phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 9 มกราคม 2558

เมื่อผมเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2521 เป็นอาจารย์ประจำที่สาขาวิชาปรัชญา คณะศิลปะศาสตร์ ยังร้อนวิชาที่ไปเรียนมาที่ยุโรปรวมกว่าสิบปี กลับไปอ่านข้อเขียนต่างๆ ในยุคแรกนั้น ยังได้กลิ่นนมเนยค่อนข้างแรง

                กระนั้น การที่ได้เรียนปรัชญาตะวันตกมา อย่างน้อยก็ได้ช่วยให้คิดใหม่และตั้งคำถามใหม่ ซึ่งก็คือหัวใจของวิชานี้ที่พยายามหาความหมายของสิ่งต่างๆ ค้นหาตรรกะภายใน กลับไปหารากเหง้าที่มาและองค์ประกอบต่างๆ ของคุณค่าและความหมายของวิธีคิดและวิถีชีวิตของผู้คน

                ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปีแรกๆ ที่ธรรมศาสตร์ นอกจากการสอนวิชาปรัชญาทั้งในฐานะส่วนหนึ่งของวิชาอารยธรรมตะวันตกและวิชาปรัชญาพื้นฐาน ก็ได้ออกไปค้นหาคำตอบต่างๆ ด้วยตนเองในหมู่บ้าน ได้มีส่วนในการจัดการสัมมนาเพื่อค้นหา “ความคิดไทย” ทำให้ได้รู้จักกับนักวิชาการ นักคิดอย่าง “ส.ศวิรักษ์” “นิธิ เอียวศรีวงศ์” “เจตนา นาควัชระ” “เอกวิทย์ ณ ถลาง” “ระวี ภาวิไล” และอีกหลายท่าน

                แม้จะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการค้นหา “แนวคิดไทย” แต่อย่างน้อยก็ได้กระตุ้นให้มีการสืบค้นหาที่มาและคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์หรือจุดเด่นของคุณค่าและตรรกะในวิถีไทย นำไปสู่การพัฒนาแนวคิดว่าด้วยวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยกับการพัฒนาในแวดวงการพัฒนาชนบทดังที่ได้เล่ามา

สยามรัฐรายวัน 7 มกราคม 2557

ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐธรรมนูญบับที่ 20 และกำลังเตรียมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแผนที่ 12 (2560-2564)  ทุกอย่างดูเหมือนกำลังเดินไปข้างหน้า ไม่ทราบว่าได้มีการย้อนมองไปข้างหลังมากน้อยเพียงใด เผื่อจะได้เห็นความผิดพลาด การหลงทิศหลงทางที่ไม่ควรเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก เสียเวลา เสียอนาคต

                แผนที่ 1 เริ่มปี 2504 ที่เราจำกันได้ดีเพราะมีเพลงผู้ใหญ่ลี (ตีกลองประชุม) สะท้อนสภาพความเป็นจริงยุคนั้น ทั้งรัฐบาลและประชาชนได้ดี ผู้ใหญ่ลีไปประชุมมา ตีกลองเรียกประชุมชาวบ้าน “ทางการเขาสั่งมาว่า ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร ฝ่ายตาสีหัวคอน ถามว่าสุกรนั่นคืออะไร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด สุกรนั้นไซร้คือหมาน้อยธรรมดา หมาน้อย หมาน้อยธรรมดา”

                นั่นคือยุคสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีความปรารถนาดีที่จะพัฒนาประเทศให้ศิวิไลซ์ ฝรั่งมาแนะนำว่า ถ้าอยากพัฒนาก็ต้องมีเงิน อยากได้เงินก็ต้องพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องผลิตให้มากทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ส่งออกให้มาก จะได้มีเงินมากๆ มาพัฒนาบ้านเมือง

                นายกรัฐมนตรีจอมพลมีอำนาจล้นฟ้า มีที่ปรึกษาดีๆ หลายท่าน ที่เสนอว่า การพัฒนาประเทศโดยเน้นแต่เศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวคงไปไม่รอด ต้องเน้นการพัฒนาสังคมด้วย นั่นคือที่มาของการเพิ่มคำว่า “สังคม” ในแผนที่ 2 (2510-2514) เราจึงมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่นั้นมา

คนดีศรีสังคม

Monday, 05 January 2015 11:46 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 2 มกราคม 2558

ประมาณปลายปี 2531 คุณลุงสมบูรณ์ วรพงษ์ มูลนิธิหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาหารือว่า ทางบริษัทมรกตอินดัสตรี้ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันพืชมรกตในขณะนั้นเสนอความร่วมมือในการให้รางวัลคนดี ซึ่งทางบริษัทได้ริเริ่มมา แต่ไม่อยากทำคนเดียว จึงไปช่วย “ไทยรัฐ” ซึ่งก็มาชวนมูลนิธิหมู่บ้าน

                พวกเราทำงานกับชุมชนด้วยแนวคิดใหม่ ไม่เน้นการเอาโครงการไปให้ชาวบ้าน แต่ไปค้นหาคนเก่งคนดี ผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้านทั่วประเทศ เพราะเชื่อว่า “ทุนทางปัญญา” สำคัญกว่าเงิน และจะสร้างรากฐานการพัฒนาที่มั่นคงยั่งยืนได้ ได้ค้นพบบุคคลดังกล่าวนี้มากมาย จึงตอบตกลงที่จะร่วมมือ

                ที่ตอบตกลงกับ “ไทยรัฐ” และ “มรกต” และร่วมกันตั้งชื่อโครงการนี้ว่า “คนดีศรีสังคม” เพราะอยากให้สังคมได้รับรู้ว่า ในสังคม โดยเฉพาะในชนบท คนจน คนรากหญ้า ที่เราชอบหมายหัวว่า “โง่ จน เจ็บ” นั้น ความจริง มีคนดี คนเก่ง มีผู้รู้ ปราชญ์ อยู่เช่นเดียวกับทุกวงการ ทำอย่างไรให้สังคมรับรู้และยอมรับ การมอบรางวัลให้พวกเขาเป็นช่องทางหนึ่ง

                สามหน่วยงานนี้ร่วมมือกันในการจัดงานมอบรางวัลบให้คนดีศรีสังคมทุกปีมาตั้งแต่ปี 2532 โดยมูลนิธิหมู่บ้านเป็นผู้คัดเลือกและนำเสนอบุคคลที่ควรได้รับรางวัลนี้ให้คณะกรรมการพิจารณา  ประธานคณะกรรมการนี้ คือ คุณหมอประเวศ วะสี ผมเป็นเลขานุการ มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ดร.เอกวิทย์ ณ ถลาง คุณหมอกระแส ชนะวงศ์ คุณสมบูรณ์ วรพงษ์ คุณโสภณ สุภาพงษ์ เป็นต้น

E = R+D

Wednesday, 31 December 2014 10:00 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 31 ธันวาคม 2557

สวัสดีปีใหม่ครับ ปีใหม่นี้ ได้สังเคราะห์หลักคิดของ “มหาวิทยาลัยชีวิต” และวางเป้าหมายไว้ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพที่อยากแบ่งปัน ด้านปริมาณนั้น อยากเห็นการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคมแพร่หลายไปทั่วประเทศ โดยไม่จำเป็นว่า “สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน” ทำเอง ใครทำก็ได้ และไม่จำเป็นต้องเรียนเพื่อให้ได้ปริญญากระดาษเท่านั้น ขอให้ได้ปริญญาชีวิต ขอให้แก้ปัญหาและพัฒนาตนเองเป็นดีที่สุด

                มหาวิทยาลัยชีวิตต้องการสร้าง benchmark หรือ มาตรฐานเทียบเคียง หรือมาตรฐานอ้างอิงในด้านการอุดมศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม มีเป้าหมายที่จะเป็นมหาวิทยาลัย “ทางเลือก” ที่ดีที่สุด ที่ช่วยให้ผู้คน “อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินในท้องถิ่นของตนได้” “ช่วยตนเองได้ช่วยคนอื่นได้”

                เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยทางเลือกที่ดีที่สุด ที่เป็นต้นแบบ เป็นมาตรฐานอ้างอิง สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมีกรอบคิดที่สรุปออกมาเป็นสูตรง่ายๆ คือ  E=R+D ย่อมาจากคำว่า Education = Research and Development โดยมีรายละเอียด ที่ขอใช้ภาษาอังกฤษเป็นคำหลักดังนี้

ฮักเมืองน่าน

Saturday, 27 December 2014 11:42 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 26 ธันวาคม 2557

ฮักเมืองน่าน เป็นชื่อเครือข่ายประชาชนพลเมือง องค์กรชุมชนที่จังหวัดน่าน ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อปี 2540 ริเริ่มโดยพระปลัดสงวน จารุวณโณ เจ้าอาวาสวัดอรัญญาวาส ซึ่งต่อมาได้รับยศเป็น พระครูพิทักษ์นันทคุณ ซึ่งแปลว่า “ผู้พิทักษ์เมืองน่าน” ซึ่งเดิมมีชื่อว่า นันทบุรี

                น่าชื่นชมผู้ที่ตั้งนามนี้ให้ท่าน คงได้ศึกษาประวัติของพระภิกษุรูปนี้ซึ่งมีความรักป่า รักธรรมชาติ และระดมพลังคนเมืองน่านให้ช่วยกันอนุรักษ์ป่าโดยการบวชป่า สืบชะตาแม่น้ำมาตั้งแต่ประมาณปี 2530 ซึ่งเริ่มเกิดเป็นเครือข่ายฮักเมืองน่าน

เครือข่ายนี้เป็นการรวมพลังชาวเมืองน่านแบบทันสมัยโดยแท้ เพราะนี่คือ “ประชาสังคม” (civil society) หรือสังคมของพลเมือง คือประชาชนที่มีสำนึกนั่นเอง ซึ่งมีทั้งพระ ข้าราชการ ครูอาจารย์  หมอ พยาบาล นักธุรกิจ นักพัฒนาเอกชน ผู้นำชุมชน

สยามรัฐรายวัน 24 ธันวาคม 2557

เทศกาลคริสต์มาสในยุโรปเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน อากาศหนาวเย็น หลายแห่งหิมะเริ่มตก ความจริงยังเป็นฤดูใบไม้ร่วง ถนนหลายสาย ป่าหลายแห่งต้นไม้มีสีสันสวยงาม โดยเฉพาะต้นเมเปิ้ลที่มีใบทั้งสีเขียว สีเหลือง สีแสด สีแดง และสีเทา สวนสาธารณะบางแห่งใบ้ไม้หลากสีร่วงหล่นลงเกลื่อนดิน ถนนบางสายในสวนนั้นปูด้วยพรมสีเหลืองแสดแดงปานแดนสวรรค์

                ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม ที่ยุโรปมีการฉลองขอบคุณพระเจ้าหลังฤดูการเก็บเกี่ยวพืชผล ประเพณีที่มีการสานต่อที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดา และกลายเป็นวันหยุดประจำปีของชาติไป ซึ่งจะถือเอาวันพฤหัสที่สี่ของเดือนพฤศจิกายนเพื่องานฉลองดังกล่าว

                ที่ประเทศเยอรมนีและหลายประเทศในยุโรปมีการฉลองนักบุญนิโกลาวันที่ 6 ธันวาคม มีตำนานเกี่ยวกับนักบุญองค์นี้ที่ชอบให้ของขวัญและรางวัลเด็กดี อันเป็นที่มาของซานตาคลอส ชายชราแต่งชุดแดงขาวเครายาวแบกถุงของขวัญบ้าง ขี่ล้อเลื่อนเทียมกวางบ้าง

                บทเพลงในเทศกาลคริสตมาสเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกยุคแรกๆ จนถึงดนตรีแจ๊ซ และเพลงยุคใหม่ ทั้งร้องเดี่ยวร้องหมู่ ในโบสถ์ ที่บ้าน ตามถนนหนทาง เด็กผู้ใหญ่มักรวมกลุ่มกันไปร้องเพลงตามบ้าน โดยเฉพาะบ้านคนชรา คนไม่มีญาติพี่น้อง แบ่งปันความสุขในเทศกาลคริสตมาส

สยามรัฐสุปดาห์วิจารณ์ 19 ธันวาคม 2557

ระหว่างปี 2529-2536 มูลนิธิหมู่บ้านได้ทำงานส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนด้วยการประสานให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้นำและองค์กรชุมชน ได้ทำให้เกิดเครือข่ายขึ้นมาหลายเครือข่ายดังที่ได้เล่าในคอลัมน์นี้ตั้งแต่ต้น

                ในภาคอีสาน ได้เกิดเครือข่ายอุ้มชูไทอีสาน ซึ่งเป็นเครือข่ายระดับภาค  แรกๆ ก็ประชุมกันถี่ เดือนละครั้ง ต่อมาก็ค่อยๆ ห่างออก เพราะผู้นำและสมาชิกเครือข่ายลงความเห็นว่า น่าจะเน้นการทำงานในพื้นที่ของแต่ละคนให้มาก ขยายฐานในระดับจังหวัดให้หนักแน่น

                นั่นคือที่มาของเครือข่ายอินแปง เครือข่ายที่นครราชสีมา ที่ร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ที่ขอนแก่นและที่บุรีรัมย์  เครือข่ายที่จังหวัดสุดท้ายนี้พัฒนาขึ้นมาช้ากว่าที่อื่น แม้ว่าจะมีปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำเก่งๆ หลายคน อย่างผู้ใหญ่ผาย สร้อยสระกลาง คุณคำเดื่อง ภาษี ซึ่งก็มีเครือข่ายเล็กๆ ในพื้นที่ของตนเอง อย่างเครือข่ายอีโต้น้อย ของผู้ใหญ่ผาย ซึ่งมีสมาชิกอยู่ในไม่กี่ชุมนรอบๆ บ้านสระคูณ

                การเกิดขึ้นของเครือข่ายเป็นเรื่องยาก แต่ละจังหวัดมีลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถเอารูปแบบที่อื่นมาสวมลงไปอย่างง่ายๆ ได้ อย่างที่เคยพยายามเอารูปแบบเครือข่ายสงขลามาใช้ที่นครศรีธรรมราชไม่สำเร็จ ที่บุรีรัมย์ก็เช่นเดียวกัน จะทำแบบเครือข่ายอินแปงที่สกลนครและจังหวัดแถวภูพานก็ทำไม่ได้

สยามรัฐรายวัน 17 ธันวาคม 2557

งานโอทอปปลายปีนี้ที่เมืองทองธานี (16-24 ธ.ค.) อาจจะไม่ดีในยามเศรษฐกิจฝืด แต่ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ช่วยกันคิดค้นหาแนวทางในการพัฒนา เพราะศักยภาพในเรื่องนี้มีสูงมาก  ศักยภาพหมายถึงพลังที่ยังฝังอยู่ข้างใน เป็นความสามารถที่ยังไม่พัฒนาหรือยังไม่พัฒนาเต็มที่

                ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น จากวิถีไทยในวัฒนธรรมดั้งเดิมมีมาแต่ไหนแต่ไร แต่มา “บูม” เอาตอนที่เราไปเห็น ”โอทอป” ของญี่ปุ่น แต่เราก็ไปเอาแต่เพียงรูปแบบบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้ไปเรียนรู้ เนื้อหาและกระบวนการของโอทอปนั้นว่าเขาทำกันอย่างไร

                ด้วยเหตุนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่จากเมืองโออิตะมาเมืองไทยเมื่อหลายปีก่อนถูกถามว่า โอทอปไทยต่างจากโอทอปญี่ปุ่นอย่างไร เขาจึงตอบว่า ที่บ้านเขา เขาใช้เวลาถึง 20 ปีเพื่อพัฒนาคน ผลิตภัณฑ์และระบบการจัดการ ขณะที่ของไทยเราใช้เวลาเพียงสองปีในการพัฒนาผลิตภัณฑ์

                เขาคงไม่ได้ชมเป็นแน่ และคนไทยโดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวกับนโยบายก็คงไม่ได้เข้าใจคำตอบที่ว่านี้ เราถึงมีแต่ผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่นเต็มไปหมด แต่ยังมีปัญหาเรื่องความรู้ความเข้าใจของคนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “เจ้าของ” ที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ คือ ชุมชน ชาวบ้าน ไม่ใช่พ่อค้า ข้าราชการ นักวิชาการที่มีเงิน มีความรู้ มีการจัดการดีกว่า ก็ไปเอาประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวบ้านเป็นเพียงผู้ผลิตและแรงงานถูกๆ เท่านั้น

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 12 ธันวาคม 2557

เมื่อปี 2523 ชาวบ้าน 30 คนรวมกลุ่มกันเพื่อตั้งกลุ่มออมทรัพย์ที่คลองเปียะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีเงินออม 2,800 บาท  เมื่อปี 2534 กลุ่มออมทรัพย์นี้ฉลองครบ 12 ปี มีเงิน 12 ล้านบาท ปี 2557 คลองเปียะมีสมาชิกอยู่ประมาณ 7,000 คน มีเงินออมและหมุนเวียนอยู่เกือบ 400 ล้านบาท

                ตอนที่พวกเขามีเงินออมไม่กี่หมื่นบาท และปรับระเบียบต่างๆ ที่กรมการพัฒนาชุมชนเคยกำหนด ได้รับการปรามาสจากข้าราชการว่า ไม่ถึงแสนหรอก เดี๋ยวก็แตก แล้วพวกเขาก็ไปถึงแสน ข้าราชการก็บอกอีกว่า ไม่กี่แสนเดี๋ยวก็ทะเลาะกัน พวกเขาก็อยู่จนเกิน 500,000

                ข้าราชการบอกว่า ไม่ถึงล้านก็คงไปก่อน พวกเขาก็ถึงล้านและหลายล้าน ถึงร้อยล้าน และหลายร้อยล้าน และยังบอกอีกว่า ท่าจะได้เห็นเงินพันล้านอีกไม่นาน มีข้าราชการอยากเข้าไปตรวจสอบและหาทางให้เสียภาษี และทำท่าจะเอาเรื่อง

                หลายปีก่อน คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ขอให้ผมนำเขาและผู้บริหารธนาคาร KFW หรือธนาคารฟื้นฟูประเทศของเยอรมันลงไปคลองเปี่ยะ พวกเขาอยากรู้ว่า กลุ่มออมทรัพย์ที่ไม่จดทะเบียนแล้วมีเงินมากมายพร้อมสวัสดิการอยู่ได้ อย่างไร ไม่มีปัญหา

เศรษฐกิจพอเพียง

Wednesday, 10 December 2014 16:14 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 10 ธันวาคม 2557

ถ้าการร่างรัฐธรรมนูญ การออกฎหมายใหม่ หมายถึงการปูพื้นฐาน ก่อโครงสร้าง หลังคา ฝาบ้านใหม่ให้น่าอยู่กว่าเดิม อยากทราบว่า บ้านหลังนี้มีรากฐานแข็งแรงหรือไม่ ฝนตกหนัก พายุพัดแรง ไม่ต้องถึงกับไต้ฝุ่นหรือแผ่นดินไหว จะอยู่ได้ไหม

                บ้านหลังนี้ก่อสร้างบนที่ดินอ่อน ต้องการฐานรากเสาเข็มที่ฝังลึกและมั่นคง ถ้าฐานรากนี้หมายถึงปรัชญาการพัฒนาประเทศ ถามว่า เรามั่นใจหรือว่าเราได้เลือกเศรษฐกิจพอเพียง  เพราะดูเหมือนว่า ไม่ได้มีการระดมพลังกันลง “เสาเข็ม” กันเท่าไหร่เลย

                หรือเราคิดเอาเองว่า เราเชื่อในเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว ไม่เห็นจะต้องตอกย้ำ ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ในทางปฏิบัติ ทำไมเรายังตั้งหน้าตั้งตาพูดแต่เรื่องจีดีพี แทนที่จะวางเป้าหมายชีวิต และเข็มทิศสังคมให้ชัดเจนว่า เราต้องการการพัฒนาแบบไหน

ถ้าเชื่อในเศรษฐกิจพอเพียงจริง (ไม่ใช่เหมือนเชื่อในศาสนา แต่ศีล 5 ก็ยังทำไม่ได้) เราต้องกล้าประกาศไปเลยว่า เราต้องการให้สังคมไทย “พึ่งตนเองได้และมีความสุข” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วจึงค่อยมาขยายความว่า พึ่งตนเองและมีความสุขหมายความว่าอะไร จะต้องมีเกณฑ์มีตัวชี้วัดที่สัมผัสได้อะไรบ้าง ไม่ใช่พูดไปลอยๆ

เศรษฐกิจพอเพียงเกี่ยวกับ 3 เรื่องสำคัญ คือ คน ความรู้ และระบบ