phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 10 ตุลาคม 2561

รัฐบาลก่อนๆ นี้ “แปลงสินทรัพย์เป็นทุน” รัฐบาลนี้ก็กำลัง “แปลงต้นไม้ให้เป็นทุน” ปลูกไม้ยืนต้นไว้เพื่อเป็นสินทรัพย์ที่นำไปกู้เงินธนาคารได้ และมีอีกหลายโครงการพัฒนาที่ส่งทุนตรงไปยังหมู่บ้านในชื่อและรูปแบบต่างๆ

            แต่ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ หรือเป็นเพราะการเรียนรู้จะทำให้ชาวบ้านฉลาดขึ้น เป็นเหตุให้ “ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค) หรือว่าไม่เชื่อ ไม่รู้ ไม่เข้าใจความสำคัญของการเรียนรู้จริงๆ

            โลกวันนี้เป็นโลกที่ “คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้ ถึงอยู่ได้ก็ถูกเขาโกง ถูกเขาหลอก ถูกเขาเอาเปรียบได้ง่าย” และที่สำคัญ สังคมที่คนไม่มีความรู้จะไม่พัฒนา เพราะเงินไม่อาจเนรมิตการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ เงินอาจ “ทำให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา” (modernization without development) เงินทำได้แต่ “โครงการ” ความรู้และปัญญาต่างหากที่จะพัฒนา “ระบบ” ที่ประกันความมั่นคงยั่งยืน

            “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน) ไม่ใช่ปล่อยให้รากเหญ้าเป็นแค่แรงงาน ชุมชนเป็นแค่ที่ผลิตวัตถุดิบไปป้อนอุตสาหกรรม พ่อค้านักธุรกิจเพื่อการส่งออกที่เติบโตขึ้นทุกวัน แต่รากหญ้ายังยากจนอย่างยั่งยืน

            เห็นรัฐบาลนี้มีโครงการมากมายหลายอย่าง ถ้าหากทำได้จริงก็จะช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่น้อย แต่ที่ไม่ได้เห็นชัดเจน คือ การเรียนรู้ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหนในแผนที่ดูดีเหล่านั้น ถ้าเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นหัวใจที่นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้มากกว่านี้ เพราะ “เป้าหมายดี วิธีการต้องดีด้วย” (Means justify the end) ไม่เช่นนั้นเป้าหมายก็กลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่วาดไว้ให้ดูดี

            ถึงเวลาที่ต้องทำการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการปฏิรูปประเทศ ตามสโลแกนของสภาการศึกษา โดยการเปิดกว้างให้มีการจัดการเรียนรู้เพื่อตอบสนองชีวิตและสังคมวันนี้ ไม่ใช่ยังยืนหยัดแบบโบราณที่ต้องไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยและได้ปริญญา ที่ส่วนใหญ่ล้าหลัง วันนี้ใครๆ ก็เรียนได้ เรียนได้ทุกที่และตลอดชีวิต

            คนในวัยแรงงานอย่างน้อย 30 ล้านคนใน ๗๘,๐๐๐ หมู่บ้าน ๗๗ จังหวัด มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ถ้าหากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของพวกเขาและของสังคม

            ทำอย่างไร รัฐและเอกชนจะสร้างเงื่อนไขให้การเรียนรู้เป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ (conditio sine qua non) เพื่อรับบุคคลเข้าทำงานหรือรับทุนไปทำโครงการ นำไปลงทุนประกอบอาชีพส่วนตัว หรือให้ชุมชนรับทุนส่งเสริมสนับสนุนโครงการพัฒนาต่างๆ โดยใช้ใบ “ประกาศนิยบัตร”

            เช่น ถ้าหากไม่ได้ผ่าน “หลักสูตร ๔ แผน” และได้ประกาศนิยบัตร “โครงการแก้หนี้แก้จนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง” (ที่เรียนเพียง ๓ เดือน เรียนสัปดาห์ละครั้ง เพียง ๑๒ ครั้ง) ก็จะไม่ได้ลดหนี้ลดดอกจากสถาบันการเงินของรัฐ ครูที่เป็นหนี้ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรดังกล่าวก็ไม่สามารถลดหนี้ลดดอกได้

            ชุมชนที่ไม่มีการเรียนรู้ ไม่ผ่านหลักสูตรการทำแผนแม่บทชุมชนไม่ว่าแบบใหญ่แบบย่อย แบบรวมหรือเฉพาะประเด็น ก็ไม่ควรได้รับการสนับสนุน เพราะนั่งเทียนเขียนโครงการขอทุนนั้นง่าย แต่ทำแผนจากฐานข้อมูลจริงของชุมชนนั้นยากกว่า แต่ได้ผลยั่งยืนกว่า

            การจัดการเรียนรู้ให้ชุมชนต้องมีการวางแผนสร้างผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ดี ไม่ใช่ไปปูพรมเพื่อให้ได้ปริมาณมากโดยเร็ว รวบรัดจัดการเรียนรู้เพื่อโปรยงบประมาณลงไป อ้างว่าให้ทันเวลา

            ต่อไป ใครจะได้งบประมาณไปขุดบ่อ ทำเกษตรผสมผสาน ไปเลี้ยงสัตว์ ไปทำวิสาหกิจชุมชน ไปทำการประกอบการโดยส่วนตัวหรือโดยกลุ่ม ไปจัดการสิ่งแวดล้อม ป่า พลังงาน และการประกอบอาชีพต่างๆ ถ้าไม่มีประกาศนิยบัตรที่ยืนยันว่ามีการเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ก็จะไม่ได้รับทุน

            เขียนเรื่องนี้จากประสบการณ์ทำโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” เมื่อปี ๒๕๕๒ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งให้เวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ผมเป็นผู้อำนวยการได้ทำถึง ๑,๐๐๐ กลุ่มๆ ละ ๕๐ คน รวม ๕๐,๐๐๐ คน ซึ่งได้รับการประเมินว่าเป็นโครงการที่ดีและได้ผล เพราะมีการเรียนรู้ ชาวบ้านบอกว่า “ได้ความรู้ ได้ปัญญา ได้เครือข่าย ได้เงินไปลงทุน”

            สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนกำลังวิกฤติ ปล่อยให้เฉาตายก็เสียดายงบประมาณที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้าน ทั้งคนทั้งสินทรัพย์ ปรับสถาบันการศึกษาเหล่านี้ให้มีบทบาทในการสร้างการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงให้นักศึกษา ๓ ล้านคน แต่ให้ช่วยคนอีก ๓๐ ล้านคนให้ได้เรียนรู้ทั้งแผ่นดินจะไม่ดีกว่าหรือ

            รัฐบาลควรตั้งงบประมาณส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและการจัดการเรียนรู้ให้ผู้คนด้วยหลักสูตรระยะสั้นระยะยาว และหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่คอยแต่ให้เงินกยศ. และตามไล่เรียกเงินกู้ยืมคืน แทนที่จะเอาเวลา คน งบประมาณไปให้คนอีก ๓๐ ล้านคนได้เรียนรู้

            ถ้าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐที่กำลังจะตกงาน ลงไปคลุกคลีกับชุมชน เห็นปัญหาและความต้องการของชุมชน พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อชุมชนจริงๆ สังคมเรียนรู้จึงจะเกิด งานก็จะเกิด

            เครื่องมือการเรียนรู้มีมาก อย่างการทำแผน ๔ แผนและแผนแม่บทชุมชนก็มีอยู่แล้ว และได้พิสูจน์ว่าได้ผล ใช้วางรากฐานการเรียนรู้ไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ ต่อยอดต่อไป

            รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นล้านล้านได้ แต่ไม่ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เชื่อหรือว่า “การศึกษาแพง แต่ความไม่รู้แพงกว่า” (เบนจามิน แฟรงคลิน)

สยามรัฐรายวัน 3 ตุลาคม 2561

ถ้าปัญหาการศึกษาไทย คือ “การปลูกไม้ในกระถาง” สิ่งที่ท้าทายการปฏิรูป คือจะทุบกระถางนี้เพื่อให้ไม้ลงดิน เติบโตจนไม่ต้องรดน้ำดูแลได้อย่างไร หรือไม่พ่อแม่ก็เอาไม้ออกจากกระถางไปปลูกที่อื่น

            ผมมีรูปลูกชายตอนไปโรงเรียนอนุบาล ยืนไหล่เอียงเพราะถือกระเป๋าหนังสือเรียนหนัก สังเกตว่า ตอนอายุก่อน 5 ขวบ เป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา พอไปโรงเรียนความเป็นธรรมชาติลดลง เหมือนเก็บกด สูญเสียความเชื่อมั่นและความเป็นตัวของตัวเอง

            อายุ 9 ขวบ ผมพาครอบครัวไปยุโรป ที่ประเทศเยอรมนีไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ลูกขอให้พ่อถามครูใหญ่ว่า ที่นั่นเขาตีเด็กไหม ครูตอบว่า ไม่ตี ถ้าตีจะมีคนเรียกตำรวจมาจับ ลูกตาโต บอกว่าอยากมาเรียนทีนี่ ผมนึกว่าพูดเล่น แต่เขาพูดจริงและยืนยันว่าอยากไปเรียนที่เยอรมัน

            ลูกถูกตีที่โรงเรียนที่กรุงเทพฯ บ่อย สาเหตุเพราะเขามักถามคำถามที่เด็กคนอื่นไม่ถาม ครูคงเห็นว่าทะลึ่งหรือตั้งใจแกล้งครู โดยเฉพาะครูคณิตศาสตร์ เขาเกลียดวิชานี้และได้คะแนนไม่ดีเลย ถ้าไม่ทุกข์จริง เด็ก ๙ ขวบคงไม่เรียกร้องไปเรียนไกลพ่อแม่ถึงขนาดนั้น

            ผมตัดสินใจส่งลูกไปเรียนเยอรมันไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ไปเรียน ป.4 ของที่นั่น ที่โรงเรียนที่เน้นดนตรี เห็นว่าเขาชอบไวโอลิน ครูที่นั่นทำให้ผมแปลกใจเมื่อบอกว่า ลูกเรียนคณิตศาสตร์เก่งที่สุดในชั้น ผมไปดูการบ้านลูกแล้วก็เข้าใจ เพราะเป็นการบ้านที่ทำสนุก ได้เรียนรู้ บวกลบคูณหารแล้วออกมาเป็นรูปสัตว์ รูปต้นไม้ เขาเรียนอย่างมีความสุข ไม่เคยถูกทำโทษ ไม่ถูกตี

            ผมพยายามสอนลูกให้คิดเป็นด้วยวีธีการต่างๆ เล่านิทาน ให้เขาอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลงดีๆ ผมเขียนจดหมายถึงครูที่โรงเรียนของลูกสาววันหนึ่งว่า ลูกไม่ได้ทำการบ้านเพราะครูให้มากเกินไป ให้พร้อมกันหลายคนวันเดียว ลูกต้องทำงานบ้านบ้าง ซ้อมดนตรีบ้าง พักผ่อนบ้าง และต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ

            โชคดีที่โรงเรียนของลูกสาวเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ทำโทษลูก ที่สุดผมส่งลูกสาวไปเรียนที่อังกฤษตอนอายุ 12 ปี

            มีเพื่อนทักว่า ไหนเห็นทำงานพัฒนา ทำเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ผมตอบไปว่า เพราะผมไม่เชื่อว่าการศึกษาไทยจะช่วยให้ลูกผมพร้อมที่จะเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แบบพึ่งพาตนเองได้และมีความสุข ไม่ใช่ “ดินไทย” ไม่ดี แต่เอาดินดีลงกระถาง ปลูกไม้ในกระถาง ยังไงก็ไม่โต

            วันเวลาผ่านไป ลูกทั้งสองไม่ได้ลืมรากเหง้า ยังเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย พร้อมนำไปเผยแพร่ให้คนต่างชาติได้เรียนรู้และชื่นชมด้วยซ้ำ ผมเองไปเรียนต่างประเทศสิบกว่าปีกลับมาส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

            เล่าเรื่องส่วนตัว เพราะเป็นประสบการณ์ร่วมของพ่อแม่ ที่ผมวิพากษ์การศึกษาไทยไม่ใช่จากตำรา แต่จากประสบการณ์โดยตรง กับลูก กับชาวบ้าน กับชุมชน กับเด็กและผู้ใหญ่ ได้เห็นศักยภาพของคนเหล่านี้ว่าถูกปิดกั้น กดดัน รวมทั้งถูกทำลายไปอย่างไรด้วยการศึกษาไทย

            ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยเป็นเรื่องระบบโครงสร้าง ที่สะท้อนและเอื้อความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง อำนาจของการบริหารในภูมิภาคและท้องถิ่น อำนาจของครูใหญ่ครูน้อยในโรงเรียน ดังที่เห็นผ่านสื่ออยู่เนืองๆ แต่ละเรื่องล้วนสัมพันธ์กับโครงสร้างที่บิดเบี้ยว

            โครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจก่อให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเมื่อถูกกดถูกบีบไว้ไม่ให้เติบโตตามธรรมชาติ เพราะการศึกษาที่ดีเป็นการปลดปล่อย (emancipation) ให้เป็นไทจากทุกอย่างที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการเติบโตพัฒนา การศึกษาที่ดีทำให้เข้มแข็ง มีพลัง (empowerment)

            ครูดีๆ ก็มีไม่น้อย แต่มักไม่มีอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้อำนวยการ เพราะประจบผู้มีอำนาจไม่เป็น ครูหลายคนหันไปหาชุมชน ร่วมมือกับพ่อแม่ให้ดูแลลูกหลานตนเอง ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบพลเมือง (civic learning) ซึ่งแปลว่าการเรียนรู้ทำให้เกิดสำนึก ไม่ใช่เรียนหนังสือไปแข่งขัน ไปสอบ

            เครือข่ายการเรียนรู้แบบพลเมืองเกิดขึ้นแล้วจากชุมชนถึงระดับชาติ นี่ต่างหากที่พอจะหวังว่าจะเป็นพลังท้าทายอำนาจนิยมในระบบการศึกษาไทยได้บ้าง

            ความคาดหวังจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาเป็นเรื่องยาก ยังไม่เห็น “เจตจำนงทางการเมือง” (political will) ที่จะปฏิรูปการศึกษา เพราะกระทรวงศึกษาสำหรับนักการเมือง ไม่ใช่ “ฐานเศรษฐกิจ” แต่เป็นฐานการเมือง ครูเป็นเครื่องมือ เป็นฐานเสียง จึงไม่มีใครกล้าแตะต้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง มีแต่ช่วย “ลดดอกเบี้ย เพิ่มเงินต้น” เอาใจครูที่เป็นหนี้ทั้งแผ่นดินเท่านั้น

            ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญปฏิรูปจริง ก็จะต้องปรับโครงสร้าง กระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ บ้านเมืองมีคนดีคนเก่ง ครูดี ครูเก่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากกว่าที่นั่งในกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ เป็นร้อยเท่า ให้โอกาสพวกเขาได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย อะไรๆ จะดีกว่านี้

            หนี้สินครู ถ้าทำ “โครงการปรับโครงสร้างหนี้อย่างมีเงื่อนไข” ให้ครูเรียนรู้ทำแผน ๔ แผน แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ ถ้าทำได้จริง จึงลดต้นลดดอกให้ ชาวบ้านธรรมดาที่เป็นหนี้ทำโครงการนี้แล้วได้ผลดี ครูก็ทำได้ถ้ามีแรงจูงใจแบบนี้ เกิดการเรียนรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะ “เปลี่ยนวีธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” ใช้ปัญญาแก้ปัญหาจะยั่งยืนกว่าการใช้อำนาจกับเงิน

            สี่ห้าปีที่ปฏิวัติมา ปฏิรูปการศึกษาก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลังอย่างที่ใครๆ คาดหวัง พอไปเป็นรัฐบาลใหม่ สวมหัวโขนประชาธิปไตย จะทำได้ดีกว่าหรือว่าต้องรออีก ๒๐ ปีตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ก็ไม่รู้

 

สยามรัฐรายวัน 26 กันยายน 2561

คุณหมออุดม คชินธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ปาฐกถาเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจ ภายใต้หัวข้อ “ปฏิรูปการศึกษาสู่การพัฒนาประเทศ” ท่านอ้างธนาคารโลกที่บอกว่า ภายใน ๑๒ ปี เด็กไทยที่จบมหาวิทยาลัยจะตกงาน ๗๒%

            ความจริงท่านได้พูดไว้หลายที่หลายครั้งเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา เรื่องกระทรวงอุดมศึกษาที่กำลังจะเกิด โดยหวังว่าจะทำให้คำทำนายของธนาคารโลกผิด ท่านให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับครูอาจารย์ ย้ำว่าการจัดการศึกษา “ต้องไม่ตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่เหมือนที่ผ่านมา”

            ผมเห็นด้วยกับคุณหมออุดมทั้งหมดที่ท่านพูด และเข้าใจดีว่า ทำไมท่านจึงไม่พูดถึงเรื่องกระบวนทัศน์และเรื่องระบบโครงสร้าง ซึ่งท่านคงทราบดีว่าสำคัญเพียงใด แต่พูดไปอาจเหมือนกับที่รัฐมนตรีธีระเกียรติพูดเรื่องนาฬิกาที่ยืมเพื่อนมา

            เรื่อง “ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ” มหกรรมที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัด เป็นหัวข้อที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ปัญหาใหญ่สุดของการปฏิรูป คือ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ การปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การ “ปะผุ”

            การปฏิรูปการศึกษาต้องเริ่มจากกระทรวงศึกษาธิการ คือการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ เพราะ “ที่ใดมีอำนาจมากก็จะคอร์รัปมาก” (absolute power corrupts absolutely – Lord Acton) ก็จะหลงอำนาจ (despotic) และหลงตัวเอง (narcissistic) แตะต้องไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ ไม่รับฟังข้อเสนอใดๆ ที่ไปกระทบระบบโครงสร้างอำนาจ (อย่างบทความนี้ที่ไปแทงใจดำหลายคน ที่ไม่สามารถรับได้)

            เห็นด้วยกับคุณหมออุดมว่า ครู อาจารย์ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ต้องไม่ใช่ผู้สอนหนังสืออีกต่อไป แต่ต้องเป็นโค้ช ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้เป็น ปรับตัวได้ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในโลกยุคใหม่ ต้องเอาชีวิตจริง เอาปัญหาจริงเป็นตัวตั้ง เรียนรู้จากการปฏิบัติ ไม่ใช่ท่องหนังสือไปสอบ เพราะหนังสือตำราเขียนออกมาก็ล้าหลังไปอย่างน้อย ๑๐ ปีแล้ว

            แต่กระทรวงศึกษาธิการที่เต็มไปด้วยข้าราชการ พนักงานที่นั่งทำงานอยู่กรุงเทพฯ ควบคุมการศึกษาทั่วประเทศ เพิ่มคนเพิ่มงบอีกเท่าไรก็คงไม่พอ เพราะอำนาจไม่เคยลดลง มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น โดยไม่พยายามปรับบทบาทของตนเองให้ลดลง ไม่ใช่ไป “ควบคุม” แต่ไป “ส่งเสริมสนับสนุน”

ประเทศพัฒนาเขาไม่มีองค์กรใหญ่โตในส่วนกลางเพื่อควบคุมการศึกษา เพราะเขากระจายอำนาจไปยังท้องถิ่นให้บริหารจัดการเอง มีหน่วยงานที่อย่างมากก็กำกับดูแล แต่ที่ทำมากที่สุด คือให้การส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่างๆ ทั้งงบประมาณและวิชาการ

การตัดเสื้อโหลใส่กันเป็นอาการบ่งชี้แนวคิดอำนาจนิยม เพื่อควบคุมได้ง่าย ให้ทุกคนอยู่ในอาณัติ แต่คุณหมออุดมก็ทนไม่ได้ที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) “ดอง” หลักสูตรมหาวิทยาลัยต่างๆ ไว้เพื่อให้การ “รับทราบ” (แต่ศรีธนญชัยทำให้เป็นการ “รับรอง” หรือ “อนุมัติ” ) เพราะสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการอนุมัติอยู่แล้ว

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของความพยายามรวบอำนาจของหน่วยงานของรัฐ และท่านยังจะให้มี “กระบวนทัศน์” แบบนี้ และระบบโครงสร้างแบบนี้ในกระทรวงอุดมศึกษาที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือ

ท่านไม่อยากให้มีเสื้อโหล แต่กระทรวงศึกษาธิการที่กรุงเทพฯ ก็ยังคงพยายามตัดเสื้อโหลต่อไป ยังมีวิธีคิดและเข้าใจเรื่องการศึกษาแบบเดียว คือ แบบที่ทำเพื่อรับใช้สังคมอุตสาหกรรมที่ทำกันมาเป็นร้อยปี แบบที่มีห้องเรียนสี่เหลี่ยม มีหลักสูตรสำเร็จรูป มีการเรียนการสอนโดยอาจารย์ที่เรียนจบมาในด้านนั้นๆ

นี่คือปัญหาที่นักศึกษาจบออกมาแล้วจะหางานทำไม่ได้ ธนาคารโลกวิเคราะห์จากตรงนี้ เพราะสิ่งที่มหาวิทยาลัยสอนไม่ตอบสนองโลกที่เปลี่ยนไป สังคมอุตสาหกรรม สังคมบริการ อันเป็นเป้าหมายของการทำมหาวิทยาลัยหรือการศึกษาไทยโดยรวมกำลังเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ (disruptive)

แต่สกอ.ยังทำหน้าที่ “ควบคุม” สถาบันอุดมศึกษา ยังคิดว่ามหาวิทยาลัยต้องทำหน้าที่แบบเดิม และต้องมีมาตรฐานเดิม ต้องมีการเรียนแบบเดิม อาจารย์แบบเดิม กี่คนต่อหลักสูตร คุณวุฒิอะไร ต้องเรียนในที่ตั้ง ในห้องเรียนสี่เหลี่ยม ไม่ใช่นอกที่ตั้ง ทั้งๆ ที่การเรียนวันนี้เรียนที่ไหนก็ได้ ไม่มีพรมแดนแล้ว การงานก็ไม่มีโรงงาน ไม่มีออฟฟิศแล้ว แม้แต่ธนาคารที่นึกว่ามั่นคงก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว AI มาแล้วในทุกวงการ

แทนที่จะช่วย “ส่งเสริมสนับสนุน” กลับบอนไซ ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นไม้ในกระถาง การปฏิรูปคือการทุบกระถางเอาไม้ลงดิน ให้โตเป็นไม้ใหญ่ พึ่งตนเองได้ ไม่ต้องรดน้ำ เพราะพึ่งตนเองได้ เป็นที่พึ่งให้สังคมได้ กระทรวงอุดมศึกษาใหม่อาจเป็นกระถางเหล็กใบใหม่ก็ได้ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด (mind-set)

ท่านลองพิจารณาดูว่า สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน – “มหาวิทยาลัยชีวิต” คือสถาบันอุดมศึกษาที่เรียนโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เรียนจากการปฏิบัติ นักศึกษาเป็นผู้ใหญ่ มีงานทำเกือบทุกคน เรียนแล้วอยู่อย่างมีศักศรีและมีกินในท้องถิ่นตน เรียนแล้วช่วยตนเองได้ ช่วยคนอื่นได้ เรียนโดยการสร้างความรู้มือหนึ่ง ความรู้ใหม่ที่ได้จากการปฏิบัติ ทำโครงงาน ๓ ปี เพื่อพัฒนาตนและชุมชน

แทนที่จะทำให้ “มหาวิทยาลัยชีวิต” ชูธงนำการปฏิรูปการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้กลับถูกควบคุม ประเมิน ตรวจสอบด้วยเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันกับมหาวิทยาลัยทั้งหลายที่ผลิตคนไปรับใช้สังคมอุตสาหกรรม (แบบที่ธนาคารโลกวิจารณ์) ถูกสั่งปิดไปหลายศูนย์เพราะไปทำ “นอกที่ตั้ง” ทั้งๆ ที่สถาบันแห่งนี้เอาชุมชนเป็นห้องเรียน เอาเรื่องชุมชนมาเรียน ชวนชุมชนมาร่วมเรียนรู้ ต้องตั้งอยู่ในชุมชน

หรือว่ากระทรวงศึกษาและอุดมศึกษาไทยยังพอใจที่จะเป็นเหมือนกล้องใช้ฟิล์มอยู่ต่อไป โดยไม่กลัวล้มละลายเหมือนโกดัก ที่ลืมไปว่าโลกได้เปลี่ยนเป็นดิจิทัลไปแล้ว

คุณหมออุดมครับ “มหาวิทยาลัยชีวิต” แห่งนี้ใส่เสื้อโหลไม่ได้ครับ มันคับเกินไป

สยามรัฐรายวัน 19 กันยายน 2561

อันวาร์ อิบราฮิม ที่ได้เห็นได้ยินในคืนวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๖๑ ในไทยพีบีเอสที่สัมภาษณ์โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นนักการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

                ชีวิตของเขาเกี่ยวข้องกับการเมืองตั้งแต่ยังหนุ่ม เคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังในรัฐบาลของนายกฯ มหาเธร์ โมฮัมหมัด ถูกจำคุก ๑๑ ปี ด้วยข้อหาที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง หลังจากที่พรรคร่วมของเขาชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เขาได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์ของมาเลเซีย

                เขาเล่าว่า การอภัยโทษได้ลบล้างความผิดทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่า “เขาบริสุทธิ์” ซึ่งเขาเองก็ยอมรับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองมาเลเซียเป็นอะไรที่ประหลาด การที่ ดร.มหาเธร์ที่กำจัดเขาทางการเมือง ทำให้เขาติดคุก กลับมาเป็นพันธมิตรและล้มรัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูทางวรในการเมือง” เป็นจริงไม่ว่าที่ไหน

                ฟังอันวาร์ อิบราฮิมคืนนั้นด้วยความรู้สึกหลายอย่าง อย่างหนึ่งเหมือนว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง รู้สึกได้ว่าเขาเปิดเผย จริงใจ เล่าอะไรตรงไปตรงมาเหมือนกำลังสนทนากับเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเขารู้ดีว่า สิ่งที่เขาพูดทั้งหมดแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างแน่นอน ทั้งมิตรและศัตรูจะรู้ความในใจของเขา

                อีกความรู้สึกหนึ่ง คือ ยินดีกับประเทศมาเลเซียที่มีนักการเมืองเช่นนี้ และกำลังอยู่ในยุคที่พูดกันในการสัมภาษณ์ว่า “รุ่งอรุณของมาเลเซีย” ที่มีการเตรียมการปฏิรูปในลักษณะ “ฟื้นฟูบูรณะ” ประเทศครั้งใหญ่ เพราะบอบช้ำจากปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาต่างๆ มานาน ตามสัญญาสุภาพบุรุษ มหาเธร์จะเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง ๒ ปี จากนั้นก็จะเป็นอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเป็นผู้นำพรรคร่วมที่ชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้

               ถ้าจะให้บอกว่า อันวาร์ อิบราฮิม เป็นคนอย่างไร ขอใช้คำภาษาอังกฤษก่อนว่า เป็นคนที่มี integrity และขอแปลง่ายๆ ว่า “เป็นคนดี” จริงอยู่ เขายังต้องพิสูจน์ตัวเองอีก โดยเฉพาะเมื่อจะได้ทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดของประเทศในอีกปีเศษ ว่าเขาจะดีสม่ำเสมอ มีความกล้าหาญทางจริยธรรม เหมือนที่เขาได้แสดงให้เห็นมาตลอดหรือไม่ หรือเขาจะเป็นเหมือนนางอองซาน ซูจี ที่เคยได้รับการยกย่อง แต่กลับเป็นคนที่น่าผิดหวังทางการเมือง

                ในอาเซียน มีนักการเมืองที่เป็น “คนดี” ที่ผู้คนเคารพนับถือทั้งในอดีตปละปัจจุบัน อย่างโฮ จิ มินท์ อดีตประธานาธิบดีของเวียดนาม รามอน แมกไซไซ อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ รวมทั้งนักต่อสู้เพื่อปลดปล่อยฟิลิปปินส์อย่างเบนิโญ อากิโน และนางกอราซอน อากิโน ภรรยาของท่านที่ได้เป็นประธานาธิบดี หลัง “การปฏวัติพลังประชาชน” ที่ขับไล่เฟอร์ดินันด์ มาร์กอส ออกไป

                คนอย่างลี กวน ยู อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ที่เป็นคนเก่ง ก็อาจนับได้ว่าเป็นคนดี เป็นบิดาของประเทศเล็กๆ ที่ได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาในอันดับต้นๆ ของโลกที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น คนที่ทำให้เห็นว่า “หัวไม่กระดิกหางต้องไม่ส่าย” ด้วย ประเทศชาติจึงจะปลอดการโกงกิน

                สิ่งที่เห็นได้จากชีวิตของอันวาร์ อิบราฮิม คือ การต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมด้วยความกล้าหาญ แม้จะต้องติดคุกเพราะถูกกลั่นแกล้ง เขาน่าจะอยู่ในสายเดียวกับคนอย่างมหาตมะ คานธี คิม แดจุง หรือเนลสัน แมนเดลา แม้ว่าเขายังต้องพิสูจน์ตัวเองจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

                นักการเมืองดีที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำ ต้องเป็น “คนดี” (มีพร้อม : integrity) อย่างน้อย ๔ ใช่ ๔ ไม่ ที่สรุปจากคุณสมบัติที่พึงปรารถนาของนักการเมือง ผู้นำในอุดมคติดังกรณีตัวอย่างข้างต้น

      ๑. เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน ของสื่อ เป็นนักประชาธิปไตยโดยไม่มีอะไรแอบแฝงที่ชอบทำการเมืองแบบศรีธนญชัย ไถไปเรื่อย ไม่บ้าอำนาจ (despotic) ไม่หลงตัวเอง (narcissistic) ไม่หวงอำนาจแต่กระจายอำนาจ

      ๒. เป็นนักยุทธศาสตร์ มีวิสัยทัศน์ ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาและการพัฒนาบ้านเมือง มีเป้าหมายให้ประชาชนเป็นสุข ไม่ใช่เอาแต่จีดีพี ไม่เอาเงินนำหน้าแบบ “ประชานิยม” เพื่อความมั่งคั่งยั่งยืน แต่รากหญ้ายากจนถาวร

      ๓. ซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบทั้งตนเองและหมู่คณะ ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ไม่คอร์รัปชั่นทั้งทางนโยบายและทางปฏิบัติ ทั้งตัวเอง คนรอบข้าง หมู่คณะ องค์กรหน่วยงาน “ทั้งหัวถึงหางไม่กระดิก”

      ๔. อยู่ข้างประชาชน คนจน คนชายขอบ ผู้ยากไร้ ฟังเสียงของประชาชน เสียสละเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เห็นใจนายทุน แต่ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ไม่เป็น demagogue หลอกชาวบ้านเชิงนโยบายเพื่อสร้างความชอบธรรมและความนิยม ปลุกระดมและใช้กลยุทธไม่ซื่อสัตย์ทางการเมือง

                กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะต้องมี “พระเอกขี่ม้าขาว” หรือผู้นำในอุดมคติเท่านั้นบ้านเมืองจึงจะไปรอด ผู้นำที่ดีและเก่ง คือ คนที่มองเห็นศักยภาพของคนดีคนเก่งทั่วแผ่นดิน และเชิญชวนคนเหล่านั้นมาร่วมมือ ผนึกพลังช่วยกันสร้างสรรค์สังคมให้เจริญพัฒนา หรือสร้างเงื่อนไขให้โอกาสพวกเขาได้แสดงศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือแวดวงใด

                สังคมพัฒนาเป็นสังคมที่มี “พลเมือง” มากกว่า “มวลชน” พลเมืองเป็นประชากรที่เป็นอิสระตื่นรู้สังคมประชาธิปไตยเกิดจากฐานพลเมือง ไม่ใช่ฐานมวชนที่มักบอดและเป็นเครื่องมือทางการเมือง นักการเมืองและผู้นำที่ดีดูได้จากนโยบายว่าส่งเสริมสังคมพลเมือง หรือสังคมมวลชน

นบรรดาสุดยอดนักเรียนรู้และนักสู้ชีวิตที่ผมรู้จัก หนึ่งในนั้น คือ คุณคณิสร ครูใหญ่โรงเรียนแก้หนี้แก้จนแห่งวังน้ำเขียว ทุกครั้งที่พบกันเป็นอันได้ข้อมูลความรู้มากมาย

เรียกว่าซอยสามัคคี ที่จริงเป็นถนนสายหลักสายหนึ่งของวังน้ำเขียว ที่นำไปสู่ผาเก็บตะวัน อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นถนนสายท่องเที่ยวสำคัญผ่านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ที่ถูกตั้งให้เป็นหมู่บ้านโอทอปการท่องเที่ยว โรงเรียนแก้หนี้แก้จน เครือข่ายมหาวิทยาลัยชีวิตแห่งแรกตั้งอยู่ที่นี่หลายปีแล้ว

ครูคณิสรบอกว่า นอกจากอากาศเย็นสบายตลอดปี มีภูมิประเทศสวยงาม ที่ผู้คนชอบไปพักเป็นโฮมสเตย์ บ้านสุขสมบูรณ์ยังมีผลผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ป็นนวัตกรรมอีกหลายตัว ซึ่งครูคณิสรเองเป็นผู้นำในกระบวนการพัฒนา

อย่างชาหม่อนที่ขายกันกิโลละ ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท ส่งออกไปต่างประเทศด้วย ทำจากหม่อนเลี้ยงไหมพันธุ์โคราช 60 ซึ่งมีรสหวาน ผสมกับใบหม่อนกินลูกซึ่งมีรสมัน ก็จะได้ชารสหวานมัน ที่เกิดจากกระบวนการหมักบ่มและใช้จุลินทรีย์น้ำมะพร้าวช่วย เห็นคุยว่า หอมตั้งแต่ยังไม่อบ รสชาติดีว่าชาอูหลง เวลาชงใบจะดำ น้ำจะเขียว ถ้าได้ยอดหม่อนยิ่งดี แต่ยอดจะมีน้อย ผลิตออกมาราคาก็แพงกว่า

ยังมีชาหยินหยางที่รสเผ็ด ทำจากผักสมุนไพรหลายตัวอย่างตะไคร้ ข่า กระเพราแดง ผสมใบหม่อน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเพราะช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ช่วยชะลอวัยและอายุยืน มีคนแก่เป็นพาร์กินสันกินแล้วหายมือสั่น ถ้าผสมใบดาวอินคาเข้าไปด้วยจะช่วยลดเบาหวาน

ครูคณิสรเป็นผู้เชี่ยวชาญการเกษตร ทำมาหลายสิบปีโดยเน้นอินทรีย์ เขาใช้ผักสมุนไพรป้องกันศํตรูพืชได้ผลวันนี้มีเคล็ดลับใหม่ คือการนำเอาอะไรที่รสจัด เผ็ด เหม็น ร้อน และที่แมลงไม่กิน ราไม่เกิด เพลี้ยยังกลัว นำผักสมุนไพรเหล่านั้นมาตากแห้ง บดเป็นผง เวลาจะใช้ก็ผสมน้ำ ทำให้ขนส่งได้สะดวกเพราะไม่เป็นของเหลวที่พร้อมฉีดพ่นเหมือนเมื่อก่อน นำไปใส่ชมพู่ ฝรั่ง ไม่ต้องห่อ

ลองหาผักสมุนไพรที่แมลงไม่กิน เพลี้ยไม่มา ราไม่เกิดแถวๆ บ้าน นำมาทำเองก็ได้ อย่างผกากรองที่กลิ่นฉุน เครือตดหมา รวมไปถึงบอระเพ็ดและอื่นๆ ผสมรวมกันได้หมด เขาทดสอบมาหมดแล้ว ที่ว่าแน่ๆ อย่างสาบเสือก็ไม่แน่จริง เพราะตัวมันเองยังโดนเชื้อรา เอาตัวไม่รอด จะมาเป็นพระเอกช่วยชาวบ้านได้อย่างไร

ยังมีการแปรรูปผลผลิตจากสวนอย่างเลม่อน มะนาวลูกโต ที่ปลูกแล้วขายไม่ค่อยออก ครูคณิสรได้โอกาสนำไปสาธิตที่เซ็นทรัล ประกาศว่านี่คือมะนาวอินทรีย์ของแท้ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สี่เหลี่ยมลูกเต๋า ให้ชาวเมืองชิมจิ้มเกลือน้ำตาล รสชาติเปรี้ยวหวานมันเค็ม ติดอกติดใจขายไม่เหลือ กิโลละ ๕๐ บาท ถามหาต้นเอาไปปลูกจนขยายพันธุ์ไม่ทัน คนเราถ้าไม่โปรโมตบ้างก็คงไม่ถึงผู้บริโภค โฆษณาดีๆ มีเท่าไรก็ขายได้

วังน้ำเขียวมีหน่อไม้ป่าและปลูกเองมาก หน้าฝนราคาถูกจนไม่อยากเก็บไปขาย หน้าแล้งแพงมาก จึงมักปลูกไผ่กิมซุงกัน รดน้ำหลอกให้คิดว่าเป็นหน้าฝน มันก็จะออกหน่อให้ทั้งปี แต่กระนั้นก็สู้เอามาแปรรูปเป็นซุบหน่อไม้กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ แพ็คขายได้ทั้งปี ส่งออกได้อีกต่างหาก เพราะคนไทยไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนอีสานที่อยากกินซุปหน่อไม้ มีเครื่องปรุงให้พร้อมสรรพ แกะห่อแช่น้ำอุ่นหน่อยก็ปรุงรสกินได้เลย

ครูคณิสรบอกว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่วังน้ำเขียวดีที่สุดอร่อยที่สุดในประเทศไทย เพราะดินฟ้าอากาศที่เย็นและเหมาะมาก เขาพูดถึงการแปรรูปที่พิสดารกว่าอาจารย์ชนะแห่งมหาวิทยาลัยชีวิตแพร่เสียอีก ต้องหุงให้สุก นำไปตากให้แห้งแล้วอบ ไม่มีเชื้อราเหลือ แล้วสกัดเอาผิวข้าวกล้องออกมาเป็นผง

วิธีแบบคณิสรนี่เอาผงข้าวกล้องงอกไปใส่แคปซุล ขายแคปซุลละ ๕ บาท คนที่กินข้าวกล้องไม่เป็นก็กินข้าวกล้อง ๒ แคปซุลสักก็ได้สารอาหารที่จำเป็น ข้าว ๑ กิโลจะได้ผงข้าวกล้องที่เป็นสารอาหารชั้นดีที่สุดของข้าวประมาณ ๔ ขีด ทำได้ ๑,๕๐๐ แคปซุล คูณด้วย ๕ บาท จะได้ ๗,๕๐๐ บาท

ทำนาได้ข้าว ๑ ตัน สีแล้วจะได้ข้าวกล้อง ๗๐๐ กิโล ขูดเอาส่วนผิวที่ดีที่สุดออกได้ ๓๐๐ กิโล คูณด้วย ๗,๕๐๐ บาท จะได้ ๒,๒๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าทำนาระดับอุดมแบบอาจารย์ชนะ ทำนาในมุ้ง ๑ ปี ๑ ไร่ ได้ข้าว ๖ ตัน เอา ๖ ไปคูณ ๒,๒๕๐,๐๐๐ ได้ ๑๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท (ทำให้ได้สักครึ่งเดียวหรือหนึ่งในสี่ก็พอมั้ง !!)

แต่ที่ผมประทับใจมากที่สุดที่วังน้ำเขียว คือ หมูดำที่เป็นนวัตกรรมการผสมพันธุ์ของครูคณิศรและคณะ ยืนพื้นด้วยหมูป่า แต่ผสมอะไรกับอะไรก็ไปถามเอาหลังไมค์จะดีกว่า สรุปว่า ผมได้ไปทานมาแล้ว อร่อยมากๆ อร่อยกว่าหมูคูโรบูตะ (ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า หมูดำ) ที่เขาโฆษณากัน เนื้อแน่น แม้ติดมันติดหนังไปย่างนี่สุดยอดจริงๆ ทำสเต็คก็ได้ อาหารไทยก็ดี ไม่ว่าจะผัดเผ็ด หรือเมนูใดๆ

แผนพัฒนาท่องเที่ยวเกษตรสร้างสุขกำลังจะมีรูปแบบชัดเจนที่บ้านสุขสมบูรณ์ รถบัส รถยนต์ทุกคันที่ไปผาเก็บตะวัน ไปเที่ยวฟาร์มเห็ดวังน้ำเขียวต้องผ่านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ แวะชิมอาหารและซื้อผลิตภัณฑ์ชาวบ้านได้ เริ่มจากเดือนตุลา ปลายฝนต้นหนาวนนี้

เสรี พพ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑

สยามรัฐรายวัน 5 กันยายน 2561

คำว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” มีมานานแล้ว เมื่อประมาณ 35 ปีก่อน ผมได้ใช้คำว่า “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” และไม่นานหลังจากนั้นได้ใช้คำว่า “ถอดรหัสภูมิปัญญา” ในข้อเขียนเวียนกันอ่านระหว่างคนทำงานพัฒนาชนบท และบางชิ้นตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ และจุลสารไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

            ต่อมาไม่นานคุณอาทร เตะธาดา สำนักพิมพ์เทียนวรรณได้รวมเล่มพิมพ์เป็นหนังสือที่ผมได้ตั้งชื่อว่า “คืนสู่รากเหง้า – ทางเลือกและทัศนะวิจารณ์ว่าด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน” (2529) โดยได้เพิ่มบทสัมภาษณ์ที่คุณคมสัน หุตะแพทย์ ได้สัมภาษณ์ผมในภาคผนวกชื่อว่า “เชิงอรรถว่าด้วยภูมิปัญญา”

            ขณะที่สอนที่ธรรมศาสตร์ ได้ออกไปทำงานพัฒนาชนบทด้วย ได้เรียนรู้วิถีชุมชน ทำอยู่ไม่กี่ปีก็ได้สรุปบทเรียนร่วมกับผู้นำองค์กรพัฒนาเอกชนในขณะนั้นว่า การที่เราทำงานช่วยชาวบ้านด้วยโครงการต่างๆ ล้มเหลวเป็นเพราะจริงๆ แล้ว เราไม่ได้เข้าใจชาวบ้าน ไม่ได้เข้าใจชุมชน จึงคิดแทนเขา ตัดสินใจแทนเขา ไปบอกให้เขาทำโน่นทำนี่ ซึ่งชาวบ้านก็ทำ เพราะมีงบประมาณให้

            จากนั้นจึงปรับวิธีคิดวิธีทำงานกับชาวบ้าน โดยหันไปศึกษาวัฒนธรรมชุมชน เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า ทำไมชาวบ้านในอดีตจึงอยู่รอดมาได้ นั่นคือที่มาของการค้นพบ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน”

            ผมได้รู้จักกับผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม เมื่อประมาณปี 2524 ตอนที่เขากำลังพบวิกฤติ เป็นหนี้และกำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเอง หลายปีต่อมาเขาอธิบายให้ผู้คนฟังว่า “เมื่อเดินไปถึงทางตัน ผมก็หันหลังกลับ” ซึ่งก็คือ “การคืนสู่รากเหง้า” ซึ่งไม่ได้หมายถึงคืนสู่อดีต แต่ไปค้นหาคุณค่าของวิถีแห่งอดีตและนำมาฟื้นฟูให้อยู่รอดได้ในปัจจุบัน นั่นคือวิถีแห่งวนเกษตรที่เขาได้พัฒนาขึ้นมา

            เมื่อประมาณปี 2526 ได้ยินว่ามีหมอหนุ่มคนหนึ่งเอาหมอลำผีฟ้าไปรักษาคนไข้ในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งที่โคราช ผมไปสัมภาษณ์คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และชวนหมอที่คิดอะไรไม่เหมือนใครคนนี้มาร่วมขบวนการทำงานพัฒนา “บนฐานภูมิปัญญาชาวบ้าน” ร่วมกันไปศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ถอดรหัสและพัฒนา

            ที่ผมสนใจหมอลำผีฟ้าเพราะก่อนหน้านั้นได้ไปขอวิชาจากคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ผู้วิจัยเรื่องผีปอบอย่างน่าสนใจ ทำให้ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า ชาวบ้านไม่ได้สนใจเอาหลักวิทยาศาสตร์มาอธิบายว่าผีมีจริงหรือไม่ พิสูจน์ได้หรือเปล่า เพราะวิธีวิทยาทางวิทยาศาสตร์กับวิถีชุมชนนั้นแตกต่างกัน คนละ “กระบวนทัศน์”

ชาวบ้านเชื่อเรื่องผี “เพราะผีมีความหมาย” สำหรับพวกเขา เมื่อมีความหมายก็มีจริง เช่นเดียวกับสิ่งที่เราเรียกว่า “ตำนาน” กับ “ประวัติศาสตร์” ซึ่งสำหรับชาวบ้าน ตำนานคือประวัติศาสตร์ โดยไม่ต้องไปหาหลักฐานวิชาการอะไรเลย (ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยบอกว่า ประวัติศาสตร์คือสิ่งที่คนเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง)

บทความเริ่อง “หมอน้อย : สัญลักษณ์การต่อต้านการครอบงำ” ในมติชนสุดสัปดาห์เมื่อปี 2528 ทำให้ผมได้รับเชิญไปร่วมอภิปรายที่หอประชุมโรงพยาบาลรามาร่วมกับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ คุณหมอสันต์ หัตถีรัตน์ โดยทั้งสามคนมองปรากฎการณ์หมอน้อยในเชิงบวกและวิพากษ์ระบบสาธารณสุขไทย ขณะที่ผู้ได้รับเชิญที่เห็นต่างไม่ได้ไปร่วมอภิปราย

คุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และผู้หญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ทำให้ผมพบว่า เพื่อจะเข้าใจ “ชาวบ้าน” จำเป็นต้อง “ถอดรหัส” โดยไปยืนอยู่จุดเดียวกับพวกเขาเพื่อจะได้มองเห็นความหมายของโลกและชีวิต ไม่ใช่เอาวีธีคิดของเราไปวัด ไปตัดสิน ไปยัดเยียดให้พวกเขา

หลายปีต่อมา ผมได้รู้จักกับ ดร.สุนทร บุญญาธิการ ศาสตราจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่นชมในงานของท่านที่ไปศึกษาปริญญาโทและเอกที่อเมริกาและสอนที่นั่นเกือบ 20 ปี ก่อนจะกลับเมืองไทย ท่าน “ถอดรหัส” บ้านเรือนไทยให้ฝรั่งเข้าใจว่า ทำไมคนไทยจึงสร้างบ้านแบบนั้น โดยให้รายละเอียดถึงบริททางภูมิสังคม รวมไปถึงโลกทัศน์ชีวทัศน์ของคนไทย

ภูมิปัญญา คือ มรดกทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของสังคม แต่เราจะไม่เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงถ้าหากไม่มีการถอดรหัส ซึ่งก็คือกระบวนการ “ตีความ” เพื่อเข้าถึงความหมายเชิงลึก ไม่หยุดอยู่แค่พื้นผิว สิ่งที่ปรากฎภายนอก ตีความแบบแยกส่วน ไม่เชื่อมโยงให้รอบด้านทุกมิติ

การถอดรหัสที่ถูกต้อง จะทำให้ความหมายและคุณค่าของภูมิปัญญาปรากฎ ไม่เช่นนั้นก็จะมีการสรุปแบบผิวเผิน รวบรัด และบิดเบื่อนคุณค่าและความหมาย นำไปสู่การใช้ประโยชน์ที่อาจทำให้สูญเสียคุณค่าและความหมายดั้งเดิมไป

อย่างการนำเอาภูมิปัญญามา “เด็ดยอด” แทนที่จะ “ต่อยอด” อาจทำให้ได้ผลทางเศรษฐกิจ ได้โอทอปหลายดาว แต่บางอย่างก็ปล่อยให้นายทุนไทยและต่างชาตินำไปผูกขาด ดังกรณีเหล้าพื้นบ้านไทย ที่นายทุนไทยและญี่ปุ่นนำไปใช้ประโยชน์โดยเรียนรู้จากภูมิปัญญาไทย หรือสูตรเด็ดเคล็ดลับอาหารไทยที่นายทุนใหญ่จัดประกวดแข่งขันให้รางวัล แล้วเอาไปผลิตแบบอุตสาหกรรมขายในร้านสะดวกซื้อ

การถอดรหัส เกิดจากการตั้งคำถามว่า “ทำไม” จึงเกิดปรากฎการณ์นั้น ทำไมคนจึงทำสิ่งนั้น ดังที่เห็นได้ในปัจจัย 4 ที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีที่มาที่ไปอย่างลึกซึ้ง สะท้อนโลกทัศน์ชีวทัศน์ที่มีตรรกะที่แตกต่างอย่างซับซ้อนจากคนวันนี้

แก่นของภูมิปัญญาอยู่ที่วิถีชุมชนคนรากหญ้า ภูมิปัญญามีค่ามากกว่ารายได้และเศรษฐกิจ แต่ต้องถอดรหัส จึงจะเข้าถึงและสืบทอดพลังอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน ส่งเสริมฐานรากนี้ให้แข็งแรงเท่านั้น ประเทศชาติจึงจะพัฒนาและมั่นคง

๔ กันยายน ๒๕๖๑

แต่โบราณมา ชาวบ้านจะทำข้าวเม่าจากข้าวที่ออกรวงยังไม่สุกดี จึงได้กินข้าวเม่ากันเฉพาะปลายฝนต้นหนาว จะเป็นข้าวเม่าที่หอมและอร่อยมาก ใส่น้ำตาล งา มะพร้าวขูด เป็นของหวานของว่างชั้นยอด

วันนี้เราเห็นข้าวเม่าขายกันทั้งปี ตามตลาด ในห้างและข้างถนน เพราะชาวบ้านก็มีพัฒนาการ มีการปรับประยุกต์ อย่างข้าวเม่าที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยมากและโด่งดังจากบ้านพุปลาไหล ตำบลสุขเกษม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ร้อยตรีศรีวุธ ครองสุข ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชีวิตไปทำรายงานในวิชาภูมิปัญญา

ชาวบ้านที่นี่ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน บางครอบครัวทำวันละกว่า ๒๐๐ กิโล ขายเองที่ตลาดเพียง ๕๐-๖๐ กิโล ที่เหลือมีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อไปคนละ ๔๐-๕๐ กิโล มีการจัดส่งไปตามอำเภอต่างๆ ฝากรถตู้ส่งไปให้ลูกหลานขายถึงในกรุงเทพฯ ข้าวเม่าแห้งกิโลละ ๑๒๐ ข้าวเม่าคลุก ๘๐ บาท

สาเหตุที่ข้าวเม่าพุปลาไหลอร่อยน่าจะมีหลายปัจจัย รวมไปถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ค้นพบพัฒนาขึ้นมาเอง นี่คือเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น บางอย่างอาจบอกกันได้ บางอย่างบอกไม่ได้

แต่เดิมชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าจากข้าวในนาที่สุกปลายรวงเหลือง นำมานวดให้ได้แต่เม็ดข้าวเหลืองๆ นึ่งให้เกือบสุก นำมาคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำไปตำในครกกระเดื่อง แล้วฝัดเอาแกลบเอารำออก จะเหลือเมล็ดข้าวเหนียวนุ่มแบนๆ นำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ที่จริงการทำแบบโบราณก็มีเสน่ห์ เพียงแต่หาครกกระเดื่องยากมากแล้ว และผู้คนก็มักจะรู้สึกว่าโบราณและเหนื่อย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวชุมชน ลองไปพิจารณาดูนะครับ

วันนี้ชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าทั้งปีด้วยข้าวเหนียวที่ซื้อจากจากอำเภอบ้านเข้ากับหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพราะเป็นข้าวที่หอม ไม่แข็ง เก็บไว้ได้นาน นำมาล้างน้ำสะอาด แช่ไว้จนข้าวอิ่มน้ำ เอามาผึ่งตากลมให้แห้ง แล้วนำไปคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำมาใส่กระสอบปุ๋ยอบไว้ ๒๐ นาที เพื่อให้ข้าวระอุสุกทั่วกัน นำไปสีในเครื่องสีข้าวเม่า แล้วเข้าเครื่องรีดทำให้เมล็ดข้าวแบน แล้วนำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ถ้าส่งไปขายไกลๆ ชาวบ้านมักจะส่งเป็นข้าวเม่าแห้งเพราะจะเก็บไว้ได้นาน หรืออย่างมากก็ใส่น้ำเตยหอมพอให้นุ่มๆ และมีกลิ่นหอม ผสมน้ำตาลกับงา แล้วแพ็คส่งไปไกลๆ ก็ได้ ถ้าจะขายในตลาดหรือหน้าบ้านก็คลุกน้ำมะพร้าวจะยิ่งหวานมันพร้อมมะพร้าวขูดที่ไม่แก่เกินไป พอดีกรุบๆ จะอร่อยมาก (ผมเคยเอาไปฝากเพื่อน ปรากฎว่าเมียเพื่อนกินคนเดียวหมดทั้งกิโล น่าจะเรียกว่าข้าวเม่าลืมผัว)

อุปกรณ์ทำข้าวเม่ามีเครื่องสีข้าวเม่า เครื่องรีดข้าวเม่า (บางแห่งใช้เครื่องทุบข้าว) เครื่องขูดมะพร้าว เครื่องคั้นน้ำกะทิ กะทะและเตา ถ้ามีทุนน้อยก็รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมกันซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบ แยกกันทำ แยกกันขาย หรือถ้ามีคนสั่งจำนวนมากก็รวมกันขายได้

รายละเอียดเป็นอย่างไรควรไปขอความรู้จากชาวบ้านที่เขาทำมาก่อน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนน่าจะส่งเสริมและช่วยได้ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่อยากให้ชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชน

เดี๋ยวนี้มีข้าวเม่าขายกันทางเน็ต ส่งถึงบ้านราคากิโลละ ๘๐-๙๐ บาท พร้อมรับประทาน ค่าส่งขึ้นอยู่กับระยะทาง ถ้าข้าวเม่าแห้งก็แพงกว่า ก็เป็นอีกทางหนึ่งให้ลูกหลานที่ไปทำงานกรุงเทพฯ มีรายได้เสริม หรือถ้าทำได้ดี ติดตลาด อาจกลายเป็นอาชีพหลักไปเลยก็ได้

อันนี้ต้องขยายการขายไปอีกหน่อย เอาข้าวเม่ากึ่งสำเร็จรูปมาขายก็ได้ มีหลายเจ้า หาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ต รับมาขายต่อได้ เป็นของกินที่อยู่ได้หลายเดือน คุณค่าอาหารมีมากเหมือนข้าวเม่าดั้งเดิม อย่างเบต้าแคโรทีน วิตามินอี คลอโรฟีล อะมิโนกาบา สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสมอง บำรุงประสาท (แบบว่า กินแล้วไม่แก่ง่ายตายยาก – อยากแนะนำว่าอย่ากินข้าวเม่าทอดบ่อยนะครับเพราะน้ำมันที่ใช้ซ้ำมีสารก่อมะเร็ง)

ส่วนข้าวเม่าสำเร็จรูปเป็นของว่างและอาหารเช้าก็มีมากมายหลายรูปแบบ อย่างกลุ่มแม่บ้านที่ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิต มีศิษย์เก่าและปัจจุบันทำวิสาหกิจชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการทำข้าวเม่าแต่โบราณ จนประยุกต์มาเป็นอีกหลายอย่าง

เช่น กระยาสารทข้าวเม่า ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าตุ ข้าวเม่าบ้าบิ่น คุกกี้ข้าวหอมมะลิ ข้าวเม่าอาหารเช้า ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมธัญพืช ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมผลไม้ และข้าวเม่าอาหารเข้าผสมธัญพืชและผสมผลไม้ ส่งไปขายทั่วประเทศ เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่และคนต่างชาติ ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้มีสมาชิก ๑๐๐ กว่าคน ผลิตภัณฑ์ได้รับรองคุณภาพจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งได้เป็นโอทอป ๕ ดาว

ผมได้ของฝากจากกลุ่มนี้มาบ่อยครั้ง อร่อยมากครับ จึงกล้าประชาสัมพันธ์ให้ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. ๐๘๙-๘๙๘-๑๘๗๗

มีอีกหลายเจ้า อย่าง แบรนด์ “สุพิชชา” ที่ทำซีเรียลอาหารเช้าจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ วิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จังหวัดพิษณุโลก ที่อ้างว่าเพิ่มมูลค่าให้ข้าวถึง ๕๐-๖๐ เท่า ลองคูณดูว่า ข้าวกิโลละ ๖๐-๗๐ บาทได้เท่าไร

ทำข้าวเม่าให้ดี มีรายได้มั่นคงแน่ ที่บ้านพุปลาไหล หลายครอบครัวที่ช่วยกันทำงาน มีรายได้ต่อเดือนหักรายจ่ายแล้วกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ครอบครัวก็อยู่รวมกันได้ ไม่ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง เพื่อไปหาเงินมาใช้หนี้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ตามหมู่บ้าน

ผมชวนฝันหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว เพราะข้าวคือชีวิต วันนี้โลกเปลี่ยน ถ้าพี่น้องชาวนาจะอยู่รอด คงทำนาให้ได้ข้าวไร่ละ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มรดกจากบรรพบุรุษไม่ได้มีแต่ “นา” เท่านั้น แต่มีภูมิปัญญาในการแปรรูปรูปข้าวที่เราต้องเอามา ”ต่อยอด” ด้วยความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้ตอบสนองความต้องการของคนยุคใหม่

วันนี้ผู้คนโหยหาธรรมชาติ อยากไปสัมผัสกับทุ่งนา ป่า เขา กินข้าวเม่า เหล้าพื้นบ้าน อาหารจากท้องนา สูตรคุณย่า แก่งป่าคุณยาย ปัจจัย ๔ ของดีๆ กำลังกลับมา คนที่ทำได้ดีที่สุด คือ พี่น้องชาวบ้านเราเอง อย่านิ่งดูดายให้นายทุนมา “ทำนาบนหลังเรา” นะครับ

เสรี พพ ๑ กันยายน ๒๕๖๑

๒ กันยายน ๒๕๖๑

ทำนา ๑ ไร่ได้เงินล้านไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ทุกวันนี้มีคนทำได้อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ชาวนา เป็นคนที่นำข้าวไปแปรรูปเป็นแป้ง เป็นอาหาร เป็นขนม เป็นเวชสำอาง เป็นยา ซึ่งบางอย่างชาวบ้านก็ทำได้ อย่างลูกหลานที่พ่อแม่ขายนาขายควายส่งเสียให้เรียนจนจบปริญญา ถ้าได้วิชาความรู้จริงและคิดเป็นก็จะช่วยพ่อแม่ทำเงินล้านได้

เพราะการทำนายุคใหม่ต้องอาศัยความรู้ และไม่ควรเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าถ้าทำนาได้สัก ๑ ล้านต่อไร่ต่อปี ใครๆ จะวิ่งมาหา มาขอวิชาขอความรู้ดูงาน หน่วยงานรัฐจะเอานั่นเอานี่มาให้ แล้วขอปักป้ายถ่ายรูปเพื่อไปทำผลงานเอาความดีความชอบ นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตทั้งอดีตและปัจจุบันหลายคนทำได้

อาจารย์ชนะ โพธิ์กุดศรี ศิษย์เก่าและอาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิตจากแพร่ ทำนาด้วยข้าว ๑๖ สายพันธุ์ แล้วส่งไปให้บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) ทดสอบประเมินคุณค่าพบว่า มีค่าอาหารสูงมาก สูงกว่าข้าวชนิดอื่นๆ เพราะเป็นข้าวอินทรีย์ที่คัดเมล็ด ๑๖ สายพันธุ์ เพาะรวมกันในกระบะ แล้วทำนาโยน จากนั้นนำมาทำเป็นข้าวกล้องงอก ทีวีดาวเทียมหลายช่องนำไปขายในกรุงเทพฯ กิโละ ๒๐๐ บาท

อาจารย์ชนะเริ่มทดลองทำมากว่า ๑๐ ปี แล้วได้ผลดี เผยแพร่ไปตามเครือข่าย เขายินดีรับซื้อข้าวเปลือก ๑๖ สายพันธุ์นี้ตันละ ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าอยากแปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกเขาก็แนะนำวิธีทำและตลาดให้ หรือส่งให้เขาขายก็ได้ ถ้าแปรรูปเอง ข้าวเปลือก ๑ ตันทำเป็นข้าวกล้องงอกจะขายได้ ๕๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ บาท

นี่เป็นขั้นประถม ตอนนี้กำลังทดลองขั้นมัธยมและอุดม เพื่อหาทางเลือกทางรอดให้พี่น้องชาวนา เป็นการทำนาแบบประณีตที่ต้องลงทุนมากขึ้น เป็นนาอินทรีย์ โดยจัดระบบดิน น้ำ ปุ๋ยให้ดี กางมุ้งให้ พร้อมระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ควบคุมการให้น้ำ ปุ๋ย แดด ความชื้น ซึ่งวันนี้ สวทช.(สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) พัฒนาระบบและโปรแกรมนี้แล้วและกำลังส่งเสริมไปทั่ว

ทำนาประณีต (นา 4.0 ถ้าอยากเรียกให้สมสมัย) ทำสัก ๑ ไร่เพิ่อนำร่องเพื่อเรียนรู้ และด้วยความใส่ใจจริงๆ วางเป้าหมายทำให้ได้ปีละ ๓ ครั้งๆ ละ ๒ ตัน (ดร.เกริกยืนยันว่าทำครั้งเดียว ๕ ตันต่อไร่ยังทำได้เลย)

ถ้าทำนา ๑ ไร่ ๑ ปี ได้ ๖ ตัน แปรรูปเป็นข้าวกล้องงอกได้ ๔,๒๐๐ กิโล ขายกิโลละ ๗๐ บาท ได้ ๒๙๔,๐๐๐ บาทได้แกลบและรำจากข้าวเปลือก ๑,๘๐๐ กิโล แปรเป็นน้ำมันรำข้าว ๕ กิโลได้ ๑ ลิตร ข้าว ๖ ตันจะได้น้ำมันรำข้าว ๓๖๐ ลิตร ขายลิตรละ ๒,๕๐๐ บาท ได้ ๙๐๐,๐๐๐ บาท

สรุปว่า ทำนาระดับมัธยม ๑ ไร่ จะมีรายได้ ๑,๑๙๔,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายลงทุนปัจจัยการผลิตแล้วน่าจะเหลือปีแรกเกือบ ๑ ล้าน ปีต่อไปได้เกินล้าน และถ้าขยันแปรรูปไปเป็นอย่างอื่นอีกก็ควรจะได้มากกว่านี้

การลงทุนปีแรกต้องลงเรื่องมุ้ง เพื่อป้องกันแมลงและศํตรูพืช รวมทั้งนก โดยเฉพาะถ้าอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีนา หรือทำนานอกฤดู นอกนั้นก็ต้องลงทุนดินใหม่ เอาดินที่สมบูรณ์มาแทนดินเดิมที่ลอกออกแล้วอัดแน่นกันน้ำซึม มีน้ำและระบบน้ำ มีปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ อ.ชนะบอกว่า คนเดียวก็ทำได้ เพราะมีระบบหมด

ทำนา “ระดับอุดม” อันนี้ไม่กล้าคิดตัวเลข เพราะคงทำให้ตกใจกัน เนื่องจากมูลค่าที่ได้จากการแปรรูปนั้นมาก ตั้งแต่อย่างง่าย คือ ทำข้าวหลาม ข้ามเม่า ข้าวซีเรียล คุ้กกี้ ไอซครีม ข้าวผง ไปจนถึงเวชสำอาง อาหารเสริม

อย่างเวชสำอางวันนี้กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก การนำข้าวมาแปรรูปเป็นสบู่ แชมพู ครีมนวดผม นวดหน้าทาผิว บำรุงผม ทำกันแพร่หลายและส่งออก ใช้กันมากในสปา อย่างที่คุณณิชุนันทน์ ธงวิชัย นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต อยู่ปทุมธานี แต่ไปเรียนที่ศูนย์สระบุรี มีร้านสปา มีผลิตภัณฑ์ครีมนวดหน้าและอื่นๆ เป็นของตนเอง

เธอบอกว่า เป็นครีมทำจากข้าวหอมมะลิ รับมาจากบริษัทแล้วมาแบ่งใส่กล่องติดแบรนด์ของตนเอง ขายดีเป็นที่นิยมของลูกค้า เธอให้ผมมาสองกล่อง เนื้อข้าวสีม่วงหม่นและสีขาว เป็นไรซ์เบอรี่และหอมมะลิ ผมใช้หลายเดือนจนจะหมด ดีมากครับ มีคนทักว่า หน้าตาผ่องใส (หวังว่าเขาไม่ได้แกล้งชม)

เธอบอกว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเสนอช่วยแปรรูปให้ เพราะมีห้องแลปและมีเครื่องมือพร้อม เธอกำลังสนใจจะเอาข้าว ๑๖ สายพันธุ์ของอาจารย์ชนะไปให้เขาแปรรูปเป็นเวชสำอาง น่าจะได้อะไรที่วิเศษกว่าแบรนด์อื่น พันธุ์อื่น เพราะมีธาตุสารเพียบ มีวิตามินมากมาย มีคอลลาเจนทำให้ผิวเต่งตึงมีน้ำมีนวล

ก็ลองอ่านชื่อ ๑๖ สายพันธุ์ ของอาจารย์ชนะดูนะครับ (เขาเพิ่มอีก ๔ สายพันธุ์เป็น ๒๐) ข้าวหน่วยเขือ (นครศรีธรรมราช) ข้าวหอมมะลิดั้งเดิม (ทุ่งกุลาฯ) ข้าวหอมมะลิแดง (ยโสธร) ข้าวก่ำเปลือกดำ (ยโสธร) ข้าวเล้าแตก (กาฬสินธุ์) ข้าวช่อขิง (สงขลา) ข้าวหอมทุ่ง (อุบลฯ) ข้าวป้องแอ้ว (มหาสารคาม) ข้าวมันเป็ด (อุบลฯ) ข้าวปกาอำปึล (สุรินทร์) ข้าวบายศรี (เพชรบุรี) ข้าวสังข์หยด (พัทลุง) ข้าวเหลืองประทิว (ปทุมธานี) ข้าวไผ่งาม ข้าวหอมดอกมะลิ (ปทุมธานี) ข้าวหอมนิล ข้าวสุพรรณบุรี ๖๐ ข้าวชัยนาท ๑ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสินเหล็ก

ข้าวเหล่านี้คัดเลือกมาอย่างดีทุกเมล็ด แล้วเพาะในกระบะ (แบบขนมครก) ปนกันหมด เคยถามเขาว่า เมื่อออกดอกออกรวงไม่กลายพันธุ์หรือ เขาบอกว่าไม่ วันนี้มีคนเลียนแบบ ไม่ปลูกเอง แต่ไปเอาข้าวสารหลายสายพันธุ์มาผสมกันแล้วบอกว่าเป็นข้าว ๑๖ สายพันธุ์ ถ้าเป็นของอาจารย์ชนะจะมีเอกสารแนบในถุง มีรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งผลการวิจัยประเมินของบริษัทห้องปฏิบติการกลาง ซึ่งเป็นของรัฐ (กระทรวงการคลังและธนาคารเอสเอ็มอีถือหุ้นทั้งหมด)

อ.ชนะบอกว่ายินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมงานกับทุกท่านทุกกลุ่มในการพัฒนาสายพันธุ์และแปรรูปข้าว รวมไปถึงการตลาด เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวนา เขาให้เบอร์โทร.มาด้วย 093-839-8166

ข้าวไทยวันนี้เป็นยาดีมีสรรพคุณสูงยิ่ง ป้องกันและบำบัดโรคเหน็บชา โรคปากนกกระจอก โรคโลหิตจาง โรคนิ่ว โรคท้องผูก โรคระบบประสาทบางชนิดและปลายประสาทอักเสบเพราะขาดวิตามินบีรวม เป็นต้น

มหาวิทยาลัยไม่ควรรับใช้แต่นายทุน ควรช่วยเหลือชาวนาแปรรูปข้าว และสอนลูกหลานเขาให้ทำได้อย่างข้างต้น นาก็จะเป็นทุ่งรวงทอง แผนดินไทยจะเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง เป็นสุวรรณภูมิสมชื่อ

เสรี พพ ๒ กันยายน ๒๕๖๑

ทางอีศาน กันยายน ๒๕๖๑

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่มีการช่วยเหลือ “หมู่ป่าอะคาเดมี” ออกมาจากถ้ำด้วยความร่วมแรงร่วมใจ ร่วมไม้ร่วมมือ จากคนไทยทั้งชาติและผู้คนทั้งโลกก็ว่าได้ ให้บทเรียนสำคัญว่า ในบางขณะ บางสภาวการณ์ มนุษย์สามารถก้าวข้ามพรมแดนความแตกต่างทั้งหลายได้

ไม่ว่าเชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน ความรู้ความสามารถ เหมือน “คนตกน้ำหัวจะเพียงกันหมด” หรือตามนัยทางปรัชญาเรียกว่าเป็น “อุตรภาพ” (transcendence) ภาวะเหนือโลกธรรม ซึ่งไม่ใช่ความฝันหรือจินตนาการ

ความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ นักดำน้ำ นักกู้ภัยจากทั่วโลก จิตอาสาจากสารทิศ ใครทำอะไรได้ มีอะไรช่วยก็ช่วยกันหมด นักปีนถ้ำจากภาคใต้ก็ตีรถสองพันกิโลเมตรขึ้นไปช่วย คนมีเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์จากนครปฐม เพชรบุรี โคราชก็ขนไปช่วย โดยไม่มีใครของร้อง

คนท้องถิ่นช่วยซักผ้ารีดผ้าปะผ้าให้จิตอาสา มีรถสองแถว รถมอเตอร์ไซค์ก็ขนส่งฟรี มีคนอาสาไปช่วยทำอาหาร ทำความสะอาดระหว่างการดำเนินการ และเสร็จภารกิจก็มีอีก 5,000 คนที่ไปช่วยเก็บกวาดและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

น้ำที่สูบจากถ้ำมาท่วมนา ชาวนาก็ไม่ได้บ่นว่า ขอเพียงให้เด็กๆ รอดออกมาได้ หลายคนไม่ขอรับค่าชดเชยด้วยซ้ำ รวมไปถึงข้าวของมากมายที่คนจากทั่วประเทศส่งไปช่วยเหลือที่อบต.โป่งผา

ที่สำคัญ ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือและกำลังใจจากพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ นับเป็นการรวมใจคนไทยทั้งชาติ ก้าวข้ามความแตกแยกความแตกต่างทั้งปวง คนที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็ต่างส่งกำลังใจและสวดมนต์ให้ เฝ้ารอหน้าจอทีวีตลอดเกือบสามสัปดาห์

ถ้ำหลวงให้บทเรียนสำคัญว่า ถ้าคนรวมใจกันเป็นหนึ่ง อะไรก็ทำได้ ปัญหาอะไรก็แก้ได้ อุปสรรคใดก็ผ่านพ้นได้ เพราะมนุษยธรรมนั้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของทุกคน ปรากฎออกมาเมื่อไรก็จะเห็นพลังอันยิ่งใหญ่เสมอ ดังกรณีที่ถ้ำหลวงก็ดี ภัยพิบัติร้ายแรงอย่างสึนามิและอื่นๆ ก็ดี

แต่ถ้าเราเริ่มคิดถึงผลประโยชน์ เริ่มมองความแตกต่าง เริ่มเปรียบเทียบ เริ่มขีดเส้นแบ่ง ก็เหมือนการขีดพรมแดนประเทศ การออกกฎหมายระเบียบต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการตีเส้นที่ห้ามก้าวข้าม ปัญหาความขัดแย้งก็ตามมา เป็นสัญชาติญาณดิบ ส่วนพื้นผิวของธรรมชาติมนุษย์

ดังกรณีควันหลงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติฝรั่งเศสได้ครองแชมป์ มีคนเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ เพราะในจำนวนนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส 23 คน 14 คนเป็นคนสีผิวจากแอฟริกา จากครอบครัวผู้อพยพ จากประเทศเซเนกัล มาลี คองโก คาเมรูน โตโก ไนจีเรีย โมรอคโก อัลจีเรีย กีเนีย แองโกลา

นักฟุตบอลเหล่านี้สามารถไปเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดพ่อแม่ของตนเองได้ แต่เลือกเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสเนื่องจากเกิดในประเทศนี้ เติบโตและเล่นให้สโมสรใหญ่ๆ ในยุโรปทั้งนั้น อย่างพอล ป็อกบา คีเลียน เอ็มมัปเป เอ็นโกโล คองเต เป็นต้น

พอมีนักจัดรายการสื่อใหญ่อเมริกันเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ ทูตฝรั่งเศสในอเมริกาก็เดือดร้อนประท้วงว่า นักฟุตบอลเหล่านั้นเป็นคนฝรั่งเศสจริงๆ พิธีกรอเมริกันก็บอกว่า เขาไม่เคยตั้งคำถามในสัญชาติของนักฟุตบอลเหล่านั้นเลย เขาชื่นชมว่า ฝรั่งเศสต้อนรับผู้อพยพดีกว่าอเมริกาในยุคนี้ต่างหาก

เรื่องนี้คุยกันยาวๆ ได้ เพราะฝรั่งเศสไปล่าอาณานิคมในแอฟริกา ไปขนเอาทรัพยสินทรัพยากรของประเทศเหล่านี้มาเท่าไร ไปดูดเอาคนดีๆ คนเก่งๆ ทำงานมารับใช้ในประเทศของตนเท่าไร เอาคนอพยพมาเป็นแรงงานถูกๆ ช่วยเศรษฐกิจประเทศอีกเท่าไร ทำงานที่คนฝรั่งเศสเองไม่มีทางไปทำ

ดีที่ทีมชาติฝรั่งเศสชนะเลิศ ถ้าหากเกิดแพ้แบบไม่เป็นท่าอย่างหลายประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่าจะชนะ อาจจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปอีกแบบ อย่างที่เมซุต โอซิล นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมันบอกว่า “ผมเป็นเยอรมันเมื่อเราชนะ ผมเป็นผู้อพยพเมื่อเราแพ้”

โอซิลเกิดในเยอรมนีจากครอบครัวชาวตุรกีที่อพยพมาเป็นแรงงานในประเทศนี้กว่า 3 ล้านคน เขาเล่นให้ทีมชาติมา ๙๒ ครั้ง ได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมถึง ๕ ครั้งใน ๖ ปีที่ผ่านมา

ไม่นานก่อนฟุตบอลโลก มีภาพของโอซิล จากอาร์เซนอล กุนดวนจากแมนซิตี้ และโตซุนจากเอเวอร์ตัน ทั้งสามคนมีเชื้อสายตุรกี ยืนถ่ายรูปร่วมกับนายแอร์ดวน ประธานาธิบดีของตุรกีที่ไปเยือนอังกฤษ โอซิล บอกว่า เขาและเพื่อนพูดกันเรื่องฟุตบอลกับนายแอร์ดวน

ภาพนั้นทำให้โอซิลถูกวิจารณ์อย่างหนักในประเทศเยอรมนี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับนายแอร์ดวน ที่ถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ ทั้งๆ ที่เขามาจากการเลือกตั้ง

โอซิลบอกว่า มันผิดด้วยหรือที่เขาจะพบกับประธานาธิบดีของประเทศของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ประเทศอันเป็นรากเหง้าของเขาเอง แล้วเขาก็ประกาศเลิกเล่นทีมชาติด้วยความน้อยใจที่ถูกโจมตี ถูกขู่ฆ่า โดยเฉพาะเมื่อทีมเยอรมันตกรอบแรก

สื่อเยอรมันบอกว่า เขาไม่ผิดหรอกที่จะรู้สึกในรากเหง้าของตนเอง แต่ไม่ควรไปถ่ายรูปกับเผด็จการอย่างนายแอร์ดวน เหมือนไปหาเสียงให้เขาก่อนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้นที่นายแอร์ดวนก็ชนะอีกครั้งหนึ่งอย่างถล่มทลาย

ผลประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ล้วนเป็นเหตุผลทีทำให้เกิดเส้นแบ่งและความขัดแย้ง การรับผู้อพยพของประเทศในยุโรปหรืออเมริกา ออสเตรเลีย ล้วนแต่ดูกันที่ผลประโยชน์มากกว่า “มนุษยธรรม” พวกเขาคัดเลือกเอาแต่คนเก่ง คนมีความรู้ความสามารถเท่านั้น

โดยลืมไปว่า ปัญหาในถิ่นที่มาของผู้อพยพนั้น ประเทศร่ำรวยเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การไปล่าอาณานิคมมาจนถึงการค้าที่ไม่เป็นธรรม การสูบเอาทรัพยากรและบุคลากรจากประเทศเหล่านั้น

แท้ที่จริง การเกิดเป็นประเทศก็มาจากการแก่งแย่งที่ดิน ทรัพย์สิน ทรัพยากรกันทั้งนั้น คนเผ่าพื้นเมืองเขาอยู่กันมาเป็นพันๆ ปี วันหนึ่งคนผิวขาวก็ไปแย่งชิงเอาที่ดินและทรัพย์สินของพวกเขาในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และอีกหลายประเทศ คนพวกนี้พอตั้งหลักได้ก็กีดกันคนอื่น

โลกนี้จึงมี ๒ แบบ แบบไม่มีพรมแดนและแบบมีพรมแดน แบบแรกเป็นความฝันเหมือนเพลง Imagine ของจอห์น แลนนอน ซึ่งก็เป็นจริงได้อย่างที่ถ้ำหลวง เชียงราย

ความจริง เรื่องนี้ก็เกิดได้ในชีวิตประจำวัน ที่เราพบ “คนไทย” ด้วยกันที่มาจากหลายเชื้อชาติ (จนไม่รู้ว่าไทยแท้มีหรือไม่เป็นอย่างไร) ต่างกันเพียงใครมาก่อนมาหลังเท่านั้น เราก็อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติได้ ไม่ว่าจะมีเชื้อสายลาว เขมร พม่า มอญ เวียดนาม อินเดีย อาหรับ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ต่างกันที่เชื้อชาติ ศาสนา ปรัชญาชีวิต แต่หลายคนยังแต่งงานกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

เพราะความเป็นคนนั้นไม่ต้องมีบัตรแสดงว่าเป็นคน มนุษยชาตินั้นใหญ่กว่า สูงกว่าเชื้อชาติหรือสัญชาติที่เขียนไว้ในบัตรประชาชน

กรณีที่ถ้ำหลวง เป็นปรากฎการณ์สำคัญของมนุษยชาติ เพราะมนุษยธรรมก้าวข้ามพรมแดนของความแตกต่าง ก้าวข้ามจำนวนเงินที่ลงไป จำนวนเวลาและบุคลากรที่ใช้ กฎหมายต่างๆ ที่เป็นข้อห้ามในยามปกติ จนไม่ต้องถามว่า “คุ้มหรือไม่” “ผิดกฎหมายหรือไม่” อย่างที่มีคนถามแล้วถูกวิจารณ์อย่างหนัก

ชีวิตคน ๑๓ คนสำคัญกว่าสิ่งใด รวมใจกันเป็นหนึ่ง แม้จะแลกด้วย ๑ ชีวิต สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้สึกที่ดีของคนทั่วโลก การสรรเสริญสดุดีวีรกรรมต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของ “จ่าแซม” หรือ “นาวาตรีสมาน” รวมทั้งปฏิบัติการของบรรดาหน่วยกล้าตายที่ทำงานและดำน้ำในถ้ำเกือบสามสัปดาห์

จึงไม่แปลกที่คนที่ชมการถ่ายทอดสด รอการออกมาจากถ้ำของ ๑๓ คน จึงตื่นเต้นและซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เป็นน้ำตาของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ทำให้เชื่อว่า ลึกๆ แล้วมนุษย์เรามีคุณธรรมความดีงาม ที่ร่วมพลังกันก้าวข้ามเรื่องที่ดูเหมือนเป็นไปไมได้ เอาชนะได้แม้กระทั่งความตาย

๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๑

ข้าวหลามบ้านเรามีหลากหลายชนิด แต่ละภาคแต่ละถิ่นมีวิธีการไม่ค่อยเหมือนกัน ทั้งวัตถุดิบที่ใช้และรสชาติที่ชอบ โดยทั่วไปใช้ไม้ไผ่สองชนิด กระบอกใหญ่เปลือกหนาอย่างที่หนองมน นครปฐมจะเป็นไผ่กระบอกแดง ที่มีอยู่ที่ปราจีนบุรี ตามชายแดนและในเขมร ที่กาญจนบุรี ตามชายแดนและในพม่า

ส่วนทางภาคเหนือและภาคอีสานมักใช้ไผ่ข้าวหลามหรือไผ่หม่น ปล้องเรียวยาว หรือไผ่สีสุกตามลำห้วย ไผ่ทางอีสานนำมาจากป่าจากเขาแถวอำเภอติดแม่น้ำโขงจังหวัดเลยและหนองคาย บรรทุกสิบล้อไปส่งตามจังหวัดต่างๆ ทั่วภาคอีสาน น้อยนักที่จะเห็นคนปลูกเอง ทางเหนือมีปลูกเองบ้าง เอามาจากป่าบ้าง

ไผ่ขนาดใหญ่อย่างข้าวหลามหนองมนและนครปฐมจะมีคนนำมาขายกระบอกละ 2 บาทขึ้นไป แล้วแต่เล็กใหญ่สั้นยาว ส่วนไผ่ข้าวหลามเรียวยาวที่เห็นแถวเชียงใหม่และสุรินทร์ขนาดกกลางๆ กระบอกละ 1.50 บาท

เรื่องไม้ไผ่เป็นปัญหาที่คนทำข้าวหลามไม่ได้คิดจะปลูกกัน วันหนึ่งคงหมดป่าและต้องไปตัดจากประเทศเพื่อนบ้าน และถ้าในประเทศเหล่านั้นหมดอีกจะทำไงก็ไม่รู้ถ้าไม่รู้จักปลูกเอง

คุณจิระเดช ใจก๋า นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตที่ดอยสะเก็ด เชียงใหม่ คนปลูกไผ่เป็นอาชีพและแปรรูปไผ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ขายในประเทศและส่งออกบอกว่า พี่สาวเขาทำข้าวหลามหน้าหนาววันละ 800-1,000 กระบอกโดยใช้ไม้ไผ่ที่ปลูกเองและที่ส่งเสริมชาวบ้านปลูก ถ้าใช้หน่อจากต้นไผ่ที่อายุปีสองปี ต้นจะโตเร็ว ปีเดียวก็ใช้ไผ่ทำข้าวหลามได้ ถ้าปลูกจากกิ่งตอนและปักชำต้องใช้เวลา 5 ปี

คุณจิระเดชบอกว่า คนทำข้าวหลามวันละ 100-200 กระบอก ปลูกไผ่เพียงไร่เดียวก็เพียงพอ ต้องการเพียงวันละ 10-20 ลำ ปลูกห่างเพียง 2-3 เมตร ไร่หนึ่ง 150 ต้นก็จะแตกกอ มีปริมาณเพียงพอ ตัดข้างบน ข้างล่างก็ขยาย ต้องใช้ไผ่เพียง 2 ชนิดนี้เท่านั้น เพราะมีเยื่อทีทำให้ข้าวหลามอร่อย

ข้าวหลามโบราณเขาแช่ข้าวเหนียวไว้ก่อน แล้วนำมาผสมกะทิ น้ำตาล แล้วกรอกลงกระบอกไม้ไผ่นำไปเผา วันนี้ส่วนใหญ่จะนึ่งก่อนให้พอสุกๆ ดิบๆ แล้วค่อยเอาออกผึ่งให้เย็น ลงกะทิ น้ำตาล แล้วกรอกกระบอกไม้ไผ่ เผาถ่านไม้ธรรมดาจะสุกเร็วขึ้น รสชาติก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ลำบากน้อยลง

ข้าวหลามทางเหนือรสจะไม่หวานเหมือนทางภาคกลาง ซึ่งหลายแห่งมีการพัฒนาไปเป็นข้าวหลามประยุกต์ ข้าวหลามสังขยา ข้าวหลามบะจ่าง ข้าวหลามแกงเขียวหวาน และอื่นๆ ข้าวหลามโบราณอย่างมากก็มีถั่วดำกับงา ไม่ใส่อะไรพิสดารอย่างทุกวันนี้ ที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ราคาแพงขึ้น แต่ผู้บริโภคบางกลุ่มก็ชอบ

ที่เราเห็นหาบขายกันในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่มักจะมีทั้งยังเป็นกระบอกขาวๆ ที่แกะกินได้ง่าย กับที่แกะแล้ว ตัดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ห่อปลาสติก ราคา 10-20-30 แล้วแต่ขนาด ส่วนที่ใช้ไผ่ใหญ่เปลือกหนาๆ คนขายจะใช้ขวานสับให้แตกก่อนใส่ถุงให้ผู้ซื้อ

คนทำข้าวหลามบอกว่า ทำข้าวหลามไม่ยาก แต่เหนื่อยเพราะต้องดูตอนเผา ให้สุกพอดี ถ้าเราซื้อจากคนขายตามตลาดหรือข้างถนนกระบอกละ 20 บาท ถ้าไม่ทำเองคนขายรับมา 15 บาท ทำเองต้นทุนประมาณ 8 บาท คนเดียวทำข้าวหลามวันละ 100-200 กระบอกก็ทำได้ ถ้าทำสองคนได้มากกว่าและเหนื่อยน้อยกว่า เข้าหน้าหนาว ต้นแต่เดือนตุลาคม ทางเหนือจะเริ่มทำข้าวหลามกัน ถ้าเป็นหน้าอื่นก็ทำเฉพาะเวลามีงานบุญ

ใครคิดจะทำข้าวหลามเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักก็ควรวางแผนให้ดี โดยเฉพาะเรื่องไผ่ ควรปลูกทันที ระหว่างที่รอให้ไผ่โต ก็ต้องดูว่าจะสั่งซื้อไผ่ได้จากไหน ข้าว มะพร้าว น้ำตาล ถ่าน จะเอาจากไหน พี่สาวคุณจิระเดชที่ทำเยอะจะตุนข้าว มะพร้าวและถ่านไว้ให้พอ มะพร้าวซื้อจากภาคใต้ทีละรถสิบล้อ

ข้าวเหนียวที่นิยมนำมาทำข้าวหลาม คือ พันธุ์เงี้ยวงู เมล็ดเรียวเล็กคล้ายเขี้ยวงู หุงขึ้นหม้อ สีขาวมันวาว นุ่ม หอม เหนียว เป็นราชาข้าวเหนียวทางภาคเหนือ ปลูกกันมากทางเชียงราย ถ้าหาไม่ได้ก็มักใช้พันธุ์สันป่าตอง

ทุกวันนี้คนสนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ข้าวเหนียวดำเริ่มขายดีมีราคา ข้าวหลามเหนียวดำก็มีให้เห็นมากขึ้น เสียดายว่าส่วนใหญ่ใส่น้อยเกินไป เพียงหยิบมือเดียวพอให้เห็นสีด่างๆ ซึ่งเหมือนกับหลอกคนกิน ถามคนขายว่าทำไมใส่น้อยจัง เขาบอกว่าข้าวเหนียวดำราคาแพง

ก็น่าเห็นใจ แต่น่าจะใส่สักหนึ่งในสามก็จะทำให้รสชาติดีขึ้น และคุณค่าก็จะมากขึ้น มีลูทีนที่ไปเพิ่มสารตัวนี้ในบริเวณดวงตา ช่วยป้องกันต้อกระจก บำรุงสายตาได้ดีแท้ ข้าวก่ำหรือเหนียวดำดอยสะเก็ด อาจารย์มช.วิจัยพบว่ามีสารลูกทีนมากกว่าข้าวขาวถึง 25 เท่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ใครอยากสายตาดี ไม่มีต้อกระจก ไม่เป็นมะเร็ง เชิญครับ

ส่วนเรื่องถ่าน ดร.เกริก มีมุ่งกิจ อาจารย์ใหญ่ของวนเกษตรทันสมัยสอนลูกศิษย์ ปลูกกระถินยักษ์สัก 1 ไร่ คุณจะเผาถ่านใช้ได้ตลอดชีวิต ปีเดียวก็โตพอที่จะทำถ่าน ตัดข้างบนข้างล่างก็โต ไม่มีวันหมด ไม่ต้องไปซื้อถ่านกระสอบละ 250 หรือไปตัดไม้ทำลายป่าที่ไหน

มะพร้าวก็เช่นกัน ปลูกเองได้จะดีกว่ามาก อาจจะรอหลายปีกว่าจะได้มะพร้าวกะทิ แต่ยังดีกว่าซื้อเขาแพงๆ ผมเคยแนะนำชาวบ้านที่ขายมะพร้าวน้ำหอมเต็มข้างทางที่อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยาเมื่อ 25 ปีก่อนให้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเอง โดยไม่ต้องซื้อจากสิบล้อที่พ่อค้านำมาจากสามพราน นครปฐม เพราะเขาบวกค่าขนส่งไปด้วยตั้งเยอะ แต่จนถึงวันนี้ 25 ปีผ่านไป ยังไม่เห็นใครสักกี่คนปลูก

ถ้ากลัวว่ามะพร้าวน้ำหอมปลูกที่จังหวัดอื่นทางภาคเหนือภาคอีสานจะไม่หอม ผมแนะนำให้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมหรือพันธุ์อะไรก็ได้ แต่ให้ปลูกเตยหอมรอบโคนต้นมะพร้าวตั้งแต่เริ่มปลูก รับรองว่าได้มะพร้าวรสหอม ถ้าใส่ขี้แดดนาเกลือเป็นปุ๋ยจะได้หอมและหวาน (ขี้แดดนาเกลือที่เขาขูดทิ้งก่อนทำนาเกลือทุกปี ก่อนนี้จ้างคนขูดทิ้ง ตอนนี้รู้ว่าเป็นปุ๋ยชั้นดี ใส่ส้มโอแล้วหวานกรอบ ขี้แดดนาเกลือจึงขายกันกิโลละ 2 บาท)

ผมเคยดื่มน้ำมะพร้าวธรรมดาต้นสูงแต่หวานหอมใบเตยอร่อยมากที่หาดใหญ่หลายปีก่อน ตอนไปเยี่ยมลุงพริ้ม นันทรัตน์ ผู้นำชาวสวนยาง ที่บ้านท่าน ท่านแนะนำคนทั่วไปให้ทำ ได้ผลดี ไม่เชื่อลองทำดูนะครับ

เรื่องสำคัญในการทำข้าวหลามหรือการประกอบการใดๆ คือ การลดต้นทุนการผลิต อะไรที่พอทำได้เอง ปลูกเอง ก็ควรทำ เพราะ "ลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้" 

เราโชคดีที่อยู่ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์มาก ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต จนคนจีนที่มาเมืองไทยด้วยเสื่อผืนหมอนใบกลายเป็นเศรษฐีเพราะรู้จักทำมาหากิน เขียนจดหมายไปบอกญาติที่เมืองจีนว่า ประเทศไทยนี่อุดมสมบูรณ์จริงๆ เอาตะเกียบเสียบลงดินยังงอกได้

เสรี พพ 29 ส.ค. 2561