phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐรายวัน 10 เมษายน 2562

น้ำมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เพียงใด เห็นได้จากวัฒนธรรมวิถีของมนุษยชาติ ปรัชญาแนวคิดพื้นฐานของทุกเผ่าพันธุ์และอารยธรรมล้วนสัมพันธ์กับน้ำ

            น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งทของชีวิต น้ำอยู่ในความเชื่อ ในประเพณีพิธีกรรมทางศาสนา ทางไสยศาสตร์ เชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกัน เชื่อมมนุษย์กับธรรมชาติและกับเหนือธรรมชาติ

            น้ำในปรัชญาอินเดียและจีนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการของจักรวาล น้ำในปรัชญากรีก ในความคิดของทาเลส คือ สิ่งทีเชื่อมโยงสรรพสิ่งเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่ง

ทาเลส ได้ชื่อว่าเป็นนักปรัชญาคนแรกของกรีกและอารยธรรมตะวันตก คือคนที่คิดนอกกรอบตำนานเทพปรณัม ที่อธิบายโลกและสรรพสิ่งว่าเกิดขึ้นดำเนินไปด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของทวยเทพ มีคนเรียกทาเลสว่าบิดาของ “วิทยาศาสตร์” คือ คิดด้วยเหตุผลและหลักฐานทางธรรมชาติ

หลังจากทาเลส นักปรัชญากรีกคนอื่นได้ขยายจากน้ำไปเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ใกล้เคียงกับปรัชญาตะวันออก อินเดีย จีน และอื่นๆ แนวคิดกรีกกลายเป็นฐานคิดที่แตกหน่อเป็น “วัตถุนิยม” ด้วยแนวคิด “อะตอม” ของเดโมครีตุส ที่พัฒนาไปสู่วัตถุนิยมสูงสุดในลัทธิมาร์กซ์ รากฐานสังคมนิยมตอมมิวนิสท์

ก่อนที่จะมีนักปราชญ์อย่างเพลโตที่บอกว่า “จิต” หรือ “ความคิด” ต่างหากที่เป็นรากฐานของทุกสิ่ง ที่ทำให้ทุกอย่างสัมพันธ์เป็นหนึ่ง นั่นคือกำเนิด “จิตนิยม” ขั้วตรงกันข้ามกับ “วัตถุนิยม” สองขั้วแนวคิดที่ครอบงำและกำหนดความเป็นมาของโลกจนถึงทุกวันนี้

(วิเคราะห์เรื่องน้ำ นำไปสู่ความเข้าใจการแตกขั้วของสังคมที่ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่ก่อกำเนิดมาหลายพันปีแล้ว อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่รูปสามเหลี่ยมเอาหัวลงของพรรคอนาคตใหม่ คือ สัญลักษณ์ของน้ำ ในศาสตร์ อัลเคมี (Alchemy) ที่เฟื่องฟูในยุคกลางของยุโรป นี่คือวิชาลูกครึ่งระหว่างวิทยาศาสตร์กับไสยศาสตร์ ว่าด้วยการเล่นแร่แปรธาตุ)

น้ำปรับตัว ยืดหยุ่น เปลี่ยนแปลงแปรสภาพได้ดีกว่าทุกปัจจัยในโลก น้ำจึงเป็นได้ทั้งปัจจัยตามธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ เป็นของธรรมดา (profane) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (sacred) ทั้งทางโลกและทางธรรม ในพิธีกรรมทางศาสนา น้ำชำระล้างบาป ล้างมลทินในชีวิตจิตใจของคนได้

ไม่ว่าจะเพียงไม่กี่หยดหรือมากมายอย่างคงคามหานทีอันศักดิ์สิทธิ์ ที่ชำระทั้งภายนนอกภายใน การลงไปในแม่น้ำคงคา เป็นการเข้าสู่เอกภาพกับสิ่งสูงสุด เป็นหนึ่งกับ “Brahman” จิตวิญญาณแห่งจักรวาล พระพรหมผู้ทรงเป็น เหมือน “ลมหายใจ” ของสรรพสิ่ง

            การค้นหาสัญญาณชีวิตในดวงดาวต่างๆ จึงเล็งไปที่ “น้ำ” เป็นสำคัญ ถ้ามีน้ำก็แปลว่ามีอากาศ มีสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นผิว อยู่ใต้ดิน หรือในอวกาศที่เหมือนกับไม่มีอ็อกซิเจน ไม่มีแม้แต่ละอองน้ำความชื้น แต่มนุษย์ที่ฝันจะไปอยู่ต่างดาวก็คิดหาวิธีให้มีน้ำมีอากาศจนได้

            สงกรานต์ การเริ่มต้นปีใหม่ เริ่มชีวิตใหม่ไทยจึงมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ มีการสรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ อันเป็นเครื่องหมายถึงการเชื่อมต่อขอพลังชีวิตจากท่าน เพื่อจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยมีน้ำเป็นปัจจัยเชื่อมต่อ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความสัมพันธ์ การสืบสานและการสืบทอด

            นอกจากการรดน้ำที่มือ หลายแห่งลูกหลานยังรดเท้า ล้างเท้าบุพการี แล้วเอาน้ำล้างเท้านั้นมารดศรีษะตน เป็นการขอขมาพ่อแม่ตามธรรมเนียมโบราณ ล้างอาถรรพ์เสริมมงคลชีวิต

            ในยุคที่ผู้คนสัมพันธ์กันด้วยโซเชียลมีเดีย ส่งต่อภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว ไม่ว่าสดหรือแห้ง พิธีกรรมเหล่านี้เริ่มกลับมา มีการเลียนแบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ในสังคมที่คนต่างวัยไม่เข้าใจกัน สื่อสารกันไม่ติดเพราะกลายเป็นคนต่างยุคต่างสมัย ต่างความรู้สึกนึกคิด

            น้ำเชื่อมคนหลายวัย ผู้ใหญ่กับเด็ก คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ไม่ถึงกับต้องไปล้างเท้าก็ได้ ให้รดน้ำดำหัวแบบธรรมดาแต่ด้วยความจริงใจ ก็จะทำให้พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุมีความสุข อย่างน้อยได้รับรู้ถึงความรักและห่วงใย ความกตัญญูรู้คุณของลูกหลาน สายสัมพันธ์ดีๆ ที่ยังคงอยู่

            สงกรานต์เป็น “วันเกิด” ของครอบครัว ของชุมชน ของสังคมไทย ที่ต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในปีใหม่พร้อมกันอย่างมีความสุข เป็นวันที่เราทุกคนคิดถึงกัน คิดถึงพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร คิดถึงคนอื่น เพราะถ้าไม่มีเขาก็ไม่มีเรา เราเป็นเราเพราะ “เขาทั้งหลาย” ได้ช่วยกันอุมชู เลี้ยงดู ช่วยเหลือ ให้โอกาส

            วันสงกรานต์ วันเกิดของส่วนรวม เราควรคิดถึงคนอื่น คิดถึงส่วนรวม เริ่มด้วยความคิดดีๆ ลดละเลิกความเกลียดชัง ความเคียดแค้น ความร้อนแรงเหมือนไฟสุมอก อย่าให้ระเบิดออกมาเป็นความรุนแรง

วันสงกรานต์ หาอ่านอะไรดีๆ ที่ให้แรงบันดาลใจ ให้พลังทางใจ อย่างฟังเนลสัน แมนเดลา บอกไว้ใน “หนทางไกลสู่เสรีภาพ” ว่า

            “คนไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความเกลียดชัง ถ้าเรียนรู้ที่จะเกลียดได้ก็เรียนรู้ที่จะรักได้ เพราะความรักเป็นอะไรที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์มากกว่าความเกลียด ความดีของคนเป็นประกายไฟที่อาจจะหลบซ่อนได้ แต่ไม่มีวันดับ”

ทางอีศาน เมษายน ๒๕๖๒

อยากชวนดูหนัง ๓ เรื่อง “ทองปาน” “ประชาชนนอก” และ “ลูกอีสาน” ที่สัมพันธ์กันทั้งในเนื้อหาและภาษาภาพยนต์

            ทองปานเป็นภาพยนต์กึ่งสารคดีสร้างเมื่อปี ๒๕๑๘ เสร็จก่อน ๖ ตุลาฯ ๒๕๑๙ เพียงวันเดียว     ด้วยเนื้อหาที่เป็น “ปฏิปักษ์” ต่อการปกครองในระบอบเผด็จการ ไพจง ใหลสกุล ผู้กำกับคนหนึ่งจึงต้องเอาฟิล์มไปตัดต่อที่อังกฤษ เปิดตัวที่งานแสดงภาพยนต์ลอนดอน (London Film Festival) และได้รับรางวัลภาพยนต์ดีเด่นแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                เป็นหนังความยาวเพียง ๖๐ นาที ที่ผู้นำขบวนการทางสังคม นักคิด นักเขียน อาจารย์ นักศึกษา ทั้งไทยและเทศร่วมกันสร้าง เพื่อสะท้อนความเป็นจริงอันเจ็บปวดของสังคมไทย ความขัดแย้งที่แปลก ความจริงที่ประหลาด (paradox) ของสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนา” ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงความทันสมัยที่ไม่พัฒนา (modernization without development) ที่สร้างผลกระทบ สร้างความทุกข์ให้ชาวบ้าน

            หนังนำเอาชีวิตจริงขององอาจ มณีวรรณ ชาวนากาฬสินธุ์ มาเป็นทองปาน โพนทอง สองสามีภรรยาที่ปากกัดตีนถีบเหมือนชาวนาทั่วไป เขาต้องดิ้นรนขึ้นเวทีชกมวยเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว มารักษาภรรยา ภาษาหนังทำให้เห็น “การพัฒนา” เป็นหมัดเท้าเข่าศอกที่ระดมใส่เขาจนถูกน็อคในที่สุด

ภาพเวทีมวยสลับกับเวทีสัมมนาว่าด้วยการพัฒนาของนักวิชาการ นักการเมือง และผู้นำทางสังคม บอกว่า โครงการพัฒนาทั้งหลายที่ประดังเข้ามาเป็นเหมือนพายุหมัดที่ระดมใส่ชาวบ้านจนถูกหามลงจากเวทีชีวิต คือความล้มเหลวของการพัฒนา คือความพ่ายแพ้ของชาวไร่ชาวนาและประเทศชาติบ้านเมือง

การสัมมนาถกเถียงกันเรื่องเขื่อนผามอง ที่อเมริกาเสนอให้สร้างที่แม่น้ำโขงตอนล่าง แถวๆ เชียงคาน ทองปานและชาวบ้านบางคนก็ไปร่วม แต่แทบไม่ได้พูดอะไรเลย มีเสียงชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า “ น้ำก็อยากได้ ดินก็อยากได้อยู่  แต่ปัญหาอื่นของชาวบ้าน เช่น ขโมยขโจร  ราคาข้าวตกต่ำ สัมประทานทางเดินรถถูกเอารัดเอาเปรียบ ขาดแคลนหมอ ถ้าสร้างเขื่อนมาแล้วจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ่”

            แต่ภาพของทองปานและภรรยาที่ไปอาศัยอยู่ใต้เขื่อนแสดงให้เห็นการขาดน้ำเพราะทางการกักเก็บในหน้าแล้ง และน้ำท่วมนาเมื่อมีการระบายน้ำลงมากลัวเขื่อนแตก พวกเขาทำกินอยู่ในความมืด ภายใต้สายไฟแรงสูงพาดผ่านหัว

ดูรายชื่อของคนที่เกี่ยวข้องกับหนังทองปานแล้วคงไม่แปลกใจที่เป็นหนังที่ไม่เหมือนหนังทั่วไปเลยจริงๆ : ไพจง ไหลสกุล สุรชัย จันทิมาธร ยุทธนา มุกดาสนิท รัศมี เผ่าเหลืองทอง คำสิงห์ ศรีนอก วิทยากร เชียงกูล เรืองยศ จันทคีรี เสน่ห์ จามริก สุลักษณ์ ศิวรักษ์ พัทยา สายหู Peter F.Bel เทพศิริ สุขโสภา ทรงยศ แววหงษ์ และชาวบ้านจากบัวใหญ่ รวมทั้งภารโรงที่ธรรมศาสตร์ที่เข้าฉากด้วย

ไม่กี่ปีให้หลัง ทองปานไปโด่งดังในหนัง “ลูกอีสาน” ของวิจิตร คุณาวุฒิ ที่สร้างจาก “ลูกอีสาน” นวนิยายรางวัลซีไรท์ ของคำพูน บุญทวี

ลูกอีสานเป็นหนังที่น่าดูมาก เล่าเรื่องด้วยภาพได้ไม่แพ้ด้วยภาษาของคำพูน บุญทวี ได้เห็นชีวิตของ “บักคูณ” ลูกชาย ซึ่งก็คือชีวิตของคำพูนเอง กับพ่อของเขาที่แสดงโดยองอาจ มณีวรรณ ที่เคยเป็นทองปาน นั่นเอง หนังได้รับรางวัลมากมาย ภาพยนต์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับ นักแสดงนำองอาจก็ได้รับด้วย

แต่ชีวิตจริงของนักแสดงสมัครเล่นอย่าง “ทองปาน” ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น วันประกาศรางวัลเขาก็ไม่ได้ไปรับ เพราะไปขายแรงงานที่ประเทศลิเบีย ชิวิตจริงยิ่งกว่าหนังทองปานและลูกอีสานรวมกัน

เรื่องที่ ๓ ที่อยากแนะนำให้ดู คือ “ประชาชนนอก” ที่มานพ อุดมเดช กำกับการแสดง เอาเรื่องของ ๒ คนมาผสมผสานเป็นเนื้อหาการดิ้นรนต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม

คนหนึ่งเป็นลูกชาวบ้านจากยโสธร เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่กลับไปอยู่หมู่บ้าน ชาวบ้านสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะคนมีปริญญาเขาทำงานในออฟฟิศ หรือเป็นเจ้าคนนายคน ไม่กลับไปทำไร่ไถนา เป็นชีวิตจริงของคนชื่อสำเนียง ทานระ

อีกคนหนึ่งเป็นเป็นชีวิตจริงของจำรัส ม่วงยาม ผู้นำชาวนาที่ระยอง ที่เสี่ยงตายนำชาวนาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม และที่สุดก็ถูกยิงตาย

สำเนียง ทานระ เป็นคนบ้านซ่งแย้ อำเภอเลิงนกทา (วันนี้ขึ้นกับอำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธร) เป็นรุนพี่ของมานพ อุดมเดช ตอนไปเรียนที่สกลนคร เป็นคนบ้านเดียวกันกับ ดร.พีระพันธ์ พาลุสุข เพื่อนรุ่นเดียวกับผม

ฉากจริงๆ ที่เกี่ยวกับสำเนียงไปถ่ายทำที่บ้านซ่งแย้ มีชาวบ้านมาแสดงโดยไม่ต้องเตรียมอะไรมาก มานพบอกวว่า ยิ่งซ้อมยิ่งเตรียมยิ่งแสดงไม่ออก เลยให้ทำอย่างเป็นธรรมชาติดีกว่า

เป็นหนังกึ่งสารคดีคล้ายกับทองปาน สะท้อนภาพหลัง ๑๔ ตุลาและ ๖ ตุลาได้เป็นอย่างดีจนถูกแบนห้ามฉายในโรง แต่คนไทยส่วนหนึ่งก็ได้ดูที่มหาวิทยาลัยและงานสัมมนา

ผมหิ้ว “ประชาชนนอก” ไปฉายที่งานแสดงภาพยนต์เมื่อง Pesaro ประเทศอิตาลีเมื่อปี ๒๕๒๖ งานที่หนัง “เพื่อนแพง” ของคุณเชิด ทรงศรี ได้ฉายเป็นปฐมฤกษ์

ขณะที่ทองปานและประชาชนนอก เป็นหนังกึ่งสารคดีและเป็นหนัง “การเมือง” สะท้อนปัญหาความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างลุ่มลึกและเจ็บปวด ลูกอีสาน เสนออีกด้านหนึ่งของชีวิต ที่แม้จะลำบากเพียงใดก็สู้ทน ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สีสันของวิถีชีวิตของคนอีสาน แม้จะทุกข์ยากลำบากเพียงใดก็ “อดเอา” สู้ไม่ถอย ด้วยความหวังให้ได้ชีวิตที่ดีกว่า

ลูกอีสานเล่าเรื่องสองพ่อลูก ตัวแทนของครอบครัวอีสานจำนวนมาก ที่สะท้อนความสุขในความทุกข์ น้ำตาในรอยยิ้ม อารมณ์ขันในยามลำบาก เหมือนน้ำเย็นดับกระหาย เสียงแคนที่เริ่มลีลาช้าๆ โหยหาความสุข และเร็วขึ้นจนเข้าจังหวะที่คนฟังนั่งไม่ติด ต้องลุกขึ้นมาเต้น

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้ มีโศกนาฎกรรมและสุขนาฎกรรม ทุกวันมีข่าวสังคมที่เป็น “ดราม่า” ซึ่งแปลว่าการแสดงออกเหมือนว่าเกินจริงยิ่งกว่าละครหรือภาพยนต์ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธ “ความเป็นจริง” ที่ซ่อนยอยู่เบื้องหลัง ที่หลายครั้งก็จริงเสียยิ่งกว่าละครและภาพยนต์

ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูสังคมไทยวันนี้กับเมื่อ ๔๐ ปีที่หนังทั้ง ๓ เรื่องออกมาไล่เลี่ยกัน ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก มีความทันสมัย แต่ไม่ใช่ “ความพัฒนา” ในความหมายที่แท้จริง ชาวไร่ชาวนาก็ยังทุกข์ยากลำบาก อาจมากกว่เดิมด้วยซ้ำเพราะหนี้สิน ส่วนหนึ่งอพยพไปหางานทำในเมืองและต่างถิ่น

สังคมไทยเหมือนเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ อยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเลือกตั้งกับรัฐประหาร การเมืองก็เหมือนกับละครน้ำเน่าที่นำมาทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ได้ยินได้ฟังนโยบายหาเสียงจนหูชา อมาตยา เซน บอกว่า “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่”

ความจริงที่คนมีอำนาจอยากให้เห็น เป็นความจริงอีกแบบหนึ่ง ความจริงสำเร็จรูปที่เตรียมไว้แล้ว ที่ไม่ต้องตั้งคำถาม ไม่ต้องโต้แย้ง เพราะถ้าถาม ถ้าเถียง คุณก็กลายเป็นศัตรู ไม่รักชาติ ไม่ปรารถนาดี

เหมือนอย่างที่บิชอป เฮลเดอร์ คามารา ชาวบราซิลว่าไว้นานแล้วว่า “เมื่อข้าพเจ้าให้อาหารคนจนเขาก็เรียกข้าพเจ้าว่านักบุญ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ทำไมเขาถึงจน คนก็เรียกข้าพเจ้าว่าคอมมิมนิสต์”

มีหนังดีๆ มากมายที่ดูแล้วได้ความรู้สึกนึกคิดดีๆ ได้แรงบันดาลใจ ควรเลือกให้ดี เพราะหนังดีดูแล้วฉลาดขึ้น หนังละครน้ำเน่าดูแล้วอาจโง่ลง กระตุ้นความรุนแรง ส่งเสริมสัญชาติญาณดิบ

ถ้า “กินอะไรก็จะเป็นอันนั้น” (You are what you eat) สำหรับการดูหนัง “ดูอะไรก็จะได้อันนั้น”

สยามรัฐรายวัน 3 เมษายน 2562

นโยบายดีๆ ที่พรรคการเมืองได้ประกาศไว้จะทำได้แค่ไหนก็อยากขอร้องให้มองไกลๆ ไปกว่าประชานิยมประชารัฐ มองไปถึงการสร้างระบบน่าจะทำให้เกิดการพัฒนายั่งยืนกว่า

          ไม่นานมานี้ มีข่าวเล็กๆ ทางบีบีซี ผู้หญิงจีนคนหนึ่งฉีดน้ำผลไม้กว่า 20 ชนิดเข้าเส้น เพื่อให้สุขภาพดี แต่มีอาการหนักปางตาย ต้องเข้าห้องไอซียู ตับ ไต หัวใจและปอดเสียหายอย่างหนัก พอๆ กับรถยนต์เข้าปั้ม เขาเติมน้ำมันผสมน้ำให้ เครื่องพัง

            ตามคาด โซเชียลมีเดียจีนเดือด ส่วนใหญ่ตกใจที่มีคนขาดความรู้พื้นฐานทางการแพทย์ได้เพียงนี้ แต่นั่นคือการมองโลก มองชีวิตแบบแยกส่วน มองเป็นกลไก ลดทอนทุกอย่างที่ซับซ้อนให้เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ ไม่กี่อย่าง คิดแบบซื่อๆ ว่า น้ำผลไม้ดี ถ้าฉีดเข้าไปก็จะได้ผลเร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าเข้าทางปาก

            ความจริง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องคนจีน แต่เป็นเรื่องคนไทยและคนทั่วโลก ที่คิดแบบกลไก แยกส่วน ดูการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเครื่องดื่ม อาหารเสริม ยา สมุนไพร ฯลฯ ที่ประกาศสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น กินนมถั่วเหลืองชนิดนี้เข้าไปเพียงกล่องเดียวได้แคลเซี่ยมเพียงพอต่อวัน

            ส่วนใหญ่พูดความจริงเพียงครึ่งเดียวหรือน้อยกว่านั้น เพราะร่างกายเราไม่ใช่รถยนต์ ที่ไปเติมน้ำมันเท่าไรก็ได้เท่านั้น มีระบบย่อย ระบบเผาผลาญ อาจผ่านเข้าไปได้จริงเพียงร้อยละ 10 แต่ถ้ามี “ตัวช่วย” อย่างที่ญี่ปุ่นวิจัยเอากวาวเครือขาวไปผสม ทำให้ร่างกายสามารถซึมซับสรรพคุณของนมถั่วเหลืองได้ถึงร้อยละ 40 แต่เราก็ยังได้ยินได้เห็นโฆษณาที่คิดแบบ “เส้นตรง” และ “กลไก” อยู่ทุกวัน

ร่างกายเราเป็น “ระบบ” ที่มีลักษณะเป็นองค์รวม มีชีวิต ที่ทุกส่วนสัมพันธ์กัน มีเซลล์เป็นล้านล้าน มีระบบย่อยที่เชื่อมต่อกันเป็นระบบใหญ่ ไม่ได้มีแต่ “กาย” แต่มีจิตใจ มีอารมณ์ มีสมอง มีญาณทัศนะ

“คน” คือ สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่าส่วนประกอบต่างๆ ทั้งหมดมารวมกัน อันเป็นความหมายของคำว่า “องค์รวม” (holistic) ถ้ามองแบบแบบกลไก (mechanistic) คนก็ไร้จิตวิญญาณ เป็นเหมือนเครื่องจักร ถ้ามองแบบลดทอน (reductionist) คนก็เหมือนสัตว์ทำได้แค่ “กิน ขี้ ปี้ นอน” เท่านั้น

คำว่า “ระบบ” จึงมีความสำคัญ ถ้ามองคนอย่างเป็นระบบ มองสุขภาพอย่างเป็นระบบ ก็จะไม่ทำให้เกิดปัญหาที่สุดโต่งอย่างการฉีดน้ำผลไม้เข้าเส้นแบบขาดความรู้เรื่องระบบสุขภาพ

การเข้าใจสุขภาพของคนว่า เป็นระบบ จะทำให้คนเราดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเป็นระบบ กินเป็น อยู่เป็น ปล่อยวาง อย่างที่รณรงค์ 3 อ. ดูแลอาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์

พูดง่ายแต่ทำยาก เพราะวิธีคิดของสังคมวันนี้เป็นกลไก แยกส่วน โหมกระหน่ำด้วยโฆษณาชวนเชื่อ ครอบงำด้วยข้อมูลที่กำกวม ทำให้เข้าใจผิด ทำให้คิดแบบลดทอนและสรุปเอาง่ายๆ จนเกิดความเสียหาย

สังคมการเมืองก็เช่นเดียวกัน เลือกตั้งจบแล้ว จะได้ผู้แทนราษฎรเข้าไปนั่งในสภา จะเกิดปัญหาอีกสารพัด แค่เริ่มต้นก็ฝุ่นคลุ้ง มองไม่เห็นทางไปแล้ว สำหรับประชาชนเอง หลังจากได้ฟังการร่ายมนต์ของบรรดานักการเมืองมาหลายเดือน วันนี้คงเป็นอย่างที่อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบิล ชาวอินเดียบอก “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่”

แต่ที่เขาพูดไว้แบบน่าเอาไปคิดพิจารณาเพื่อหาทางออก คือ “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง”

นักการเมืองหาเสียงด้วยนิยายของการพัฒนา มีลดแลกแจกแถมแบบที่ชวนฝันเป็นอย่างยิ่ง มี “สวัสดิการ” มากมาย ที่ไม่อาจอธิบายอย่างอื่นได้นอกจากเป็นการสงเคราะห์คนจน คนทุกข์ยากลำบาก คนชรา คนด้อยโอกาส แต่สังคมโดยรวมยังเหมือนเดิม เพราะไม่แตะระบบโครงสร้าง

นักการเมืองคิดว่าตนเองเป็นหมอ มองบ้านเมืองเหมือนโรงพยาบาล จึงเข้ามาเพื่อรักษาคนไข้ มองเห็นคนไทยส่วนใหญ่ยัง “โง่ จน เจ็บ” ไม่ได้ประกาศว่า จะสร้างระบบสังคมที่ทำให้คนเรียนรู้และพึ่งตนเองอย่างไร จะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่เป็นภาระของรัฐหรือของสังคม

ยังไม่เคยได้ยินพรรคใด นักการเมืองคนใดพูดเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา จึงเป็นคนชายขอบ “ประชาชนนอก” เป็นลิ่วล้อในหนังจีน ตัวประกอบ เป็นแรงงาน รับใช้นายทุนและรัฐ เป็นฐานให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่เติบโต แต่ตัวเองอดอยากยากแค้น

ไม่มีใครเสนอแนวคิดที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็งและพึ่งตนเอง พูดแต่เรื่องรายได้ ชาวบ้านจึงก้มหน้าก้มตาหาเงินเอาเป็นเอาตาย เพื่อจะได้ไปซื้ออยู่ซื้อกิน ทั้งๆ ที่สามารถทำมาหากินได้หลายแบบหลายวิธีที่จะลดค่าใช้จ่าย และไม่เป็นหนี้เป็นสินแบบดินพอกหางหมู

เพราะทุนท้องถิ่นมีเพียงพอเพื่อให้ชุมชนอยู่อย่างพอเพียงได้ แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดคิดเรื่องการคืนอำนาจให้ประชาชนทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อย่างจริงจัง ได้แต่ตีฝีปาก แสดงโวหาร อวดอ้างปฏิภาณไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีแต่ยาแก้ปวด มีแต่โครงการร้อยแปด

โครงการประชานิยมทั้งหลายอาจกลายเป็นเหมือนการฉีดน้ำผลไม้เข้าเส้น หรือเหมือนนักขายยาอาหารเสริม ที่ประกาศสรรพคุณอย่างยิ่งใหญ่ แต่ไม่ได้เสนอแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพคนให้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องกินยาหาหมอ

ความคิดแบบกลไกไปกับการลดทอน ลดคุณค่าคนให้เหลือแค่ผู้ไปลงคะแนน ลดประชาธิปไตยให้เหลือแค่ไปเลือกตั้ง ลดการเมืองเหลือเพียงเรื่องอำนาจและผลประโยชน์ สังคมจึงเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง คือความขัดแย้งและวงจรอุบาทว์ เพราะสังคมกลไก เป็นสังคมที่ไม่มีหัวใจ ไม่มีชีวิต ไร้จิตวิญญาณ

สยามรัฐรายวัน 27 มีนาคม 2562

เกินความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ ที่พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงและส.ส.มากมายขนาดนี้ แต่ถ้าพิจารณาจาก “3 ใหม่” ของพรรคนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร

            หนึ่ง คนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18-25 ปีจำนวนเกือบ 8 ล้านคน รวมทั้งคนรุ่นใหม่ Gen X, Gen Y ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ที่มีแนวคิดของคนในโลกดิจิตอล ไซเบอร์ และสมาร์ทโฟน คนเหล่านี้มีความรู้สึกนึกคิดอีกแบบหนึ่ง และพึงพอใจกับแนวคิดและนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ที่สื่อถึงและโดนใจ

            สอง แนวคิดนโยบายใหม่ คนไทยต้องการสังคมใหม่ พรรคอนาคตใหม่น่าจะเป็นพรรคเดียวที่กล้าแตะระบบโครงสร้างของสังคมไทยมากที่สุด กล้าแตะเรื่องที่อ่อนไหวอย่างเรื่อง “ทหาร” “งบประมาณ” และอื่นๆ แม้โครงการหรือรายละเอียดหลายอย่างจะไม่ต่างจากพรรคอื่น แต่องค์รวมและฐานคิดของพรรคนี้แตกต่าง ในแบบที่มักไม่มีการวิเคราะห์เจาะลึกที่มาที่ไปจากนักวิเคราะห์การเมือง

            นโยบายของพรรคนี้ต้องการปฏิรูปสังคมไทย เริ่มต้นก็ประกาศเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ซึ่งพรรคอื่นๆ ก็เดินตามในภายหลัง เสนอภาพฝันของสังคมใหม่ที่เน้นความเท่าเทียม มีแนวทางเพื่อเพศที่สาม คนพิการ คนชายขอบ กรรมกร เกษตรกร

            สาม ยุทธวิธีในการรณรงค์ การนำเสนอนโยบาย มีอะไรใหม่ๆ ที่พรรคอื่นอาจไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ใช่แต่เพียงโซเชียลมีเดีย ซึ่งทุกพรรคก็ใช้ แต่กระบวนการในการจัดตั้ง การกระจายกำลังออกไปครอบคลุมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าคนรุ่นใหม่ คนเลือกตั้งใหม่ คนที่แสวงหาแนวทางใหม่ให้สังคม

            ดูให้ดีเหมือน “เคยเห็นมาแล้ว” (deja’ vu) ที่ประเทศฝรั่งเศสไม่นานมานี้ ที่นายมากรงชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี โดยการก่อตั้ง “ขบวนการใหม่” ที่เขาเลือกเรียกแทนคำว่าพรรคการเมือง ใช้คำย่อว่า “En March” “เดินหน้า” เช่นเดียวกับพรรค “Future Forward Party” (พรรคอนาคตใหม่)

            พรรคของนายมากรงมีคนรุ่นใหม่เป็นฐาน คนทำงานด้านสิทธิ กรรมกร เกษตรกร เอ็นจีโอ คนที่ไม่เคยทำงานการเมืองในระบบมาก่อน

            ที่บอกว่า “เคยเห็นมาก่อน” เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังแนวคิด นโยบาย และยุทธวิธีของพรรคอนาคตใหม่น่าจะเป็นเลขาธิการพรรค คือ รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ผู้สนใจไปอ่านประวัติของเขาได้ว่า คือคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา และน่าจะมีอนาคตถ้าหากไม่ถูกสะกัดดาวรุ่ง หรือสะดุดขาตัวเอง

ดร.ปิยบุตร ตามประวัติวิกิพีเดีย เป็นคนกรุงเทพฯ จากครอบครัวยากจน ที่เสียสละทุกอย่างเพื่อ

การศึกษาของเขา เรียนจบอัสสัมชัญ ปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทุนรัฐบาลฝรั่งเศสไปเรียนปริญญาโทและเอกทางกฎหมายที่ฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์

คณะทำงานของดร.ปิยิบุตร คงมีอาจารย์นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ที่เรียนจบปริญญาเอกจากฝรั่งเศสและเยอรมันด้วยหลายคน และคงไม่ได้ต้องไปวางแผนที่ปารีสเหมือนคณะราษฎรก่อนการปฏิวัติ 2475 แต่พรรคนี้ก็ได้ประกาศว่าจะสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร

เชื่อว่า คณะที่ปรึกษาเบื้องหลังนโยบายของพรรคอนาคตใหม่จะได้บทเรียนจากคณะราษฎรและจากฝรั่งเศสด้วยเช่นกันว่า เส้นทางแห่งอนาคตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน

คณะราษฎรเคยสรุปบทเรียนไว้ว่า ที่ทำงานได้ลำบากและไม่สำเร็จ เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ ไม่มี “ทุน” มากพอ อาจเป็นเหตุให้คณะอาจารย์ธรรมศาสตร์ที่อยากก่อตั้งพรรคการเมืองมองหา “นายทุน” ที่มีแนวคิดไปกับตนเองได้ และได้เลือกคุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจที่เป็นเหมือนมือใหม่หัดขับทางการเมือง เฉี่ยวโน่นชนนี่ตลอดทางกว่าจะมาถึงวันนี้

บทเรียนอีกหลายอย่างของคณะราษฎรในสังคมไทย คือ ความล้มเหลวในการปฏิรูประบบโครงสร้างที่ ทำให้ฐานอำนาจยังคงอยู่ จึงมีรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญมาถึง 20 ครั้ง

จากประวัติของ ดร.ปิยบุตร ที่ได้รับทุนจากัฐบาลฝรั่งเศส เขาได้ติดตามและศึกษาการเมืองฝรั่งเศสอย่างลึกซึ้ง จึงไม่แปลกที่เขาจะได้ซึมซับหลายอย่างจากประเทศนี้ และคงรู้ดีว่า หลังปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1789 นั้น ยังมีปรากฎการณ์ “จักรพรรดิ์นโปเลียน” และใช้เวลานานกว่าฝรั่งเศสจะเป็น “ประชาธิปไตย”

บทเรียนของนายมากรงและ En Marche คือ บูเมอแรงที่กลับมาในนามของเสื้อกั๊กเหลือง เมื่อชาวบ้าน “คนชั้นกลาง” เห็น “ความเหลื่อมล้ำ” และสองมาตรฐานของรัฐบาลที่เอาใจ “คนรวย” หันหอกมาทิ่มสีข้างของรัฐบาลมากรงเสียเอง

บทเรียนสำหรับรัฐบาลใหม่ที่คงจะมีพรรคอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้านจะน่าสนใจมากว่า จะสามารถรับมือไม่ใช่กับพรรคฝ่ายค้านอย่างไร แต่กับ “คนรุ่นใหม่” และคนที่ต้องการเห็นสังคมใหม่ ที่มีการปฏิรูปอย่างจริงจังนี้ได้อย่างไร

ปรากฎการณ์ “อนาคตใหม่” เป็นนาฬิกาปลุกให้ตื่นได้แล้ว ถ้าหากรัฐบาลใหม่ยังจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจและสถานภาพเดิมของตน ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงคงจะตามมาอย่างแน่นอน และสังคมไทยก็จะกลับไปสู่วังวนเก่าของวงจรอุบาทว์

สยามรัฐรายวัน 20 มีนาคม 2562

ในยามที่นักการเมืองต่างก็ชวนฝันถึงสังคมไทยในอุดมคติ เสนอแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมือง หลายครั้งก็ให้คิดถึง ดอน กิโฆเต้ อัศวินแห่งลามันชา ผู้ที่เกิดมาได้ 400 ปีเศษ แต่ยังเป็นอมตะ และโลดแล่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในหลากหลายรูปแบบจนถึงวันนี้

ดอน กิโฆเต้ (Don Quixote) เป็นนวนิยายเรื่องแรกของโลก รจนาโดยมิแกล เด แซร์บันเตส (Miguel de Cervantes) ชาวสเปน เขาเล่าเรื่องชายผู้หนึ่งที่คิดว่าตนเองเป็นอัศวิน เดินทางไปทั่วกับคนรับใช้เพื่อปกป้องความยุติธรรม ช่วยเหลือคนดี ลงโทษคนเลว เขามองเห็นโรงเตี๊ยมเป็นปราสาท เห็นสาวชาวนาเป็นเจ้าหญิง เห็นฝูงแกะเป็นกองทหาร เห็นกังหันลมเป็นยักษ์ปักหลั่นที่กดขี่ผู้คน

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องการเดินทาง การผจญภัยในโลกกว้างของอัศวินผอมแห้ง ขี่ม้าผอมโซ พร้อมกับซันโจ ปันช่า ข้ารับใช้อ้วนเตี้ยผู้ซื่อสัตย์

ดอน กิโฆเต้ อาจดูเป็นคนบ้าในสายตาของผู้คนทั่วไป ในความเป็นจริง เขาคือคนที่มองโลกมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงเบื้องหลังสิ่งที่ปรากฎภายนอก เขาอยากบอกว่า ชีวิตจะสุขจะทุกข์ จะเป็นอย่างไร อยู่ที่ว่าเรามองชีวิตอย่างไรต่างหาก อยู่ที่ความฝันและจินตนาการที่เราใช้ในการมองภาพที่น่าเบื่อหน่าย ไร้สาระ มีข้อจำกัด ให้เป็นโลกที่บรรเจิด เฉิดไฉไล ไร้พรมแดน

ไม่มีพลังดังกล่าว เราจะมองเห็นชีวิตเหมือนโรงเตี๊ยมโกโรโกโส เห็นหญิงสาวชาวบ้านต่ำต้อยด้อยคุณค่า เห็นเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นผู้มีบุญมาโปรดสัตว์ ยอมสยบต่อผู้กดขี่ เพียงเพราะเขาให้การอุปถัมภ์ค้ำชู

ในภาพแห่งฝันและจินตนาการเช่นนี้ เราไม่มีวันพ่ายแพ้ในโลกที่ดูเหมือนรุนแรงและโหดร้าย เพราะเราสร้างโลกใหม่ โลกแห่งจินตนาการที่ไม่มีวันดับสูญ

ได้มีการนำนวนิยายของเด แซร์บันเตส ไปทำเป็นหนังเป็นละครทั่วโลก ที่โด่งดังมาก คือ Man of La Mancha ละครร้องบรอดเวย์เมื่อปี 1965 ที่มีการนำมาดัดแปลงเป็นไทยในชื่อว่า “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” เป็นละครออกโรงที่ธรรมศาสตร์โดยมัทนี เกษกมลและรัศมี เผ่าเหลืองทองกับคณะ

เป็นการตีความของคนวันนี้ที่อ่านดอน กิโฆเต้ แล้วได้แรงบันดาลใจ ได้อะไรบางอย่างที่คนวานนี้กับวันนี้มีเหมือนกัน คือ “ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ก็ไม่อาจขวางกั้นขอบเขตแห่งจินตนาการ แม้ในยามอับจนสิ้นไร้ ความฝันใฝ่ก็ปราศจากเขตแดน”

ตอนหนึ่งในละคร พูดถึงทหารและคนที่กำลังจะตาย “คนเหล่านี้มองชีวิตอย่างที่มันเป็น กระนั้นก็ตายอย่างสิ้นหวัง ไม่เคยรู้จักความรุ่งโรจน์ ไม่เคยเอ่ยคำอำลาอย่างกล้าหาญ...”

“มีแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เฝ้าสะอึกสะอื้นถามว่า “ทำไม” เขาคงไม่ได้ถามว่าทำไมเขาต้องตาย หากปรารถนาจะถามว่า ทำไมต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า ในเมื่อชีวิตคือความบ้า”

“ใครจะบอกได้ว่า ความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นี้แหละคือความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่มีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกแห่งเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และสุดท้าย ความบ้าทั้งปวงคือการมองโลกอย่างที่มันเป็น แทนการมองโลกที่มันควรจะเป็น”

บุรุษแห่งลามันช่า สนทนากับอัลดอนซา บอกว่าต้องการจะเพิ่มความสง่างามแก่โลกบ้าง อัลดอนซาเย้ยหยันว่า “ไม่มีทาง สุดท้ายคุณนั่นแหลจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน” กิโฆเต้ตอบว่า “ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ขอเพียงให้ดำเนินตามรอยฝัน”

เพลง The Impossible Dream อันโด่งดังของละครบรอดเวย์ มีการแปลเป็นไทยหลายเวอร์ชั่น ที่เห็นว่า น่าจะ “แปล-แปลง” ได้ดีที่สุด คือ ของท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เมื่อปี 2512 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติย์ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้เขียนขึ้นเพื่อส่งเสริมอุดมคติของคนในชาติ

ขอให้นำเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมาเทียบคำแปลแต่ละประโยค จะเห็นความงดงามของภาษาไทยและ “ความเป็นไทย” ที่ซ่อนไว้อย่างกลมกลืน ไม่ได้แปลตาม “คำ” แต่ตาม “ความหมาย” จากฝรั่งเป็นไทยได้อย่างแนบเนียน ประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างน่าชื่นชม

To dream the impossible dream  ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ To fight the unbeatable foe  ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว   To bear with unbearable sorrow  ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ To run where the brave dare not go  ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง To right the unrightable wrong  จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด ....

เพลงนี้ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธ์ เพราะเป็นบทเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง ที่ไพเราะและทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

เราจะไม่ดูถูกความฝันของใคร แต่เราจะไม่หลงไหลไปกับร้อยเรื่องพันคำของวิมานลอยฟ้า และคาถามหานิยมของนักการเมือง ที่แต่งตัวเป็นอัศวินมากอบกู้บ้านเมือง แต่ขาดวิญญาณของ “กิโฆเต้”

ในแวดวงการเมืองและสื่อทั่วไป มีการใช้คำ “วาทกรรม” อย่างฟุ่มเฟือยและผิดความหมาย ถูกลดทอนทำให้กลายเป็นเพียงวาทศิลป์ การตีฝีปาก การแสดงโวหาร ไปจนถึงการเล่นลิ้นแบบศรีธนญชัย ตรรกะแบบฉลาดแกมโกง

เมื่อมีการบอกว่า คำ วลี หนึ่ง “เป็นเพียงวาทกรรม” แสดงว่า ผู้พูดสับสนความหมายของวาทกรรม ที่แปลมาจาภาษาฝรั่งว่า discourse

            ความหมายของ “วาทกรรม” ดั้งเดิมในแวดวงปรัชญาและมานุษยวิทยา สังคมวิทยาที่มาจากตะวันตกนั้นลึกกว่า ซับซ้อนกว่า วาทกรรมเป็นการแสดงออกถึงแนวคิด ตรรกะ และพลังอำนาจแบบหนึ่ง

อย่างคำว่า “โง่ จน เจ็บ” เป็นวาทกรรม เพราะแสดงถึงวิธีคิดแบบหนึ่ง วิธีมองของผู้มีอำนาจ แบบ top down ในการพัฒนา ที่นำมาซึ่งแผนการทำงานที่สะท้อนวิธีคิด ที่มองชาวบ้านต่ำกว่า โง่กว่า จนกว่า จึงไปยัดเยียดการพัฒนาให้ชาวบ้าน หลายอย่างเป็นความปรารถนาดีที่ประสงค์ร้าย

ชาวบ้านจึงไม่เคยพ้นจากความยากจน และนักการเมืองก็ได้แต่ “ตีฝีปาก” เสนอนโยบายแบบขายฝัน ที่พอไปเป็นรัฐบาลก็ไม่ได้ทำ สิ่งที่นักการเมืองพูดนั้นเป็น ”การแสดงโวหาร” หรือ “การอวดวาทศิลป์” หรือ “การตีฝีปาก” มากกว่า ไม่ใช่วาทกรรม

(เสรี พพ 15 มีนาคม 2562)

DNA ความรุนแรง

Wednesday, 13 March 2019 15:10 Published in ปรับฐานคิด

สยามรัฐรายวัน 13 มีนาคม 2562

องค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลว่า ความรุนแรงทางเพศต่อสตรีในไทยที่มีการแจ้งความร้องทุกข์ปีหนึ่ง 30,000 ราย โดยเป็นเด็กและเยาวชนอายุ 5-20 ปี ร้อยละ 60 ไม่ร้องทุกข์อีกเท่าไรไม่ทราบ   

                เวปไซต์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ www.violence.in.th ให้ตัวเลขสถิติละเอียดมากมายและน่าตกใจ

                เช่น ความรุนแรงทางเพศที่มีการแจ้งความร้องทุกข์ ปี 2558 จากการให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่มาขอรับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขว่า ความรุนแรงต่อเด็กเป็นความรุนแรงทางเพศมากที่สุด คือร้อยละ 62.55 รองลงมาคือความรุนแรงทางกาย ร้อยละ 22.92

ในขณะที่ความรุนแรงต่อสตรี เป็นความรุนแรงทางกายมากที่สุด คือร้อยละ 67.18 รองลงมาคือทางเพศ ร้อยละ 22.56 ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กส่วนใหญ่เกิดในยครอบครัว สามีภรรยา ลูก คนรัก ญาติ

ที่ปรากฎเป็นข่าว ยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย ไม่ว่าอาชญากรรมรายวัน การตีกันของนักเรียนกลางถนน ไปจนถึงกรณีการบุกโรงเรียนทำร้ายครูนักเรียนที่กำลังสอบ ที่บางคนเรียกว่า “2562 อันธพาลครองเมือง”

ในวัฒนธรรมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ไม่ว่าประเทศไหน ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหากันทั้งนั้น เพราะความรุนแรงอยู่ใน DNA ของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ชาย ถ้าไม่มีวิธีการควบคุมที่ดี ก็จะมีลักษณะเหมือนสัตว์ป่าม้าพยศที่แสดงออกด้วยสัญชาติญาณดิบ

อ้างปัญหาสาเหตุสารพัดอะไรก็ได้ ไม่ว่าแอลกอฮอล์ อารมณ์ทางเพศ ความเครียด ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาต่างๆ นานา แล้วทำไมคนที่มีปัญหาเช่นนั้นจึงไม่สร้างความรุนแรงกันทุกคน ทำไมคนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาเดียวกันจึงสามารถควบคุมได้ ทั้งป้องกันและแก้ไข

โทษโครงสร้างก็ได้ เพราะสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง สถิติอาชญากรรมและความรุนแรงมากใน 20 อันดับแรกจึงเป็นประเทศยากจน ประเทศกำลังพัฒนา ยกเว้นสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงในอันดับต้นๆ ของโลก โชคดีที่ไม่มีชื่อประเทศไทยใน 20 อันดับแรก

เขียนเรื่องความรุนแรง เพราะไม่เห็นนโยบายของพรรคไหนที่เกี่ยวโยงไปถึงแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรง การละเมิดทางเพศ ดูเหมือนว่าปัญหาของคนไทยมีแต่ปากท้องเท่านั้น จึงเห็นแต่นโยบายลดแลกแจกแถมกันทุกพรรค

วันนี้ขอเสนอให้ทำอะไรเล็กๆ ให้ลูกให้หลานก็แล้วกัน แนะนำไปอ่านหนังสือเล็กๆ 2 เล่ม ต้นส้มแสนรัก กับเจ้าชายน้อย ถึงเคยอ่านแล้วก็อ่านอีกได้ เพราะอ่านทุกครั้งจะได้อะไรใหม่ๆ เสมอ

ต้นส้มแสนรัก เป็นเรื่องของเซเซ่ เด็กน้อยในสลัมเมืองใหญ่ของบราซิล ตัวแทนของเด็กจำนวนมากที่เกิดในครอบครัวยากจน เขาถูกตี ถูกทำโทษเกือบทุกวัน ผิดเล็กผิดน้อยเป็นโดนหมด

เซเซ่มีความฝันเหมือนเด็กทั้งหลาย แต่ถูกทำลายโดยผู้ใหญ่ โดยคนในครอบครัว คนในสังคม เรื่องราวของเขาน่าสะเทือนใจมาก ในสายตาของผู้ใหญ่เ ขาเป็นเด็กดื้อ เด็กซน แต่จริงแล้ว เขามีความใฝ่ฝัน ความปรารถนาชีวิตที่ดีกว่า และพยายามไขว้คว้าทุกวิถีทาง แต่ล้วนเป็นทางที่แคบและตีบตัน จึงได้แต่ฝัน เพราะขาดโอกาส

ฉากสุดท้ายที่บีบน้ำตาผู้อ่านได้ทั่วโลก คือ เซเซ่กลับบ้าน พบว่า ต้นส้มที่อยู่หลังบ้านถูกตัดทิ้งไป เพราะทางการจะขยายถนน ต้นส้มเป็นเพื่อนแสนรักของเซเซ่ เป็น “คนเดียว” ที่เขาพอจะพูดระบายความในใจ ความทุกข์ และความฝันของเขาได้ สังคมได้ทำลายเพื่อนดีที่สุดคนเดียวของเขาไป

ต้นส้มแสนรักมาจากชีวิตของผู้เขียน โฆเซ เดอ วาสคอนเซลอส เอง เขาจึงเขียนได้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อแบบถอดวิญญาณมาเขียน เป็นกระจกเงาที่เราอาจจะเห็นตัวเอง เห็นครอบครัวไทยและสังคมไทยในนั้น

เช่นเดียวกับ “เจ้าชายน้อย” ของอองตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี ที่สะท้อนจินตนาการและความฝันของเด็กๆ และของผู้คนจำนวนมาก ที่อยากเห็นชีวิตด้วยสายตาของเด็ก เรียบง่ายและมีความหมาย “แก่นแท้ของชีวิตเราไม่เห็นด้วยตา แต่เห็นด้วยใจ”

เจ้าชายน้อยเดินทางผ่านดวงดาวมาหลายดวง พบคนมากมายหลายประเภท มาถึงโลกด้วยความตื่นเต้นว่าจะได้พบผู้คนเต็มถนนหนทาง แต่ผิดหวัง ได้เห็นคนเพียง 6-7 คนเท่านั้น จึงถามดอกไม้ว่า คนหายไปไหนหมด ดอกไม้ตอบว่า “คนไม่มีรากเหง้า ลมพัดมาแรงๆ หายไปในทะเลทรายหมดเลย”

กระแสงสังคมวันนี้โหดร้ายมาก ล้วนแต่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง สังคมทุนนิยม สังคมบ้าบริโภค ที่สอนว่า “โลภแหละดี” ให้อยากได้มาก อยากมีมาก ชนิด “เป็นหนี้ไม่ว่า ขอให้ได้หน้าเป็นพอ” หรือเป็นหนี้หลายแสนจัดงานบวชลูกไม่ว่า ขอไม่ให้เสียหน้าเป็นพอ อ้างว่า “ทั่วไปเขาทำกันอย่างนี้”

สังคมไทยจึงเต็มไปด้วยประเพณีที่แสดงออกภายนอก อวดร่ำอวดรวย สนุกสนานเฮฮา กินเหล้าเมายาอย่างไม่มีขอบเขต เลยเถิดไปละเมิดสิทธิ ละเมิดร่างกาย ทำร้ายคนอื่นอย่างไรก็ไม่สนใจ เพราะไม่ได้สติ ถูกล้างสมองด้วยค่านิยมผิดๆ ตัวอย่างเลวๆ ของสังคมรอบข้าง

สังคมไทยบ่มเพาะวัฒนธรรมที่มีพันธุกรรมความรุนแรง เป็นวัฒนธรรมที่เอาเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง เอาเงินเป็นเป้าหมาย แลกกับศักดิ์ศรี สิทธิ เสรีภาพ และศักยภาพของผู้คน ที่ถูกครอบงำให้คิดและทำตามกระแสหลักที่ “อำนาจกับทุน” สร้างและส่งเสริม กำกับและสนับสนุน

ไม่ถึงกับต้องเอาศาสนามาหาเสียงก็ได้ ถ้าเมืองไทยเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องสิทธิ เสรีภาพ มีกฎหมาย ระบบสังคมที่เป็นธรรม มีระบบการศึกษาที่ดี มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมอันดีงาม ไม่ต้องถึงมั่งคั่งยั่งยืนก็ได้ ขอให้ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุข ในสังคมที่น่าจะมีคนดีๆ มากกว่า 6-7 คน

สยามรัฐรายวัน 6 มีนาคม 2562

การตั้งคำถามเป็นศิลปะแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่คำถามก็มีทั้งดีและเลว ถามประเทืองปัญญาก็ได้ปัญญา ถามหาเรื่องก็อาจได้เรื่อง

          อย่างรายการสดทางช่อง ๙ อสมท.เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ที่นำนักศึกษา ๑๐๐ คนที่จะเลือกตั้งเป็นครั้งแรกมาร่วมรายการ แล้วตั้งคำถาม เช่น เห็นด้วยหรือไม่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่ร่วมดีเบต เห็นด้วยหรือไม่ที่ให้ ส.ว. 250 คน โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยหรือไม่ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จำเป็นสำหรับประเทศไทย (โดยที่ไม่ได้ถามเลยว่า มีกี่คนในห้องนั้นที่ได้อ่านและรู้ว่า ยุทธศาสตร์ที่ว่านั้นมีเนื้อหาสาระอะไรบ้าง)

รวมไปถึงเห็นด้วยหรือไม่ ว่าประเทศไทยจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มใบหรือครึ่งใบ ก็ได้ ถ้าทำให้ปากท้องประชาชนดีขึ้น พบว่า “เกือบร้อยคน” ในห้องส่งไม่เห็นด้วย 

จึงไม่แปลกที่มีปฏิกิริยาจากสังคม เพราะการทำรายการแบบนี้ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วันเป็นการถามนำที่มีอคติ ลำเอียง หรือถ้าจะให้แฟร์ ควรตั้งคำถามให้รอบด้านมากกว่านี้ เช่น เห็นด้วยหรือไม่ที่อดีตผู้นำประเทศถูกดำเนินคดีแล้วหนีไปต่างประเทศ เห็นด้วยหรือไม่ที่ทำโครงการจำนำข้าวให้ประเทศชาติเสียหายหลายแสนล้าน เห็นด้วยหรือไม่ที่นักการเมืองโกงได้ ขอให้พัฒนาประเทศก็พอ ฯลฯ

ถ้าทำโพลถามคนไทยไม่ว่าอายุเท่าไร อาชีพอะไร ทั่วประเทศว่า คุณเชื่อในศาสนาไหม เกือบทั้งร้อยจะเชื่อ แต่ถ้าถามว่าที่คุณบอกว่านับถือศาสนาพุทธ คุณถือศีล ๕ ได้กี่ข้อ คุณไปวัด ทำบุญ คุณทำสมาธิ สวดมนต์หรือไม่ แล้วลองมาประเมินใหม่ว่านับถือศาสนาจริงหรือ

ถามคนไทยสิว่า รักสันติหรือไม่ ทุกคนจะบอกรักสันติภาพ และชอบอ้างว่าประเทศนี้รักสันติ แต่บ้านเมืองนี้มีเหตุการณ์ที่น่าสลดหดหู่ที่ฆ่ากันตายมากมายอย่าง ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และที่ฆ่ากันตายเกือบทุกวันที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งฆ่ากันตายทั่วประเทศที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวอีกเท่าไร

คำถามเลวอาจเป็นคำถามฉลาดก็ได้โง่ก็ได้ คำถามที่ฉลาดแต่โง่ก็มี คนถูกถามมักจะพยายามหาคำตอบที่มีในใจคนถาม เป็นคำถามที่โง่ เพราะไม่ได้ทำให้เกิดความรู้เกิดปัญญา ไม่ได้ทำให้คิดได้ คิดเป็น เพราะได้แต่พยายามตอบสิ่งที่คาดว่าอยู่ในใจผู้ถาม หรือมีในตำราหรือที่ไหนสักแห่ง

ปัญหาการศึกษาไทย คือ การสอนให้คนรู้แต่คำตอบ แต่ไม่สอนให้ตั้งคำถาม ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็นในบ้านเมือง คือ การคิดอะไรใหม่ คิดนวัตกรรมไม่ค่อยได้ เพราะไม่มีการเรียนรู้มีแต่เลียนแบบ เฮกันไปเฮกันมา เห็นเขาปลูกอ้อยก็อ้อย มันก็มัน ปาล์มก็ปาล์ม ทำธุรกิจก็ทำตามๆ กัน เจ๊ง เป็นหนี้

คำถามที่เลวมักจะถามให้คิดไปข้างหลัง ไม่ปลุกเร้าให้คิดไปข้างหน้า ให้เป็นแบบรุก (active) ไม่ใช่ แบบรับ (passive)

รายการทีวีที่สร้างสรรค์ปัญญาก็มีแต่น้อยมาก ที่นำคนมาตอบคำถามแบบที่ต้องคิดเอง เช่น ถ้าคุณได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย คุณจะทำอะไรกับการปกครอง ถ้าเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ คุณจะทำอย่างไรกับการศึกษาไทย ไม่แน่ อาจจะได้ความคิดดีๆ ที่นอกกรอบ ทวนกระแส และเป็นอะไรที่มีพลังเพื่อสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงก็ได้ ทำไมรายการแบบนี้ไม่มีให้เห็น หรือคิดว่าคนทั่วไปคิดไม่เป็น ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว

บ้านเมืองนี้ต้องการคนทุกสาขาอาชีพมานำเสนอทางสื่อสาธารณะ ไม่ใช่ทางโซเชียลมีเดียอย่างเดียวที่ด่ากันไปด่ากันมา ไม่ได้ประเทืองปัญญาอะไรเลย ถ้าให้ตัวแทนของคนสาขาอาชีพต่างๆ มานำเสนออย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลต่อไปอาจได้อะไรดีๆ ไปคิดต่อทำต่อก็ได้

คนที่อยากทำสิ่งดีๆ ให้สังคมมีมาก แต่ก็ลองฟังเสียงของ เจ เค โรลิง นักเขียนที่รวยที่สุดในโลก ที่เคยจนมาก อยู่ได้ด้วยเงินสวัสดิการของรัฐ ไปเขียนหนังสือในร้านกาแฟ เธอบอกว่า

“ถ้าคุณเลือกที่จะใช้สถานภาพและอิทธิพลของพวกคุณในการเปล่งเสียงแทนคนที่ไม่มีเสียง ถ้าคุณเลือกที่จะไม่อยู่ข้างผู้มีอำนาจฝ่ายเดียว แต่อยู่ข้างผู้ไร้อำนาจด้วย ถ้าคุณทำอย่างนั้นได้ คนที่จะสรรเสริญการดำรงชีวิตของคุณจะไม่จำกัดอยู่เพียงครอบครัวของคุณ แต่รวมถึงคนนับพันและนับล้านที่คุณช่วยเปลี่ยนแปลงความจริงของพวกเขาให้ดีกว่าเดิม เราไม่ต้องใช้เวทมนตร์ในการเลี่ยนแปลงโลกใบนี้หรอก เรามีพลังที่จะทำอย่างนั้นอยู่ในตัวเราทุกคนแล้ว - เรามีพลังที่จะจินตนาการโลกที่ดีกว่าเดิม”

ไอนส์ไตน์บอกว่า “ถ้าผมมีเวลา ๑ ชั่วโมงเพื่อแก้ปัญหา และชีวิตของผมขึ้นอยู่กับคำตอบนั้น ผมจะใช้เวลา ๕๕ นาทีแรกเพื่อค้นหาคำถามที่เหมาะสม เพราะถ้าผมรู้คำถามที่เหมาะสม ผมจะสามารถแก้ปัญหาได้ภายใน ๕ นาที”

คล้ายกับที่อาบราฮัม ลินคอล์น บอกว่า “ให้เวลาผมตัดต้นไม้ ๘ ชั่วโมง ผมจะใช้เวลา ๗ ชั่วโมงเพื่อลับขวาน”

คนทำ “สื่อมวลชน” ควรเตรียมตัว ทำการบ้านให้ดี ไม่งั้นจะถูกโซเชียลมีเดียประเมินเอาว่า “เราไม่ได้กินหญ้ากินแกลบหรอกนะ” ที่คุณจัดรายการแบบนั้น เราคิดได้ คิดเป็น คุณควรคิดคำถามให้ดี ให้พลังสร้างสรรค์ ที่ไม่ตั้งธงและถามหาคำตอบที่คุณคิดไว้ในใจ

เพราะคุณตั้งธงได้ มีอคติได้ คนอื่นก็ทำแบบคุณได้ นั่นคือที่มาของความขัดแย้งไม่รู้จบ คำถามที่สร้างสรรค์มีพลังไม่ใช่แค่บวก แต่เป็นทวีคูณ เป็น synergy การผนึกกำลัง การสนธิกำลัง จะทำให้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาบ้านเมืองได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะชอบหรือรังเกียจเพียงใด

สยามรัฐรายวัน 27 กุมภาพันะ์ 2562

ภาษาเกลียดชัง (hate speech) สร้างความแตกแยก ความขัดแย้ง ความรุนแรง และอาชญากรรม ในหลายประเทศจึงมีการตรากฎหมายและโทษทางอาญา

ภาษาเกลียดชัง (hate speech) เป็นพี่น้องท้องเดียวกับการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้เกลียดชัง (hate propaganda) ซึ่งมีอุดมการณ์หนุนหลัง มีพลังล้างผลาญรุนแรง อย่างนาซีเยอรมันที่ฆ่ายิวไป 6 ล้านคน ฆ่ากันเองในรวันดาเมื่อปี 1994 เพียง 3 เดือนเกือบล้านคน เพราะการปลุกระดมโหมไฟแห่งความโกรธ เกลียด เคียดแค้นระหว่างคนสองเผ่า

            ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาษาและโฆษณาให้เกลียดชังกันระหว่างเผ่าพันธุ์ที่ยูโกสลาเวีย เกิดสงครามที่ทำให้คนตายไป 140,000 คน พลัดถิ่น 4 ล้านคน ยูโกสลาเวียแตกออกเป็น 7 ประเทศ

หรือโฆษณาชวนเชื่อของทั้งค่ายคอมมิวนิสท์และเสรีประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็น ที่สาดโคลน ใส่ร้ายป้ายสี ทำให้เกลียดกลัวมนุษย์ดัวยกัน (xenophobia) เห็นเป็นผีห่าซาตาน ผู้สูงวัยวันนี้ถ้าอยู่บ้านนอก ตอนเป็นเด็กคงเคยดูหนังขายยากลางแปลง น่าจะจำหนังสารคดีที่เขาฉายก่อนหนังเรื่องได้ เป็นของยูซิสที่ทำให้เห็นว่า คอมมิวนิสท์ไม่ใช่คน แต่เป็นผีร้ายที่จะต้องกำจัด

การสื่อสารภาษาเกลียดชังใช้ทุกช่องทาง โดยเฉพาะทางสื่อที่ถึงมวลชนกว้างไกล ได้ยินได้ฟังกรอกหูทุกวัน ที่สุดก็เชื่อว่าจริง เหมือนคนที่ใช้วิทยุชุมชนหลายพันสถานีทั่วประเทศไทยไม่กี่ปีก่อน ชาวบ้านฟังจนติด ฟังจนเชื่อ แม้ว่าเรื่องราวที่พูดกันจะจริงบ้างเท็จบ้าง มีการไส่ร้ายป้ายสี

และคงไม่มีใครปฏิเสธว่า ภาษาเกลียดชังที่ใช้กันทางสื่อวิทยุที่ว่านั้นมีส่วนในการปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรงช่วง 6 ปีก่อนรัฐประหาร 2557

ย้อนไปก่อน 6 ตุลาฯ 2519 ภาษาและการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อความเกลียดชังทวีขึ้น เหตุการณ์ 6 ตุลาคือความรุนแรงและความโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ประเทศที่ชอบอ้างว่ารักสันติ

สถานีวิทยุโทรทัศน์ โดยเฉพาะในกำกับทหาร คือ เครื่องมือสื่อสารและโฆษณาภาษาเกลียดชัง ปลุกระดมผู้คนให้เกลียดชังนักศึกษา ให้ขวาพิฆาตซ้าย ได้ยินเพลง “หนักแผ่นผดิน” ทุกวัน โดยเฉพาะทาง “วิทยุยานเกราะ”

ความรุนแรงของการปลุกระดมทำให้เกิดภาพที่ไม่น่าเชื่ออย่างการแขวนคอนักศึกษาที่ต้นมะขาม สนามหลวง การทุบตี การที่มด้วยไม้ การเผายาง และอื่นๆ ที่รอดตายหลายพันคนก็หนีเข้าป่า และออกมาด้วยนโยบาย 66/23 ที่พูดกันด้วยภาษาแห่งสันติและการคืนดี

สังคมไทยไม่ควรอับอายกับเรื่องที่เกิดขึ้น ควรมีพิพิธภัณฑ์ถาวร ไม่ใช่แค่นิทรรศการชั่วคราว เพื่อเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลัง เพราะคนไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ก็จะทำให้เกิดซ้ำอีก ถ้าได้เรียนรู้จริง เพลง “หนักแผ่นดิน” ไม่น่าจะถลับมาในปี 2562 น่าจะถูกแบนไปนานแล้ว

เครื่องหมายอักษะของนาซีถูกแบนไม่ใช่เพียงจากเยอรมันและอิสราแอล แต่จากประชาคมโลก ไม่เช่นนั้นเจ้าชายแฮรี่คงไม่ถูกประณาม ทางสำนักพระราชวังอังกฤษต้องออกมาขอโทษที่เจ้าชายน้อยเอาเครื่องหมายต้องห้ามนี้ไปทำเล่นแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เช่นเดียวกับนักเรียนหญิงที่เชียงใหม่ที่ไม่รู้กาละเทศะ รวมทั้งนักร้องที่ไม่นานมานี้ต้องเร่ไปขอโทษถึงสถานทูตอิสราแอล แล้วเอาเพลง “หนักแผ่นดิน” มาเปิดอีกทำไมก็ไม่รู้ สะใจบางคนและปลุกระดมได้ก็จริง แต่สะเทือนใจไม่แต่ญาติผู้ตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา เท่านั้น แต่คนไทยที่รักสันติทุกคน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหประชาชาติได้ตั้ง คณะกรรมการกำจัดการแบ่งแยกทางเผ่าพันธุ์ (CERD) ซึ่งรวมไปถึงการเหยียดและแบ่งแยกเพราะสีผิว เผ่าพันธุ์ ศาสนา ความเชื่อ เชื้อชาติ อุดมการณ์

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การพิจารณาอาชญากรรมสงครามผู้นำเยอรมันที่ “ศาลนูแรมเบอร์ก” หนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสินว่าทำอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือ นาย Julius Streicher บรรณาธิการนิตยสาร Der Stuermer ที่ปลุกระดมการฆ่าล้างชาวยิว

ภาษาเกลียดชัง เป็นอคติที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ทนไม่ได้ต่อความคิดเห็น ความเชื่อที่แตกต่าง แสดงออกแบบก้าวร้าวด้วยการอ้างความรักชาติ ซึ่งน่าจะเป็นความคลั่งชาติมากกว่า ต้องการรักษาสถานภาพ ผลประโยชน์และอำนาจของตนเอง

ไม่แบนเพลง “หนักแผ่นดิน” แต่ไปแบนหนังสือดีๆ หลายเล่มที่ประเทืองปัญญาอย่าง “ฟ้าบ่กั้น” ที่ถูกเก็บเรียบในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2504 และอีกมากมายหลายเล่มหลัง ๖ ตุลา

ฟ้าบ่กั้น ของ “ลาวคำหอม” พิมพ์ถึง 22 ครั้ง แปลออกไป 9 ภาษาทั่วโลก แสดงให้เห็นว่า เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ผู้คนให้การยกย่องยอมรับขนาดไหน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้หนักแผ่นดิน แต่ “หนักใจ” คนมีอำนาจ

การใช้ภาษาเกลียดชัง (hate speech) วันนี้น่ากลัวมาก ระบาดไปทั่ว โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยถ้อยคำ ที่สะท้อนความเกลียดชัง และปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึกแห่งความรุนแรง โหมไฟแห่งความแตกแยกและหายนะของบ้านเมือง

การวิจารณ์นั้นใช้สติปัญญา การด่าว่าใช้อารมณ์ความรู้สึก ภาษาเกลียดชังใช้อย่างหลังนี้ เป็นการพูดที่ขาดสติ ใช้แต่สัญชาติญาณดิบ ที่ตัดสินความขัดแย้งด้วยกำลังและความรุนแรง

สยามรัฐรายวัน 20 กุมภาพันธ์ 2562

อีสานมีพื้นที่เกษตรอยู่ 58 ล้านไร่ มีระบบชลประทาน 7 ล้านไร่ เท่ากับร้อยละ 12 ฝนตกภาคอีสานปีหนึ่งประมาณ 1,200 มิลลิเมตร สูงกว่าภาคกลาง แต่อีสานแล้ง ไม่มีระบบเก็บน้ำ

ภาคกลางตอนล่าง 19 จังหวัดมีพื้นที่เกษตรอยู่ 21 ล้านไร่ อยู่ในเขตชลประทาน 7 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 30 ส่วนใหญ่ทำนาได้ 2 ปี 5 ครั้ง อีสานบางพื้นที่ 5 ปี 2 ครั้ง

พื้นที่เกษตรของไทยอยู่ในเขตชลประทานร้อยละ 22 ขณะที่ของเวียดนามชลประทานครอบคลุมถึงร้อยละ 90 เวียดนามปลูกข้าวได้เฉลี่ยประมาณ 850 กิโลต่อไร่ ไทยได้ประมาณ 450 กิโล ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องน้ำอย่างเดียว แต่เรื่องนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ที่เอาจริงเอาจังของเวียดนามด้วย

เวียดนามมีพื้นที่ทำนา 46 ล้านไร่ ได้ข้าว 26 ล้านตัน ไทยมีพื้นที่ 66 ล้านไร่ ได้ข้าว 20 ล้านต้น ทั้งๆ ที่เวียดนามโดนพายุทั้งไต้ฝุ่นทั้งดีแปรสชั่นปีหนึ่งไม่รู้กี่ลูก เป็นกันชนให้ไทย

แต่น้ำสำคัญที่สุด เพราะถ้าไม่มีน้ำจะทำการเกษตรได้อย่างไร การที่คนอีสานจากถิ่นฐานบ้านเกิดอพยพไปอยู่ภาคอื่นมากมาย สาเหตุสำคัญก็เพราะ “น้ำ” ไปหาพื้นที่ที่มีน้ำเพื่อทำการเพาะปลูก น้ำกินน้ำใช้หาไม่ได้ที่ภาคกลางก็ไปภาคเหนือภาคใต้จนมีหมู่บ้านคนอีสานหลายจังหวัด

ตั้งแต่ 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม เกือบ 60 ปี ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การแก้ปัญหาน้ำในภาคอีสานถือว่าล้มเหลว ด้านหนึ่งก็มีความพยายามของกระทรวงต่างๆ ที่ตั้งงบลงไปพัฒนาแหล่งน้ำให้ชุมชน

เคยไปประเมินเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ที่รัฐไปสร้างสระ บ่อ อ่างเก็บน้ำ ได้ผลไม่ถึงร้อยละ 15 เพราะนั่งเทียนเขียนแผนเอาที่กรุงเทพฯ หรือไม่ข้าราชการในจังหวัดก็ลงไปชี้เอาว่าจะทำตรงไหน วันดีคืนดีหลายชุมชนก็เห็นอ่างน้ำผุดขึ้นกลางทุ่งกลางป่า ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากให้วัวควายไปกินน้ำอาบน้ำ

แล้วก็มีฝันกลางวันของนักการเมืองที่คิดการใหญ่ อยากได้เมกะโปรเจคต์เมื่อ 25 ปีก่อน วางแผนทำโครงการโขง-ชี-มูล โดยไม่มี “ข้อมูล” ที่เป็นผลของการวิจัยที่สร้างปัญญา และสร้างคุณค่า ได้แต่สร้างมูลค่าให้นักการเมืองที่หวังหัวคิวและคะแนนเสียง

พอเริ่มต้นก็เห็นผลความล้มเหลว ไม่กี่สิบกิโลเมตรที่ผันน้ำโขงจากหนองคายมาอุดรฯ ที่ทำเมื่อปี 2545 และมาประเมินเอาเมื่อปี 2559 ว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า ฝันสลายหลายแสนล้านของนักการเมืองที่บางกลุ่มวันๆ ได้แต่คิดโครงการใหญ่ สุดท้ายกินหัวคิวไม่เลือกที่ ได้เป็นถึงรัฐมนตรีแต่ติดคุก

ที่ประเมินกันหลังจากทำมาได้ 14 ปี คือ การฟังความคิดเห็นของประชาชน ถึงได้ข้อมูลที่เป็นข้อจริงไม่ใช่ข้อเท็จว่า ได้ไม่คุ้มเสีย แทนที่ชาวไร่ชาวนาจะได้ประโยชน์ กลับต้องสียค่าน้ำแพง อ้างว่าเป็นค่าไฟ เพราะต้องสูบน้ำ ไม่ได้ใช้แรงโน้มถ่วงของโลกช่วย คิดว่าอีสานแบนราบเหมือนภาคกลาง เอาโมเดลภาคกลางไปใช้โดยไม่มีการศึกษารายละเอียด

ภูมินิเวศของอีสานมีหลากหลายมาก เป็นเทิอกเขาภูพาน เทือกเขาพนมดังรัก เทิอกเขาเพชรบูรณ์ ภูมินิเวศที่เป็นแอ่ง ที่ราบลุ่มต่ำอย่างแอ่งโคราช แอ่งสกลนคร ริมน้ำสาขาน้อยใหญ่ เป็นป่าบุ่งป่าทาม กุด หนอง ที่ราบลอนคลื่นสลับโคกเนิน ป่าโคกในสภาพต่างๆ

แต่ละพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชที่แตกต่างกัน บางแห่งก็ต้องการแหล่งน้ำเพื่อการประมง ต้องคำนึงถึงระบบนิเวศทั้งบนดินและใต้ดิน ซึ่งมีวงจรของมัน ทำไม่ดีเกลือใต้ดินโผล่ขึ้นมาจนเค็มไปทั้งแผ่นดินอย่างที่เห็นในหลายจังหวัดจนทำการเพาะปลูกอะไรไม่ได้

ปัญหาน้ำที่อีสานเป็นเรื่องใหญ่มาก 38 หน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้มีพรบ.น้ำ 2561 และกำลังมีกฎหมายลูกต่างๆ ตามมา มีหน่วยงานใหม่กำกับนโยบายประสาน 38 หน่วยให้ปฏิบัติการแบบบูรณาการ ฟังดูก็ดี แต่จะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่หรือไม่ก็คอยดู

แก้ปัญหาได้ 2 ระดับ โดยชุมชนเองเหมือนกรณี “ลิ่มทองโมเดล” ตำบลหนองโบสถ์ อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดว่า ภูมินิเวศของหมู่บ้านเป็นอย่างไร ปรากฎการณ์แล้งและท่วมจะแก้ไขอย่างไร จนที่สุดก็ทำได้ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ที่ให้ “วิชาการ” ที่สร้าง “ปัญญา” ได้จริง

หรือแนวทางการจัดการน้ำโดยฝายมีชีวิต ไม่ใช่เพราะได้โมเดลก็ไปปูพรมแบบไร้คุณภาพ รัฐบาลก่อนๆ ก็มีแผนไปทำ “ฝายแม้ว” เป็นหมื่นๆ แห่ง การเอาโมเดลไปปูพรม ไม่มีกระบวนการเรียนรู้ ไปสั่งให้ชาวบ้านทำ บทเรียนที่รัฐบาลจากส่วนกลางไม่เคยเรียนรู้ เพราะใช้แต่เงินกับอำนาจ

แก้ปัญหาระดับนโยบายต้องเกิดผลที่การปฏิบัติ พรบ.น้ำดีแค่ไหนก็อาจไม่ช่วย ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด หรือ mindset ไม่เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริง

ถ้ารัฐบาลใหม่ ส.ส. ใหม่มีวิสัยทัศน์เรื่องน้ำที่อีสาน จะสร้างฐานความรู้เพื่อให้เกิดปัญญา ส่งเสริมให้ทุนมหาวิทยาลัยทุกจังหวัดทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ อาจารย์กำลังตกงาน ชาวบ้านก็ทำวิจัยไทบ้านได้ ประชาสังคมร่วมมือกันทุกฝ่ายจะเกิดพลังมหาศาล

นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ใส่ใจเรื่องฝนแล้ง น้ำท่วม จะสร้างการเมืองใหม่ สังคมใหม่ได้ เพราะจะให้ชีวิตใหม่แก่ผู้คนจำนวนมาก ปีนี้คนมีญาณบางท่านบอกว่า แล้งหนักแน่นอน ปีหน้าท่วมหนักกว่าปี 2554 หลายเท่า ถึงไม่เชื่อก็ควรหาทางป้องกันแก้ไขอยู่ดี