phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

ทางอีศาน พฤษภาคม ๒๕๖๒

การวิจัย ได้กลายเป็น “ตาบู” (taboo) คือ อะไรที่คนไม่อยากพูดถึง เพราะดูเป็นความลึกลับซับซ้อน น่ากลัว เป็นเขตแดนของผู้รู้ นักวิชาการ ไม่ใช่เรื่องราวที่ชาวบ้านคนธรรมดาทำได้ทำเป็น

            งานวิจัย โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนามักเป็นการไปเสริมอำนาจทุนหรืออำนาจรัฐ หรือไม่ก็ไปขึ้นหิ้งเพราะเป็นแค่ “การสำเร็จความไคร่ทางปัญญา” (intellectual masturbation) ของนักวิชาการ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของผู้คน

            นักศึกษาปริญญาโทกลัวการวิจัย ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกสาขาวิชาที่เรียนโดยไม่ต้องวิจัย แค่ทำงานวิชาการสักชิ้นที่เรียกว่าสรรพ์นิพนธ์ หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ “การวิจัย” เต็มตัว

            อาจารย์บางคนก็ “ซาดิสท์” ชอบทำให้นักศึกษากลัว ขู่ด้วยการพูดถึงแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยงานวิจัยอย่างพิสดารพันลึก จนนักศึกษาหลายคนท้อตั้งแต่เรียนชั่วโมงแรก

            คงเพราะอาจารย์บางคนกลัวนักศึกษาจะไม่รู้ว่าตนเองรู้มาก ความจริง คนฉลาด คนเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง แต่เป็นคนที่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เรื่องที่ดูเหมือนทำไม่ได้ ให้สามารถทำได้ ส่วนนักวิชาการที่ไม่รู้จริง คือ คนที่ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น

            ความจริง การวิจัย คือ กระบวนการค้นหาความจริงบางอย่างที่ยังไม่รู้ หรือไม่รู้ชัดแจ้ง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการทางวิชาการบางอย่าง ทำให้ได้ผลลัพท์ที่น่าเชื่อถือ

            ถ้าไม่ติด “กรอบวิชาการ” จนเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” และ “ผลลัพท์” ก็จะพบว่า ความรู้ต่างๆ ในท้องถิ่น ในสังคมก็ล้วนแต่ผ่าน “กระบวนการวิจัย” มาทั้งสิ้น ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ “วิจัย” โดยใช้เวลานานหลายปี หลายสิบ หลายร้อยปี จนได้ผลลัพท์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ดูปัจจัย ๔ ในวิถีชีวิตประจำวันก็จะพบความล้ำลึกของภูมิปัญญา ซึ่งเป็นผลงาน “วิจัย” ของบรรพชนเป็นร้อยเป็นพันปี ล้วนวิจิตรพิสดารและต้อง “ถอดรหัส” จึงจะเข้าใจคุณค่าและความหมายอันลุ่มลึกได้

วันนี้สังคมมีกรอบเกณฑ์ในการวัดความรู้ งานวิจัยไปอีกแบบ คิดว่าคนจบมหาวิทยาลัยรู้มากกว่าชาวบ้านที่จบประถมมัธยม ปริญญาตรีดีกว่าปริญญาโท ปริญญาเอกรู้ดีเหมือนเทวดา ทั้งๆ ที่ด็อกเตอร์โง่ๆ ก็มีมากมาย

เพราะการเรียนรู้ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ข้อมูลหรือความรู้ แต่วัดกันที่ “ปัญญา” คนทำงานวิจัย คนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอก มักเต็มไปด้วยข้อมูล และเชื่อมข้อมูลให้เป็นความรู้ แต่ไม่มี“ปัญญา”

จะเกิดปัญญาได้ต้องตกผลึก ต้องสรุปเป็นหลักคิด หลักการ เป็นปรัชญา ที่ต้องผ่านกระบวนการหล่อหลอม การวิเคราะห์วิจารณ์ถึงแก่น จนทำให้มั่นใจในสิ่งที่สังเคราะห์จากความรู้ทั้งหลายให้เป็นหลักคิดใหม่ ปัญญาอย่างใหม่

ส่วนงานวิจัยตามมาตรฐานวิชาการกระแสหลัก มักต้องมีแบบแผนที่เคร่งครัดชัดเจน มีแนวคิดทฤษฎีนำ งานวิจัยจึงเต็มไปด้วยแนวคิดทฤษฎีของนายเดวิด โรเบิร์ต เพื่อให้ดูขลัง

งานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ต่างๆ จึงมักจะไปลอกๆ กันมา (copy & paste) แนบเนียนบ้าง โจ่งแจ้งแบบไม่อายเจ้าของความคิดเดิมบ้าง พอไปสอบถูกกรรมการถามว่า ทำไมไปลอกเขามามากมายอย่างงั้น ผู้วิจัยบางคนตอบว่า เพราะเขาเขียนดีมากครับ

ประเทศไทยมีงานวิจัยน้อย งบประมาณส่งเสริมงานวิจัยก็น้อย เทียบกับประเทศพัฒนาไปไกลอย่างญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ไม่ได้เลย แม้แต่ประเทศในระดับเดียวกันอย่างมาเลเซีย

แต่ถ้าหากไม่เอา “มาตรฐาน” การวิจัยแบบเคร่งครัดเกินไป เน้นที่กระบวนการที่เรียบง่ายและผลลัพท์ที่สัมผัสได้จริง งานวิจัยไทยก็จะมากกว่าที่รายงาน ลองพิจารณาวิธีวิจัยที่ “เป็นมิตรกับชาวบ้าน” และให้ประโยชน์มากมายได้ผลจริง ผลลัพท์ที่ปรากฎชัดเจนจนวิชาการไม่อาจปฏิเสธคุณค่าได้ ลองพิจารณา “โมเดล” ต่อไปนี้ดู

๑.     งานวิจัยไทบ้าน งานวิจัยที่อุบลราชานี โดยชาวบ้านเขื่อนปากมูลเมื่อหลายปีก่อน มีเอ็นจีโอ

และนักวิชาการให้คำแนะนำวิธีการ เครื่องมือบางอย่างที่ชาวบ้านนำไปใช้ได้ ทำให้ได้ข้อมูลความรู้ที่นักวิจัยอาชีพของรัฐและของสถาบันการศึกษาทำไม่ได้

            ชาวบ้านอยู่กับแม่น้ำมูลมาตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย รู้จักน้ำ ปลา สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่เกิด พวกเขาเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อยืนยันว่า ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอันมีชีวิตของแม่น้ำสายนี้ที่รัฐไปทำเขื่อนมีรายละเอียดและความสัมพันธ์เป็นองคาพยพเดียวกันอย่างไร ไม่ได้มองอย่างแยกส่วน หรือลดทอนให้เป็นแค่น้ำเพื่อการเกษตร หรือผลิตกระแสไฟฟ้า มองอย่างเป็นองค์รวม อย่างรู้คุณที่เอื้ออาทรให้คนอยู่ร่วมกับน้ำได้

            พวกเขาได้สะท้อนให้เห็น “ชีวิต” ของลำน้ำมูล แสดง “จิตวิญญาณ” ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนที่สัมพันธ์กับแม่น้ำสายนี้มาเป็นร้อยเป็นพันปี ที่อำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึง

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลก แต่รัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้ยกย่องให้เกียรติ เพราะเป็นงานวิจัยของ “ไทบ้าน”

๒.     งานวิจัยอินแปง มีหลากหลาย เริ่มจากมูลนิธิหมู่บ้านให้ธวัชชัย กุณวงศ์ ที่จบปริญญาตรี

พัฒนาชุมชนจากวิทยาลัยครูสกลนคร ไปอยู่ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร เพื่อเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน มีทุนทรัพยากร ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาอะไรบ้าง

            การวิจัยทำให้ชาวบ้านเกิดสำนึกในรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตน ได้เข้าใจทุนเดิมของตน ได้เข้าใจปัญหาและหาทางออกได้ ยืนยันว่า “คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไป คนไม่รู้จักรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย”

ได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เมื่อตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ “ไปถึงทางตันก็กลับทางเก่า” เคยถางสวนป่าหลังบ้านเพื่อปลูกปอปลูกมันแล้วเป็นหนี้ ก็กลับไปฟื้นฟูสวนป่า เฮ็ดอยู่เฮ้ดกิน “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” กลับไปหาธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ชาวอินแปงเป็นเครือข่ายชุมชนรอบตีนภูพาน มีพลังในการรวมกลุ่ม ทำวิจัยต่อเนื่องโดยทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อย่างกรมป่าไม้และสปก. เพื่อวิจัยและพัฒนาการฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยสำคัญชิ้นหนึ่งของชุมชนที่ได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ มียงยุทธ ตรีนุชกร เป็นแกนนำ วิจัยว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไปหาอยู่หากินในรัศมี ๑๕-๒๐ ก.ม. จากหมู่บ้านของตนเองที่ไหนบ้าง ได้อะไรมาบ้าง เอามาใช้ เอามาทำกินอะไร เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมและโรคภัยไข้เจ็บอะไร

            การวิจัยโดยชาวบ้านเป็นผู้วิจัยหลักทำให้ได้ข้อมูลว่า หลายสิบปีก่อนนั้นชาวบ้านปลูกข้าวกันกี่สายพันธุ์ มีพืชอะไร ผักอะไร ผลไม้อะไร สัตว์เล็กใหญ่อะไรในทุ่ง ในนา ในป่า ในหนอง อะไรที่หายไป อะไรที่ยังอยู่ แล้วร่วมมือกันอนุรักษ์และส่งเสริมสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ฟื้นฟูสิ่งที่หายไปหรือหมดไปให้กลับมา
            ชาวบ้านถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาให้ลูกหลาน ในโครงการ “เด็กฮักถิ่น” พาไปเรียนรู้ดูใบ้ไม้ ต้นไม้ ในป่า นำมาเพาะมากล้า ขายได้เงินให้เด็กออมเป็นทุนการศึกษาและช่วยครอบครัว

เรียนรู้การอยู่ร่วมกับป่ากับธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยกัน ไม่หาประโยชน์จากธรรมชาติแบบขูดรีดล้างผลาญ เอาทุกอย่างไปขายจนไม่มีแม้แต่จะกิน เหล่านี้ล้วนเป็น “งานวิจัย” จากการลงมือปฏิบัติทั้งสิ้น

            ชาวบ้านวิจัยเชิงปฏิบัติการจนสามารถเพาะกล้าหวายได้ภายในไม่กี่วัน ก่อนนั้นเจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่าต้องใช้เวลา ๘ เดือน คนอินแปงเอาเมล็ดหวายมาเพาะกล้า ปลูกเอง ขายด้วย ทั้งพันธุ์หวายและยอดหวาย ตอนฉลอง ๒๕ ปีอินแปงเมื่อปี ๒๕๕๕ ชาวอินแปงสรุปว่า ได้เพาะกล้าหวาย ๕๐ ล้านต้น

๓.     วิจัย ๒ วัย เป็นงานเล็กๆ ที่ผมเคยเสนอให้ครูกำหนดให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ปู่ย่าตายาย เพื่อ

จะได้ข้อมูลว่า ครอบครัวของตนเอง พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นใคร มาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร ถ้าเด็กทุกคนทำ เอาข้อมูลมารวมกัน จะเป็นจิ๊กซอต่อให้เห็นภาพใหญ่ ก็จะได้ข้อมูลว่า ชุมชนนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีกี่ครอบครัว กี่ตระกูล มีพัฒนาการอย่างไร

            ที่สำคัญ จะเชื่อมคน ๒ วัย ผู้สูงอายุกับหลานๆ ทำให้คนแก่คนเฒ่ารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับจากลูกหลานและชุมชน

            พูดไปก็เท่านั้น ผมได้ลงมือทำเอง สัมภาษณ์พ่อตอนอายุเลย ๘๐ แล้ว ทำเป็นหนังสือเล่มสวยงามในวันเกิด ๘๔ ปีของท่าน พ่อแจกให้ลูกหลานอย่างมีความสุข ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่รู้มาก่อนว่า ปู่ ตา ทวดคนนี้เคยมีชีวิตที่ยากลำบากและต่อสู้เพื่อลูกหลานมากมายขนาดนั้น

๔.     ประชาพิจัย เป็นการสังเคราะห์ประสบการณ์การทำงานกับชุมชนของมูลนิธิหมู่บ้าน ออกมา

เป็นเครื่องมือให้ชุมชนวิจัยตนเอง ให้รู้ประวัติ รากเหง้าของตน รู้ทุนท้องถิ่น ศักยภาพชุมชน รู้รายรับรายจ่าย หนี้สิน การกินการอยู่ ปัญหา และความต้องการ ความฝันของชุมชน จนถึงการไปเรียนรู้ดูงานจากที่อื่น แล้วมาร่างแผนแม่บทการพัฒนาชุมชนของตนเอง (ในระดับตำบล)

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพราะสำนักงานกองทุนสนับสนุงานวิจัย (สกว.) ปฏิเสธที่จะให้ทุน (เพราะไม่คิดว่าชาวบ้านทำวิจัยเป็น) UNDP ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยนี้ไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขอยืมไปใช้ในหลายประเทศในแอฟริกาและคาริบเบียน

            หลายปีก่อน สภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ประสานให้กระทรวงต่างๆ นำ “ประชาพิจัย” ไปใช้ แต่รวบรัดตัดหัวตัดหาง เหลือเป็นเพียงเครื่องมือของบประมาณเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของ “ประชาพิจัย” คือ ให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา จากการครอบงำ เป็นอิสระในการจัดการชีวิตของตนเอง เพื่อให้พึ่งตนเองได้ เพราะประชาพิจัย คือ การวิจัยของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน

            การวิจัยให้พลังและปลดปล่อยได้ โดยไม่ต้องเคร่งครัดระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งหลายครั้งกลบเนื้อหาสำคัญของานวิจัยไปจนไม่รู้ว่าทำอะไร เหมือนเพลงที่ได้ยินแต่เสียงดนตรี กลบเสียงร้องของนักร้องที่คนอยากฟัง

            วันนี้ สังคมยังคงไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไทบ้าน ประชาพิจัย และอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะยังบ้าจี้ไปกับระเบียบวิธีวิจัยแบบฝรั่งจนดูถูกภูมิปัญญาของชาวบ้าน อย่างมากก็ให้ชาวบ้านมาเป็นผู้ช่วย มาเป็นทีมวิจัย แต่ยังไม่เชื่อว่า ชาวบ้านวิจัยเองเป็น

            เมื่อโลกเปลี่ยน คุณค่าของใบปริญญา สัญลักษณ์ของ “มาตรฐานการศึกษา” ลดลง สังคมให้ความสำคัญกับการศึกษาการวิจัยที่ให้ผลจริงในทางปฏบัติมากกว่า สังคมวิชาการยังงมอยู่กับความเชื่อโบราณในวิชาการที่ล้าสมัยและในสถานภาพของตนเอง ขณะที่ภาคธุรกิจเขาเปลี่ยนโลกด้วยงานวิจัยที่ลงทุนมากมายมหาศาล

            บริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้มีงบประมาณวิจัยปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณการวิจัยของรัฐบาลไทยให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ปีหนึ่งไม่กี่หมื่นล้านบาท ได้ผลลัพท์ที่มีพลังแตกต่างกันมากนัก ประเทศพัฒนาแล้วเขามีงบวิจัยมากกว่าไทยเป็นร้อยเท่า

            นักวิจัยไทยมีไม่กี่หมื่นคน แต่ถ้าใจกว้าง เห็นความสำคัญของการวิจัยแบบไทบ้าน แบบประชาพิจัย แบบอินแปง เมืองไทยจะมีนักวิจัยอีกเป็นล้านคน จะได้ผลงานวิจัยมากมายมหาศาล ที่มีคุณค่าในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง

            นักวิจัยไทบ้านล้านคน มีผลงานวิจัยที่ให้คุณค่ามากกว่างบประมาณที่ลงไปสนับสนุนอย่างแน่นอน เพราะ “ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง”

ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วใครจะยอมให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะ “คนมีความรู้ปกครองง่าย แต่ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค)

สยามรัฐรายวัน 8 พฤษภาคม 2562

โรงเรียนเปิด พ่อแม่หวังสูงมากว่า โรงเรียนจะอบรมสั่งสอนลูกให้เป็นคนเก่งคนดี ส่วนใหญ่ให้ความคาดหวังที่สูงเกินไป เพราะในความเป็นจริง งานวิจัยได้คำตอบว่า โรงเรียนมีอิทธิพลต่อพัฒนาการชีวิตของเด็กเพียงร้อยละ ๑๕ เท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นที่บ้านและในสังคมใหญ่

               ปัญหาเด็กเยาวชนบ้านเราเรื่องใหญ่มาก เด็กติดเกมเป็นอันดับหนึ่งของเอเชีย อันดับต้นๆ ของโลก ติดยา ติดเหล้า ติดเอดส์ และเกิดความรุนแรง ตีกันฆ่ากันตามถนนบนรถเมล์ แม้ขณะที่สวมชุดนักเรียน

               บ้านและสังคมใหญ่ คือที่ “บ่มเพาะ” ปัญหาและความรุนแรง ถ้าหาก “เบ้าหลอม” เองมีปัญหา ผลผลิตออกมาก็บิดเบี้ยว สะท้อนปัญหาครอบครัวและสังคมใหญ่ได้เป็นอย่างดี

               ปัญหาทุกอย่างพัวพันกันหมด ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ หนี้สิน ครอบครัวดิ้นรนปากกัดตีนถีบ มีเวลาให้ลูกน้อย ปล่อยให้จอใหญ่จอเล็กเลี้ยงลูกแทน ซึ่งไม่ใช่การเรียนรู้ แต่คือการเสพความสนุกจนติด

ปัญหาการศึกษาของพ่อแม่ คุณภาพการศึกษาไทย และโอกาสในการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงสังคม เหล่านี้ต้องชี้ไปที่ระบบโครงสร้างสังคมที่มีปัญหา ไม่ให้โอกาสคนจน คนส่วนใหญ่ของประเทศ ความเหลื่อมล้ำที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้

ปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน เรื่องหลักการที่น่าจะทำได้ในครอบครัว ไม่ว่ายากดีมีจน คือ เรื่องวินัยชีวิต ที่มีรากฐานจาก “การเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น”

มีงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า ถ้าเด็กเรียนรู้วินัยชีวิตและรู้จักเคารพ เริ่มที่บ้านจากตัวอย่างของพ่อแม่ และจากการอบรมสั่งสอน พวกเขาจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมกับคุณค่าดีงามนี้เมื่อจะต้องออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริง จะประสบความสำเร็จและมีความสุข

เพราะหัวใจของเรื่อง คือ พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ซึ่งงานวิจัย ๗๕ ปีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยืนยันว่า คนที่อายุยืนอย่างมีความสุข คือ คนที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น

งานวิจัยต่างๆ ทางจิตวิทยาพบว่า ถ้าเด็กเคารพพ่อแม่ เด็กก็จะเคารพตนเองด้วย การเคารพ “ทางบวก” ที่มาจาก “ข้างใน” ตัวเด็ก ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ หรือกลัวการลงโทษ

เด็กที่ไม่เคารพตนเองมีแนวโน้มที่จะติดเหล้า ติดยา ติดแซกซ์ ทำร้ายคนอื่น จะไม่สนใจใครทั้งสิ้น เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เคารพ เพราะหากเคารพตนเอง เด็กจะไม่ทำสิ่งที่เลวร้าย จะตัดสินใจได้ดี เลือกและทำในสิ่งที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น วินัยชีวิตเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน การจัดการเวลา การกินการอยู่ ที่พ่อแม่ไม่ปล่อยให้ลูกทำอะไรตามใจชอบ เวลาเล่น เวลาเรียน เวลาช่วยงานบ้านแม้เล็กน้อยก็มีความหมาย ไปนอนกี่โมง ไม่ใช่ให้ดูทีวีเล่นเกมดึกดื่นเที่ยงคืน

วินัยมาจากการฝึกฝนตั้งแต่เล็กๆ ถ้าฝึกให้ลูกทานข้าวเองเมื่อมีความพร้อมทางร่างกาย ให้นั่งอยู่กับที่ที่โต๊ะ ไม่ใช่จับใส่รถเข็นออกไปเดินเล่น ไปวิ่งเล่น ไปไล่ป้อนกลางถนนหรือที่สาธารณะ

เรียนรู้การมีจิตอาสา การช่วยเหลือคนอื่น การวางแผนระยะยาว การใช้เงิน การออม แม้วันละเล็กน้อยก็เป็นการฝึกฝนการมีวินัยในการใช้จ่าย ให้เห็นคุณค่าของเงิน

พ่อแม่ที่มีความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเด็ก จะพูดคุยอธิบายเหตุผลต่างๆ กับลูกได้ดี ใช้วิธีบวกมากกว่าลบ ไม่ดุด่า ลงโทษ หรือเอาใจจนเสียเด็ก หรือปล่อยให้ร้องไห้จนเหนื่อยและหยุดเอง ปล่อยให้นอนเกลือกกลิ้งในห้างเพราะอยากใด้ของเล่น หรือวิ่งไล่กันในห้าง ในวัด หวีดร้อง ส่งเสียงดังหนวกหูชาวบ้านในที่สาธารณะ พ่อแม่จำนวนมากไม่ว่าอะไรเลย

พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกทำสิ่งเหล่านี้ สะท้อนความไม่เคารพคนอื่น ไม่อธิบายให้ลูกฟังว่า สิ่งที่ทำนั้นรบกวนชาวบ้านอย่างไร ละเมิดสิทธิคนอื่นอย่างไร มีหน้าที่ต่อคนอื่น ต่อส่วนรวมอย่างไร ยังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่ไม่สอนลูกให้เข้าคิว ไม่แย่งคนอื่นเข้าลิฟท์ ซื้อตั๋ว ซื้อของ เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิ”

ถ้าไม่มีวินัยที่บ้าน ก็จะไม่มีวินัยในที่สาธารณะหรือที่ไหน จะไม่เคารพกฎจราจร ไม่เคารพกฎหมาย กลายเป็นปัญหาสังคมโลกแตกเพราะขาดวินัย ไม่เคารพคนอื่น ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

ในสังคมใหญ่ ประชาธิปไตยไทยล้มลุกคลุกคลานมา ๘๐ กว่าปี สะท้อนให้เห็นถึงระดับ “วินัย” ของคนและ “ความไม่เป็นธรรม” ของระบบโครงสร้างได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดการเอาเปรียบ การผูกขาด ไม่เคารพสิทธิของคนอื่นที่ควรได้โอกาสและส่วนแบ่งที่เป็นธรรมในสังคม

กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาก็ล้วนแต่เพื่อการรักษาอำนาจรัฐมากกว่าการรับรองสิทธิของประชาชนแบบในสังคมประชาธิปไตย ที่เมืองไทยยังเป็นเหมือนบอนไซ ไม้ในกระถาง

ลูกหลานเกิดมาในครอบครัวที่ไม่สอนให้เคารพตนเองเคารพคนอื่น ในสังคมที่รัฐเรียกร้องให้คนเคารพกฎหมาย เคารพอำนาจรัฐ แต่รัฐไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชน ปล่อยให้มีระบบโครงสร้างที่สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม บ้านเมืองถึงได้สับสนวุ่นวายและไม่เป็นประชาธิปไตย (จริงๆ)

สยามรัฐรายวัน 1 พฤษภาคม 2562

ไม่ทราบว่า “ไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน” เป็นสำนวนของนักเขียนหรือนักปราชญ์คนใด แต่ผมได้ยินวลีที่งดงามและไพเราะนี้จากปากของคุณกองศักดิ์ จันทะศรี คนขาย “ขนมปังเทวดา” ในรายการสามัญชนคนไทย – น้ำใจสามัญชน ของคุณมาโนช พุฒตาล ทางไทยพีบีเอส

            เรื่องราวของคุณสมชาย หรือกองศักดิ์ จันทะศรี เป็นที่รู้จักแพร่หลายในสื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากที่เขาแจกขนมปังเด็ก คนชรา คนพิการ หญิงมีครรภ์ คนยากไร้ คนเจ็บป่วย ให้คนละ ๓ ก้อน ซึ่งปกติเขาขายก้อนละ ๗ บาท ๓ ก้อน ๒๐ บาท

            ชีวิตจริงของเขายิ่งกว่าหนังละคร สื่อถามว่า อะไรที่ทำให้เขาทำเช่นนั้น เขาบอกว่า เพราะเขาเคยหิวมาก่อน เคยอดอยาก ขนาดเคยแย่งเป็ดกินลูกตาลแก่ที่คนอื่นเขาทิ้งเพราะแข็งเกินไป

            ที่สำคัญ เขาเคยทำมาหากินมาหลายอย่าง มีปัญหาอุปสรรคมากมาย ล้มเหลว จึงไปหาความสงบที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งที่สระบุรี “ทำให้รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเรา เจออะไรพิจารณาธรรมไปหมด”

            สิ่งที่ผมทำ ไม่ได้ทำเป็นธุรกิจ แต่อยากแบ่งปันความสุข ขนมปังสามสี่ชิ้น ไม่ได้อิ่มอะไรมากมาย แต่เป็นกำลังใจให้กันได้ เขาบอกว่า คนให้กับคนรับยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข แค่นี้ก็พียงพอแล้ว

            นักธุรกิจคงบอกว่า นี่เป็นสุดยอดกลยุทธการตลาดอันหนึ่ง ซึ่งคงไม่มีใครกล้าหาญทำได้ขนาดนี้ อย่างมากก็แจกให้ลองเท่านั้น แต่นี่คุณพี่สมชายแกทำมาน่าจะเกือบ ๑๐ ปีแล้ว ยังทำต่อเนื่องทุกวัน มีคนมารอรับแจกก็มี ที่ไม่กล้าเข้ามาแกก็เรียก ถ้าเห็นหน้าตาซีดเซียวเพราะหิวข้าวหรือเจ็บป่วย หรืออายุมาก

            นอกนั้น คุณสมชายยังซื้อกล้วยเป็นหวีหรือเป็นเครือมาแขวนไว้แจกอีกด้วย เป็นภาพที่งดงามของการส่งเสริมสุขภาพ เพราะกล้วยคือสุดยอดผลไม้ที่ให้คุณค่าที่หาได้ง่าย แต่คนมองข้าม เขายังยินดีสอนการทำขนมปังสังขยาให้ฟรีอีกด้วย

            คุณสมชายออกทีวี ออกสื่อ มีคนชื่นชมและสมทบทุนสนับสนุนเขา ทั้งโอนเงินให้ ทั้งเอาไปให้ถึงรถเข็น แต่คงไม่ถึงกับให้เขาร่ำรวยอะไร แต่ก็เป็นการร่วมทำบุญ ที่เขาเรียกว่า “ส่งไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน”

            คุณมาโนชถามว่าทำไมทำมานานแล้วยังทำอยู่ เขาบอกว่า “ผมศรัทธาในสิ่งที่ทำ เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ อยากให้โลกมีการแบ่งปันกัน”

            ทำให้คิดถึงคุณแม่เทเรซา แห่งกัลกัตตา ที่ศาสนจักรคาทอลิกได้ยกย่องประกาศให้เป็นนักบุญเมื่อไม่นานนี้ ท่านตั้งคณะนักบวชหญิง ไปทำงานช่วยเหลือคนจน คนยากไร้ ที่เจ็บไข้ได้ป่วยและตายข้างถนนในเมืองใหญ่ๆ ในอินเดีย

            มีคนวิจารณ์ว่า ท่านน่าจะไปเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียแก้ปัญหาระบบโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมมากกว่า จะได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนที่ต้นเหตุ ท่านตอบว่า ที่ท่านทำนั้น “เพียงต้องการให้คนที่กำลลังจะตายรู้ว่า ยังมีคนที่รักเขาอยู่” แล้วท่านก็สอนสมาชิกในคณะของท่านว่า “เราไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่เราทำเรื่องเล็กๆ ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ต่างหาก”

            นี่คือความงามของ “จิตอาสา” ที่เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ เพราะมาจาก “หัวใจ” ที่ต้องการให้คนอื่นมีความสุข เป็นจิตอาสาที่ออกมาได้ทุกรูปแบบ ไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะสิ่งที่มาจากหัวใจนั้น ยิ่งใหญ่เสมอ อยู่อีกมิติหนึ่งที่วัดด้วยมาตรมนุษย์ธรรมดาไม่ได้ อย่าง “ขนมปังเทวดา” มาจากใจ จึงสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน

            เช่นเดียวกับจิตอาสาอีก ๒ กรณีที่คุณมาโนชนำมาเสนอในรายการ “น้ำใจสามัญชน” คือ “แท็กซี่อุ้มบุญ” สุวรรณฉัตร พรหมชาติ ที่ผู้คนคุ้นเคยพอสมควร เขาให้บริการพระ เณร คนพิการ คนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลฟรี กับนักดนตรีเปิดหมวกที่ไปเล่นดนตรีให้คนพิการฟังทุกอาทิตย์

            คำว่า “น้ำใจ” ในภาษาไทย เป็นคำที่สวยงาม สะท้อนจิตใจหรือเบื้องลึกของหัวใจของคนไทยได้เป็นอย่างดี ใช้คำนี้เมื่อไร ไม่ต้องมีคำอธิบายอื่นประกอบก็รู้สึกได้

            คงเป็น “น้ำใจ” นี้ที่เชื่อมโยงผู้คนให้อยู่ร่วมกันมานับร้อยนับพันปี เป็นครอบครัว ชุมชน เป็นสังคมใหญ่ เป็นประเทศชาติ ไม่ให้แตกสลาย ล่มสลาย เพราะน้ำใจทำให้คนแบ่งปัน เห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ผูกขาดคนเดียว ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ แบ่งปันแม้แต้กับพืช สัตว์ สรรพสิ่ง

            สื่อมวลชนมักเสนอแต่เรื่องร้ายๆ นานทีจะเรื่องดีๆ เพียง “กระสายยา” ทั้งๆ ที่เรื่องราวของสามัญชนอย่างที่คุณมาดนชนำเสนอ ซึ่งมีอะไรดีๆ ที่น่าเรียนรู้ มีมากมาย แต่ไม่เป็นข่าว เหมือน “ไม้ล้มต้นเดียว ดังกว่าป่าทั้งป่าเติบโต” ตามภาษิตอินเดีย

            หรือไม่ก็มีแต่ข่าวคนดัง ดารา นักร้อง ทั้งๆ ที่ “โลกนี้มิได้อยู่ด้วย มณี เดียวนา ทรายและสิ่งอื่นมี ส่วนสร้าง” อย่างที่ท่านอังคารว่า

            ในโลกยุคดิจิทอล สิ่งที่เราคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ของคนเล็กๆ อาจจะกลายเป็น “ลูกโซ่นิวเคลียร์” ที่ระเบิดไปทั่วโลกด้วยโซเชียลมีเดีย และมีส่วนสำคัญที่ทำให้โลกน่าอยู่และเย็นลง ช่วยกันนำเสนอเรื่องราวดีๆ เพื่อ “ส่งไม้ต่อแห่งการแบ่งปัน” ความสุขนี้เถิด

วันเสาร์ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๒ ผมไปถวายใบประกาศเกียรติคุณ “เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต” พระธรรมโมลี อดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑ และเป็นรองอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตสุรินทร์

“เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต” เป็นตำแหน่งที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมอบเป็นเกียรติให้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรม ที่ร่วมมือในการพัฒนา “มหาวิทยาลัยชีวิต” ให้เป็นพลังทางสังคม พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมโมลี ได้ช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนมาตลอด ท่านเองจบปริญญาเอกจากมหาจุฬาฯ และเป็นรองอธิการบดีมหาจุฬาฯ ด้วย แต่ท่านก็แนะนำให้คนมาเรียนที่สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนด้วย มอบทุนการศึกษานักศึกษาที่ขาดแคลน ให้ห้องเรียนห้องประชุมที่วัดศาลาลอยในเมืองสุรินทร์ให้สถาบันใช้เป็นที่เรียนด้วย

วันเดียวกัน ผมได้มอบ “ปริญญาชีวิต” ใบประกาศนิยบัตรเพื่อยกย่องศิษย์เก่าที่ได้เปลี่ยนชีวิตของตนเอง เป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชนท้องถิ่น จำนวน 20 กว่าคน และได้มีโอกาสได้พูดแสดงความยินดีและแนะนำสถาบัน เพราะมีแขกผู้ใหญ่จากจังหวัดมาหลายท่าน รวมทั้งเจ้าคณะจังหวัด พระเณร ผู้นำองค์กรต่างๆ ในจังหวัดที่มาร่วมมุทิตาจิตกับหลวงพ่อพระธรรมโมลี

ผมได้พบนักศึกษาคนเก่งๆ ที่ทำอะไรดีๆ มากมายให้ชุมชนและสังคม ไม่นานจะมีเรื่องราวของพวกเขามานำเสนอ อย่างน้องคนหนึ่งไปทำงานกรุงเทพฯ หลายปี กลับไปเรียนม.ชีวิตที่สุรินทร์กับสถาบัน ชีวิตเปลี่ยน ไม่กลับไปกรุงเทพฯ อีก เรียนแล้วเขียนโครงการได้ ขอทุนมาพัฒนากี่กระตุก ทอผ้าไหมในชุมชน ได้งบประมาณมา ๒ ล้านกว่าบาทจากทางราชการ

อีกคนหนึ่งผลิตกระเป๋า ไปเรียนรู้มา วางแผนจัดการดี มีชุมชนเรียนรู้และผลิต นำมาจำหน่ายที่ปั้มปตท.ที่อำเภอสังขะ และอีกสาขาหนึ่งที่กาฬสินธุ์ เธอให้ผมมาลูกหนึ่ง กระเป๋าเป้ สวยน่าใช้มาก ผมขอให้เธอเขียนเรื่องราวสั้นๆ สักหน้าสองหน้า จะเล่าให้ ปตท.ฟัง เผื่อว่า จะได้เป็นแนวทางให้มีการนำผลิตภัณฑ์ของนักศึกษาม.ชีวิตไปจำหน่ายในปั้มปตท.ทั่วประเทศบ้าง

ที่สุรินทร์ เราได้ร่วมมือกันทำโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ปีสองปีแรกมีนักศึกษากว่า ๑,๒๐๐ คน นับเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีศิษย์เก่าม.ชีวิตมากที่สุดแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะแยกกันทำเมื่อปี ๒๕๕๔ จึงได้หารือกันว่า ไม่นานจะมีการนัดชุมนุมศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันสักครั้งหนึ่ง

ประธานนักศึกษารุ่นแรกเมื่อปี ๒๕๔๙ ชื่อ สุทัศน์ ชิดชอบ นายกอบต.เพี้ยราม อ.เมือง สุรินทร์ เป็นน้องชายของคุณชัย ชิดชอบ พ่อคุณเนวิน ชิดชอบ ซึ่งผมได้พบนายกสุทัศน์ตอนเดินทางกลับไปสนามบิน โดยผมไปเยี่ยมนักศึกษารุ่นปี ๕๗ ชื่อ สุทัศน์ สำรวมจิตร (ชื่อเหมือนกัน) ตำบลเพี้ยราม เป็นนักศึกษาดีเด่นมากคนหนึ่ง บ้านเขาพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่น่าสนใจมาก เขาเป็นประธานกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พระราชทาน ‘เพื่อนช่วยเพื่อน’ ในจังหวัดสุรินทร์ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยี่ยมปีละ ๒ ครั้งมาหลายปีแล้ว

ศูนย์บ้านฮ็อง ตำบลเพี้ยรามแห่งนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ในฐานะศูนย์ที่บริหารจัดการได้ดีเยี่ยมในเรื่องการส่งเสริมพันธุ์ข้าว ด้วยความร่วมมือของภาคประชาสังคมในท้องถิ่น

ไปสุรินทร์คราวนี้ได้พบเห็นและสัมผัสกับสิ่งดีๆ มากมาย เรื่องราวดีๆ คนดีๆ ได้พบศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบัน ทีมงาน อาจารย์ และผู้มีพระคุณช่วยเหลือสถาบันมากมายหลายคน ได้ของฝากที่ใส่กระเป๋าที่น้องศิษย์เก่าเขาให้มาจนเต็ม ข้าวดีๆ อีกหลายกิโล เอามาไม่ได้ก็ขอให้ดร.วิทยา ผอ.ศูนย์ที่สุรินทร์เอามาให้วันหลังที่ไปสถาบัน ของฝากที่เป็นเอกลักษณ์ของดีที่โด่งดังของเมืองสุรินทร์อย่างหนึ่ง คือ หัวไชโป้ว ตราสามผึ้งสูตรโบราณ ที่คุณธนกฤต เจียรวัฒนาการ เจ้าของ ผู้เป็นกัลยาณมิตรของม.ชีวิตมามอบให้เอง

 

 “เพื่อนกระเป๋า”  

ศิษย์ม.ชีวิต ที่สุรินทร์ที่ให้กระเป๋าเป้ผมมา ชื่อ มินตรา บุญจิตต์ เป็นนักศึกษารุ่นปี ๕๖ เธอเรียนพร้อมกับสามี บอกว่า เวลาไปเรียนลูกก็ไป (เรียน) ด้วย เช่นเดียวกับหลายครอบครัว ที่ทางสถาบันส่งเสริมให้ใครไปก็ได้ ฟัง ไปร่วมกิจกรรมการเรียนกับพ่อแม่ พี่น้อง สามี ภรรยา เพื่อน เธอบอกว่า พี่สาวก็ไปเรียนที่สถาบันพร้อมกัน จบพร้อมกัน

คุณมินตราขอแก้ไขข้อความที่ผมโพสท์เมื่อวานว่า ปั้มปตท.ที่เธอไปเปิดขายนั้นอยู่ที่อำเภอสังขะ ไม่ใช่ศรีขรภูมิ (พอผมไปแก้ไขตอนแรกไปแก้ว่า “สังขะบุรี” ผิดอีกหน)

 เธอบอกว่า เพื่อนๆ จากสถาบัน รุ่นพี่รุ่นน้องแวะเวียนไปเยี่ยม ไปอุดหนุนไม่ขาด ไม่นานเธอจะเขียนเรื่องราวของเธอตามที่ผมขอร้อง เมื่อได้รับผมจะโพสท์อีกครั้งหนึ่ง วันนี้โพสท์รูปกระเป๋าบางส่วนที่เธอส่งมาให้ดู มากมายนับร้อยชนิดกระมัง จึงลงให้ดูเป็นตัวอย่าง ใครผ่านไปทางสังขะ หรือกาฬสินธุ์ (ไม่ทราบอำเภอไหน เดี๋ยวเธอคงบอก) ก็ไปเยี่ยมเยียน อุดหนุน

ไม่นานเราจะมีเครือข่ายระดับจังหวัด ภาค และประเทศ คงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อเนื่อง และแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์กันด้วย ม.ชีวิต เรียนรู้ตลอดชีวิตครับ

(ผมไม่ถนัดโพสท์รูปภาพในเวปนี้ ดูได้ที่ fb Seri Phongphit และใน LINE ครับ)

สยามรัฐรายวัน 24 เมษายน 2562

มหาวิหารนอเตรอดาม สำคัญและยิ่งใหญ่แค่ไหน เห็นได้จากปฏิกิริยาจากทั่วโลกหลังเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา

ที่รู้สึกเสียดายเสียใจไปกับเหตุการณ์นี้ จนถึงกับหลั่งน้ำตาและพากันไปสวดมนต์ขณะที่ไฟกำลังไหม้ และผู้นำจากทั่วโลกส่งสารแสดงความเสียใจ คงเป็นเพราะมหาวิหารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของกรุงปารีส แต่เป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าชาวฝรั่งเศส ชาวยุโรป และเกี่ยวโยงไปถึงมนุษยชาติ

นอเตรอดามสะท้อนความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรม เป็นถิ่นกำเนิดของมหาวิทยาลัยปารีส มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ เป็นมหาวิหารที่บอกเล่าว่า เมื่อ 850 ปีก่อน ผู้คนคิดอะไร และทำอย่างไรถึงได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ที่วันนี้คงไม่มีใครสามารถเลียนแบบถึงความอลังการงานสร้างนี้ได้อีก

ความจริง วิหารโกธิคที่ใหญ่โต สวยงามไม่แพ้นอเตรอดาม ที่สร้างขึ้นในยุคไล่เลี่ยกันก็มีหลายแห่ง ทั้งที่ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และที่อื่นๆ แต่ไม่มีที่ไหนที่ผู้คนจะจดจำและนับเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ได้เท่านอเตรอดาม

 

เคยมีคนเรียกยุคกลางของยุโรป (ระหว่างศตวรรษที่ 5 ถึง 15) ว่ายุคมืด แต่คงไม่จริง เพราะพิจารณาแค่สถาปัตยกรรมในยุคนี้ที่มหาวิหาร ปราสาทราชวัง อารามนักพรตนักบวช ก็จะพบความยิ่งใหญ่ที่ยุคต่อมาที่อ้างว่าเป็นยุคสว่างทางปัญญาก็ยังไม่อาจเทียบได้

นอกจากนอเตรอดาม แล้ว ลองไปพิจารณามหาวิหารอย่างชาตร์และแรงส์ ที่เกิดก่อนนอเตรอดาม และที่เมืองอื่นๆ ในฝรั่งเศส อันเป็นที่เริ่มต้นสถาปัตยกรรมโกธิค ที่แพร่หลายไปทั่วยุโรป อย่างวิหารแห่งยอร์คในอังกฤษ, ที่เมืองบูร์โกสและเซบีญาในสเปน, เมืองโคโลญในเยอรมัน, เมืองฟลอเรนซ์ เมืองมิลาน ในอิตาลี, เซนต์สตีเฟ่นที่กรุงเวียนนาในออสเตรีย เป็นต้น

ใครเคยไปเยี่ยมชมมหาวิหารนอเตรอดาม คงจำภาพโดดเด่นของสถาปัตยกรรมโกธิคที่ยอดเยี่ยมแห่งนี้ที่มีลักษณะร่วมกับมหาวิหารอื่นๆ มีโถงกลางกว้างใหญ่ เพดานสูงโค้งสัน หน้าต่างใหญ่ทำด้วยกระจกสีสวยงามตระการตา หลังคาด้านนอกมียอดแหลม ประตูทางเข้าโค้ง มีรูปสลักรูปปั้นเล็กใหญ่เต็มไปหมดรอบวิหาร

ไปเยี่ยมชมมหาวิหารแห่งนี้ จะได้ฟังหินทุกก้อน ประตูหน้าต่างทุกบาน เสาทุกต้น และรูปปั้นรูปสลักทั้งหลายบอกเล่าประวัติศาสตร์ของอารยธรรมตะวันตกได้เป็นอย่างดี

มหาวิทยาลัยปารีสหรือซอร์บอนน์ถือกำเนิดที่มหาวิหารนอทเตรอดามแห่งนี้ ที่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นที่สองรองจากที่โบโลญาในอิตาลี ซอร์บอนน์ตั้งอยู่ในย่านละติน ไม่ไกลจากนอเตรอดาม

เดิมที การศึกษาในยุโรปจัดกันที่บ้านหรือที่วัด ที่อารามนักพรตนักบวช ต่อมาจึงขยับไปที่โบสถ์วิหารต่างๆ และที่นี่เองที่เกิด “มหาวิทยาลัย” ขึ้นมา

เดิมที “มหาวิทยาลัย” ที่เกิดในโบสถ์วิหารเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตครู เป็นโรงเรียนฝึกหัดครู เวลาสอบเขาจะเชิญชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปมาซักถาม ถ้านักศึกษาตอบได้ก็สอบผ่าน เพราะครูต้องทำหน้าที่ไปตอบคำถามชีวิตของประชาชน ไม่ใช่ไปสอนอ่านเขียน แต่สอนวิธีคิด การแก้ปัญหาชีวิต และสอนอาชีพ

ต่อมาก็เกิดมีคนที่เป็นหัวหน้า จัดการศึกษา เป็น “ครูใหญ่” จึงเกิดการศึกษาในระดับปริญญาโท ที่เรียกกันจนถึงทุกวันนี้ว่า “licentia” ซึ่งแปลว่า “ใบอนุญาต” (license) คือเป็นประกาศนิยบัตรให้จัดการศึกษาได้

ต่อมาเกิดมีคนที่มีแนวคิดทฤษฎีใหม่ มีลูกศิษย์ลูกหา บรรดาปราชญ์ทั่วยุโรปก็นัดกันมาร่วมประเมิน หรือ “สอบ” นักคิดหน้าใหม่คนนี้ ว่ามีเนื้อหาสาระและตรรกะเป็นอย่างไร สมัยนั้นยุโรปเป็น “คริสตศาสนจักร” (Christiandom) ประชาคมคล้ายอียูทุกวันนี้ ที่สานต่ออำนาจของจักรวรรดิ์โรมัน ที่ล่มสลายไปตั้งแต่ศวตรรษที่ 4

ทั่วยุโรปใช้ภาษากลาง คือ ภาษาละติน บรรดานักศึกษาจะเดินทางไปตามสำนักต่างๆ เพื่อไปเรียนรู้กับเจ้าสำนัก การที่บรรดานักปราชญ์นัดไป “สอบ” ก็เพื่อจะได้ดูว่า คนคนนั้นมีแนวคิดทฤษฎีอะไร น่าเชื่อถือหรือไม่ แม้อาจไม่เห็นด้วย แต่ถ้าหากมี “ตรรกะภายใน” (internal logic) ก็จะร่วมกันยกย่องให้เป็น “Doctor” ซึ่งภาษาละตินแปลว่า “ผู้สอน” หรือครู ไม่ได้แปลว่าหมอ เป็นการรับรองว่า บัดนี้ได้เป็น “เจ้าสำนัก” ใหม่แล้ว

นั่นคือการจัดการศึกษาถึงระดับปริญญาเอกที่สืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ทำให้เกิดแนวคิดทฤษฎีใหม่ ไปสู่การปฏิวัติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากเทวสิทธิ์ไปสู่สิทธิมนุษยชน จากสมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ประชาธิปไตย นำไปสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวัฒนธรรม (Renaissance) ยุคเกิดใหม่ทางปัญญาที่บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาญาณที่หว่านไว้ตั้งแต่ยุคกรีก ด้วยดิน ปุ๋ย แห่งยุคกลาง และมีคนรดน้ำดูแลให้เกิดใหม่และเติบโต

มหาวิหารนอเตรอดาม ที่กำเนิดของมหาวิทยาลัยของปารีส เป็นที่วางรากฐานทางปัญญาให้บ้านเมือง จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครๆ ยอมให้ล่มสลายไปไม่ได้ ระดมทุนกันบูรณะปฏิสังขรณ์ เพียงวันเดียวได้เงินเกือบสองหมื่นล้านบาทแล้ว

มีใครสังเกตไหมว่า หน้ามหาวิหารแห่งนี้ มีรูปปั้นของจักรพรรดิชาร์ลเลอมาญ หรือชาร์ลมหาราช ที่นับได้ว่าเป็นจักรพรรดิองค์แรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 9 เป็น “ชาวฟรัง” บรรพบุรุษของชาวฝรั่งเศส ทรงม้าหน้ามหาวิหาร ด้วยความหมายแห่งความยิ่งใหญ่คู่กับนอเตรอดาม

วันปาสกา วันชีวิตใหม่

วันปาสกา วันอีสเตอร์ วันรำลึกถึงการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า หลังจากสัปดาห์ศักดิสิทธิ์ ที่รำลึกถึงวาระสุดท้ายของพระองค์ที่ทรงถูกจับ ถูกทรมานและถูกตรึงกางเขน สิ้นพระชนม์

ผมคิดถึงประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คนเป็นเอดส์เมื่อกว่า 25 ปีก่อนที่ภาคเหนือ ได้ส่งเสริมการรวมตัวกันของผู้ติดเชื้อ สร้างเครือข่าย ให้พวกเขามีพลังเพื่อช่วยเหลือตนเอง และช่วยผู้อื่น ทั้งผู้ติดเชื้อและสังคมโดยรวม

ผมได้ขอให้พวกเขาเขียนเรื่องชีวิตตนเอง ผมปรับปรุงแล้วส่งไปตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ จากนั้นได้รวมเล่ม พิมพ์เผยแพร่เพื่อระดมทุนเข้ากองทุนยาเพื่อผู้ป่วยเอดส์ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

หลังจากนั้น หนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ได้รับการตีพิมพ์จากกระทวงศึกษาธิการและคุรุสภา เผยแพร่ไปทุกโรงเรียนทั่วประเทศ

บุคลากรในแวดวงสาธารณสุขบอกว่า หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ฝรั่งทำงานในเมืองไทยบอกว่า ผมมีส่วนในการเปิดเผย “โฉมหน้ามนุษย์” ของเอดส์ (human face of aids)

หนังสือเล่มนี้ ผมเป็นบรรณาธิการและได้เขียนต่อจากบันทึกชีวิตของผู้ติดเชื้ออีกหลายบท ตีพิมพ์ในมติชนด้วย ผมสรุปตอนท้ายบทความหนึ่งว่า

 

“ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์

            แต่มนุษย์สามารถเอาชนะทั้งความเจ็บป่วยและความตายได้

            เราจึงมีนิพพาน มีการกลับคืนชีพ มีความหลุดพ้น

            มีชีวิตใหม่ แล้วแต่ศาสนาไหนจะสอนอย่างไร

            เอดส์อาจจะฆ่าร่างกายของมนุษย์ได้ แต่ไม่อาจฆ่าตัว “มนุษย์” ได้

            ความตายของหลายคนได้หว่านเมล็ดแห่งชีวิตลงบนผืนดิน

            อย่างที่จำลอง, วิทยา, สุทัศน์, ไสว และอีกหลายคนได้กระทำ” (หน้า 79)

 

ผมได้ขอให้คุณหมอประเวศ วะสี เขียนคำนำให้ สุดท้ายกลายเป็น “บทนำ” เพราะมีเนื้อหาที่ได้เปิดเผยให้เห็นสัจจธรรม อันเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ชีวิตของผู้ติดเชื้อเลยทีเดียว ท่านเริ่มต้นว่า

“หนังสือที่อยู่ในมือของท่านเล่มนี้เ ถ้าอ่านอย่างเชื่อมโยงทั้งทางจิตใจ จิตวิญญาณ และปัญญาแล้วลองสร้างจินตนาการดังต่อไปนี้” แล้วท่านก็แนะนำเป็น 5 หัวข้อ คือ

“หนึ่ง ถ้าผู้ติดเชื้อที่เผชิญหน้ากับความตาย แล้วเกิดไม่กลัวตายขึ้นมา” ท่านบอกว่า “คนติดเชื้อเอดส์ที่เผชิญกับความตายซึ่งๆ หน้า จนหลุดพ้นจากความตาย ก็คือคนที่ “บรรลุธรรม” เกิดพลังชีวิต และพลังสร้างสรรค์ทางสังคม”

“สอง ถ้าครอบครัวของผู้ติดเชื้อสลัดปมด้อย ไม่กลัว ไม่ทุกข์ เผชิญกับทุกอย่างด้วยความองอาจเยี่ยงแม่หม้ายดอยสะเก็ด...เรียกว่าเขาบรรลุอิสระภาพ คือหลุดพ้นจากความบีบคั้น จากความรู้สึกของตนเอง และความรู้สึกของสังคมที่มีต่อเรา อิสระภาพคือภูมิคุ้มกันของเรา แม้ความรู้สึกไม่ดีของสังคมซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อโรคก็ทำอะไรเขาไม่ได้”

“สาม ถ้าชุมชนเข้มแข็ง” ท่านอธิบายว่า “วิกฤติการณ์ในสังคมเกิดจากปรากฎการณ์ที่ความชั่ว organized หรือรวมตัวเป็นโครงสร้างที่มีพลังทำอันตราย แต่ควมดีไม่ organized หรือไม่รวมตัวกันเป็นโครงสร้างจึงไม่มีภูมิคุ้มกัน ระบบสังคมจึงเป็นระบบที่ขาดภูมิคุ้มกัน หรือสังคมนั่นแลที่เป็นโรคเอดส์ เปิดโอกาสให้เชื้อโรคทางสังคมต่างๆ ลุกลามจนเจ็บป่วยและวิกฤติ” แล้วท่านก็อธิบายว่าชุมชนเข้มแข็งเป็นอย่างไร

“สี่ ถ้าสังคมเข้าใจธรรมชาติแห่งการบำบัด” ท่านอธิบายเรื่องความสมดุลของชีวิต ปัญหาสุขภาพที่ลำพังแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถเผชิญกับเรื่องนี้ได้ ที่สังคมต้องร่วมมือกันใช้หลากหลายวิถีทางวัฒนธรรมในการบำบัดโรคร้ายนี้ ทำให้ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน

“ห้า ถ้าสังคมทั้งหมดซึ่งรวมถึงรัฐบาลและสื่อมวลชนด้วยมีความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทัศนะ) ท่านบอกว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นพลังแห่งความหลุดพ้นจากความไม่รู้หรืออวิชชาที่ครอบงำมนุษย์ “เป็นเบญจวิมุติทางสังคม”

ท่านเสนอในตอนท้ายว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ในการต่อสู้เอดส์คือการทำให้สังคมทั้งสังคมมีภูมิคุ้มกัน ท่านสรุปว่า “การระบาดของโรคเอดส์เกิดขึ้นในช่วงที่มนุษย์มีวิกฤติการณ์จากความแตกสลายทางสังคม (Social Disintegration) ในการเผชิญกับวิกฤติการณ์โรคเอดส์ ปัญหาที่ไม่มีทางออกจะกระตุ้นให้มนุษย์เกิดปัญญาใหม่ นำความรัก ปัญญา และความเป็นประชาสังคม ขึ้นมาสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ อันเป็นการอภิวัฒน์ ”มนุษยชาติ (Humanity Revolution)

“หนังสือเล่มนี้.....ไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก ถ้าผู้อ่านได้สัมผัสสิ่งที่ลึกอยู่ในจิตวิญญาณ การสัมผัสนั้นจะเป็นประดุจทิพยสัมผัสที่มาปลดปล่อยผู้อ่าน ให้ธรรมชาติที่แท้แห่งความเป็นมนุษย์ หลุดออกจากมายาอวิชชาที่ครอบคลุมชีวิตและสังคม เกิดพลังชีวิตและพลังสร้างสรรค์ อันจะทำให้มนุษยชาติพบอิสรภาพและศานติสุข”

 

ผมขอบคุณพระที่ได้มีโอกาสทำงานกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ได้ประสบการณ์ ได้พบเห็น ได้สัมผัสกับชิวิตจริงของคนที่ “ตายแล้วเกิดใหม่” คนที่อาจไม่ได้เปลี่ยนโศกนาฎกรรมให้เป็นสุขนาฎกรรม แต่ได้มองเห็นคุณค่าจากที่เห็นว่าไร้ค่า เห็นควาหมายของชีวิตจากความไร้เหตุผล

มองเห็นแสงสว่างในความมืด แม้พียงเล็กน้อย แต่เพียงพอเพื่อนำไปสู่ทางออก หลุดพ้นจากทางตันและกับดักของชีวิต

พวกเขาได้เรียนรู้ ได้พบว่า แม้แต่ความทุกข์ ความเจ็บป่วยและเจ็บวดก็สามารถเปลี่ยนเป็นยาขมที่รักษาบาดแผลทางจิตวิญญาณได้ ประสบการณ์นี้ทางศาสนาคริสต์เรียกว่าเป็น “พระหรรษทาน” (Grace of God) สิ่งที่พระประทานให้เกิดสุข

ขอให้ศานติสุขจงมีแด่ทุกท่านในวันปาสกาครับ Happy Easter !

เสรี พงศ์พิศ วันปาสกา 21 เมษายน 2019

(อีกไม่นาน ผมจะนำหนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” เล่มนี้มาทำเป็น E-book ที่ใครๆ ก็อ่านได้ฟรีครับ)

สยามรัฐรายวัน 17 เมษายน 2562

ความหลากหลายทางภาษาเป็นความงดงาม ความร่ำรวย ถ้าเรียบเรียงให้สัมผัสสัมพันธ์กันได้ดีและมีความหมายก็กลายเป็นศิลปะ เป็นสุนทรียะ สะท้อนความละเอียดอ่อนของจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์

          ภาษามีคุณค่ามากกว่าเพียงการสื่อสาร มี “พลังอำนาจ” ที่สามารถกำหนดความสัมพันธ์และพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนได้

จึงมีคนที่อยากลดทอนความหลากหลายของภาษาลง ด้วยเหตุผลทางสังคมการเมือง อ้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ อย่างคำสรรพนามต่างๆ ที่อยากให้เรียบง่ายไม่วุ่นวายยุ่งยาก แสดงออกถึงความเท่าเทียม ด้วยเห็นแบบอย่างที่ภาษาฝรั่งใช้กัน

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เผด็จทุกยุคสมัย ไม่ว่าบุคคลหรือลัทธิ ต่างก็พยายามกำหนดภาษา สรรพนาม เพื่อแสดงออกถึงอำนาจ ดูภาษาที่เกิดในยุคของฮิตเลอร์ มุสโสลินี หรือพรรคอมมิวนิสท์ รวมไปถึงของไทยในสมัยจอมพลป.พิบูลย์สงคราม ที่พยายามทำให้สรรพนามไทยเหลือเพียง “ข้าพเจ้า-ท่าน” เพื่อแสดงถึง “ความเจริญ”

จนมีหนังสือพิมพ์เขียนล้อเลียนว่า พ่อตีลูก ลูกถามว่า “ทำไมท่านจึงตีข้าพเจ้า” พ่อตอบว่า “ข้าพเจ้าตีท่าน เพราะท่านไม่ไปโรงเรียน” คล้ายกับวันนี้ที่มีนักการเมืองหน้าใหม่อยากให้คนในพรรคของตนเลิกใช้คำนำหน้าว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ให้มีเพียง คุณ ผม ดิฉัน ก็พอ เมื่อเรี่มที่พรรคได้ก็จะขยายไปสู่สังคม

การลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการปฏิเสธความหลากหลายของภาษา ก็คล้ายกับการถางสวนป่าหลังบ้านที่งดงามและเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ที่ให้ปัจจัย ๔ ให้เหลือเพียงมันสำปะหลังกับยางพารา

ความเท่าเทียมคงไม่ได้อยู่ที่ภาษาสรรพนามที่ถูกลดทอนลงมาเท่านั้น แต่อยู่ที่กฎหมาย ระบบโครงสร้างและจิตสำนึกของผู้คนมากกว่า ประเทศสหราชอาณาจักรที่เป็นแม่แบบของประชาธิปไตย ไม่มีรัฐธรรมนูญ แต่มีกฎหมายที่ทำให้คนอยู่ร่วมกัน เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นคน รวมทั้งยังมีระบบกษัตริย์ ยังมีภาษาราชาศัพท์

ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษายุโรปต่างก็มีคำสรรพนามที่ให้เกียรติ ยกย่องคนอื่นด้วยความสุภาพ ความเท่าเทียมอยู่ที่ตัวบทกฏหมายและการบังคับใช้กฎหมาย จิตสำนึกและวินัยของคนในชาติ ดังมาตราแรกของรัฐธรรมนูญเยอรมันที่บอกว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ย่อมละเมิดมิได้ รัฐมีหน้าที่เคารพและปกป้อง”

การที่นักการเมืองบางคนอยากลดความหลากหลายของสรรพนามลงมา อ้างว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความเท่าเทียม น่าจะมาจากโลกทัศน์ชีวทัศน์ธุรกิจ ที่มองโลกแบบแยกส่วนและลดทอน เหลือเพียงกลไก ที่ทำให้สังคมไทยกลายเป็นเพียงเวทีอำนาจและผลประโยชน์ พรรคการเมืองกลายเป็นเหมือนบริษัท

ความสัมพันธ์เชิงธุรกิจแบบทุนนิยมสามานย์ มีเรื่องกำไร ผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่มีคำว่าเมตตา เอื้ออาทร ขอให้ได้กำไรเป็นพอ คุณจะเป็นจะตายก็ช่างปะไร จึงไม่อยากนับญาติกับใคร ไม่อยากให้ใครมานับญาติ มาเรียกพี่ ลุง ป้า น้า อา เอาแค่คุณ ผม ดิฉัน ก็พอ

วันนี้สังคมทั่วไปก็กลายเป็นบริษัท เป็นธุรกิจ เป็นความสัมพันธ์เชิงผลประโยชน์ คุณเป็นเพียง “ลูกค้า” เป็น “ผู้โดยสาร” ที่พนักงานเขาเรียก สูญเสียความงดงาม ความร่ำรวยของภาษาไป ที่สำคัญ ได้สูญสียคุณค่าที่ดีงามของสังคมไทย คือ ทุนทางสังคม อันหมายถึงความไว้วางใจกัน (trust) ความสัมพันธ์อันดีของผู้คนในสังคม ความเป็นพี่น้อง ที่สะท้อนออกมาทางภาษา ซึ่งเป็นหน้าต่างของวิญญาณ

การที่คนเรียกสรรพนามว่า พี่ ลุง ป้า น้า อา เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพนับถือกัน ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย เหมือนไม้ในป่าที่มีนานาพันธุ์ มีหลายระดับ ที่ต่างก็เกื้อกูลกันให้อยู่เป็นป่าที่ให้ชีวิตแก่พืชสัตว์และอื่นๆ ป่าไม้เศรษฐกิจเดี่ยวๆ ทั้งหลายไม่ได้เอื้อความหลากหลายแก่ชีวิตอะไรอื่นนอกจากตัวเอง

เมื่อผู้ใหญ่เรียกเด็กว่า “ลูก” คงไม่มีใครไปตู่เอาว่าเป็นลูกตัวเอง แต่แสดงถึงความเอ็นดูเด็ก เช่นเดียวกับคนหนุ่มคนสาวเรียกคนที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือด เป็นญาติทางวัฒนธรรมว่า พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นความเคารพนับถือ คือความร่ำรวยของภาษาไทยที่ภาษาฝรั่งไม่มี หรือมีน้อยกว่ามาก

สรรพนามที่หลากหลายสะท้อนความละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้คน ที่ให้เกียรติกัน ยอมรับนับถือกัน เคารพผู้ใหญ่กว่า อาวุโสกว่า คือกาละเทศะทางวัฒนธรรมที่ดีงาม ไม่ใช่ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมซึ่งอยู่ที่พฤติกรรม อยู่ที่ท่าที อยู่ที่จิตใจของผู้คนต่างหาก ซึ่งไม่ว่าจะใช้สรรพนามหลากหลายหรือเพียงไม่กี่คำก็เหลื่อมล้ำได้ เอาเปรียบได้ กดขี่ข่มเหงได้

คำพูด สรรพนามก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่พฤติกรรมสำคัญกว่า ในสังคมก็เช่นเดียวกัน ระบบโครงสร้างที่เป็นธรรมสำคัญกว่า สรรพนามในภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ช่วยให้ “เสื้อกั๊กเหลือง” หยุดประท้วงทุกเสาร์มาได้ห้าหกเดือน เพราะชาวบ้านฝรั่งเศสทนไม่ได้กับความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลมาครงซ้ำเติม

ของฝรั่งที่ดีๆ ก็มี กลับไปเอาเรื่องเลวๆ ของเขา อย่างประเพณีรับน้องแบบรุนแรงในสถาบันการศึกษาเพื่อให้ยอมสยบอยู่ในอำนาจ สร้างระบบอาวุโส สั่งสมเป็นฐานวัฒนธรรมความรุนแรงและความเหลื่อมล้ำ ทีแบบนี้ไม่สนใจไปล้มเลิก ยังไปยอมให้นักศึกษาเรียก “พ่อของฟ้า” แบบไม่เขินอายอีกต่างหาก

ในทุนนิยมสามานย์และการเมืองสามานย์ ผลประโยชน์และอำนาจไม่ปรานีใคร ทำลายได้แม้กระทั่งมรดกอันยิ่งใหญ่ที่สุดของสังคมไทย คือ ทุนทางสังคม ความเป็นพี่เป็นน้อง ความเอื้ออาทร การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ลดสังคมไทยลงไปให้เป็นเพียง “บริษัทไทยแลนด์จำกัด (มหาชน)”

สยามรัฐรายวัน 10 เมษายน 2562

น้ำมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เพียงใด เห็นได้จากวัฒนธรรมวิถีของมนุษยชาติ ปรัชญาแนวคิดพื้นฐานของทุกเผ่าพันธุ์และอารยธรรมล้วนสัมพันธ์กับน้ำ

            น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งทของชีวิต น้ำอยู่ในความเชื่อ ในประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา ทางไสยศาสตร์ เชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน เชื่อมมนุษย์กับธรรมชาติและกับเหนือธรรมชาติ

            น้ำในปรัชญาอินเดียและจีนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการของจักรวาล น้ำในปรัชญากรีก ในความคิดของทาเลส คือ สิ่งทีเชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่ง

ทาเลส ได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนแรกของกรีกและอารยธรรมตะวันตก คือคนที่คิดนอกกรอบตำนานเทพปรณัม ที่อธิบายโลกและสรรพสิ่งว่าเกิดขึ้นดำเนินไปด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของทวยเทพ มีคนเรียกทาเลสว่าบิดาของ “วิทยาศาสตร์” คือ คิดด้วยเหตุผลและหลักฐานทางธรรมชาติ

หลังจากทาเลส นักปรัชญากรีกคนอื่นได้ขยายจากน้ำไปเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ใกล้เคียงกับปรัชญาตะวันออก อินเดีย จีน และอื่นๆ แนวคิดกรีกกลายเป็นฐานคิดที่แตกหน่อเป็น “วัตถุนิยม” ด้วยแนวคิด “อะตอม” ของเดโมครีตุส ที่พัฒนาไปสู่วัตถุนิยมสูงสุดในลัทธิมาร์กซ์ รากฐานสังคมนิยมตอมมิวนิสท์

ก่อนที่จะมีนักปราชญ์อย่างเพลโตที่บอกว่า “จิต” หรือ “ความคิด” ต่างหากที่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง ที่ทำให้ทุกอย่างสัมพันธ์เป็นหนึ่ง นั่นคือกำเนิด “จิตนิยม” ขั้วตรงกันข้ามกับ “วัตถุนิยม” สองขั้วแนวคิดที่ครอบงำและกำหนดความเป็นมาของโลกจนถึงทุกวันนี้

(วิเคราะห์เรื่องน้ำ นำไปสู่ความเข้าใจการแตกขั้วของสังคมที่ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่ก่อกำเนิดมาหลายพันปีแล้ว อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่รูปสามเหลี่ยมเอาหัวลงของพรรคอนาคตใหม่ คือ สัญลักษณ์ของน้ำ ในศาสตร์ อัลเคมี (Alchemy) ที่เฟื่องฟูในยุคกลางของยุโรป นี่คือวิชาลูกครึ่งระหว่างวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์ ว่าด้วยการเล่นแร่แปรธาตุ)

น้ำปรับตัว ยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงแปรสภาพได้ดีกว่าทุกปัจจัยในโลก น้ำจึงเป็นได้ทั้งปัจจัยตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ เป็นของธรรมดา (profane) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (sacred) ทั้งทางโลกและทางธรรม ในพิธีกรรมทางศาสนา น้ำชำระล้างบาป ล้างมลทินในชีวิตจิตใจของคนได้

ไม่ว่าจะเพียงไม่กี่หยดหรือมากมายอย่างคงคามหานทีอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชำระทั้งภายนนอกภายใน การลงไปในแม่น้ำคงคา เป็นการเข้าสู่เอกภาพกับสิ่งสูงสุด เป็นหนึ่งกับ “Brahman” จิตวิญญาณแห่งจักรวาล พระพรหมผู้ทรงเป็น เหมือน “ลมหายใจ” ของสรรพสิ่ง

            การค้นหาสัญญาณชีวิตในดวงดาวต่างๆ จึงเล็งไปที่ “น้ำ” เป็นสำคัญ ถ้ามีน้ำก็แปลว่ามีอากาศ มีสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นผิว อยู่ใต้ดิน หรือในอวกาศที่เหมือนกับไม่มีอ็อกซิเจน ไม่มีแม้แต่ละอองน้ำความชื้น แต่มนุษย์ที่ฝันจะไปอยู่ต่างดาวก็คิดหาวิธีให้มีน้ำมีอากาศจนได้

            สงกรานต์ การเริ่มต้นปีใหม่ เริ่มชีวิตใหม่ไทยจึงมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ มีการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ อันเป็นเครื่องหมายถึงการเชื่อมต่อขอพลังชีวิตจากท่าน เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยมีน้ำเป็นปัจจัยเชื่อมต่อ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความสัมพันธ์ การสืบสานและการสืบทอด

            นอกจากการรดน้ำที่มือ หลายแห่งลูกหลานยังรดเท้า ล้างเท้าบุพการี แล้วเอาน้ำล้างเท้านั้นมารดศรีษะตน เป็นการขอขมาพ่อแม่ตามธรรมเนียมโบราณ ล้างอาถรรพ์เสริมมงคลชีวิต

            ในยุคที่ผู้คนสัมพันธ์กันด้วยโซเชียลมีเดีย ส่งต่อภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าสดหรือแห้ง พิธีกรรมเหล่านี้เริ่มกลับมา มีการเลียนแบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ในสังคมที่คนต่างวัยไม่เข้าใจกัน สื่อสารกันไม่ติดเพราะกลายเป็นคนต่างยุคต่างสมัย ต่างความรู้สึกนึกคิด

            น้ำเชื่อมคนหลายวัย ผู้ใหญ่กับเด็ก คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ไม่ถึงกับต้องไปล้างเท้าก็ได้ ให้รดน้ำดำหัวแบบธรรมดาแต่ด้วยความจริงใจ ก็จะทำให้พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุมีความสุข อย่างน้อยได้รับรู้ถึงความรักและห่วงใย ความกตัญญูรู้คุณของลูกหลาน สายสัมพันธ์ดีๆ ที่ยังคงอยู่

            สงกรานต์เป็น “วันเกิด” ของครอบครัว ของชุมชน ของสังคมไทย ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีใหม่พร้อมกันอย่างมีความสุข เป็นวันที่เราทุกคนคิดถึงกัน คิดถึงพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร คิดถึงคนอื่น เพราะถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีเรา เราเป็นเราเพราะ “เขาทั้งหลาย” ได้ช่วยกันอุมชู เลี้ยงดู ช่วยเหลือ ให้โอกาส

            วันสงกรานต์ วันเกิดของส่วนรวม เราควรคิดถึงคนอื่น คิดถึงส่วนรวม เริ่มด้วยความคิดดีๆ ลดละเลิกความเกลียดชัง ความเคียดแค้น ความร้อนแรงเหมือนไฟสุมอก อย่าให้ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรง

วันสงกรานต์ หาอ่านอะไรดีๆ ที่ให้แรงบันดาลใจ ให้พลังทางใจ อย่างฟังเนลสัน แมนเดลา บอกไว้ใน “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” ว่า

            “คนไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความเกลียดชัง ถ้าเรียนรู้ที่จะเกลียดได้ก็เรียนรู้ที่จะรักได้ เพราะความรักเป็นอะไรที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์มากกว่าความเกลียด ความดีของคนเป็นประกายไฟที่อาจจะหลบซ่อนได้ แต่ไม่มีวันดับ”

ทางอีศาน เมษายน ๒๕๖๒

อยากชวนดูหนัง ๓ เรื่อง “ทองปาน” “ประชาชนนอก” และ “ลูกอีสาน” ที่สัมพันธ์กันทั้งในเนื้อหาและภาษาภาพยนต์

            ทองปานเป็นภาพยนต์กึ่งสารคดีสร้างเมื่อปี ๒๕๑๘ เสร็จก่อน ๖ ตุลาฯ ๒๕๑๙ เพียงวันเดียว     ด้วยเนื้อหาที่เป็น “ปฏิปักษ์” ต่อการปกครองในระบอบเผด็จการ ไพจง ใหลสกุล ผู้กำกับคนหนึ่งจึงต้องเอาฟิล์มไปตัดต่อที่อังกฤษ เปิดตัวที่งานแสดงภาพยนต์ลอนดอน (London Film Festival) และได้รับรางวัลภาพยนต์ดีเด่นแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                เป็นหนังความยาวเพียง ๖๐ นาที ที่ผู้นำขบวนการทางสังคม นักคิด นักเขียน อาจารย์ นักศึกษา ทั้งไทยและเทศร่วมกันสร้าง เพื่อสะท้อนความเป็นจริงอันเจ็บปวดของสังคมไทย ความขัดแย้งที่แปลก ความจริงที่ประหลาด (paradox) ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนา” ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงความทันสมัยที่ไม่พัฒนา (modernization without development) ที่สร้างผลกระทบ สร้างความทุกข์ให้ชาวบ้าน

            หนังนำเอาชีวิตจริงขององอาจ มณีวรรณ ชาวนากาฬสินธุ์ มาเป็นทองปาน โพนทอง สองสามีภรรยาที่ปากกัดตีนถีบเหมือนชาวนาทั่วไป เขาต้องดิ้นรนขึ้นเวทีชกมวยเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว มารักษาภรรยา ภาษาหนังทำให้เห็น “การพัฒนา” เป็นหมัดเท้าเข่าศอกที่ระดมใส่เขาจนถูกน็อคในที่สุด

ภาพเวทีมวยสลับกับเวทีสัมมนาว่าด้วยการพัฒนาของนักวิชาการ นักการเมือง และผู้นำทางสังคม บอกว่า โครงการพัฒนาทั้งหลายที่ประดังเข้ามาเป็นเหมือนพายุหมัดที่ระดมใส่ชาวบ้านจนถูกหามลงจากเวทีชีวิต คือความล้มเหลวของการพัฒนา คือความพ่ายแพ้ของชาวไร่ชาวนาและประเทศชาติบ้านเมือง

การสัมมนาถกเถียงกันเรื่องเขื่อนผามอง ที่อเมริกาเสนอให้สร้างที่แม่น้ำโขงตอนล่าง แถวๆ เชียงคาน ทองปานและชาวบ้านบางคนก็ไปร่วม แต่แทบไม่ได้พูดอะไรเลย มีเสียงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “ น้ำก็อยากได้ ดินก็อยากได้อยู่  แต่ปัญหาอื่นของชาวบ้าน เช่น ขโมยขโจร  ราคาข้าวตกต่ำ สัมประทานทางเดินรถถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดแคลนหมอ ถ้าสร้างเขื่อนมาแล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ่”

            แต่ภาพของทองปานและภรรยาที่ไปอาศัยอยู่ใต้เขื่อนแสดงให้เห็นการขาดน้ำเพราะทางการกักเก็บในหน้าแล้ง และน้ำท่วมนาเมื่อมีการระบายน้ำลงมากลัวเขื่อนแตก พวกเขาทำกินอยู่ในความมืด ภายใต้สายไฟแรงสูงพาดผ่านหัว

ดูรายชื่อของคนที่เกี่ยวข้องกับหนังทองปานแล้วคงไม่แปลกใจที่เป็นหนังที่ไม่เหมือนหนังทั่วไปเลยจริงๆ : ไพจง ไหลสกุล สุรชัย จันทิมาธร ยุทธนา มุกดาสนิท รัศมี เผ่าเหลืองทอง คำสิงห์ ศรีนอก วิทยากร เชียงกูล เรืองยศ จันทคีรี เสน่ห์ จามริก สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พัทยา สายหู Peter F.Bel เทพศิริ สุขโสภา ทรงยศ แววหงษ์ และชาวบ้านจากบัวใหญ่ รวมทั้งภารโรงที่ธรรมศาสตร์ที่เข้าฉากด้วย

ไม่กี่ปีให้หลัง ทองปานไปโด่งดังในหนัง “ลูกอีสาน” ของวิจิตร คุณาวุฒิ ที่สร้างจาก “ลูกอีสาน” นวนิยายรางวัลซีไรท์ ของคำพูน บุญทวี

ลูกอีสานเป็นหนังที่น่าดูมาก เล่าเรื่องด้วยภาพได้ไม่แพ้ด้วยภาษาของคำพูน บุญทวี ได้เห็นชีวิตของ “บักคูณ” ลูกชาย ซึ่งก็คือชีวิตของคำพูนเอง กับพ่อของเขาที่แสดงโดยองอาจ มณีวรรณ ที่เคยเป็นทองปาน นั่นเอง หนังได้รับรางวัลมากมาย ภาพยนต์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับ นักแสดงนำองอาจก็ได้รับด้วย

แต่ชีวิตจริงของนักแสดงสมัครเล่นอย่าง “ทองปาน” ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น วันประกาศรางวัลเขาก็ไม่ได้ไปรับ เพราะไปขายแรงงานที่ประเทศลิเบีย ชิวิตจริงยิ่งกว่าหนังทองปานและลูกอีสานรวมกัน

เรื่องที่ ๓ ที่อยากแนะนำให้ดู คือ “ประชาชนนอก” ที่มานพ อุดมเดช กำกับการแสดง เอาเรื่องของ ๒ คนมาผสมผสานเป็นเนื้อหาการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม

คนหนึ่งเป็นลูกชาวบ้านจากยโสธร เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่กลับไปอยู่หมู่บ้าน ชาวบ้านสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะคนมีปริญญาเขาทำงานในออฟฟิศ หรือเป็นเจ้าคนนายคน ไม่กลับไปทำไร่ไถนา เป็นชีวิตจริงของคนชื่อสำเนียง ทานระ

อีกคนหนึ่งเป็นเป็นชีวิตจริงของจำรัส ม่วงยาม ผู้นำชาวนาที่ระยอง ที่เสี่ยงตายนำชาวนาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และที่สุดก็ถูกยิงตาย

สำเนียง ทานระ เป็นคนบ้านซ่งแย้ อำเภอเลิงนกทา (วันนี้ขึ้นกับอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร) เป็นรุนพี่ของมานพ อุดมเดช ตอนไปเรียนที่สกลนคร เป็นคนบ้านเดียวกันกับ ดร.พีระพันธ์ พาลุสุข เพื่อนรุ่นเดียวกับผม

ฉากจริงๆ ที่เกี่ยวกับสำเนียงไปถ่ายทำที่บ้านซ่งแย้ มีชาวบ้านมาแสดงโดยไม่ต้องเตรียมอะไรมาก มานพบอกวว่า ยิ่งซ้อมยิ่งเตรียมยิ่งแสดงไม่ออก เลยให้ทำอย่างเป็นธรรมชาติดีกว่า

เป็นหนังกึ่งสารคดีคล้ายกับทองปาน สะท้อนภาพหลัง ๑๔ ตุลาและ ๖ ตุลาได้เป็นอย่างดีจนถูกแบนห้ามฉายในโรง แต่คนไทยส่วนหนึ่งก็ได้ดูที่มหาวิทยาลัยและงานสัมมนา

ผมหิ้ว “ประชาชนนอก” ไปฉายที่งานแสดงภาพยนต์เมื่อง Pesaro ประเทศอิตาลีเมื่อปี ๒๕๒๖ งานที่หนัง “เพื่อนแพง” ของคุณเชิด ทรงศรี ได้ฉายเป็นปฐมฤกษ์

ขณะที่ทองปานและประชาชนนอก เป็นหนังกึ่งสารคดีและเป็นหนัง “การเมือง” สะท้อนปัญหาความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างลุ่มลึกและเจ็บปวด ลูกอีสาน เสนออีกด้านหนึ่งของชีวิต ที่แม้จะลำบากเพียงใดก็สู้ทน ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สีสันของวิถีชีวิตของคนอีสาน แม้จะทุกข์ยากลำบากเพียงใดก็ “อดเอา” สู้ไม่ถอย ด้วยความหวังให้ได้ชีวิตที่ดีกว่า

ลูกอีสานเล่าเรื่องสองพ่อลูก ตัวแทนของครอบครัวอีสานจำนวนมาก ที่สะท้อนความสุขในความทุกข์ น้ำตาในรอยยิ้ม อารมณ์ขันในยามลำบาก เหมือนน้ำเย็นดับกระหาย เสียงแคนที่เริ่มลีลาช้าๆ โหยหาความสุข และเร็วขึ้นจนเข้าจังหวะที่คนฟังนั่งไม่ติด ต้องลุกขึ้นมาเต้น

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ มีโศกนาฎกรรมและสุขนาฎกรรม ทุกวันมีข่าวสังคมที่เป็น “ดราม่า” ซึ่งแปลว่าการแสดงออกเหมือนว่าเกินจริงยิ่งกว่าละครหรือภาพยนต์ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธ “ความเป็นจริง” ที่ซ่อนยอยู่เบื้องหลัง ที่หลายครั้งก็จริงเสียยิ่งกว่าละครและภาพยนต์

ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูสังคมไทยวันนี้กับเมื่อ ๔๐ ปีที่หนังทั้ง ๓ เรื่องออกมาไล่เลี่ยกัน ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก มีความทันสมัย แต่ไม่ใช่ “ความพัฒนา” ในความหมายที่แท้จริง ชาวไร่ชาวนาก็ยังทุกข์ยากลำบาก อาจมากกว่เดิมด้วยซ้ำเพราะหนี้สิน ส่วนหนึ่งอพยพไปหางานทำในเมืองและต่างถิ่น

สังคมไทยเหมือนเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ อยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเลือกตั้งกับรัฐประหาร การเมืองก็เหมือนกับละครน้ำเน่าที่นำมาทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้ยินได้ฟังนโยบายหาเสียงจนหูชา อมาตยา เซน บอกว่า “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่”

ความจริงที่คนมีอำนาจอยากให้เห็น เป็นความจริงอีกแบบหนึ่ง ความจริงสำเร็จรูปที่เตรียมไว้แล้ว ที่ไม่ต้องตั้งคำถาม ไม่ต้องโต้แย้ง เพราะถ้าถาม ถ้าเถียง คุณก็กลายเป็นศัตรู ไม่รักชาติ ไม่ปรารถนาดี

เหมือนอย่างที่บิชอป เฮลเดอร์ คามารา ชาวบราซิลว่าไว้นานแล้วว่า “เมื่อข้าพเจ้าให้อาหารคนจนเขาก็เรียกข้าพเจ้าว่านักบุญ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ทำไมเขาถึงจน คนก็เรียกข้าพเจ้าว่าคอมมิมนิสต์”

มีหนังดีๆ มากมายที่ดูแล้วได้ความรู้สึกนึกคิดดีๆ ได้แรงบันดาลใจ ควรเลือกให้ดี เพราะหนังดีดูแล้วฉลาดขึ้น หนังละครน้ำเน่าดูแล้วอาจโง่ลง กระตุ้นความรุนแรง ส่งเสริมสัญชาติญาณดิบ

ถ้า “กินอะไรก็จะเป็นอันนั้น” (You are what you eat) สำหรับการดูหนัง “ดูอะไรก็จะได้อันนั้น”

สยามรัฐรายวัน 3 เมษายน 2562

นโยบายดีๆ ที่พรรคการเมืองได้ประกาศไว้จะทำได้แค่ไหนก็อยากขอร้องให้มองไกลๆ ไปกว่าประชานิยมประชารัฐ มองไปถึงการสร้างระบบน่าจะทำให้เกิดการพัฒนายั่งยืนกว่า

          ไม่นานมานี้ มีข่าวเล็กๆ ทางบีบีซี ผู้หญิงจีนคนหนึ่งฉีดน้ำผลไม้กว่า 20 ชนิดเข้าเส้น เพื่อให้สุขภาพดี แต่มีอาการหนักปางตาย ต้องเข้าห้องไอซียู ตับ ไต หัวใจและปอดเสียหายอย่างหนัก พอๆ กับรถยนต์เข้าปั้ม เขาเติมน้ำมันผสมน้ำให้ เครื่องพัง

            ตามคาด โซเชียลมีเดียจีนเดือด ส่วนใหญ่ตกใจที่มีคนขาดความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ได้เพียงนี้ แต่นั่นคือการมองโลก มองชีวิตแบบแยกส่วน มองเป็นกลไก ลดทอนทุกอย่างที่ซับซ้อนให้เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ ไม่กี่อย่าง คิดแบบซื่อๆ ว่า น้ำผลไม้ดี ถ้าฉีดเข้าไปก็จะได้ผลเร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าเข้าทางปาก

            ความจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องคนจีน แต่เป็นเรื่องคนไทยและคนทั่วโลก ที่คิดแบบกลไก แยกส่วน ดูการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเครื่องดื่ม อาหารเสริม ยา สมุนไพร ฯลฯ ที่ประกาศสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น กินนมถั่วเหลืองชนิดนี้เข้าไปเพียงกล่องเดียวได้แคลเซี่ยมเพียงพอต่อวัน

            ส่วนใหญ่พูดความจริงเพียงครึ่งเดียวหรือน้อยกว่านั้น เพราะร่างกายเราไม่ใช่รถยนต์ ที่ไปเติมน้ำมันเท่าไรก็ได้เท่านั้น มีระบบย่อย ระบบเผาผลาญ อาจผ่านเข้าไปได้จริงเพียงร้อยละ 10 แต่ถ้ามี “ตัวช่วย” อย่างที่ญี่ปุ่นวิจัยเอากวาวเครือขาวไปผสม ทำให้ร่างกายสามารถซึมซับสรรพคุณของนมถั่วเหลืองได้ถึงร้อยละ 40 แต่เราก็ยังได้ยินได้เห็นโฆษณาที่คิดแบบ “เส้นตรง” และ “กลไก” อยู่ทุกวัน

ร่างกายเราเป็น “ระบบ” ที่มีลักษณะเป็นองค์รวม มีชีวิต ที่ทุกส่วนสัมพันธ์กัน มีเซลล์เป็นล้านล้าน มีระบบย่อยที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบใหญ่ ไม่ได้มีแต่ “กาย” แต่มีจิตใจ มีอารมณ์ มีสมอง มีญาณทัศนะ

“คน” คือ สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่าส่วนประกอบต่างๆ ทั้งหมดมารวมกัน อันเป็นความหมายของคำว่า “องค์รวม” (holistic) ถ้ามองแบบแบบกลไก (mechanistic) คนก็ไร้จิตวิญญาณ เป็นเหมือนเครื่องจักร ถ้ามองแบบลดทอน (reductionist) คนก็เหมือนสัตว์ทำได้แค่ “กิน ขี้ ปี้ นอน” เท่านั้น

คำว่า “ระบบ” จึงมีความสำคัญ ถ้ามองคนอย่างเป็นระบบ มองสุขภาพอย่างเป็นระบบ ก็จะไม่ทำให้เกิดปัญหาที่สุดโต่งอย่างการฉีดน้ำผลไม้เข้าเส้นแบบขาดความรู้เรื่องระบบสุขภาพ

การเข้าใจสุขภาพของคนว่า เป็นระบบ จะทำให้คนเราดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเป็นระบบ กินเป็น อยู่เป็น ปล่อยวาง อย่างที่รณรงค์ 3 อ. ดูแลอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์

พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะวิธีคิดของสังคมวันนี้เป็นกลไก แยกส่วน โหมกระหน่ำด้วยโฆษณาชวนเชื่อ ครอบงำด้วยข้อมูลที่กำกวม ทำให้เข้าใจผิด ทำให้คิดแบบลดทอนและสรุปเอาง่ายๆ จนเกิดความเสียหาย

สังคมการเมืองก็เช่นเดียวกัน เลือกตั้งจบแล้ว จะได้ผู้แทนราษฎรเข้าไปนั่งในสภา จะเกิดปัญหาอีกสารพัด แค่เริ่มต้นก็ฝุ่นคลุ้ง มองไม่เห็นทางไปแล้ว สำหรับประชาชนเอง หลังจากได้ฟังการร่ายมนต์ของบรรดานักการเมืองมาหลายเดือน วันนี้คงเป็นอย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล ชาวอินเดียบอก “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่”

แต่ที่เขาพูดไว้แบบน่าเอาไปคิดพิจารณาเพื่อหาทางออก คือ “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง”

นักการเมืองหาเสียงด้วยนิยายของการพัฒนา มีลดแลกแจกแถมแบบที่ชวนฝันเป็นอย่างยิ่ง มี “สวัสดิการ” มากมาย ที่ไม่อาจอธิบายอย่างอื่นได้นอกจากเป็นการสงเคราะห์คนจน คนทุกข์ยากลำบาก คนชรา คนด้อยโอกาส แต่สังคมโดยรวมยังเหมือนเดิม เพราะไม่แตะระบบโครงสร้าง

นักการเมืองคิดว่าตนเองเป็นหมอ มองบ้านเมืองเหมือนโรงพยาบาล จึงเข้ามาเพื่อรักษาคนไข้ มองเห็นคนไทยส่วนใหญ่ยัง “โง่ จน เจ็บ” ไม่ได้ประกาศว่า จะสร้างระบบสังคมที่ทำให้คนเรียนรู้และพึ่งตนเองอย่างไร จะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่เป็นภาระของรัฐหรือของสังคม

ยังไม่เคยได้ยินพรรคใด นักการเมืองคนใดพูดเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา จึงเป็นคนชายขอบ “ประชาชนนอก” เป็นลิ่วล้อในหนังจีน ตัวประกอบ เป็นแรงงาน รับใช้นายทุนและรัฐ เป็นฐานให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่เติบโต แต่ตัวเองอดอยากยากแค้น

ไม่มีใครเสนอแนวคิดที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและพึ่งตนเอง พูดแต่เรื่องรายได้ ชาวบ้านจึงก้มหน้าก้มตาหาเงินเอาเป็นเอาตาย เพื่อจะได้ไปซื้ออยู่ซื้อกิน ทั้งๆ ที่สามารถทำมาหากินได้หลายแบบหลายวิธีที่จะลดค่าใช้จ่าย และไม่เป็นหนี้เป็นสินแบบดินพอกหางหมู

เพราะทุนท้องถิ่นมีเพียงพอเพื่อให้ชุมชนอยู่อย่างพอเพียงได้ แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดคิดเรื่องการคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อย่างจริงจัง ได้แต่ตีฝีปาก แสดงโวหาร อวดอ้างปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีแต่ยาแก้ปวด มีแต่โครงการร้อยแปด

โครงการประชานิยมทั้งหลายอาจกลายเป็นเหมือนการฉีดน้ำผลไม้เข้าเส้น หรือเหมือนนักขายยาอาหารเสริม ที่ประกาศสรรพคุณอย่างยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เสนอแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพคนให้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องกินยาหาหมอ

ความคิดแบบกลไกไปกับการลดทอน ลดคุณค่าคนให้เหลือแค่ผู้ไปลงคะแนน ลดประชาธิปไตยให้เหลือแค่ไปเลือกตั้ง ลดการเมืองเหลือเพียงเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ สังคมจึงเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง คือความขัดแย้งและวงจรอุบาทว์ เพราะสังคมกลไก เป็นสังคมที่ไม่มีหัวใจ ไม่มีชีวิต ไร้จิตวิญญาณ