phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย

ระยะนี้มีข่าวหญิงชาวจีนท้องสามเดือนตกหน้าผาที่โขงเขียม อุบลราชธานี และมีการจับกุมสามีชาวจีนด้วยข้อหาว่าผลักภรรยาตกหน้าผาจนบาดเจ็บสาหัส แต่ไม่ตาย เพราะมีต้นไม้กั้นอยู่ ทำให้กระดูหักไปหลายส่วน ภรรยาให้การว่า สามีตั้งใจจะฆ่าเธอ เพราะอยากได้สมบัติเธอ สามีไม่ปัญหาการเงิน มีหนี้สิน เข้าใจว่าทั้งสองเป็นนักท่องเที่ยว ถ้าข่าวว่าสามีต้องการฆ่าภรรยาจริง ก็น่าจะวางแผนไว้อย่างแนบเนียนก่อนมาเที่ยวเมืองไทย ถึงได้จงใจไปผาแต้ม

เห็นข่าวแล้วผมก็คิดถึงหนังเรื่อง “ค่ำคืนของคาบีเรีย” (Nights of Cabiria) ของปรมาจารย์หนังอย่างเฟเดริโก แฟลลีนี ที่ได้รางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมถึง 4 ตัว จากหนัง 4 เรื่อง รวมทั้งหนังเรื่องนี้ ซึ่งผมได้ดูตอนที่เป็นนักศึกษาอยู่ที่กรุงโรมเมื่อประมาณปี 1967 (2510) สิบปีหลังจากที่หนังออกฉายและได้รางวัล เป็นหนังที่ผมประทับใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะเป็นหนังที่อาจารย์ได้ใช้เพื่อให้เราเรียนเรื่องการดูหนังประเภทต่างๆ ภาษาหนัง ไวยากรณ์หนัง เทคนิกการทำหนัง

ผมเขียนเกี่ยว Nights of Cabiria ให้ “ผู้จัดการออนไลน์” เช่นเดียวกับ Gandhi และได้เป็นหนึ่งใน 35 เรื่องที่รวมเล่มในหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” จึงลอกมาแชร์ให้อ่าน เพราะเชื่อว่าส่วนใหญ่คงยังไม่ได้อ่าน หรือถึงอ่านก็คงลืมไปแล้ว

ค่ำคืนของคาบีเรีย (Le Notti di Cabiria - Nights of Cabiria)

Federico Fellini, 1957, รางวัลออสการ์ภาพยนต์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

ชีวิตของหลายคนคือการดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่า ชีวิตที่ดีกว่า บางคนผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นความผิดหวังที่เจ็บปวดเพราะถูกหลอก ถูกปอกลอกและเอาเปรียบ แต่ไม่ยอมท้อ ลุกขึ้นมาหาทางออกใหม่ต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นเสมอว่า ทางออกที่ดีกว่านั้นมีจริง

นี่คือชีวิตของ Cabiria ผู้ถูกสถานการณ์ความอดอยากยากแค้นหลังสงครามบังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อความอยู่รอด

ค่ำคืนของคาบีเรีย Le Notti di Cabiria/ Nights of Cabiria เป็นผลงานชั้นครูของ Federico Fellini (1920-1993) แม้เป็นผลงานยอดเยี่ยมแต่คนไม่ค่อยรู้จัก เพราะถูกบดบังด้วยหนังดังๆ ของแฟลลีนี่ที่ได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศถึง 4 รางวัล (La Strada, Le Notti di Cabiria, 8 ½, Amarcod) รวมทั้งออสการ์เกียรติยศสูงสุดในฐานะผู้ทรงคุณค่าแห่งโลกภาพยนตร์ในปี 1992

อย่างไรก็ดี นับแต่ปี 1998 มีการนำ Le Notti di Cabiria ออกมาปัดฝุ่นแปลงเป็นดีวีดี ทำให้ทั่วโลกเริ่มรู้จักและชื่นชมงานสำคัญนี้

ดารานำใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” คือ Giulietta Masina ภรรยาของแฟลลีนีนั่นเอง ซึ่งประสบความสำเร็จมาจาก La Strada หนึ่งปีก่อนนั้น (แสดงคู่กับแอนโทนี ควินน์) ใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” เธอแสดงได้ดีจนได้รับรางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์

ชีวิตของคาบีเรียดูเหมือนจะไม่ลำบากเท่าไรถ้าหากเทียบกับคนอีกจำนวนมาก เธอมีบ้านอยู่ แม้ดูจะไม่เป็นบ้านนัก เป็นเหมือนกล่องอิฐแถวชานกรุงโรม เธอก็มีซุกหัวนอนอย่างเป็นสัดเป็นส่วน มีเงินใช้ไม่อดอยาก เธอหวังเสมอว่า วันหนึ่งจะพบคู่ชีวิต คนที่รักเธอและคนที่เธอรัก จะได้เลิกอาชีพนี้และมีครอบครัวเหมือนคนทั่วไป เธอมองโลกในแง่ดี มองคนในแง่ดีเสมอ เพื่อนๆ เตือนว่า เธอมองอะไรใสบริสุทธิ์เกินไป ไม่มีอะไรและไม่มีใครใสสะอาดปานนั้น

และก็จริงอย่างที่ใครๆ เป็นห่วง เริ่มต้นหนังเธอก็ถูกเพื่อนชายผลักตกน้ำเกือบจมน้ำตาย ขโมยเงินไป เธอไม่เข้าใจว่า แฟนของเธอที่ดูเป็นคนดีน่ารักจะหักหลังทำกับเธอเพียงเพื่อเงินสี่หมื่นลีร์ (พันกว่าบาท) ได้ แต่วันดา เพื่อนสนิทของเธอบอกว่า ไม่ต้องพันกว่าหรอก ร้อยกว่ามันยังจะฆ่าเธอเลย

คาบีเรียไม่เข้าใจว่า ไอ้หนุ่มคนนั้นมันมาอยู่กับเธอเกือบเดือน อยากได้อะไรเธอก็ซื้อให้ แม้เสื้อผ้าไหมราคาแพงเธอก็หาให้ใส่ แล้ววันหนึ่งมันก็จะฆ่าเธอเพียงเพื่อเงินแค่นั้นได้อย่างไร

แต่ชีวิตของเธอก็จะได้บทเรียนที่คล้ายกันนี้อีกหลายบท เธอซื่อบริสุทธิ์เกินไป ไว้ใจผู้ชายมากเกินไป มองโลกในแง่ดีมากเกินไป ทำให้ใครๆ หลอกเอาได้ง่ายๆ เอารัดเอาเปรียบ หรือทำกับเธอประดุจวัตถุสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นดาราที่ทะเลาะกับแฟนแล้วพาเธอไปเที่ยวและพาไปอพาร์ตเมนต์ของเขา หรือการสะกดจิตล้วงความลับของเธอบนเวทีที่มีคนดูเป็นผู้ชายเต็มห้อง รวมทั้งฉากสุดท้ายที่สะท้อนความเจ็บปวดสุดบรรยายอันเกิดจากความเลวร้ายของมนุษย์

คาบีเรียเชื่อในความจริงใจของคน เธอมักเชื่อว่าได้พบรักแท้เมื่อมีผู้ชายมาจีบ คนแล้วคนเล่าก็ไม่เคยเรียนรู้หรือลดความเชื่อในผู้คน คงเป็นเพราะธอต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า ต้องการออกจากชีวิตแบบนี้ ต้องการมีชีวิตเหมือนคนธรรมดามากเสียจนลืมความเป็นจริงที่เป็นด้านเลวของมนุษย์ เธอทำตัวเหมือนคนซื้อหวย หวยออกกี่ครั้งไม่เคยถูก แต่ก็ไม่เคยเข็ด ไม่เคยลดละ เลิก หรือหมดหวัง

เธอร่วมเดินทางกับเพื่อนไปจาริกแสวงบุญ ไปสวดขอแม่พระช่วยให้ชีวิตของเธอเปลี่ยน ให้พวกเธอพ้นทุกข์ ทุกข์ทางกายสำหรับคนพิการ ทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะยากจนขัดสน แต่ลึกๆ เธอไม่เชื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในมากกว่า เธอบอกเสมอว่า เธอไม่ได้ขาดอะไรเลย ที่ต้องการจริงๆ คือคนรักเธอจริง ที่ต้องการร่วมชีวิตกับเธอ สร้างครอบครัว มีลูกมีหลานเหมือนคนทั่วไป

มีอยู่สองฉากที่เธอเปิดเผยชีวิตที่แท้จริงของเธอ ฉากที่นั่งรถกลับจากนอกเมืองกับชายใจบุญที่นำข้าวของไปให้คนยากไร้ที่อาศัยอยู่ตามถ้ำตามรู เธอประทับใจการกระทำของชายผู้นั้นมาก จนบอกชื่อจริงและที่อยู่ของเธอให้เขาทราบ นั่นคือความรู้สึกลึกๆ ของเธอที่ชื่นชมคุณธรรมความดี และพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอ

อีกฉากหนึ่งเปิดเผยเมื่อโดนสะกดจิตบนเวที เหมือนกับทั้งชีวิตที่เธอถูกผู้ชาย “สะกดจิต” วันนั้นใครๆ รู้หมดว่าเธอเป็นใครมาจากไหน มีบ้าน มีบัญชีธนาคาร และนั่นคือที่มาของการพบกับหนุ่มรูปหล่อที่เธอเชื่อสนิทใจแบบไม่เคยเชื่อใครมาก่อนว่า เขาคือเทพบุตรลูกผู้ชายตัวจริง หลังจากนัดพบกันหลายครั้งเขาขอเธอแต่งงาน เธอขายทุกอย่าง ถอนเงินจากธนาคาร หอบข้าวของจะไปตั้งต้นชีวิตใหม่กับเขา

แล้วเหตุการณ์ซ้ำซากก็เกิดขึ้นอีกจนได้ แม้เธอไม่ได้ถูกผลักตกหน้าผา แต่ก็ถูกฆ่าทางใจอย่างทารุณโหดร้าย จากผู้ชายซึ่งไม่ได้รักเธอจริงๆ เพียงอยากได้สมบัติของเธอเท่านั้น เธอขอร้องให้เขาฆ่าเธอให้ตายไปดีกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป “พอแล้ว ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ผลักฉันลงไปสิ เอาสิ” เธอร้องไห้กับความโหดร้ายทารุณของชีวิต

เธอยกเงินทั้งหมดให้เขาโดยที่เขายังไม่ได้แย่ง บอกให้เอาไปเลย เธอต้องการประชดความอยุติธรรมที่ผู้คนทำกับเธอได้ลงคอ เธอนอนเกลือกกลิ้งด้วยหัวใจที่ปวดร้าวและแตกสลาย จนกระทั่งได้ยินเสียงเพลงมาแต่ไกล เพลงที่เด็กหนุ่มหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นดนตรีและร้องรำมาตามถนน เธอลุกขึ้น และค่อยๆ เดินสวนทางหนุ่มสาวเหล่านั้น

หนังจบด้วยภาพใบหน้าที่ยิ้มเปื้อนน้ำตา เธอได้พบปาฏิหาริย์ครั้งสำคัญ เธอยังมีชีวิตอยู่ รอดมาได้ไม่ถูกฆ่า ที่สำคัญ เธอได้ค้นพบความกล้าหาญภายในตัวเธอ กล้าที่จะลุกขึ้นเดินเพื่อเผชิญชีวิตที่ดูโหดร้ายนี้ต่อไป จะมีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้ในชีวิตคนเรา

บทเพลงที่ได้ยินในตอนสุดท้ายก็เป็นบทเพลงเดียวกับที่เราได้ยินตลอดหนังเรื่องนี้ที่เล่นโดยนักดนตรีข้างถนนจนถึงนักดนตรีในไนท์คลับ ออกไปถึงคนเล่นแอ็กคอร์เดียนในทุ่งหญ้า ไปยังนักเปียโนในห้องแสดงคอนเสิร์ต และสุดท้ายเล่นด้วยเครื่องดนตรีหลายชนิดโดยคนหนุ่มสาวประหนึ่งอยากจะบอกว่า ชีวิตของคาบีเรียก็เหมือนบทเพลงนี้ที่ถูก “เล่น” โดยโชคชะตา ส่งต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

ดูหนังแล้วคิดถึงหญิงไทยเป็นหมื่นเป็นแสนที่สถานการณ์บังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ แม้จะถูกดูหมิ่นดูแคลนและเป็นงานที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี แต่มีใครช่วยพวกเขาให้พ้นจากสภาพเช่นนั้น สภาพที่พวกเขาใช่ว่าต้องการจะอยู่ไปจนตาย

พวกเขาไม่ใช่คนล้มละลายทางศีลธรรม หลายคนมีชีวิตคล้ายคาบีเรีย ถูกเอาเปรียบแล้วถีบทิ้ง เป็นเหยื่อของสถานการณ์ ไม่ใช่คนรนหาชีวิตแบบนี้และอยากอยู่เช่นนี้ตลอดไป พวกเขาต้องการพ้นจากสภาพที่อยู่อย่างขืนใจนี้

หญิงไทยหลายหมื่นหลายแสนเหล่านี้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าไม่ว่าในหรือต่างประเทศ เป็นคนที่ควรได้รับการมองและปฏิบัติต่ออย่างคนมีศักดิ์ศรี พวกเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเช่นนั้น แต่เกิดมาและมีความต้องการเหมือนกับเราทุกคน คือต้องการมีชีวิตที่ดีมีความสุข แต่สังคมไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ไม่มีที่ยืนให้พวกเขา

ถ้าทำอะไรให้พวกเขาไมได้ แค่มองพวกเขาอย่างเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ไม่เอาเปรียบและไม่ข่มเหงซ้ำเติมด้วยการพิพากษาให้ตราบาป ก็ถือว่าได้ช่วยพวกเขามากแล้ว

 

 

 

จากฮาร์วาร์ดถึงประชาธิปไตยและการไหว้ครู (17 มิถุนายน 2562) Fb Seri Phongphit

 เจ เค โรว์ลิง ผู้ประพันธ์แฮรี่ พอตเตอร์ ได้รับเชิญไปแสดงสุนทรพจน์ในวันประสาทปริญญาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่เธอได้รับดุษฎีบัณิตกิตติมศักดิ์ด้วยเมื่อปี 2009 บอกว่า หัวข้อที่เธออยากพูด คือ “อานิสงค์ของความล้มเหลว”

เธอเล่าเรื่องชีวิตของตนเองว่าล้มเหลวจากการเรียนที่มหาวิทยาลัยอย่างไร การแต่งงานที่ล้มเหลว ตกงาน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่อาศัยเงินสวัสดิการของรัฐไปวันๆ ไปนั่งเขียนนวนิยายในร้านกาแฟเวลาพาลูกออกไปเดินเล่น

แม้ว่าเธอจะเคยเป็นโรคซึมเศร้าเพราะความล้มเหลวในชีวิตติดต่อกัน แต่เธอก็บอกว่า อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เธอมุ่งมั่นไปกับการเขียนนวนิยาย ที่จะกลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 500 ล้านเล่มทั่วโลก

เจ เค โรว์ลิง เคยทำงานที่องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ในฐานะคนแปลสองภาษา เธอเล่าในสุทรพจน์ถึงความทุกข์ทรมานของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่ร้องขอความช่วยเหลือจากองค์กรนี้ ความรู้สึกต่อความอยุติธรรมทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง มีอิทธิพลต่อการเขียนนวนิยายของเธอด้วยไม่น้อย

เธอพูดเรื่อง “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” เพื่อยืนยันความจริงที่ไอน์ไตน์ได้พูดไว้ เพราะแฮรี่ พอตเตอร์ มาจากจินตนาการอันไม่มีสิ้นสุดของเธอ ก้าวข้ามพรมแดนแห่งความทุกข์ยาก ความล้มเหลว ความเจ็บปวดและความตาย

เธอสอนนักศึกษาโดยอ้างคำกล่าวของนักปราชญ์หลายคน คนหนึ่งเป็นชาวกรีก ชื่อ พลูตาร์ค (Plutarch) ที่มีชีวิตเมื่อ 2,100 ปีก่อน เขาบอกว่า “สิ่งที่เราบรรลุภายใน จะเปลี่ยนแปลงความเป็นจริง” (“What we achieve inwardly will change our reality”) คำที่เธอยืนยันเช่นเดียวกับมหาตมะ คานธี ที่ได้แสดงให้เห็นจากชีวิตของท่าน บารมีที่เกิดจากการเอาชนะตัวเอง สิ่งที่ท่านพูดท่านทำจึงมีพลังให้คนเชื่อและอยากเดินตาม

ในตอนท้ายของสุนทรพจน์ เธอส่งความปรารถนาดีให้ทุกคนประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดี โดยอ้างคำกล่าวของเซเนกา (Seneca) ปราชญ์โรมันเมื่อสองพันปีก่อนว่า “”ที่สำคัญไม่ใช่ว่าคุณจะอายุยืนยาวเท่าไร แต่คุณมีชีวิตที่ดีเพียงใด” (Not how long you live, but how well you live)

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บอกว่า “การสำนึกในบุญคุณคน” (หรือความกตัญญูรู้คุณ) เป็นปัจจัยที่ 1 ใน 20 อย่างที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนอยูดีมีสุข

การไหว้ครูเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณครู ไม่ใช่รู้คุณนักการเมือง หรือพรรคการเมือง ที่กำลังเป็นประเด็นที่เมืองไทย พานข้าวตอก ดอกมะเขือ ดอกเข็ม และหญ้าแพรก มีความหมายลึกซึ้งมาก สืบทอดคุณค่าดีงามของประเพณีที่สืบทอดกันมานาน เป็นอะไรที่ไม่ควรเปลี่ยนไปเป็นพานรูปนักการเมือง สัญลักษณ์พรรคการเมือง และอื่นๆ เพื่อเสียดสีประชดประชัน

ในบรรยากาศที่มักอ้าง “ประชาธิปไตย” ในการแสดงออกในประเพณีการไหว้ครู อยากแนะนำให้ครูไปฟังสุทรพจน์ของเจ เค โรว์ลิง และแนะนำให้นักเรียนไปอ่านแฮรี่ พอตเตอร์ จะได้ไม่เพียงแต่ความสนุกสนาน เพราะจินตนาการที่พาก้าวข้ามเขตแดนที่จำกัดของโลกและชีวิต แต่มีบทเรียนดีๆ อีกมากมาย

การอ่านหนังสือ อ่านนวนิยายดีๆ ประเทืองปัญญาเด็กนักเรียน เป็นอีกทางหนึ่งที่สอนเด็กให้คิดเป็น คิดนอกกรอบ แต่อยู่ในกติกาที่เหมาะสม เส้นแบ่งของกาละเทศะ สิ่งที่ควรไม่ควรอยู่ที่ไหน

ให้เด็กได้เรียนรู้ว่า “รูปแบบ เนื้อหา กระบวนการ” นั้นสำคัญทั้ง 3 อย่าง ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องแปลงพานไหว้ครูเป็นพานไหว้นักการเมือง หรือพรรคการเมือง ครูที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นหัวคะแนนให้พรรคการเมือง แต่จะสอนเด็กให้มีวิจารณาณด้วยการทำกิจกรรมที่หลากหลาย มีโอกาสและวิธีการอื่นๆ อีกมากมายที่ให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย เพียงแต่อย่าได้เอาแต่ “รูปแบบ” ที่กลวงๆ ที่มาจากการยุยง ปลุกปั่น หรือการเลียนแบบกันทางโซเชียลมีเดีย จะได้แต่เปลือก กระพี้ประชาธิปไตย

เอาแต่รูปแบบ ไม่สนใจเนื้อหาและกระบวนการประชาธิปไตย ทำให้ได้แต่สมองกลวง นำไปสู่ประชาธิปไตยกลวง

 

ข้อเขียนเรื่อง Gandhi คานธี ลอกมาจากหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” ที่สำนักพิมพ์พระอาทิตย์จัดพิมพ์เมื่อปี 2547 โดยรวมบทความของผมจำนวน 35 บทที่เขียนลงผู้จัดการออนไลน์ก่อนหน้านั้น ผมได้เขียนเกี่ยวกับหนังดีๆ 35 เรื่อง ไม่ใช่แบบนักวิจารณ์หนัง แต่เขียนเพื่อบอกว่า ผมดูหนังแล้วเห็นอะไร หรือได้บทเรียนชีวิตอะไร

Gandhi เป็นหนังดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมได้ดูและประทับใจ ไม่ใช่เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลอะคาเดมี อะวอร์ด หรืออสการ์ 8 ตัว แต่เพราะเนื้อหาสาระที่ดีมาก

ที่มาของการเขียนเรื่องหนังดังหนังดีนั้น มาจากที่ทางผู้จัดการได้อ่านหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ของผม ที่เป็นจดหมายถึงลูก แนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ 10 เล่ม ดูหนัง 10 เรื่อง เลยขอให้ผมเขียนเรื่องหนังลงในผู้จัดการออนไลน์สัปดาห์ละครั้ง หรือรายสะดวก

ในหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ผมได้แนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” ของท่านมหาตมะ คานธี แต่ไม่ได้แนะนำให้ลูกดูหนังเรื่อง Gandhi จึงได้นำหนังเรื่องนี้มาเขียนในผู้จัดการออนไลน์

หนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” เป็นวิธีหนึ่งของพ่อสอนลูกผ่านจดหมายถึงลูก โดยแต่ละฉบับจะแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือดูหนังเรื่องหนึ่ง พร้อมกับวิเคราะห์ว่า หนังสือเล่มนั้น หนังเรื่องนั้นเป็นอย่างไร ทำไมพ่อถึงแนะนำให้ลูกอ่านหรือดู

ผมได้เสนอสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับแม่-ลูก ที่เป็นที่รู้จักดีแห่งหนึ่ง ทางสำนักพิมพ์คงเกรงใจที่จะปฏิเสธทันที บอกว่า ผมไม่ใช่นักเขียนเรื่องครอบครัว เป็นคนเขียนเรื่องการพัฒนา เรื่องสังคมมากกว่า จึงเสนอว่า จะลองนำลงนิตยสารทีละเรื่อง ถ้าคนตอบรับ เมื่อลงแต่ละเรื่องหมดแล้วก็จะรวมเล่ม

ผมได้ตัดสินใจพิมพ์เอง และให้ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดจำหน่าย ปรากฎว่า คนเขียนเรื่องการพัฒนาก็เขียนหนังสือเรื่องสอนลูกได้ พิมพ์ถึง 8 ครั้ง ละ 3,000 เล่มครับ

ส่วนหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” พิมพ์เพียงครั้งเดียว ผมตั้งใจว่า จะนำมาตีพิมพ์อีก และ/หรือทำเป็น E-Book ให้คนอ่านฟรี คงอีกไม่นาน เช่นเดียวยกับ “สอนลูกให้คิดเป็น” ที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เอาไว้แจกโอกาสสำคัญครับ

 

Gandhi คานธี

 

“ผู้ชายคนเดียวเดินอยู่บนถนนฝุ่นฟุ้ง มีอาวุธแค่ไม้เท้ากับความซื่อสัตย์ ต่อกรกับสหราชอาณาจักร” เป็นคำพูดของชาวอังกฤษที่ปกครองอินเดียพูดถึงคานธี ซึ่งคนอินเดียพร้อมใจกันเรียกว่า “บิดาแห่งชาติ” และเคารพนับถือเป็น “มหาตมะ” (วิญญาณที่ยิ่งใหญ่)

เขาใช้หลักอหิงสานำชาวอินเดียลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอาณานิคมอย่างอังกฤษ ซึ่งคานธีบอกว่า “คุณทำตัวเป็นนายในบ้านคนอื่น คุณกดขี่เราเพื่อควบคุมเรา ที่สุดพวกคุณต้องไป คุณมีแค่หนึ่งแสน ควบคุมคนอินเดีย 350 ล้านคนไม่ได้หรอกถ้าพวกเขาไม่ร่วมมือด้วย นั่นคือสิ่งที่พวกเราจะทำด้วยความสงบ อหิงสา ไม่ร่วมมือจนกว่าพวกคุณจะจากไป”

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและที่อังกฤษกลัวมากกว่าการใช้กำลังติดอาวุธเสียอีก เพราะนั่นหมายถึงศัตรูที่สู้กันชัดเจน ด้วยยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเดียวกัน กฎกติกาเดียวกัน แต่คานธีใช้วิธีอื่น วิธีของเขา ซึ่งดูจะสู้ยาก เขาใช้อหิงสาตอบโต้ความรุนแรง

เขาสอนเรื่องนี้ให้หมอสอนศาสนาชาวอักฤษที่ไปหาและอยากช่วยเขาที่แอฟริกาใต้ว่า “พระเยซูทรงสอนว่า ใครตบแก้มซ้ายให้หันแก้มขวาให้ คงหมายถึงความกล้า เต็มใจยอมรับการทำร้าย ถูกตีหลายครั้งเพื่อให้เห็นว่า เราจะไม่ตอบโต้หรือหลบหลีก แต่เมื่อทำเช่นนั้น บางอย่างในธรรมชาติมนุษย์จะทำให้ความเกลียดของเขาลดลงและความนับถือเพิ่มขึ้น”

มหาตมะคานธีบอกกับนักการเมืองทั้หลายว่า อย่ามัวแต่ตีฝีปากกันอยู่เลย การได้มาซึ่งเอกราชจะต้องทำอะไรมากกว่าการแสดงสุนทรพจน์งดงามแข่งกัน เขาเรียกร้องให้ลงไปยืนอยู่ข้างคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา รับรู้ปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา แก้มาจากข้างล่าง ไม่ใช่จากบนเวที

ตอนต้นๆ หลายคนมองว่า อหิงสาเป็นความพ่ายแพ้ ไม่ยอมสู้ คานธีประกาศว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในการต่อสู้เสมอ ที่ใดมีความอยุติธรรมเราจะต้องต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมัน คำถามมีอยู่ว่า เราต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมันหรือเพื่อลงโทษ เราทุกคนเป็นคนบาป ควรให้พระเจ้าเป็นผู้ลงโทษเอง ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ มีวิธีอื่นที่ดีกว่าการระเบิดรางรถไฟ หรือใช้มีดดาบฆ่าคน”

ความจริง การต่อสู้แบบอหิงสามองอีกด้านหนึ่งก็ใช่ว่าจะไม่รุนแรง เพียงแต่ความรุนแรงไม่ได้เป็นเป้าหมายหรือวิธีการ เป็นผลตามมาที่บางครั้งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายของอหิงสาไม่ใช่บีบบังคับใครเปลี่ยนโดยใช้กำลังและความรุนแรง หากแต่หาทาง “เปลี่ยนใจ” เขา ไม่ใช่ฆ่าเขา

คานธีเป็นนักกฎหมาย จบจากอังกฤษ เขารู้ว่า “ถ้าเราตอบโต้อย่างรุนแรงเรากลายเป็นคนเถื่อน เขาเป็นกฎหมาย เขากลายเป็นคนถูกต้องและเราเป็นคนผิดทันที” เขามีวิธีอื่นที่ดีกว่า เช่นแค่ประกาศว่า จะทำให้คนอินเดียทั่วประเทศหยุดงานทุกอย่างหนึ่งวัน และร่วมกันสวดมนต์ในวันนั้น อังกฤษก็ตัวสั่นแล้ว เพราะถ้าคนอื่นพูดอาจจะไม่น่ากลัวอะไร แต่นี่คานธีเป็นคนประกาศเอง เขาทำได้เพราะมีบารมีที่ชาวอินเดียทั้งประเทศเคารพและติดตาม

เหล่านี้เป็นบางส่วนของ Gandhi (1982) หนังใหญ่ที่ได้รางวัลออสการ์ถึง 8 ตัว หนังอย่างนี้ควรสร้างให้มาก โดยเฉพาะในยุคที่โลกร้อนระอุด้วยไฟแค้นและสงคราม ผู้คนสนใจแต่ว่าจะจัดการกับปัญหาต่างๆ ให้เสร็จไปโดยเร็วได้อย่างไร ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ และที่คว้าได้ไวที่สุดก็ไม่พ้นความรุนแรงแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

มหาตมะคานธีเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ยิ่งใหญ่เพราะมีความเชื่อมั่นในหลักอหิงสา หรือการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา ท่านไม่ใช่ศาสดาที่เทศน์สอนและมีสำนักส่วนตัว แต่เป็น “ประกาศก” (Prophet) ผู้ประกาศการต่อสู้ด้วยชีวิตของตนเอง ลงไปขลุกกับคนจน ทอผ้าเอง ทำงานทุกอย่างเองในอาศรมหรือชุมชนเล็กๆ ที่ก่อตั้งเพื่อเป็นต้นแบบและเพื่อการเรียนรู้ จนถึงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แม้จะไม่เคยดำรงตำแหน่งใดๆ แต่มีอิทธิพลอย่างสูงในการก่อตั้งรัฐบาลของอินเดียและปากีสถานหลังจากได้รับเอกราชในปี 1947

ชีวิตของมหาตะมคานธีมีรายละเอียดและความยิ่งใหญ่กว่าในหนังมากนัก ต้องไปอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” อัตชีวประวัติของท่าน และเล่มอื่นๆ เพื่อจะได้เรียนรู้และซึมซับบทเรียนชีวิตของ “วิญญาณที่ยิ่งใหญ่” หรือ ”มหาตมะ” ผู้นี้

เท่าที่ปรากฎสามชั่วโมงเศษของหนังเรื่อง Gandhi ก็พอทำให้ได้สัมผัสกับมหาบุรุษผู้นี้ตั้งแต่เขาไปทำงานเป็นทนายความที่แอฟริกาใต้ ซึ่งมีคนอินเดียอยู่เป็นจำนวนมาก ฉากแรก็ถูกถีบลงรถไฟเพราะไปนั่งชั้นหนึ่ง ซึ่งคนผิวสีไม่มีสิทธิ์ แต่นักกฎหมายหนุ่มจากอังกฤษคิดว่าเขามีเงินซื้อตั๋วได้ก็ต้องนั่งได้ ทำให้ได้บทเรียนอันเจ็บปวดครั้งแรกถึงความไม่เป็ธรรม การกดขี่ทางเชื้อชาติสีผิวในประเทศที่เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้คานธีหนุ่มเริ่มการต่อสู้กับกฎหมายไม่เป็นธรรม เช่นเมื่อมีการออกกฎหมายให้คนอินเดียพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งคานธีเห็นว่าไม่มีความจำเป็นและเลือกปฏิบัติ เขาบอกว่า “เราจะไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ และจะไม่ฆ่าใคร” เขาเรียกร้องให้ชาวอินเดียต่อสู้กับความโกรธแต่ไม่ไปกระตุ้นความโกรธ ต่อสู้กับความรุนแรงแต่ไม่ไปกระตุ้นความรุนแรง เอาหนังสือเดินทางไปเผาทิ้ง แม้จะถูกตีอย่างทารุณก็ยอม

ถ้าอำนาจรัฐจัดการด้วยความรุนแรง “เราจะไม่ตอบโต้ เราจะรับมัน ความเจ็บปวดของเราจะทำให้เขาเห็นความไม่เป็นธรรม เรายอมไม่ได้ เขาอาจจะทารุณกรรมร่างกายผม หักกระดูกผม หรืออาจจะฆ่าผม แต่เขาจะได้ร่างไร้วิญญาณของผมเท่านั้น ไม่ได้วิญญาณผม ไม่มีทางทำให้ผมเชื่อฟังเขาได้”

คานธีกลับไปอินเดียเมื่อปี 1915 อย่างวีรบุรุษ ข่าวคราวการต่อสู้ของเขาที่แอฟริกาใต้เป็นที่รับรู้ทั่วอินเดีย เขาเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสัมผัสกับสภาพและปัญหาชีวิตจริงของชาวบ้าน ได้เห็นความไม่เป็นธรรม การกดขี่ของอำนาจรัฐ อำนาจอาณานิคม

คานธีได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นที่ส่งผลให้คนไม่มีงานทำยากจนลงไปอีก ที่เคยทอผ้านุ่เองขายเองก็เลิก ไปหาซื้อผ้าจากแมนเชสเตอร์ที่อังกฤษส่งเข้าไปขาย โรงงานต่างๆ ตั้งขึ้นมาทำให้อาชีพชาวบ้านต้องเลิกล้มไป อย่างเคยทำเกลือขายแบบพื้นบ้านก็ต้องเลิกเพราะมีโรงงานเกลือขนาดใหญ่โดยนายทุนอังกฤษ

เขาเห็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวฮินดู มุสลิม ซิกข์ การรบราฆ่าฟันกันตั้งแต่ในหมู่บ้านไปจนถึงพรรคการเมือง และกลุ่มผู้นำชบวนการกอบกู้เอกราช ปัญหาซึ่งยืดเยื้อและไม่หยุดแม้เมื่อได้รับเอกราช และนี่คือประเด็นที่นักล่าอาณานิคมชอบหยิบยกมาอ้างความชอบธรรมในการเข้าครอบครองว่า ต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ถ้าเราไม่มาพวกคุณฆ่ากันตาย เรามาช่วยดูแลจัดระเบียบบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข ข้ออ้างแบบ “อาณานิคม” ที่ไม่เคยเก่า

มหาตมะคานธีตอบว่า “ทุกประเทศมีปัญหาคนกลุ่มน้อย มีปัญหาระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่มันเป็นปัญหาของเรา ไม่ใช่ปัญหาของคุณ” คนอังกฤษได้ยินแต่ไม่ฟัง เหมือนมหาอำนาจในปี 2004 ที่บางประเทศอ้างตัวเป็นผู้คอยดูแลระเบียบโลก ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ ก้าวก่ายไปทั่ว

แล้ววันหนึ่งก็เกิดความรุนแรงนองเลือดจนได้ เมื่อนายพลอังกฤษขนกองกำลังไปสังหารหมู่ชาวอินเดียที่รัฐอมริตสาตายไป 1,516 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน โชคดีที่เอารถถังเข้าไปไม่ได้เพราะถนนแคบ ไม่งั้นคงตายมากกว่านี้

แต่อหิงสาก็ไม่ได้ตอบโต้ อย่างที่เห็นในอีกฉากหนึ่งที่ยืนยันหลักปรัชญาของมหาตมะคานธีได้ดีที่สุด คือฉากที่คนอินเดียเดินหน้าเรียงสี่เข้าไปให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษตีจนบาดเจ็บหัวร้างข้างแตกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน จนทำให้หลายคนแคลงใจว่า หลักอหิงสาแก้ปัญหาได้จริงหรือ คำถามที่คนจำนวนมากยังค้างคาใจและถามกันจนถึงทุกวันนี้

คำตอบของมหาตมะคานที่พูดในท้ายหนังเรื่องนี้คือ “เมื่อฉันท้อแท้ ฉันจะคิดถึงประวัติศาสตร์ ที่ความจริงและความรักจะเป็นผู้ชนะเสมอ สังคมไม่เคยขาดทรราชและฆาตรกร และระยะหนึ่งดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ยงคงกะพันและเป็นผู้ชนะ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอดสักราย”

ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟันทำให้โลกตาบอด มองไม่เห็นทางรอดที่มาจากอหิงสา หลักการที่ต้องเชื่ออย่างหนักแน่นมั่นคง และปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณแบบคานธี (Gandhian Sprit) แม้จะไม่มี “วิญญาณยิ่งใหญ่” (Great Soul) เท่าท่านก็ตาม

(Gandhi ภาพยนต์ความยาว 183 นาที โดยผู้กำกับ Richard Attenborough แสดงโดย Ben Kingsley, Candice Bergen, Edward Fox และอื่นๆ ได้รับรางวัลออสการ์ 8 ตัว ภาพยนต์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับ ดารานำชาย บทภาพยนต์ และอื่นๆ )

สยามรัฐรายวัน ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๒

ระยะนี้มีผู้พูดคำว่า “ความจริง” กันมาก “ความจริง คือ ความจริง” (หวย ๓๐ ล้าน) “นายกรัฐมนตรีแห่งความเป็นจริง” ที่ประกาศว่า “เราต้องเอาชนะความเกลียดด้วยความจริงและความรัก” (ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ) และ การอ้างหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” เรื่อง “บาป ๗ ประการ” หนึ่งในนั้นคือ “เล่นการเมืองโดยไม่มีหลักการ” ของท่านมหาตมะ คานธี (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

          “ความจริง ความดี ความงาม” คือ รากฐานของสังคมไม่ว่าในอารยธรรมตะวันตกหรือตะวันออก เป็นคุณธรรม ๓ ประการ มาตรฐานของคุณภาพชีวิตที่ดี ที่เราพูดกันว่า “ถูกต้อง-ดี-งาม”

          มหาตมะ คานธี เป็นหนึ่งใน “บุคคลแห่งศตวรรษที่ ๒๐” ที่ชาวอินเดียยกย่องเป็นบิดาแห่งชาติ ชื่อของท่านเป็นเครื่องหมายของคนดีมีคุณธรรม คนซื่อ คนจริงใจ คนเรียบง่าย ผู้นำที่ยึดหลักอหิงสา การต่อสู้ที่ไม่ใช้ความรุนแรง สู้ด้วยหัวใจ ความอดทน ยืนหยัดในความถูกต้อง ไม่ร่วมมือกับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม

ปกติคนตะวันออกไม่เขียนอัตชีวประวัติ ท่านเขียน แต่ไม่ได้ต้องการอวดอ้าง ด้วยมั่นใจในวิถีปฏิบัติของตน และต้องการให้ชีวิตของท่านเป็นบทเรียนให้พี่น้องชาวอินเดีย

อย่างที่ท่านสอนนักการเมืองอินเดีย โดยเล่าเรื่องจากมหาภารตะ เมื่ออรชุนจะออกรบก็เกิดความลังเล เพราะต้องออกไปรบกับพี่น้อง พระกฤษณะทรงแปลงเป็นสารถีรถม้าของอรชุน ได้พูดกับอรชุนเป็นเวลานาน สอนว่า อย่าได้คิดแต่ว่าจะชนะถึงรบ แต่ให้ไปรบเพราะเป็นหน้าที่ อรชุนตัดสินใจออกรบ คำพูด-คำสอนของพระกฤษณะนั้นคือ “ภควัตคีตา” มหาคัมภีร์ของฮินดู

มหาตมะ คานธีสอนนักการมืองอินเดียว่า อย่าได้คิดทำอะไรเพียงเพราะจะชนะ จะได้ แต่ให้ทำเพราะเป็นหน้าที่ที่ เพราะเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง-ดี-งาม”

ท่านสอนว่า การแสวงหาสัจธรรมแห่งชีวิตต้องกระทำโดยการเรียนไม่รู้จบ และต้องทำงานเพื่อรับใช้สังคม เพราะนั่นคือการพัฒนาตนไปสู่ความสมบูรณ์ คือการบรรลุธรรม การค้นพบตัวเอง (self-realization)

โลกยกย่องมหาตมะ คานธีไม่ใช่เพราะท่านได้มีส่วนสำคัญในการเรียกร้องเอกราชของอินเดียและชัยชนะเหนืออังกฤษเท่านั้น แต่เป็นเพราะชัยชนะเหนือ “ตัวเอง” ของท่าน นั่นคือที่มาของบารมีที่ยิ่งใหญ่ ที่รวมพลังแผ่นดินอินเดียเข้าด้วยกันจนสามารถได้เอกราชคืนมา

นั่นคือที่มาของ “อหิงสา” และ “สัตยาเคราะห์” หรือ “พลังแห่งสัจจะ” (truth force) อันเป็นการขัดขืนแบบนิ่งเฉย (passive resistance)

            การอดอาหารเป็นวิธีการหรือเครื่องมือสำคัญของอหิงสา ท่านสอนว่า “การอดอาหารจะช่วยกำจัดกิเลสราคะของสัตว์ที่มีในตัวเราได้ก็ต่อเมื่อเราอดอาหารพร้อมด้วยการตั้งปณิธานอันแนวแน่ว่า เราจะควบคุมตัวเราเองให้ได้” ผู้ที่อดอาหารแต่ยังเต็มไปด้วยความโกรธ เกลียด เคียดแค้นในใจ ย่อมไม่ได้อานิสงค์ของการอดนั้น

            “ผู้มีร่างกาย เมื่อเว้นอาหาร คือสิ่งที่รู้สึกด้วยอินทรีย์แล้ว อารมณ์ทั้งหลายย่อมจืดจางลง แต่ความหื่นกระหายนั้นยังมีอยู่ แต่เมื่อประสบปรมัตถธรรม ความหื่นกระหายจึงจะดับสนิท”

            มหาตมะ คานธี เห็นว่า “อารยธรรมตะวันตกผิดกับอารยธรรมตะวันออก เพราะอารยธรรมของชาวตะวันตกตั้งอยู่บนฐานของการใช้กำลัง”

            หลักอหิงสาเป็นปรัชญาที่มีความซับซ้อน เป็นอะไรที่มากไปกว่าการไม่ใช้ความรุนแรง เพราะการไม่ใช้ความรุนแรงบางครั้งอาจจะสร้างความรุนแรงมากกว่าการใช้ความรุนแรงโดยตรงเสียอีก ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ควรไปอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” ให้จบอย่างตั้งใจ

            หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกโดย “คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา” ซึ่งผมมีส่วนในการก่อตั้งร่วมกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ และผู้นำศาสนาพุทธ-คริสต์อีกจำนวนหนึ่ง ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๕๒๕ โอกาส ๒๐๐ ปีรัตนโกสินทร์ เป็นหนังสือขนาด ๘ หน้ายก หนา ๗๑๓ หน้า ที่อาจารย์กรุณา และอาจารย์เรืองอุไร กุศลาศัย ได้แปลด้วยภาษาที่งดงาม (พิมพ์อีกเมื่อปี 2010 โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ซื้อได้ทางซีเอ็ด)

            อาจารย์กรุณาไปเรียนที่อินเดียจนแตกฉานทั้งภาษาบาลี สันสกฤต ฮินดี และอังกฤษ ได้ไปศึกษาที่ศานตินิเกตัน สถาบันอันลือชื่อของรพินทรนาท ฐากูร ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่-คุรุเทพ ที่ได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ซึ่งท่านก็ได้รู้จัก รวมทั้งได้พบท่านบัณฑิตยวาหะราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย

            ท่านติดคุกที่อินดีย ๔ ปี เพราะไทยประกาศสงครามกับพันธมิตร ถูกส่งกลับเมืองไทยทางเรือมาถึงสิงคโปร์ เดินเท้าจากสิงคโปร์กลับเมืองไทย ติดคุกในข้อคอมมิวนิสต์ในยุคเผด็จการครองเมือง ๑๐ ปี ท่านใช้เวลาในคุกแปล “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” “มหาภารตะ” และ “คีตาญชลี” ของรพินทรนาท ฐากูรและเล่มอื่นๆ

            อาจารย์กรุณาเป็นผู้ใหญ่ที่ผมโชคดีที่ได้รู้จักและเคารพนับถือมาก ท่านอ้างอิงคำสอนของมหาตมะ คานธีใน “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” เพื่อ “สอน” แบบเตือนและให้กำลังใจผมว่า

            “การที่จะให้คนส่วนใหญ่ลงมือทำอะไรสักอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่ต้องการจะปฏิรูปสังคมจะมีความกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ แต่สังคมเองจะไม่รู้สึกมีความกระตือรือร้นเช่นนั้นเลย สิ่งที่ผู้ปฏิรูปสังคมจะได้รับตอบแทนจากสังคมก็คือ การขัดขวาง ความชิงชัง และแม้แต่การประหัตประหารอย่างเอาเป็นเอาตาย” (หน้า ๓๒๓)

            ท่านมหาตมะคานธีถูกยิงถึงแก่อสัญกรรมเมื่ออายุ ๗๘ ปี ปีนี้นับเป็นปีที่ ๑๕๐ แห่งชาตะกาลของท่าน ขอร่วมรำลึกถึง “มหาตมะ” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีจิตใจที่ยิ่งใหญ่” ผู้นำอหิงสาของมนุษยชาติผู้นี้

สยามรัฐรายวัน 5 มิถุนายน 2562

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ท่าพระจันทร์มีพื้นที่ไม่ถึง ๕๐ ไร่ มีแผนขยายไปที่รังสิตตั้งแต่เมื่อประมาณปี ๒๕๐๐ แต่เพราะเป็น “ธรรมศาสตร์” จึงต้องเถียงกันนานเกือบ ๓๐ ปี ปล่อยให้เกษตรศาสตร์ไปที่กำแพงเสน ศิลปากรไปที่นครปฐมก่อนทั้งๆ ที่วางแผนทีหลังตั้งนาน

            เมื่อประมาณปี ๒๕๒๕ ผมอยู่ในคณะทำงานที่มีอาจารย์ประภาส อวยชัย อธิการบดีเป็นประธาน ได้รับมอบหมายจากสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ไปสำรวจพื้นที่ที่รังสิต ซึ่งเคยมี ๒,๐๐๐ ไร่ ให้เอไอทีเช่าไปส่วนหนึ่ง ให้ดูว่าจะวางแผนวางแปลนอย่างไร

            เมื่อมีการนำเสนอในสภามหาวิทยาลัยก็ได้รับการท้วงติงว่า มีแผนกายภาพชัดเจนดี แต่แผนวิชาการจะเอาอย่างไร เพราะมีสองแนวทางที่เถียงกันนานแล้ว ถ้าจะขยายไปรังสิตและเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ มีคณะวิทยาศาสตร์ต่างๆ ด้วย ควรมีแนวทางอย่างไร

            ทางหนึ่งอยากให้ธรรมศาสตร์คงเอกลักษณ์มหาวิทยาลัย “เพื่อประชาชน” ถ้าจะมีคณะแพทย์ฯ ก็ควรผลิต “หมอตีนเปล่า” ออกไปรักษาประชาชน คนชายขอบ ถ้ามีคณะสถาปัตย์ ฯ วิศวะฯ ก็ให้ตอบสนองคนยากคนจน คนชนบท คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่ทำอะไรเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆ

            ทางที่สองก็คือจัดการอุดมศึกษาแบบกระแสหลักเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป อย่างไรเสีย “วิญญาณ” ธรรมศาสตร์ก็ยังอยู่ ซึ่งที่สุดแนวทางนี้ก็ผ่านการรับรองของสภามหาวิทยาลัย ขยายไปรังสิตในลักษณะที่ไม่ได้แตกต่างจากมหาวิทยาลัยอื่น ส่วน “วิญญาณ” ธรรมศาสตร์ยังอยู่หรือไม่ หรือถูกกลืนหายไป ก็ดูได้เอง

            เมื่อประมาณกว่า ๒๕ ปีที่แล้ว ผมเป็นกรรมการสภาวิทยาลัยครูที่กำลังเปลี่ยนจาก “วิทยาลัยครู” เป็น “สถาบันราชภัฎ” โดยมีพรบ.เดียวสำหรับ ๔๐ แห่งทั่วประเทศ

            ในการประชุมซึ่งมีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน วันหนึ่งมีการพิจารณาร่างพรบ.สถาบันราชภัฎ ผมได้ยกมือทักท้วงว่า ข้อความในมาตราแรกๆ ที่บอกว่า “เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” นั้นหายไป ขอเสนอให้นำกลับมา เพราะผมถือว่าเป็นหัวใจและเป้าหมายหลักของสถาบันอุดมศึกษา ๔๐ แห่งนี้ ที่สุดก็ได้ “หัวใจ” ดังกล่าวกลับคืนมา

“มาตรา 7 ให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู

นั่นคือพรบ.สถาบันราชภัฎ ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นฐานให้พรบ.มหาวิทยาลัยราชภัฎ ๒๕๔๗ ที่ได้ขยายความออกไปอีกว่า

            “มาตรา 7 ให้มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่เสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดิน ฟื้นฟูพลังการเรียนรู้เชิดชูภูมิปัญญาของท้องถิ่น สร้างสรรค์ศิลปวิทยาเพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืนของปวงชน มีส่วนร่วมในการจัดการการบํารุงรักษาการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทําการสอน วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบํารุงศิลปะและวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู”

            มาตราอื่นๆ ที่ตามมามีรายละเอียดของแนวปฏิบัติอย่างชัดเจน แต่ก็มีคำถามมาจนถึงเมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่า ในทางปฏิบัติ ได้มีการดำเนินการตามพรบ.นี้มากน้อยเพียงใด

            ผมเล่าเรื่องมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีคำขวัญสวยงามว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” และเล่าเรื่อง “วิทยาลัยครู” ที่ขอเป็น “สถาบันราชภัฎ” และขอเป็น “มหาวิทยาลัย” แต่ประเด็นคือ ไม่ว่าจะมีคำขวัญอะไร มีชื่อใหม่ว่าอะไร ได้ทำตามพันธกิจนั้นหรือไม่ เพียงใด

            เพื่อตั้งคำถามให้กับกระทรวงอุดมศึกษาฯ ใหม่นี้ว่า มีหน่วยงานที่ว่าด้วยนโยบาย จะมีแนวทางที่เปิดกว้างให้มีการจัดการศึกษาที่หลากหลายได้จริงหรือ หรือยังคิดว่าตัดเสื้อโหลใส่ทั้งแผ่นดินง่ายดีต่อการควบคุม

            ยังคิดถึงการจัดอุดมศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำแบบเดิมๆ คือ ให้ทุน ไม่ใช่จัดด้วยแนวคิดใหม่ ที่ต้องไปหาประชาชน ไปเรียนรู้กับพวกเขา และพัฒนาร่วมกับพวกเขาด้วย โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ คนจน เกษตรกร ไม่ใช่ไปหาแต่บริษัท โรงงาน เพื่อพัฒนาแรงงาน หรือไม่ก็พอใจจัดการเรียนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเหมือนเดิม

            เพราะถ้าไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ หรือ mindset กระทรวงนี้ก็คงเป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่เท่านั้น ยังคิดว่าหน่วยงานราชการมีหน้าที่ควบคุม กำกับ อ้างมาตรฐานและเหตุผลร้อยแปด โดยไม่ดูว่า ประเทศที่พัฒนาเขาไม่มีกระทรวงอุดมศึกษาด้วยซ้ำ ถ้ามีเขาก็ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่ควบคุม

            เพิ่มชื่อวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าไปในกระทรวงอุดมศึกษา ก็น่าตื่นเต้น เพราะเป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม  แต่ก็น่าเป็นห่วงว่า จะถูกครอบงำจาก “สกอ.” ที่ยังมีแนวคิดโบราณที่เน้นการควบคุมหรือไม่ แม้ว่าองค์กรจะยุบไป แต่คนเก่าคนเดิมก็ยังอยู่และคงคิดเหมือนเดิม

สยามรัฐรายวัน 29 พฤษภาคม 2562

กัญชาเป็นได้ทั้งอาวุธคนยากและอาวุธคนรวย คนมีอำนาจ เป็นได้ทั้งเนื้อนาบุญและเนื้อนาเงิน เป็นผลประโยชน์มหาศาลทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

จะอย่างไรเสีย กัญชาก็กำลังปฏิวัติวงการสาธารณสุข วงการสุขภาพที่อำนาจรัฐใดในโลกก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ ที่ผ่านมา กัญชาถูกถือว่า “ผิดกฎหมาย” เพราะอำนาจอิทธิพลและผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่งที่ครอบงำเศรษฐกิจและการเมือง ออกกฎหมายให้กัญชาที่เป็นยามาเป็นพันๆ ปี ให้เป็นยาเสพติด

ที่ครอบงำสำคัญที่สุดไม่ใช่แต่เพียงกฎหมาย แต่ “วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์” ที่มีมาสามร้อยปี มองสุขภาพแบบแยกส่วน มองโรคเป็นอย่างๆ รักษาโรคเฉพาะทาง ต่างจากแนวคิดสุขภาพองค์รวม ที่มองคนเป็นองคาพยพที่ทุกส่วนสัมพันธ์กันหมด จึงรักษาคนไม่ใช่รักษาโรค

วิธีคิดเรื่องกัญชาวันนี้จึงมี ๒ แบบ แบบแยกส่วน และแบบองค์รวม แบบแรก “แบบรัฐ” อ้างความเป็นวิชาการ เป็นวิทยาศาสตร์แยกสาร THC สาร CBD ในกัญชาชนิดต่างๆ ควรผลิตเป็นยารักษาโรคอย่างไรให้ปลอดภัย อ้างสารตกค้างอันตรายร้อยแปดจนน่ากลัว และต้องปลูกอย่างพิสดาร ลงทุนแพง ราคายาก็ต้องแพง

แบบที่สอง เป็นแบบ “ลูกทุ่ง” แบบที่ทำกันมาเป็นร้อยปีพันปี แบบที่ทุกคนทำได้ ที่อาจารย์เดชา ศิริภัทร เป็นตัวแทน แบบกัญชาเพื่อประชาชน คนจน คนเจ็บคนป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่แพทย์ก็รักษาไม่หาย รักษาจนหมดเนื้อหมดตัว หรือไม่มีเงินไปรักษา ซื้อยาหาหมอที่ไหน เพราะความจน

อาจารย์เดชา แจกยาฟรีที่วัดหลายแห่งวันนี้ คนมารับหลายเดือนที่ผ่านมาน่าจะเป็นหมื่น กัญชาได้ชื่อว่ารักษาได้ “ทุกโรค” ไม่ใช่เพราะเป็นยาวิเศษในตัวมันเอง ซึ่งก็คงรักษาโดยตรงได้ไม่กี่โรค แต่การที่กัญชาช่วยคนให้กินได้ นอนหลับ สงบสติอารมณ์ ลดความเครียดได้ ร่างกายคนก็ฟื้นฟูตัวเอง แข็งแรง จนโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่มารบกวน หรือถ้าเป็นก็รักษาตัวเองได้เร็วขึ้น

อาจารย์เดชาเริ่มทำงานตอนยังหนุ่มเรื่องเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับชุมชน จากนั้นทำงานเรื่องข้าว ก่อตั้งมูลนิธิข้าวขวัญ เป็นครูใหญ่เรื่องการทำนาอินทรีย์ การทำให้ข้าวแข็งแรงจนศัตรูพืช ไม่ว่าแมลง เชื้อโรคเชื้อราไม่มารบกวน เป็นสูตรเดียวกับที่ใช้อธิบายกัญชารักษาทุกโรค เพราะช่วยคนให้มีภูมิต้านทานสูง

อาจารย์เดชา เป็นตัวแทนของการแพทย์แผนไทย แผนโบราณ ที่มองคนแบบองค์รวม เรียนมาด้วยตัวเอง และอาศัยความเชื่อในพลังพิเศษ สัมผัสที่ ๖ ของหลวงพ่อที่บอกเขาว่า กัญชาเป็นยาวิเศษ และให้ใช้อย่างไรจึงจะได้ผล

เขาทดลองกับตัวเอง เคยเป็นพาร์กินสัน มือสั่น ตามัว เป็นต้อ สายตาสั้น ความจำเสื่อม รักษาตัวเองจนหายหมดทุกโรค และทดลองกับญาติมิตรอีกจำนวนหนึ่ง รวมอีกหลายโรค ก่อนที่จะขยายออกไปวงกว้าง อาศัยวัดเป็นที่แจกยา ทำอยู่พักหนึ่ง จนเมื่อเห็นว่ามีกฎหมายใหม่และมีนิรโทษกรรม จึงเปิดตัว แต่ก็ถูกจับ

เหมือนโชคดีที่มากับโชคร้าย ที่ฝรั่งเรียกว่า Blessing in disguise เกิดกระแสสังคมกัญชาขึ้นมา แม้ว่าจะสับสนพอสมควร เพราะทั้งพรรคการเมือง สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ และองค์กรภาคประชาชนต่างๆ กระโดดเข้าร่วมวงไพบูลย์ จนฝุ่นคลุ้ง ไม่ชัดเรื่องการแจ้ง การปลูก การแจก อาจมีการจับกุมกันอีก เพราะคงไม่ใช่แค่ 15,000 คนที่จดแจ้ง อาจมีเป็นแสนหรือมากกว่าที่หาปลูกเองโดยไม่แจ้ง จะจับไหวไหมทั้งแผ่นดิน

ปรากฎการณ์กัญชาได้บารมีจากอาจารย์เดชาช่วยให้เรามองเห็นหนทางสำหรับคนจน คนทุกข์ยากที่เจ็บป่วย และไม่มีทางเข้าถึงยาราคาแพง รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ร่ำรวยจากความเจ็บป่วยของประชาชน

ปรากฎการณ์ “ยาวิเศษ” รักษามะเร็งและอื่นๆ หลายเจ้าหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนความล้มเหลวของระบบสาธารณสุขที่ไม่สามารถตอบสนองคนป่วยไข้ได้ทุกอย่าง แต่ทำเหมือนว่าเป็นทางเดียว

หมอก็มักทำตัวเป็นเทวดา ยาก็เป็นของวิเศษ แม้จะมีอีวาน อิลลิช ที่บอกว่า “แพทย์คือเทพเจ้ากาลี” และคนที่แปล คือ นายแพทย์สันต์ หัตถีรัตน์ แพทย์ที่มีชื่อเสียง แต่ก็ไม่ได้มีผลทำให้คนเปลี่ยนวิธีคิดได้

อาจารย์เดชาฝันว่า จะมี ๑ วัด ๑ ตำบล เพื่อแจกยากัญชาให้ชาวบ้าน คงต้องวางเป้าหมายไว้ที่ ๑,๐๐๐ วัด ทั่วประเทศ จะเป็นการปฏิวัติสังคมไทยถ้าทำได้จริง เพราะผู้คนจะมีทางเลือกในการรักษา คนพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพได้มากขึ้น โรงพยาบาลจะไม่แออัดยัดเยียดอย่างปัจจุบัน ผู้คนสุขภาพดี เศรษฐกิจจะดี สังคมจะดี

ฟังดูเหมือนกำลังจะเป็นสังคมพระศรีอาริย์ อาจารย์เดชากำลังจะเป็นผีบุญคนใหม่ แต่คนกุมอำนาจในสังคมเศรษฐกิจคงไม่ยอมง่ายๆ เพราะกำลังจะไปทำลายผลประโยชน์มหาศาลของพวกเขา ซึ่งเมื่อต้านกระแสไม่ได้ก็จะหาทางตอบโต้ด้วยกฎหมาย ทำให้มีการผูกขาด ประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถปลูกใช้เอง เหมือนปลดล็อคการทำเหล้า แต่ออกกฎหมายเอื้อนายทุน ทำเอาชาวบ้านทำเหล้าเจ๊งกันทั้งประเทศ

หรือระดมคำเตือนคำขู่และตัวอย่างของผลเสียร้อยแปดของกัญชา ขณะที่คนป่วยคนตายเพราะสารเคมีการเกษตร เพราะบุหรี่เพราะเหล้าที่ถูกกฎหมายเท่าไร หรือตายเพราะยาหมออีกเท่าไรไม่พูดถึง

กัญชาเป็นกระแสโลกไปแล้ว เมืองไทยอาจยังไม่ปล่อยกัญชาเสรีเหมือนที่แคนาดาหรือบางประเทศ แต่แค่ยอมเรียนรู้จากเพื่อนบ้านอย่างลาวเรื่องเหล้าและกัญชา ไทยจะพัฒนาตนเองได้ไกลกว่านี้มาก

ถ้าปฏิวัติกัญชาไม่สำเร็จก็เป็นกบฎผีบุญเหมือนในอดีต เครือข่ายภาคประชาชนจะต้องเข้มแข็ง และลุกขึ้นมาปกป้องตนเอง ปกป้องอาจารย์เดชา ที่เดินหน้านำ “กัญชาเปลี่ยนโลก” วันนี้ ที่จะต้อง “ปลดล็อคกฎหมายยาเสพติด” ให้กัญชาเป็นยาสมุนไพร เป็นทางออกที่สำคัญของคนส่วนใหญ่ ที่ยังลำบาก ยากจนและเจ็บป่วย

เจริญ ดีนุ

Monday, 27 May 2019 15:44 Published in ปรับฐานคิด

“ระบบการศึกษาทำให้เด็กกะเหรี่ยงสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเอง ไม่ภูมิใจ
ในตนเอง ครูเองก็ดูถูกภูมิปัญญาของกะเหรี่ยง เด็กจึงไม่ภูมิใจในตนเอง
พยายามจะหาทางออก ไปจากหมู่บ้าน ไปเรียนต่อสูง ๆ ไปหางานทำไม่ให้
ใครดูถูก แทนที่จะหาวิธีอยู่กับบ้าน และทำให้วิถีชีวิตของผู้คนดีขึ้นด้วยกัน

(พ่อหลวงจอโน โอโดเชา บ้านหนองเต่า ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่)

เจริญ ดีนุ คนบ้านหนองเต่า บ้านเดียวกับพ่อหลวงจอนิ เทอมแรกที่เจริญไปเรียนในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต เขาไปแบบเงียบๆ เหมือนกับจะซุกซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อทีเชิ้ตสีขาว กางเกงยีน รองเท้าผ้าใบ เขาไม่พูดไม่จากับใคร กลัวคนจะรู้ว่าเขาเป็น “กะเหรี่ยง” จนหนึ่งเทอมผ่านไป เจริญเรียนเรื่องกระบวนทัศน์พัฒนา ไปค้นหาประวัติศาสตร์ชุมชน รากเหง้าของตนเอง เรียนเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน เศรษฐกิจพอเพียง เรียนวิชาและทำโครงงานวางเป้าหมายและแผนชีวิต เขาเริ่มค้นพบตัวเอง ค่อยๆ เรียกความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เป็นตัวของเขาเอง

เจริญกลับไปเรียนเทอมสองด้วยท่าทีที่เชื่อมั่น แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าปะกาเกอญอ มือถือเตหน่า เครื่องสายคู่ชีพในบางครั้งที่ต้องแสดงให้เพื่อนฟัง ตอนนั้นทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลชุมชนแม่วาง แต่เมื่อเรียนจบปริญญาตรี เขาตัดสินใจลาออก กลับไปบ้านเกิด และทำมาหากินในวิถีชุมชน และช่วยเหลือชุมชนในการแก้ปัญหาพัฒนาตนเอง

สถาบันให้ทุนเขามาเรียนต่อปริญญาโท เขาเรียนจบด้วยวิทยานิพนธ์ดีเยี่ยมคนแรกของสถาบัน เรื่องการใช้ดนตรีชนเผ่าเพื่อปลุกสำนึกเด็กเยาวชนให้รักถิ่น วันนี้เขาเป็น “สะหล่าเตหน่า” เป็นครูเครื่องสายปะกาเกอญอ เป็นวิทยากรไปทั่วประเทศและต่างประเทศ เพื่อบอกว่า เขาเรียนจบปริญญาตรีและโท แล้วกลับถิ่นฐานบ้านเกิดทำไม และอย่างไร เขาทำงานกับเด็กเยาวชนให้ภูมิใจในรากเหง้าเผ่าพันธุ์ อย่างที่พ่อหลวงจอนิ พูดถึง วันนี้โครงการรักสิ่งแวดล้อมที่หนองเต่า ที่เจริญ เป็นผู้ริเริ่มกับเยาวชน ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมที่เชียงใหม่

เจริญพบว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน อย่างที่ท่านมหาตมะ คานธีได้พูดไว้เมื่อร้อยปีที่แล้ว

 

เสรี พพ fb Seri Phongphit 27 พฤษภาคม 2562

สยามรัฐรายวัน 22 พฤษภาคม 2562

การประชุมสุดยอดเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์เมื่อต้นปี 2018 มีข้อสรุปเรื่องทักษะ7 ประการ ที่เด็กแห่งศตวรรษที่ 21 “ต้องมี” เพื่อให้สามารถทำงานและอยู่ได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วนี้ โดยเขาเน้นที่โรงเรียน ขอขยายความดังนี้

               1. ความคิดวิพากษ์และแก้ปัญหาเป็น โรงเรียนควรสอนเด็กให้ตั้งคำถามและคิดเองได้ ไม่ใช่สอนแต่คำตอบสำเร็จรูป หรือท่องจำคำตอบหรือความคิดของครู ผู้ซึ่งต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของเด็ก ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ การมีเหตุผลในความคิดต่าง

               2. ความร่วมมือและการการเป็นผู้นำด้วยการชักจูง คือ ให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น เรียนรู้การนำด้วยบารมี มิใช่ด้วยอำนาจสั่งการ หรือด้วยกฎระเบียบ เป็นทักษะทางสังคม คือ EQ คืออยู่ร่วมกับคนอื่นเป็น ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เห็นอกเห็นใจ

               3. ความคล่องตัวตัวและปรับตัวเป็น เด็กรู้จักเรียนรู้ใหม่ (relearn) เพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว มีความยืดหยุ่น รู้จักประนีประนอม รับฟัง ปรับปรุงแก้ไข

               4. การริเริ่มและความคิดแบบนักประกอบการ เด็กควรได้รับแรงบันดาลใจให้ “ทำเป็น” ไม่ใช่ “ดีแต่พูด” สร้างสรรค์สิ่งใหม่ เรียนด้วยการลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่ท่องหนังสือไปสอบ ท่องแต่ทฤษฎีไม่มีรูปธรรม

               5. สื่อสารด้วยการพูดและการเขียนได้ดี การสื่อสารชัดเจนคือกุญแจสำคัญของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ที่ใช้ความรู้เป็นฐาน สำคัญ เพราะโลกยุคใหม่เป็นโลกแห่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน องค์กร เป็นโลกที่ต้องมีทักษะดีในการสื่อสารสัมพันธ์กับผู้อื่น กับสังคม

               6. การเข้าถึงและการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร เด็กต้องแยกแยะระหว่างข้อเท็จกับข้อจริงเป็น ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้ ที่เทคโนโลยีทันสมัยทำให้ไหลเวียนท่วมท้นจนต้องเลือกให้เป็น แยกให้ได้ เพราะมีข้อมูลที่เป็นเท็จ

               7. การอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการ เด็กต้องเป็นนักสืบค้น ครูส่งเสริมการสร้างสรรค์ นวัตกรรม ให้ปลดปล่อยศักยภาพของพวกเขาเต็มที่ ไม่กดดัน กดทับศักยภาพไม่ให้เจริญเติบโต

               นี่คือทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่องานแห่งอนาคต ความปรารถนาของบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนายจ้าง ที่อยากได้ลูกจ้างที่เหมาะสมกับงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความท้าทายสูง

นักจิตวิทยาก็มีกรอบเกณฑ์คล้ายกัน ที่เพิ่มเติมอย่างสำคัญ คือ ๑) การรู้ตัวเอง (self-awareness) การมีสติ มีสมาธิ ๒) มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีเป้าหมาย และแรงจูงใจที่ไม่ได้มาจากการถูกบังคับ หรือเพราะรางวัลหรือการลงโทษ แต่มาจาก “ใจ”

               ๓) มีพลังใจเข้มแข็ง ไม่ท้อ ล้มแล้วรู้จักลุก คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือคนที่ล้มแล้วลุกเป็น เดินหน้าไม่ยอมแพ้ ๔) สอนให้แสวงหาและมองโลกที่แตกต่างได้ ไม่ใช่บังคับให้คิดและมองเห็นโลกเดียว วีธีคิดเดียว

               ในฐานะคนทำงานพัฒนาสังคม พัฒนาชุมชนคนรากหญ้า ขอให้ข้อสังเกตเชิงวิพากษ์ว่า ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ ที่ประชุมที่ดาวอส นักจิตวิทยา นักการศึกษา ล้วนแต่เป็นคนจากประเทศพัฒนาแล้ว เป็นเจ้าของทุน เจ้าของการประกอบการข้ามชาติที่ไปร่วมงานนี้ เป็น “นายจ้าง” ที่อยากได้ลูกจ้างดี

แม้ว่าจะมีตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนา แต่ที่สุด ถ้าใช้ภาษาวิเคราะห์แบบซ้ายเก่า เหล่านี้ คือแนวคิดของนายทุนและจักรวรรดิ์นิยมใหม่ ลัทธิอาณานิคมใหม่

               สังเกตให้ดี แม้จะมีการพูดเรื่องทักษะความร่วมมือ การปรับตัว แต่ไม่มีการพูดถึงทักษะที่ทำให้เคารพ “สิทธิ” ของผู้อื่น เคารพความเป็นธรรม ความเสมอภาค จิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ไม่พูดเรื่องการเรียนรู้วินัยชีวิต การเคารพกฎหมาย ไม่พูดเรื่องหลักนิติธรรม (rule of law) ในระดับสากล รากฐานของการค้าที่เป็นธรรม (fair trade) ไม่ใช่พูดแต่การค้าเสรี (free trade) ที่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

               พวกเขามองข้าม (take it for granted) เรื่องสิทธิ ความเป็นธรรม ไม่ต่างจากการนำสารเคมีฆ่าหญ้าฆ่าแมลงมาขาย แล้วบอกว่า ไม่เป็นอันตราย แต่ในประเทศตนเองกลับห้ามใช้ อ้างหลักนิติธรรมในบ้านตนเอง แต่ไม่เคารพนิติธรรมในบ้านเมืองอื่น

               สิทธิเป็นเรื่องการเคารพคนอื่น สร้างรากฐานการมีวินัยกับตัวเองและกับคนอื่น การอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมประชาธิปไตยที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างมีสิทธิเสรี เสมอภาค และด้วยความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง

               เพราะแม้ทักษะที่พึงปรารถนาข้อแรกจะว่าด้วยความร่วมมือ ให้ทำงานร่วมกับคนอื่นเป็น แต่ไม่ได้บอกว่าจะต้องไม่เอาเปรียบ ไม่เอาชนะ ซึ่งโรงเรียนจะต้องสอนเรื่องนี้ แต่ระบบโรงเรียนทำให้เด็กแข่งขัน เอาชนะ เป็นระบบที่แพ้คัดออก เด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังยังมีอีกมาก ระบบเองที่สร้างความเหลื่อมล้ำ

               การสอนไม่ให้เอาเปรียบ ไม่ให้ผูกขาด แต่แบ่งปันโอกาส แบ่งปันทรัพยากรแก่ผู้อื่น ดาวอสไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ และไม่ได้เน้นว่าเป็นทักษะที่ต้องมี หรือที่พึงปรารถนาเพื่อให้เกิดการพัฒนายั่งยืน ร่วมมือกันทำให้ทรัพยากรยังอยู่เผื่อลูกหลานในอนาคต

               ไม่ได้เน้นเรื่องการพัฒนาจิตสำนึกให้เคารพสิ่งแวดล้อม เคารพตนเอง เคารพคนอื่น ซึ่งต้องเป็นรากฐานของการพัฒนาศักยภาพและทักษะของเด็ก ไม่เช่นนั้นก็จะสร้างคนที่มีทักษะในการคิดสร้างสรรค์เพื่อเอาเปรียบคนอื่น ผูกขาด ไม่ได้แตกต่างอะไรจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

               เป็นแนวคิดที่มองชีวิตแยกส่วน แยก “คุณธรรม” ออกไป ทำให้คนเป็นเพียงแรงงาน วางรากฐานการแข่งขัน การผูกขาด การเอาเปรียบกันตั้งแต่เด็กเล็ก สังคมไทยก็รับปรัชญานี้มาทั้งดุ้น เน้นการสร้างแรงงาน แปรเป็นการศึกษาไทย แต่ไม่เป็นไท

เรื่องเจ้าปิงปอง หมาแสนรู้ที่โคราช ที่ช่วยทารกที่ถูกฝังไว้ในดินให้รอดเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เจ้าปิงปองคงเป็นหมา “พันธุ์โรด” หรือพันธุ์ทาง เช่นเดียวกับหมาไทยทั่วไป แต่เป็นหมาที่ใครๆ ก็รัก เพราะมันซื่อสัตย์ สอนง่าย ช่วยงานเจ้าของทำงานในไร่ ไล่ต้อนวัวได้

ข่าวบอกว่า เจ้าปิงปองขาพิการหนึ่งข้าง ใช้งานไม่ได้ เพราะถูกรถชน แปลว่ามันเดินวิ่ง ๓ ขา แต่ก็ยังสามารถทำอะไรได้ดีไม่น้อยกว่าหมา ๔ ขา ทำให้ผมคิดถึงเรื่อง “เจ้าสามขา” ของผม

เจ้าสามขาเป็นหมาในจินตนาการ ในนิทานที่ผมเล่าให้ลูกฟังตอนลูกยังเล็ก ว่าเป็นหมาแสนรู้ฉลาด ซน จนวันหนึ่งโดนรถทับขาข้างหนึ่ง จึงเดินวิ่งสามขา เจ้าของและใครๆ รักมัน ทำให้หมาจตัวอื่นอิจฉาและหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา แต่เจ้าสามขาก็ผ่านมาได้ทุกที เพราะความฉลาดรู้จักเอาตัวรอดได้ในยามยากลำบาก

ที่สุด วันหนึ่งบรรดาเจ้าตูบขี้อิจฉาสุมหัวกันคิดว่าต้องทำอะไรที่สาหัสกว่าที่เคยทำ จึงพากันขุดหลุมวางกับดักเจ้าสามขา ซึ่งก็ถูกหลอกให้ตกลงไปในหลุมจริงๆ หลุมลึก ขึ้นไม่ได้ แต่สวรรค์มีตา ฟ้าโปรด มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้าหมู่บ้าน ไปเที่ยวจับหมาตามถนน บรรดาเจ้าตูบนักแกล้งโดนจับไปแล่เนื้อเถือหนังกันหมด เมื่อรถจากไป เจ้าสามขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนให้ขึ้นมาจากหลุม

วันหนึ่ง ผมนั่งที่หน้าบ้าน เสี่ยวหงษ์ ลูกสาวคนเล็กอายุประมาณ 4-5 ขวบของดร.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ มาที่บ้าน มานั่งรอ “พี่ขวัญ” ลูกสาวของผม คุยกันไปมา ผมถามเสี่ยวหงษ์ว่า มีนิทานอะไรสนุกเล่าให้ลุงฟังบ้างสิ เสี่ยวหงษ์ก็เล่าเรื่องเจ้าสามขา

แต่ตอนจบเธอเล่าว่า เมื่อพวกหมาขี้อิจฉาแกล้งจนเจ้าสามขาตกลงไปในหลุมขึ้นไม่ได้ พวกมันก็รู้สึกเสียใจ จึงพากันช่วยเจ้าสามขาขึ้นมา และกลายเป็นเพื่อนดีต่อกัน จบ

ผมบอกเสี่ยวหงษ์ว่า หนูได้ยินเรื่องนี้จากไหน เสี่ยวหงษ์ตอบว่า จากพี่ขวัญ พอดีลูกสาวผมเดินมา ผมถามลูกว่า หนูเปลี่ยนนิทานของพ่อตอนจบหรือ ลูกสาวตอบว่า ใช่ เพราะเรื่องของพ่อจบแบบโหดเกินไป

ผมยอมรับว่า ตนเองไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ว่ามีความละเอียดอ่อนเพียงใดสำหรับเด็ก เราผู้ใหญ่ใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงจนไม่รู้ว่ามันรุนแรง เรื่องราวในบ้านเมือง ที่เป็นข่าว หรือที่ทำเป็นหนังเป็นละครในสื่อต่างๆ ก็เต็มไปด้วยฉากและเรื่องราวที่รุนแรง เลือดท่วมจอ ตบตีกัน นั่นคือสภาพแวดล้อมที่เราและลูกเราเติบโตขึ้นมา

ผมเล่าเรื่องเจ้าสามขาเมื่อกว่า ๒๕ ปีก่อน พอดีพ้องกับเรื่องเจ้าปิงปองโดยบังเอิญวันนี้ ที่ทั้ง “พี่ขวัญ” กับ “เสี่ยวหงษ์” ต่างก็เติบโต พี่ขวัญเป็นแพทย์หญิง เสี่ยวหงษ์เป็นสัตวแพทย์หญิง ทั้งสองคงช่วยเหลือรักษาคนรักษาสัตว์ด้วยความเมตตา

ยังมีอีก ตอนที่ลูกชาย “โดม” พี่ชายขวัญ อายุได้ขวบเศษ ผมเล่านิทานเรื่องแรกให้ลูกฟัง เขานอนอยู่บนตัก ฟังพ่อด้วยความตั้งใจ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีวัวตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่กลางทุ่ง กินไปๆ อย่างมีความสุข ทันใดนั้น มีสิงโตตัวหนึ่งค่อยๆ คลานมาช้าๆ เงียบๆ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แล้วกระโจนงับขาวัว” ผมจำภาพตอนนั้นได้ติดตา ลูกสะดุ้งอย่างแรง ตกใจ ตั้งแต่นั้นมา แกเห็นรูปสิงโตที่ไหนก็จะเอานิ้วจิ้มลงไปที่ภาพ บอกว่า “เกลียดๆๆ” เกลียดที่สิงโตไปทำร้ายวัว

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อกว่า 35 ปีก่อน วันนี้โดมเรียนจบปริญญาโทการแสดงและการสอนไวโอลินที่มหาวิทยาลัยศิลปะเบอร์ลิน เล่นและเป็นครูสอนไวโอลินที่เบอร์ลิน เยอรมนี อาชีพละเอียดอ่อน ที่ทำให้คนมีความสุข

ผมเล่าเรื่องความรุนแรงที่ตนเองใส่ลงไปในนิทานโดยไม่รู้ตัว หรือว่าความรุนแรงอยู่ใน DNA ของผม ของเรา ของสังคม เบ้าหลอมที่ร้อนและเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกหลานเรา เสียใจครับ เล่ามาเผื่อว่าจะเป็นบทเรียนให้คนอื่นได้ด้วย จะได้ “เพลามือ” ลงบ้าง ตั้งสติก่อนพูดก่อนทำ ก่อนเล่า แล้วเราจะไม่เสียใจภายหลัง

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒