phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 13 ก.พ. 2558

การทำงานเอดส์ที่เชียงใหม่และภาคเหนือระหว่างปี 2536-2537 ส่วนหนึ่งเป็นการให้ทุนสนับสนุนโครงการต่างๆ ของชุมชน ขององค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ ที่ทำงานส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน และเสริมภูมิคุ้มกันให้สังคม รวมทั้งช่วยเหลือกลุ่มผู้ติดเชื้อต่างๆ ที่เริ่มรวมตัวกันมากขึ้น ส่วนใหญ่ไปพบปะกันระหว่างไปหาหมอไปรับยาที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน

                อีกส่วนหนึ่งเป็นการส่งเสริมความเข้มแข็งของหน่วยงาน องค์กรต่างๆ รวมทั้งองค์กรชุมชนในการทำงานด้านนี้ เช่น ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาเรื่องการแพทย์แผนไทย เรื่องยาสมุนไพรกับโรคเอดส์ ได้เชิญคุณหมอเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข คุณหมอเอกชัย ปัญญาวัฒนานุกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

                นอกนั้น ยังได้จัดการฝึกอบรมเรื่องการสร้างเครือข่ายให้แกนนำกลุ่มผู้ติดเชื้อจากทั่วภาคเหนือ โดยได้เชิญเพื่อนร่วมงานของผมจากมูลนิธิหมู่บ้านที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ รวมทั้งผู้นำชุมชนในภาคเหนือที่เป็นสมาชิกเครือข่ายที่มูลนิธิประสานงานอยู่  ทำให้ได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการสร้างเครือข่าย การประสานให้เกิดเครือข่ายที่มีพลังว่าจะทำอย่างไร

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 6 ก.พ. 2558

สำนักงานโครงการไทยออสเตรเลียป้องกันเอดส์ภาคเหนืออยู่ที่ชั้นสามตึกชินวัตร ถนนห้วยแก้ว ตรงกันข้ามกับโรงแรมเชียงใหม่ออร์กิด เยื้องกาดสวนแก้ว มีคนทำงานอยู่ 6-7 คน เพราะไม่ได้เป็นผู้ดำเนินงานเอง แต่เป็นผู้ให้ทุนสนับสนุน

                เราไม่ได้เพียงแต่นั่งรอรับโครงการที่มีผู้เสนอมาขอรับการสนับสนุน แต่ออกไปหมู่บ้านตำบลอำเภอต่างๆ ใน  6 จังหวัด เพื่อจะได้ติดตามสถานการณ์ ค้นหาศักยภาพของชุมชน องค์กรชุมชน และให้การสนับสนุน โดยหลายกรณีเราเป็นผู้เสนอให้ทุนโดยที่กลุ่มเหล่านั้นยังไม่ได้ร้องขอ ดังกรณีของกลุ่มผู้ติดเชื้อที่ไปรับยาสมุนไพรจาก “หมอเทวดา” ที่กลางเมืองเชียงใหม่

                เรื่องใหญ่ในขณะนั้น คือ มีชายผู้หนึ่งแจกยาต้มสมุนไพรที่อ้างว่ารักษาโรคเอดส์ได้ มีผู้ติดเชื้อที่ไปรับยามากิน ปริมาณเท่าถุงโอเลี้ยง แค่ถุงละสองสามบาทเท่านั้นและอาการดีขึ้น ข่าวเริ่มแพร่กระจายไป ผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่ลำบากยากจนและไม่มีทางเข้าถึงยาต้านไวรัสราคาแพงในยุคนั้น ก็ไปรับยากันเป็นจำนวนมากและมากขึ้นทุกทีจนเป็นข่าวใหญ่

                เรื่องอย่างนี้มีหรือที่ทางสาธารณสุขจะไม่เริ่มวิตกและไม่เข้ามายุ่ง ไม่ว่าจะเป็นเพราะกลัวคนไข้จะตายเพราะสมุนไพรผีบอกตัวนี้ (ซึ่งคนไข้บอกว่า ถ้าไม่กินก็ตาย ทำไมไม่ลองกินเผื่อจะไม่ตาย) หรือทางราชการอาจรู้สึกว่ากำลังถูกท้าทายอำนาจของตนเอง ที่สุด “หมอเทวดา” ก็ถูกจับ

สยามรัฐรายวัน 11 กุมภาพันธ์ 2558

มักพูดกันและเข้าใจกันแบบสุดขั้วว่า การพึ่งตนเองหมายถึงไม่ต้องพึ่งใคร หมายถึงการโดดเดี่ยวตนเอง ทำตัวเหมือนอยู่บนเกาะร้าง ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีอาหาร อยากได้อะไรต้องหาเองทำเองหมด

                คิดแบบนั้นก็ได้ แต่ไม่สุดโต่งจนเกินไป อย่างกรณีคุณยายยิ้ม วัย 80 กว่า ที่เข้าไปอยู่ในป่าที่จังหวัดพิษณุโลก โด่งดังเพราะคนค้นคนเอามาออกทีวี ตอนแรกลูกชายไปอยู่ด้วย ไม่นานก็ออกมา ปล่อยให้แม่อยู่คนเดียว ตื่นแต่เช้า หุงข้าว กินข้าว มีจอบกับมีดไปตัดไม้ไผ่ไปทำฝายถวายพระเจ้าอยู่หัวให้ได้สัก 14 แห่ง

                ลูกหลานยายยิ้มต่างก็ขอให้แม่ออกไปอยู่ด้วยในบ้านในเมือง ยายยิ้มบอกว่า ตอนนี้ยังพึ่งตนเองได้ เมื่อไรพึ่งตนเองไม่ได้ก็จะออกไปอยู่กับลูก  แต่วันนี้ยายก็ยังพึ่งลูกหลานเหมือนกัน พวกเขาไปส่งข้าวสารอาหารแห้งให้ยายเป็นประจำ เพราะยายคงไม่สามารถทำทุกอย่างได้เอง

                นอกจากยายยิ้มเราก็ได้รู้จักปู่เย็น ที่ชอบอาศัยอยู่ในเรือที่แม่น้ำเพชรบุรี ชายชราอายุเหยียบร้อยที่ “พึ่งตนเอง” ไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน หาปลาในแม่น้ำ ทำอาหารกินเอง เหลือก็ขาย คนค้นคนไปทำสารคดี มอบเงินให้ปู่เย็นสองหมื่นบาท ปู่เย็นบอกว่า เอาแค่หมื่นเดียวก็พอ ปีหน้าก็ตายแล้ว

สยามรัฐรายวัน 4 กุมภาพันธ์ 2558

ปรมาจารย์ใหญ่ด้านเกษตรผสมผสานเมื่อหลายสิบปีก่อนต้องยกให้พ่อมหาอยู่ สุนทรธัยกับพ่อเชียง ไทยดี คนสุรินทร์ซึ่งสวนกระแสประเพณีการทำนาโดยการแปลงที่นามาเป็นเกษตรผสมผสาน ไม่มีหนี้สิน ส่งลูกเรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโททุกคน

                ปราชญ์ชาวบ้านสองท่านนี้บอกว่า ที่ดินเพียง 7-8 ไร่ ทำนาก็ไม่พอกิน จะเอาอะไรมาเลี้ยงลูกมาส่งลูกเรียน ท่านพิสูจน์ว่า การทำเกษตรผสมผสานในพื้นที่ไม่มาก สามารถแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ได้

                ไม่กี่ปีมานี้ มีโครงการ 1 ไร่ได้ 1 แสน ที่หอการค้าไทยสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาที่ดินเล็กๆ ให้อยู่ได้อย่างพอเพียง และก็ทำได้ดี บางคนได้หลายแสนด้วยซ้ำ และแนวคิดนี้ก็แพร่หลายไปทั่วประเทศ แต่ก็แปลกที่โครงการดีๆ อย่างนี้รัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอะไร

                ปล่อยให้ชาวบ้านดิ้นรนกันไป คนเก่งๆ ทำ 1 ไร่ได้หลายแสน คนไม่เก่งก็ได้หลายพันเท่านั้น แต่ถ้ามีการส่งเสริมอย่างเหมาะสม คนได้หลายพันอาจได้หลายหมื่น คนไม่กี่ร้อยคนที่ทำ อาจกลายเป็นหลายแสนและหลายล้านคนก็เป็นได้ เกษตรกรก็ลืมตาอ้าปากได้ สังคมไทยก็มั่นคง

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 30 มกราคม 2558

ตอนที่ผมขึ้นไปทำงานเอดส์ที่ภาคเหนือเมื่อกลางปี 2536 เอดส์ได้ระบาดอย่างรุนแรงแล้ว มีผู้ติดเชื้อทั่วประเทศเกือบล้านคน กว่าครึ่งหนึ่งอยู่ใน 6 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงใหม่  เชียงราย ลำปาง พะเยา ลำพูน และแม่ฮ่องสอน

                ผู้คนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง ประชากรอายุระหว่าง 20-40 ปี หายไปจากชุมชน ซึ่งเต็มไปด้วยแม่ม่ายและเด็กกำพร้า ปู่ย่าตายายต้องเลี้ยงดูหลานๆ นับเป็นโศกนาฏกรรมทางสังคมบนความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ในยุคที่จีดีพีของไทยโตกว่าร้อยละ 10 มาหลายปี

                ผู้ติดเชื้อรายแรกพบที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2524 ต่อมาที่ประเทศไทย ในปี 2527 และไม่ถึง 5 ปี จากหนึ่งรายกลายเป็นหลายแสนคนอย่างไม่คาดฝัน และยากที่จะควบคุม แม้ว่าเอดส์จะไม่ได้ติดกันง่ายๆ ติดได้ทางเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน และจากแม่สู่ลูกเท่านั้น

                แต่กระนั้น ความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ความมึนงงต่อสถานการณ์ทำให้ไม่มีการตั้งรับ หรือตอบโต้การรุกรานของโรคร้ายนี้อย่างเหมาะสม แรกๆ ทางรัฐบาลก็ยังปกปิดเรื่องโรคเอดส์เพราะกลัวจะกระทบการท่องเที่ยว แต่สุดท้ายก็เห็นว่า ท่าทีแบบนั้นยิ่งทำให้เอดส์แพร่ระบาดเร็วขึ้น

สยามรัฐรายวัน 28 มกราคม 2558

รัฐบาลไทยพยายามมา 30-40 ปีแล้วที่จะทำให้การศึกษาในระดับประถม-มัธยมสัมพันธ์กับชีวิต กับชุมชน กับท้องถิ่น ถึงกับไปกู้เงินธนาคารโลกมาทำโรงเรียนเพื่อชุมชนมีความพยายามปฏิรูปการศึกษาโดยให้มีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นโดยครู-ผู้บริหารโรงเรียนในท้องถิ่นเอง แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ ยกกลับไปให้ “กรมวิชาการ” ทำให้เหมือนเดิม

                เหมือนช้างอินเดียที่เขาล่ามไว้กับต้นไม้ใหญ่นานหลายปี พอปล่อยออก แต่ยังมีโซ่อยู่ เพียงแต่ล่ามไว้กับกิงไม้เล็กๆ เดินไปไหนมาไหนได้สบาย แต่ช้างก็ไม่ไปไหน ยัง “เซื่อง” อยู่เหมือนเดิม ฟังแต่คำสั่งของควานเหมือนเดิม

                โดยหลักการแล้ว ทุกคนเห็นด้วยกันหมดตามที่คุณหมอประเวศบอกว่า “การศึกษาในบ้านเราทุกวันนี้มีปัญหาอยู่สองส่วนใหญ่ๆ ส่วนที่หนึ่ง คือ การแยกชีวิตออกจากการศึกษา ทำให้คนลืมรากเหง้าของตัวเอง และทำให้สังคมไม่เกิดความสมดุล เหมือนอวัยวะในร่างกายที่ต้องทำงานแยกหน้าที่ หากการศึกษาถูกตัดแยกออกจากชีวิต ก็เหมือนกับสังคมไทยถูกตัดรากเหง้าทางวัฒนธรรมออกไป”

                แต่พอไปถึงการปฏิบัติก็นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร แม้จะมีโรงเรียนหลายแห่งที่ทำได้ดี มีวิธีคิดและวิธีปฏิบัติที่เป็นไปในแนวทางนี้ แต่ก็มีน้อยเหลือเกินจนกลายเป็นข้อยกเว้น หรือเป็นกรณีของครูที่เกิดมาเพื่อผ่าเหล่าผ่ากอ คิดนอกคอก ถึงต้องเชื่อปราชญ์ที่บอกว่า ปลาเป็นเท่านั้นที่ว่ายทวนกระแส

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 23 มกราคม 2558

มองย้อนกลับไปในชีวิต ช่วงอันเป็น “ที่สุดของที่สุด” คือ ช่วงที่ไปทำ “ทำงานเอดส์” ไปทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คนเป็นเอดส์ระหว่างปี 2536-2540

                ได้สัมผัสกับ “ห้วงลึกของความไร้เหตุผล” คือโรคเอดส์ ที่หาคำอธิบายไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงว่า ทำไมผู้คนถึงได้รังเกียจผู้ติดเชื้อกันนัก คนคนหนึ่งเคยมีพ่อมีแม่ วันหนึ่งพบว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี แม้แต่พ่อแม่ก็ยังทอดทิ้ง เคยมีพี่น้องก็ไม่มี เคยมีเพื่อน เพื่อนก็หายไป เคยทำงาน เขาก็ไล่ออกหรือให้ออกด้วยวิธีการต่างๆ เข้าร้านก๋วยเตี๋ยวเขายังจะไม่ขายให้ เดินไปตามถนนคนก็เดินหนี นี่จึงเป็นสภาพของ “ความบัดซบ” (absurd) โดยแท้ มาจากความไม่รู้ ความกลัวแบบไร้เหตุผล

                ได้สัมผัสกับ “ความตายเพราะความไร้เหตุผล” คนเป็นเอดส์จำนวนมากตายไม่ใช่เพราะโรคเอดส์ แต่ตายเพราะไม่อยากอยู่ ไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะอยู่ไปก็ไร้ความหมาย คนถูกทอดทิ้งให้อยู่โดดเดี่ยวในมุมมืดของชีวิต อยู่ไปโดยไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับใครเลย จะอยู่ได้อย่างไร บางคนยังไม่น่าตาย หมอบอกว่า นอนที่โรงพยาบาล อยู่ดีๆ ก็ตายไป เพื่อนคนป่วยทั้งซ้ายทั้งขวา เห็นเพื่อนไปก็ไปด้วย

                ได้สัมผัสกับ “ความทุกข์ที่หาคำบรรยายมิได้” ของผู้ติดเชื้อ และผู้ติดเชื้อรุนแรงจนปรากฏอาการที่เรียกกันว่าคนเป็นเอดส์ คนที่ได้ตราบาปที่สังคมมนุษย์-สัตว์ที่มีเหตุผลมอบให้ ความทุกข์ของครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร ไม่ว่าจะทุกข์เพราะรับได้หรือรับไม่ได้ ก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น

สยามรัฐรายวัน 22 มกราคม 2558

โลกเปลี่ยน ใครไม่เปลี่ยน ไม่เรียนรู้ก็อยู่ไม่ได้ “ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” นี่หมายถึงคนทั่วไป แต่ถ้าคนที่มีอำนาจ ไม่ว่าทางเศรษฐกิจหรือสังคมและการเมือง การทีไม่เปลี่ยนคงเป็นเพราะต้องการรักษาอำนาจ รักษาผลประโยชน์เอาไว้

                น่าแปลกใจไหม ที่ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ส่งข้าวออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่กลับทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่โลกที่จะบริโภคอะไรก็ได้ ยิ่งราคาถูกยิ่งดีแบบแต่ก่อน วันนี้เขาไม่ได้กีดกันการค้าด้วยภาษี แต่ด้วยดัชนีสารเคมีในผลผลิต

                วันนี้โลกต้องการกินอะไรที่ไม่เป็นพิษ ไม่ต้องการอาหารปนเปื้อนสารเคมี ถ้ามีน้อยๆ ร่างกายก็พอจะขับออกมาได้ แต่ถ้ามากเกินไป คนก็ป่วย เสียเงินรักษา เสียงบประมาณประเทศ ซึ่งแพงกว่าราคาผลผลิตที่ปลอดสารเคมี หรืออินทรีย์มากนัก

                น่าแปลกใจที่รัฐบาลนี้ไม่ได้มีมาตรการอะไรพิเศษเพื่อส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษี มาตรการการส่งเสริม-อุดหนุนซึ่งมีมากมายหลายวีธีที่เขาทำกันทั่วโลก รวมทั้งการควบคุมการนำเข้าปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสารพัดชนิด ประเภทที่หลายประเทศเขาห้าม เมืองไทยยังใช้หน้าตาเฉย จนอียูห้ามผักเข้าประเทศนั่นแหละถึงได้รู้สึกบ้าง

ร้อยมาลัย

Monday, 19 January 2015 21:23 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์  16 มกราคม 2558

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ผมได้รับเชิญให้จัดคณะนักแสดงกลุ่มหนึ่งไปเยอรมัน เพื่อไปร่วมงานรณรงค์ในเทศกาลมหาพรต (Lent) ซึ่งคล้ายกับเทศกาลถือบวชหรือเข้าพรรษา แต่มีระยะเวลา 40 วันก่อนเทศกาลปาสกาหรืออีสเตอร์  ผมได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมา 20 คน เป็นนักดนตรีพื้นบ้านอีสานและคนฟ้อนรำประกอบดนตรี และให้ชื่อ “วง” เฉพาะกิจนี้ว่า “ร้อยมาลัย” หมายถึงการนำมาลัยร้อยดอกมาร้อยเข้าด้วยกัน

                ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งดร.เอกวิทย์ ณ ถลางเป็นเลขาธิการ จึงได้คัดเลือกนักดนตรีที่เก่งที่สุดในภาคอีสานมาเป็นวงรวมดาว ประกอบด้วยหมอแคนจากขอนแก่น มือซึงจากอุบลฯ มือโปงลางจากกาฬสินธุ์ มือซอจากบุรีรัมย์ ส่วนมือขลุ่ยกิตติมศักดิ์นั้นเป็นศิลปินแห่งชาติเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ฝีไม้ลายมือขลุ่ยไม่ได้ด้อยไปกว่าการเขียนโคลงกลอนเลย

                เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เป็นคนกาญจนบุรี เรียนจบปริญญาตรีด้านกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมได้ชวนพี่เขาไปด้วยเพราะฝีมือขลุ่ยประการหนึ่ง แต่ที่สำคัญเพราะอยากให้เขา “เขียนแผ่นดินเยอรมัน” เนื่องเพราะเขาเป็น “นักเขียนแผ่นดิน” เพิ่งเขียนแผ่นดินไทยเสร็จและกำลังจะเขียนแผ่นดินอินโดจีนประมาณนั้น

                และก็ไม่ผิดหวัง เพราะพี่เนาว์เป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือและใจดี เป็นที่รักของสมาชิกในวง เป็นคนเขียนแผ่นดินเยอรมันส่งให้เดลินิวส์ลงตลอดการเดินทาง 6 สัปดาห์ของเราทั่วประเทศเยอรมนี และยังได้เขียนบทกวีในโอกาสและสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานรณรงค์และสันติภาพ ที่ผมได้แปลและอ่านในระหว่างพิธีกรรมในโบสถ์และงานต่างๆ อีกด้วย เป็นที่ประทับใจของชาวเยอรมันมาก

12 ข้อ ขอ 3 ได้ไหม

Thursday, 15 January 2015 21:14 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 14 มกราคม 2558

ค่านิยม 12 ประการที่รัฐบาลให้กับคนไทย โดยเฉพาะเด็กไทยเป็นคุณธรรมที่ไม่มีใครโต้แย้ง ปัญหา คือ ใครจะไปจำได้ตั้ง 12 ข้อ ต้องพกติดตัวไปด้วย หรือต้องท่องขึ้นใจ ทำไมถึงได้ยุ่งยากขนาดนั้น เป็นความปรารถนาดี แต่วีธีการไม่น่าจะใช่ จึงสงสัยว่าจะได้ผลจริงหรือ

เหมือนกับเรื่องเล่ากันว่า ผู้ใหญ่ในกระทรวงหนึ่งไปตรวจงานต่างจังหวัด หันไปถามพนักงานอายุรุ่นป้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแม่บ้านภารโรงว่า หน่วยงานที่นี่มีวิสัยทัศน์อะไร ป้าก็อ้ำๆ อึ้งๆ ตอบไม่ได้ เมื่อ “นาย” กลับไป หัวหน้าหน่วยงานนั้นก็เรียกป้ามาดุ บอกว่าทีหน้าทีหลังหัดท่องเอาบ้างว่าวิสัยทัศน์ของเราคืออะไร ป้าตอบว่า มันยาวเหลือเกิน อีฉันจำไม่ได้หรอกท่าน  หัวหน้าก็ดุต่อไปว่า คราวหน้าเมื่อมีนายมาตรวจงานอีก ป้าหลบๆ ไป หรือไม่ต้องมาทำงานก็ได้

หน่วยงานหลายแห่งเอาพันธกิจหรือวัตถุประสงค์มาเขียนเป็นวิสัยทัศน์ ซึ่งควรจะสั้น มีพลัง สร้างแรงบันดาลใจ จำได้ง่าย ไม่ใช่เขียนแบบไม่เข้าใจอะไรเป็นอะไร  จึงเขียนยืดยาวจนไม่มีใครจำได้

หน่วยงานหลายแห่งสับสน เอากิจกรรมมาทำเป็นโครงการ เอาโครงการมาทำเป็นแผนงาน เอาแผนงานมาเขียนเป็นแผนยุทธศาสตร์ ทั้งๆ ที่ตามลำดับแล้วควรเริ่มด้วยยุทธศาสตร์ใหญ่ แล้วเป็นแผนงานซึ่งใหญ่รองลงไป แล้วตามด้วยโครงการที่แยกย่อย และสุดท้าย คือ กิจกรรมที่เป็นรายละเอียดของโครงการต่างๆ ทั้งหมดรวมกันอยู่ภายใต้แผนงานและแผนยุทธศาสตร์