ที่ ดร.ฟัลติน เล่าในหนังสือเล่มนี้

                รายการนี้ดำเนินรายการโดยคุณอาทิตย์ โกวิทวรางกูร คู่หูของคุณธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ที่โด่งดังในคลื่น 96.5 เวลา 12.30-14.00 ทุกวัน ผมในฐานะบรรณาธิการฉบับแปลภาษาไทยจะไปร่วมเวทีด้วย หนังสือเล่มนี้แปลโดย ดร.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ และอาจารย์ทรงพร ทาเจริญศักดิ์ ของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน

                ขอยกเนื้อหาบางส่วนของคำนำหนังสือเล่มนี้ที่อ้างอิงในปกหลังของหนังสือ

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 28 พฤศจิกายน 2557

ลัภย์ หนูประดิษฐ เป็นคนคลองหวะ ชุมชนต่อเขตกับเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นคนพูดเก่ง เป็นโฆษกงานพิธีต่างๆ ในชุมชน มีมุกมีตลกที่สนุกสนาน งานไหนไม่มีน้าลัภย์ถือว่าจืดสนิท

                น้าลัภย์ไม่ใช่คนพูดเก่งพูดคล่องธรรมดา เป็นผู้นำชุมชนในระดับสหกรณ์การเกษตรอำเภอหาดใหญ่ ที่ได้รับรางวัลหลายครั้ง เพราะเป็นผู้นำที่ไม่ได้พูดเก่งอย่างเดียว แต่คิดเก่งและทำเก่งอีกด้วย

                ประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว มีคนไปขอให้น้าลัภย์เป็นประธานสหกรณ์การเกษตรหาดใหญ่ซึ่งกำลังมีปัญหาหนี้สิน คณะกรรมการกำลังคิดจะขายที่ดินและสำนักงาน ซึ่งตั้งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอ น้าลัภย์บอกว่า ถ้าอยากให้เขามาเป็นประธาน ต้องเลิกคิดที่จะขายที่ดินเอาเงินไปใช้หนี้ เพราะเป็นการดูถูกสติปัญญาและการเป็นผู้นำของเขา ให้เขาแสดงฝีมือกอบกู้สหกรณ์แห่งนี้ด้วยวิธีที่ดีกว่านั้น

                ขณะนั้นน้าลัภธ์เป็นประธานกลุ่มออมทรัพย์คลองหวะ ซึ่งเป็น 1 ใน 34 กลุ่มออมทรัพย์ที่มูลนิธิหมู่บ้านได้ไปศึกษา และพบว่ามีลักษณะพิเศษกว่าที่อื่นตรงที่ว่า พอสมาชิกออมได้ถึง 500,000 บาทก็ให้ถอน และเริ่มต้นใหม่ ไม่อยากให้มีเงินมากเกินไป กันคนรวยเอาเงินมาออมเพื่อจะได้เงินปันผลและดอกเบี้ยมากๆ ซึ่งขณะนั้นให้ดอกเบี้ยกันสูงกว่าธนาคารมาก

สยามรัฐรายวัน 19 พฤศจิกายน 2557

นักท่องเที่ยวไปสวนสามพรานนานแล้ว บ่ายๆ มีการแสดง “วิถีไทย” หลายอย่าง นักท่องเที่ยวไปตลาดน้ำดำเนินสะดวก ที่แสดง “วิถีไทย” บนสายน้ำ และไปอีกมากมายหลายแห่งที่มีการแสดงวิถีไทยที่ไม่ใช่ “ของจริง” เป็นของปลอม เลียนแบบ  เป็นการแสดง

                นี่ยังไม่ได้รวมไปถึงของที่เขาทำจริงๆ แล้ว ททท.มาทำให้เป็นการแสดงจนผิดธรรมชาติอย่างบุญบั้งไฟที่ยโสธร แห่เทียนเข้าพรรษาที่อุบลฯ  หรือแม้แต่ผีตาโขนที่จังหวัดเลย ด้วยจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

                มีการพูดถึงโรงแรมโฟร์ซีซั่นที่แม่ริม เชียงใหม่ แม้ค่าที่พักจะคืนละหลายหมื่น แต่ก็เต็มตลอด เป็นโรมแรมที่แสดงวิถีไทย มีนา มีควายไถนาให้ดู

                ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เขาทำกันที่บาหลีนานแล้ว มีโรงแรมที่อูบุด เลียนแบบวิถีบาหลี วิถีชุมชน ทั้งที่พักและสภาพแวดล้อมเป็นหมู่บ้านบาหลีจำลอง ผู้บริหารโรงแรมห้ามพนักงานบอกแขกที่ไปพักว่า ใกล้ๆ กันนั้นมีหมู่บ้านที่เขาต้อนรับนักท่องเที่ยว ค่าที่พักเพียง 300 บาท ขณะที่โรงแรมแห่งนั้นคืนละ 20,000 บาท ถ้าพนักงานบอกแขกจะถูกไล่ออก

ครูชบ ยอดแก้ว

Friday, 21 November 2014 19:45 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 21 พฤศจิกายน 2557

ครูชบ ยอดแก้ว เป็นหนึ่งในครูดีที่สังคมยกย่อง เคารพนับถือ เป็นตำนานครูที่คนไทยต้องการให้มีมากๆ ไม่เพียงเพราะเป็นคนดีมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพครู แต่เพราะไม่แยกการศึกษาจากชีวิต มีจิตอาสาพัฒนาชุมชนและสังคมด้วยนวัตกรรม และทำงานจนวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อปี 2556

                ครูชบเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนน้ำขาวใน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา วันหนึ่งได้เสนอความคิดให้นักเรียนว่า อยากให้เด็กๆ ออมเงินวันละบาท เพื่อเป็นทุนสำหรับตนเอง จากนั้นให้พวกครูที่มีปัญหาการเงินกู้ เอาดอกเบี้ยมาเป็นสวัสดิการให้นักเรียน เวลาไปโรงพยาบาลก็ได้ค่ารถค่าหมอค่ายา ทุนการศึกษาและแก้ปัญหายามฉุกเฉิน

                ฟังดูก็นึกว่าเป็นแค่ออมทรัพย์ธรรมดา จริงๆ แล้วครูชบต้องการใช้การออมทรัพย์เพื่อเป็นเครื่องมือพัฒนาคน พัฒนาเด็ก พัฒนาครู เป็นแนวคิดการพัฒนาแบบบูรณาการ คำที่ยุคนั้นยังไม่ได้ใช้ คำที่คนทำ (วันนั้น) ไม่ได้ใช้ คนใช้ (วันนี้) ไม่ได้ทำ

                ความจริง ชื่อของกลุ่มก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาความยากจน เนื่องมาจากคนไม่รู้จักออม และพื่อปลูกฝังคนให้มีนิสัย 7 ประการ

ไม้เรียง

Monday, 17 November 2014 16:23 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 14 พฤศจิกายน 2557

ไม้เรียงเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีรรมราช เมื่อเกือบ 50 ปีก่อน มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ เพราะมีการค้นพบแร่วุลเฟรมที่เขาศูนย์ ซึ่งอยู่ติดกับตัวชุมชน ผู้คนเป็นพันเป็นหมื่นจากทั่วประเทศพากันไปขุดแร่กันที่นั่น แม้ไม่ใช่ทอง แต่ราคาก็แพงกว่าค่าแรงรับจ้างหรือทำไร่ทำนา

                ที่ไปนั้นไม่ได้มีแต่คนรวย คนจนก็ไป คนรวยมีเครื่องมือทันสมัยรถใหญ่รถยกรถขุด ชาวบ้านก็มีแค่จอบเสียม เงินทองสะพัดตลาดไม้เรียง ร้านค้าขายของกินของใช้ ร้านอาหาร ร้านทอง โรงแรมโรงน้ำชา ค้าประเวณี ยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมาย มีการยิงกันตายเกือบทุกวัน ไม่ได้มีแต่นายทุนพ่อค้า แต่มาเฟียและผู้มีอิทธิพลก็เต็มไปหมด แต่ก็ค่อยๆ น้อยลงเมื่อคอมมิวนิสต์เริ่มมีอำนาจเหนือพื้นที่แถบนั้น

                ปี 2523 พลเอกหาญ ลีลานนท์ไปปิดเขาศูนย์ ปิดฉากแหล่งอำนาจเงินและอิทธิพล เริ่มต้นศักยราชใหม่ของการพัฒนาไม้เรียง ซึ่งไม่มีใครเข้าไปชี้นำ เป็นชาวบ้านเองที่ค่อยๆ ปรับตัว กลับไปสู่วิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง หลังจากวิ่งแข่งกันหาเงินจากการขุดแร่อยู่นับ 10 ปี

                ชาวบ้านเริ่มพูดคุยกันเรื่องยางพารา ซึ่งปลูกกันแทบทุกบ้าน ว่าจะแก้ปัญหาราคายางที่ต่ำมากได้อย่างไร ทำไมราคายางแผ่นของราชการและของพ่อค้าจึงได้ราคาดีกว่า เป็นเกรด 1 เกรด 2 ขณะที่ของชาวบ้านได้เกรด 3 เกรด 4  ประยงค์ รณรงค์ เป็นชาวบ้านที่ไม่มีตำแหน่งทางการเป็นแกนนำในการศึกษาเรื่องการแก้ปัญหายางพาราอย่างจริงจัง

สยามรัฐรายวัน 12 พฤศจิกายน 2557

ปัญหาใหญ่สุดปัญหาหนึ่งในสังคมไทยวันนี้ คือ ปัญหาทรัพยากร ปัญหาสิทธิในทรัพยากร ปัญหาการเข้าถึงทรัพยากรเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้น ซึ่งทั้งหมดล้วนสัมพัน์กันอย่างแยกมิได้

                นอกนั้น ยังมีมิติอื่นๆ อีกหลายมิติที่ซับซ้อนและสัมพันธ์กันจนจับต้นชนปลายไม่ถูก อย่างที่รัฐบาลจะจัดการให้ให้ที่ดินคนจน โดยใช้ที่ดินกว่าสิบล้านไร่ แค่การนิยามคนจนก็คงยุ่งยากพอๆ กับการนิยามเกษตรกรเหมือนหลายปีก่อนในกรณี สปก.4-01 มาถึงทุกวันนี้

                นอกนั้น แม้ไม่ให้สิทธิขาด เพียงให้ใช้เป็นที่ทำกินแบบให้เช่าถูกๆ ประมาณนั้น แล้วจะมีมาตรการอะไรที่จะไม่ให้มีการขายสิทธิต่อ ให้เช่าช่วงเหมือนที่ดิน สปก. และแฟลตการเคหะในกรุงเทพฯ แล้วคนจนก็ไปบุกเบิกที่อื่นต่อไปไม่ว่าในชนบทหรือในเมือง

                รัฐคงรู้ดีว่า ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินวันนี้เป็นใคร และเพราะเหตุใด ไม่ทราบว่ามีการวิเคราะห์ให้เห็นถึงสาเหตุสำคัญๆ ของการไม่มีที่ดินหรือไม่ หรือเน้นแต่เหตุผลการเพิ่มประชากร เกิดครอบครัวขยาย ลูกหลานมากมาย แบ่งกันไม่พอก็ต้องไปหาที่ทำกินใหม่  มีการวิเคราะห์เจาะลึกให้เห็นการสูญเสียที่ดินเพราะนโยบายการพัฒนาที่ผิดพลาดของรัฐมากน้อยเพียงใด

คีรีวง

Saturday, 08 November 2014 11:39 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 7 พฤศจิกายน 2557

ในปี 2529-2530 สองปีก่อนการก่อเกิดมูลนิธิหมู่บ้าน พวกเราเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อค้นหาผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้าน ชุมชนเข้มแข็ง เพื่อจะได้เรียนรู้จากพวกเขาว่า ท่ามกลางปัญหาสารพัด พวกเขาอยู่รอดได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงแก้ปัญหาหนี้สิน ปัญหาต่างๆ และพัฒนาตัวเอง

                รถปิ๊กอัพเก่าๆ สีแดง นำเราเข้าไปในหุบเขาหลวง เป้าหมายคือ คีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เราไปขอพบผู้นำชาวบ้าน ซึ่งพาเราไปคุยกันที่ศาลาวัด พวกเรา 3 คนนั่งล้อมวงคุยกับผู้นำชาวบ้านประมาณ 5-6 คน ตั้งแต่หลังเที่ยงจนถึงเกือบเย็น

                เราแนะนำตัวเองและบอกวัตถุประสงค์ของการเข้าไปในหมู่บ้านว่า เราอยากเรียนรู้จากประสบการณ์ของชุมชนที่ได้รับรางวัลหมู่บ้านอปพ.ดีเด่นของภาคใต้ว่า ทำอย่างไรจึงรวมกลุ่มกันเป็นองค์กรเข้มแข็ง มีกลุ่มออมทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีเงินออมเกือบ 10 ล้านบาท

                นอกจากฟังชาวบ้านเล่าเรื่องของพวกเขา เราก็เล่าเรื่องดีๆ ที่ได้ไปพบเห็นมาในที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้พวกเขาฟังด้วย เป็นอะไรที่พวกเราทำทุกครั้งที่เข้าไปในชุมชน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า พวกเขาไม่ได้เสียเวลามารับแขก และเล่าเรื่องตัวเองอย่างเดียว แต่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ฟังเรื่องราวดีๆ จากที่อื่นด้วย

สยามรัฐรายวัน 5 พฤศจิกายน 2557

ใครไม่ทราบทำการวิจัยไว้หลายสิบปีก่อนว่า คนไทยน่าจะเป็นคนที่ทำบุญมากที่สุดในโลกเฉลี่ยต่อหัวประชากร ส่วนใหญ่เป็นการสร้างวัด สถานที่เพื่อสาธารณะประโยชน์ วัดพุทธในไทยมีกว่าสามหมื่นแห่ง ได้รับกฐินกันทุกวัด คงรวมถึงวัดที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน วัดถ้ำ สำนักสงฆ์ด้วย

                เทศกาลกฐินปีนี้คนน่าจะออกไปทำบุญกันมาก รถราวันเสาร์อาทิตย์ขาออกขาเข้ากรุงเทพฯ แน่นขนัด ทอดกฐินกันวันนี้ว่ากันเป็นล้าน สิบล้าน ร้อยล้านก็มี หมดหน้ากฐินแล้วก็ตามมาด้วยผ้าป่าอีกทั้งปี

                เทศกาลสำคัญๆ คนไทยไปทำบุญที่วัด ไปขอพลังชีวิต ขอแรงใจแรงสติและปัญญา จำนวนมากก็ขอโชคขอลาภ ขอให้ร่ำให้รวยให้ถูกหวยถูกล็อตเตอรี

                น่าเสียดายว่า เมื่อกลับไปสู่สภาพที่วุ่นวายของชีวิตประจำวัน ก็ต้องเผชิญกับปัญหาสารพัด ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะมีสติมีสมาธิ หรือรักษาศีล 5 ซึ่งทุกคนท่องขึ้นใจได้ตั้งแต่เป็นเด็ก แต่ในชีวิตจริงมักจะไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร จึงแปลความเอาง่ายๆ ตามตัวอักษร