phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

ดร.เสรี

ดร.เสรี

สยามรัฐ 21 สิงหาคม 2562

ข่าวหนุ่มเรียนจบปริญญาแบบพึ่งพาตนเอง กู้กยศ.ไม่ได้ ก็เก็บขยะขาย ล้างจานหาเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียน คนชื่นชมทางโซเชียลมีเดีย ทำไมกรณีแบบนี้กลายเป็นเรื่องประหลาด

เมื่อก่อนนี้เป็นเรื่อง “ปกติ” มากโดยเฉพาะคนไปเรียนเมืองนอก ไม่ว่าอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ถ้าหากไม่ใช่ลูกคนรวยก็ต้องพึ่งตนเอง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยทั้งนั้น ทำงานตามร้านอาหาร ล้างจาน ส่งหนังสือพิมพ์ ล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดบ้าน ดูแลคนแก่ ดูแลเด็ก ทำงานในฟาร์มในสวน และอื่นๆ

งานต่างๆ ในบ้านเราก็ไม่ได้ขาด ทั้งในเมืองและในชนบท แล้วทำไมเด็ก เยาวชน คนหนุ่มสาวบ้านเราส่วนใหญ่จึงไม่สนใจทำงาน อย่างน้อยก็งานพิเศษ มีรายได้พิเศษ ช่วยตัวเอง ช่วยครอบครัว มีมากมายหลายทาง หลายวิธี ความรู้ในการทำก็หาได้ไม่ยาก แค่เปิดยูทูปเขาสอนให้หมด

หรือไม่ก็มีคนประกาศหาคนหนุ่มคนสาวที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้ แต่อยากเรียนมหาวิทยาลัย อย่างกรณีของคุณจีระเดช ใจก๋า ที่ปลูกไม้ไผ่และแปรรูปขายในและต่างประเทศ ยินดีจ่ายค่าเทอมให้ กินอยู่ด้วย และสอนวิชาการปลูกไผ่ การแปรรูปไม้ไผ้ให้ด้วย ไม่มีใครสนใจ

เพื่อนผมเป็นอาจารย์ “มหาวิทยาลัยชีวิต” สอนนักศึกษาให้ทำการเกษตรเล็กๆ ที่พอทำได้ง่ายถ้ามีพื้นที่บ้าง เขาทำเป็นตัวอย่าง แค่ปลูกบวบในพื้นที่แคบๆ ไม่กี่วันเก็บขายได้วันละ 100 กว่าบาท เดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท 3 เดือนก็ได้ 9,000 บาท มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนได้หนึ่งเทอม

หลายสิบปีก่อน เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักพัฒนาด้วย ลูกเขาสองคนเรียนมัธยมปลายและต่อมาที่รามคำแหง พับถุงกระดาษส่งแม่ค้าทุกวัน ช่วยค่าใช้จ่ายพ่อแม่ ค่าเล่าเรียนตนเอง ค่าอาหารค่าขนม
 

หลายปีที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตหลายคนได้เรียนรู้วิธีการหาเงินจ่ายค่าเทอมโดยไม่รบกวนครอบครัว บางคนปลูกผักในสวน ไม่พอก็ไปซื้อผักจากสวนคนในหมู่บ้านที่เขาเหลือกิน หรือไม่ก็ไปเก็บจากป่า มัดรวมกันไปขายกำละ 5 บาท ตอนแรกได้วันละ 100 ต่อมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 500 บาท เดือนละ 15,000 บาท แรกๆ ก็เป็นแค่รายได้เสริม ไปๆ มาๆ กลายเป็นรายได้หลักไปเลยก็มี

เคยเห็นข่าวนักธุรกิจจำนวนมากบ่นว่า เด็กรุ่นใหม่ใจไม่สู้ ไม่อดทน อยากทำงานสบายๆ แต่ไม่มีความรู้จริง ไม่มีประสบการณ์ คิดไม่เป็น และไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ นับเป็นการวิจารณ์ที่แรง แต่น่าจะจริง เพราะเขาพูดจากประสบการณ์ในการรับคนเข้าทำงาน

เรื่องอย่างนี้คงโทษใครคนเดียวไม่ได้ คงเป็น “บาปสังคม” (social sin) ที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เริ่มตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะค่านิยมผิดๆ ต่างๆ ตั้งแต่การเลี้ยงดูลูก การศึกษา ทัศนคติ และระบบโครงสร้างทางสังคม

เคยประเมินการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาจิตสำนึกของเด็กที่โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากการขอร้องขององค์กรต่างประเทศ ผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า พยายามให้นักเรียนทุกคนเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง ช่วยกันเอง โดยการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในโรงเรียน

เด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายจะมีงานทำในโรงเรียน ในห้องเรียน ทำความสะอาด ลบกระดาน ล้างห้องน้ำ เก็บกวาดบริเวณโรงเรียน ล้างจานหลังอาหาร

ผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า คนรวยจริงๆ เขาไม่บ่นว่าโรงเรียนเลย ขอบคุณเสียอีกที่ช่วยสอนให้ลูกเขาทำงานเป็น ช่วยตัวเองและคนอื่นได้ เพราะอยู่บ้านไม่ค่อยได้ทำ ผู้บริหารบอกว่า แต่ก็มีคน “กึ่งดิบกึ่งดี” “ไม่รวยจริง” (แต่อยากอวดว่ารวย) ที่บ่นว่าโรงเรียนให้ลูกทำงาน ทำให้ลำบาก

เด็กๆ ทุกวันนี้จึงแบมือขอเงินพ่อแม่ไปโรงเรียน ไปเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่อยากทำงาน อยากไปอยู่หอพัก ห้องเช่ากับเพื่อน บางคนมีแฟนอีกต่างหาก มีมอเตอร์ไซค์ซิ่งไปมา ทั้งๆ ที่สามารถหางานทำพิเศษได้ก็ไม่ทำ อายเพื่อน เพราะคนอื่นก็ไม่มีใครไปทำงานกัน ขอเงินพ่อแม่ง่ายดี

ค่านิยมทางสังคมหลายอย่างก็มีส่วนสำคัญ “หน้าตา” เป็นเรื่องใหญ่ อายที่จะทำมาหากินแบบที่เห็นว่าเป็นงาน “ต่ำต้อย” อายเพื่อน อายชาวบ้าน เพราะโบราณสอนว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” จึงอยากได้งานที่สบายๆ มีหน้ามีตา คนที่ใช้แรงงานจึงถูกดูถูก คนใช้สมองมีเกียรติ จะให้ดีควรเป็น “เจ้าคนนายคน”

การที่ผู้คนชื่นชมเด็กหนุ่มที่ทำงานเก็บขยะหาเงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนเอง แสดงว่า สำนึกดีของสังคมก็ยังมีอยู่ ผู้คนทั่วไปไม่ได้คิดว่า เด็กที่ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามที่สาธารณะเป็น “ขอทาน” แต่เป็นคนที่นำความสุขไปให้ผู้คน ใครจะให้เงินก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ ตอบแทนความสุขล็กๆ ที่ได้รับจากเสียงดนตรี

แต่คนที่ทำงานหาเงินช่วยตนเองเช่นนี้มีไม่มาก ทั้งๆ ที่โอกาสมีมากมาย อยู่เมืองไทยไม่อับจนแน่ เพราะมีดิน มีน้ำ มีแดด และมีความรู้ประสบการณ์ของผู้รู้มากมายที่พร้อมจะสอนและช่วยให้ทำได้ทำเป็น

หากใจสู้ใจรัก ก็จะทำอะไรได้มากมาย เหมือนคนที่จบปริญญาตรี โท กลับไป “ต่อยอด” การเกษตรของพ่อแม่ อยู่รอด มั่นคง และมีความสุขกว่าการทำงานในออฟฟิศ คนแบบนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่ยาก คือ ทำอย่างไรให้คิดเป็น คิดนอกกรอบ และคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสังคมวันนี้เป็นสังคมเปิด โลกเปิด ให้โอกาสมากมาย อยู่ที่ว่ารักการเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างความรู้ใหม่ด้วยการลงมือทำเองเพียงใด ไม่รอสูตรสำรเร็จเพื่อรวยลัด รวยเร็ว “ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา” อย่างโบราณท่านสอน

ในยุคที่ “ปัญญาประดิษฐ์” กำลังมาแทนที่ “แรงงานคน” “คนที่จะอยู่รอดไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้ดีที่สุด” (ชาร์ลส์ ดาร์วิน Survival of the Fittest)

สยามรัฐ 21 สิงหาคม 2562

ข่าวหนุ่มเรียนจบปริญญาแบบพึ่งพาตนเอง กู้กยศ.ไม่ได้ ก็เก็บขยะขาย ล้างจานหาเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียน คนชื่นชมทางโซเชียลมีเดีย ทำไมกรณีแบบนี้กลายเป็นเรื่องประหลาด

เมื่อก่อนนี้เป็นเรื่อง “ปกติ” มากโดยเฉพาะคนไปเรียนเมืองนอก ไม่ว่าอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ถ้าหากไม่ใช่ลูกคนรวยก็ต้องพึ่งตนเอง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยทั้งนั้น ทำงานตามร้านอาหาร ล้างจาน ส่งหนังสือพิมพ์ ล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดบ้าน ดูแลคนแก่ ดูแลเด็ก ทำงานในฟาร์มในสวน และอื่นๆ

งานต่างๆ ในบ้านเราก็ไม่ได้ขาด ทั้งในเมืองและในชนบท แล้วทำไมเด็ก เยาวชน คนหนุ่มสาวบ้านเราส่วนใหญ่จึงไม่สนใจทำงาน อย่างน้อยก็งานพิเศษ มีรายได้พิเศษ ช่วยตัวเอง ช่วยครอบครัว มีมากมายหลายทาง หลายวิธี ความรู้ในการทำก็หาได้ไม่ยาก แค่เปิดยูทูปเขาสอนให้หมด

หรือไม่ก็มีคนประกาศหาคนหนุ่มคนสาวที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้ แต่อยากเรียนมหาวิทยาลัย อย่างกรณีของคุณจีระเดช ใจก๋า ที่ปลูกไม้ไผ่และแปรรูปขายในและต่างประเทศ ยินดีจ่ายค่าเทอมให้ กินอยู่ด้วย และสอนวิชาการปลูกไผ่ การแปรรูปไม้ไผ้ให้ด้วย ไม่มีใครสนใจ

เพื่อนผมเป็นอาจารย์ “มหาวิทยาลัยชีวิต” สอนนักศึกษาให้ทำการเกษตรเล็กๆ ที่พอทำได้ง่ายถ้ามีพื้นที่บ้าง เขาทำเป็นตัวอย่าง แค่ปลูกบวบในพื้นที่แคบๆ ไม่กี่วันเก็บขายได้วันละ 100 กว่าบาท เดือนละไม่น้อยกว่า 3,000 บาท 3 เดือนก็ได้ 9,000 บาท มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียนได้หนึ่งเทอม

หลายสิบปีก่อน เพื่อนอาจารย์คนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักพัฒนาด้วย ลูกเขาสองคนเรียนมัธยมปลายและต่อมาที่รามคำแหง พับถุงกระดาษส่งแม่ค้าทุกวัน ช่วยค่าใช้จ่ายพ่อแม่ ค่าเล่าเรียนตนเอง ค่าอาหารค่าขนม
 

หลายปีที่ผ่านมา นักศึกษามหาวิทยาลัยชีวิตหลายคนได้เรียนรู้วิธีการหาเงินจ่ายค่าเทอมโดยไม่รบกวนครอบครัว บางคนปลูกผักในสวน ไม่พอก็ไปซื้อผักจากสวนคนในหมู่บ้านที่เขาเหลือกิน หรือไม่ก็ไปเก็บจากป่า มัดรวมกันไปขายกำละ 5 บาท ตอนแรกได้วันละ 100 ต่อมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 500 บาท เดือนละ 15,000 บาท แรกๆ ก็เป็นแค่รายได้เสริม ไปๆ มาๆ กลายเป็นรายได้หลักไปเลยก็มี

เคยเห็นข่าวนักธุรกิจจำนวนมากบ่นว่า เด็กรุ่นใหม่ใจไม่สู้ ไม่อดทน อยากทำงานสบายๆ แต่ไม่มีความรู้จริง ไม่มีประสบการณ์ คิดไม่เป็น และไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ นับเป็นการวิจารณ์ที่แรง แต่น่าจะจริง เพราะเขาพูดจากประสบการณ์ในการรับคนเข้าทำงาน

เรื่องอย่างนี้คงโทษใครคนเดียวไม่ได้ คงเป็น “บาปสังคม” (social sin) ที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกัน เริ่มตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะค่านิยมผิดๆ ต่างๆ ตั้งแต่การเลี้ยงดูลูก การศึกษา ทัศนคติ และระบบโครงสร้างทางสังคม

เคยประเมินการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาจิตสำนึกของเด็กที่โรงเรียนเอกชนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จากการขอร้องขององค์กรต่างประเทศ ผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า พยายามให้นักเรียนทุกคนเรียนรู้ที่จะช่วยตัวเอง ช่วยกันเอง โดยการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในโรงเรียน

เด็กนักเรียนตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลายจะมีงานทำในโรงเรียน ในห้องเรียน ทำความสะอาด ลบกระดาน ล้างห้องน้ำ เก็บกวาดบริเวณโรงเรียน ล้างจานหลังอาหาร

ผู้บริหารโรงเรียนบอกว่า คนรวยจริงๆ เขาไม่บ่นว่าโรงเรียนเลย ขอบคุณเสียอีกที่ช่วยสอนให้ลูกเขาทำงานเป็น ช่วยตัวเองและคนอื่นได้ เพราะอยู่บ้านไม่ค่อยได้ทำ ผู้บริหารบอกว่า แต่ก็มีคน “กึ่งดิบกึ่งดี” “ไม่รวยจริง” (แต่อยากอวดว่ารวย) ที่บ่นว่าโรงเรียนให้ลูกทำงาน ทำให้ลำบาก

เด็กๆ ทุกวันนี้จึงแบมือขอเงินพ่อแม่ไปโรงเรียน ไปเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่อยากทำงาน อยากไปอยู่หอพัก ห้องเช่ากับเพื่อน บางคนมีแฟนอีกต่างหาก มีมอเตอร์ไซค์ซิ่งไปมา ทั้งๆ ที่สามารถหางานทำพิเศษได้ก็ไม่ทำ อายเพื่อน เพราะคนอื่นก็ไม่มีใครไปทำงานกัน ขอเงินพ่อแม่ง่ายดี

ค่านิยมทางสังคมหลายอย่างก็มีส่วนสำคัญ “หน้าตา” เป็นเรื่องใหญ่ อายที่จะทำมาหากินแบบที่เห็นว่าเป็นงาน “ต่ำต้อย” อายเพื่อน อายชาวบ้าน เพราะโบราณสอนว่า “รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา” จึงอยากได้งานที่สบายๆ มีหน้ามีตา คนที่ใช้แรงงานจึงถูกดูถูก คนใช้สมองมีเกียรติ จะให้ดีควรเป็น “เจ้าคนนายคน”

การที่ผู้คนชื่นชมเด็กหนุ่มที่ทำงานเก็บขยะหาเงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนเอง แสดงว่า สำนึกดีของสังคมก็ยังมีอยู่ ผู้คนทั่วไปไม่ได้คิดว่า เด็กที่ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามที่สาธารณะเป็น “ขอทาน” แต่เป็นคนที่นำความสุขไปให้ผู้คน ใครจะให้เงินก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ ตอบแทนความสุขล็กๆ ที่ได้รับจากเสียงดนตรี

แต่คนที่ทำงานหาเงินช่วยตนเองเช่นนี้มีไม่มาก ทั้งๆ ที่โอกาสมีมากมาย อยู่เมืองไทยไม่อับจนแน่ เพราะมีดิน มีน้ำ มีแดด และมีความรู้ประสบการณ์ของผู้รู้มากมายที่พร้อมจะสอนและช่วยให้ทำได้ทำเป็น

หากใจสู้ใจรัก ก็จะทำอะไรได้มากมาย เหมือนคนที่จบปริญญาตรี โท กลับไป “ต่อยอด” การเกษตรของพ่อแม่ อยู่รอด มั่นคง และมีความสุขกว่าการทำงานในออฟฟิศ คนแบบนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่ยาก คือ ทำอย่างไรให้คิดเป็น คิดนอกกรอบ และคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสังคมวันนี้เป็นสังคมเปิด โลกเปิด ให้โอกาสมากมาย อยู่ที่ว่ารักการเรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างความรู้ใหม่ด้วยการลงมือทำเองเพียงใด ไม่รอสูตรสำรเร็จเพื่อรวยลัด รวยเร็ว “ไม่หมิ่นเงินน้อย ไม่คอยวาสนา” อย่างโบราณท่านสอน

ในยุคที่ “ปัญญาประดิษฐ์” กำลังมาแทนที่ “แรงงานคน” “คนที่จะอยู่รอดไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้ดีที่สุด” (ชาร์ลส์ ดาร์วิน Survival of the Fittest)

สยามรัฐ 14 สิงหาคม 2562

ฝนแล้งน้ำท่วม ชาวนาสิ้นหวัง เพราะรัฐเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ โทษฟ้าโทษฝน โทษแอลนิโญ่ ลานีญ่า แต่ลองไปดูคนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ หลายแห่งทั่วประเทศว่าเขาแก้ปัญหาเองอย่างไร

ไม่ว่าปีไหน ลุงมณี ชูตระกูล คนตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดุอทัยธานี ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำทำนา ทำการเกษตร เมื่อก่อนเขาทำนา 60 ไร่ เช่าเขาอีก 20 ไร่ ไม่ได้อยู่ในเขตชลประทาน ได้ข้าว 45 เกวียน ปี 2535 เพลี้ยลง ได้ข้าวเพียง 4 เกวียน หมดเลย

เขาไม่ท้อ เริ่มหาวิธีแก้ปัญหาระยะยาว บอกว่า “ปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิต คือ น้ำ ผมมุ่งแก้ปัญหาน้ำเป็นอันดับแรก หวังพึ่งเทวดาเท่านั้นไม่ได้แล้ว แม้แต่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐก็คงไปรอให้ท่านมาช่วยไม่ได้ เราต้องหาทางช่วยตัวเองก่อน”

เขากู้เงิน ธ.ก.ส. มาจ้างรถไถให้ไถร่องรอบๆ นา ลึก 1 เมตร กว้าง 2 เมตร โชคดี ทำเสร็จฝนก็ตก ได้น้ำขุ่นเหมาะกับผักกระเฉด ผักบุ้ง ปลูกไปขายได้เงินมา 20,000 ส่วนหนึ่งจ่ายหนี้ส่วนหนึ่งไปซื้อลูกปลามาปล่อย 100,000 ตัว ทยอยเลี้ยงเป็นรุ่นๆ เป็นปลากินพืช ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลาจีน ปลานิล

ปลายปี 2535 ขึ้น 2536 ก็ปลูกผักหน้าแล้ง ปี 2536 เริ่มจับปลาขาย ปี 2539 ได้โครงการน้ำเพื่อชีวิตมาช่วยและลงทุนเอง ขยายร่องน้ำรอบนา 20 ไร่ ลึกลงไปอีก 1 เมตร กว้าง 2 เมตรด้านล่าง และ 4 เมตรที่ปากร่อง ดินที่ขุดก็โกยขึ้นมาเป็นคันกว้าง 3 เมตร ปลูกผัก ปลูกไม้ผลได้หลายชนิด

ลุงมณีขุดสระใหญ่ไว้เป็นที่กักเก็บน้ำในหน้าฝน เดือนสิงหาคมน้ำจะมาก จะหลาก ถ้าไม่เต็มก็สูบจากร่อง มีบ่อปลาหลายบ่อ สระน้ำและบ่อต่างๆ มีท่อส่งน้ำถึงกันหมด เปิดปิดได้ สระใหญ่จะอยู่สูง เมื่อต้องการน้ำทำนาและปลูกพืชผักก็เปิดท่อปล่อยน้ำ ไม่ต้องสูบให้เปลืองน้ำมัน

ลุงมณีเป็นนักวางแผนว่าจะปลูกอะไรเมื่อไร “เช่นปลูกเผือกไร่หนึ่งขายได้ 60,000 เพราะดูว่าตลาดจะขาดเผือกเมื่อไร ผมลงมกรา ไปเก็บเอากรกฎา ตอนที่เผือกแพงพอดี มีถั่วลิสง ถ้าลงธันวาไปเก็บมีนาก็ราคาดีมาก เพราะถั่วลิสงขาดตลาด ผมปลูก 3-4 ไร่ นอกนั้นก็มีข้าวโพด ต้องดูเวลาลงให้ดี ขายจะได้ราคา”

ลุงมณียังปลูกผักผลไม้อีกหลายชนิด มีฟักทอง แตงโม มะม่วง กระท้อน ส้มโอ ชมพู่ ขนุนอย่างละ 40-50 ต้น ไม่ได้เน้นที่ไม้ผล ปีหนึ่งก็ขายได้ไม่ถึง 20,000 บาท

ลุงมณีทำนาปีหนึ่ง 3 ครั้ง นาปี 1 ครั้ง ทำเองส่วนหนึ่ง แบ่งให้ลูกทำส่วนหนึ่ง ที่ทำเอง 28 ไร่ ได้ข้าวนาปีประมาณ 30 เกวียน ส่วนนาปรังทำ 15 ไร่ ได้ข้าวประมาณ 10 เกวียนต่อครั้ง รวมทั้งปีได้ข้าว 50 เกวียน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ เน้นขี้วัวขี้ควาย เอาไปใส่ก่อนทำนา

เขายืนยันว่า “ถ้าดินดี สมบูรณ์โรคและศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี อย่างเพลี้ยก็ต้องรู้วิธีกำจัดหรือป้องกัน ถ้าปล่อยให้น้ำแห้งตามเวลา เพลี้ยก็ไม่มี ผมจัดการปล่อยน้ำขังในนาลงไปในร่องรอบนา ไม่ได้ปล่อยน้ำทิ้งเหมือนคนอื่นเขาทำกัน ผมทดน้ำไปเก็บไว้ใช้ต่อ ต้องใช้วิธีจัดการแบบธรรมชาติ ไม่เอะอะก็วิ่งไปซื้อยา”

ทำกันสองคนกับภรรยา จ้างเขาตีดิน จ้างรถเกี่ยว “ชาวนาวันนี้ไม่หนักเหมือนเมื่อก่อน ไม่ต้องออกแรงมาก แต่ต้องใช้ปัญญามากขึ้น ต้องเรียนรู้และวางแผนให้ดีกว่าเดิม เราไม่ได้ทำกินอย่างเดียวแล้ว เราทำขายด้วย ผมว่าถ้าขยันหมั่นเพียร ใช้ความรู้ใช้ปัญญาในการจัดการดิน จัดการน้ำ จัดการเรื่องการขายผลผลิต ถ้ามีมากก็ขายได้ ผมเชื่อว่าชาวนาเราอยู่ได้อย่างมั่นคง”

ถามว่าเขาเรียนรู้ทำการเกษตรมาจากไหน เขาตอบว่า “เรียนมาจากทุ่งนาครับ เรียนจากการปฏิบัติ จากการสังเกต จากประสบการณ์ จากความล้มเหลว จากปัญหาอุปสรรค ถ้ามองโลกในแง่ดี ทุกอย่างเป็นโอกาสให้เราเรียนรู้ได้หมด แต่เรียนรู้แปลว่าต้องคิดให้เป็นด้วย ไม่ใช่ไปเห็นใครเขาทำอะไรได้ผลก็รีบมาทำด้วย ประเภทเฮไปก็เฮมา ถึงได้เจ๊งกันไม่รู้จบ”

“ผมอยากแนะนำว่า การไปศึกษาดูงานใครก็ตาม ไปดูมาแล้วต้องมาคิดก่อนว่า ที่ของเราเป็นอย่างไร เหมาะสมที่จะทำอย่างเขาไหม สภาพของเรา หนี้สิน และอื่นๆ ต้องคิดให้รอบด้านก่อนลงมือทำ ขยันอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย” เขาพูดอย่างคนที่คิดได้และไม่เป็นหนี้ ธ.ก.ส.มากว่า 20 ปีแล้ว

“ผมเคยไปดูงานมาแล้วเอามาทำเลย ไม่ได้ผลครับ บางครั้งไปฝึกอบรมมา เขาก็ไม่ได้อบรมเราทุกขั้นตอน ไม่ได้ครบถ้วนกระบวนความ หลายคนไม่ได้เปิดอกพูดหรือบอกเราหมด เราเอามาทำก็ไม่ได้ผล ต้องมาเรียนรู้เอง มาทำเอง รวมถึงพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ อย่าได้แต่เอาของที่เขามาแจกมาแถม อันนั้นไม่ค่อยดี สู้เราเพาะกล้าเอง หาพันธุ์เองไม่ได้ แน่นอนกว่า”

ยังมีคนอย่างลุงมณีอีกจำนวนมาก อย่างหมวดกรกฤช เหลิม จันศรี และคุณจรัญ เทพพิทักษ์ ศิษย์เก่า “มหาวิทยาลัยชีวิต” ที่ปีนี้ลงภาพนาข้าวเพิ่งดำนาเสร็จอวดใครต่อในโซเชียลมีเดีย แม้ว่าที่หนองคายและมหาสารคามทั่วไปจะแล้ง แต่สองคนนี้มีน้ำทำนา ด้วยวิธีการที่คล้ายกับลุงมณีที่อุทัยธานี

หรือกรณีบ้านลิ่มทอง ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ สิบกว่าปีมานี้ ชาวบ้าน 2,221 ครัวเรือน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องน้ำแล้งเลย เคยมีแต่ท่วมหน้าฝน ไม่เคยเก็บน้ำได้ วันนี้มีทำคลองดักน้ำหลาก และคลองซอย แก้มลิง 61 สระ สระประจำไร่นาอีกกว่า 50 สระ มีน้ำใช้ทำการเกษตรทั้งปี

ส.ส.ที่อยากช่วยชาวบ้านไม่ควรคิดแต่เมกาโปรเจคต์ ควรเรียนรู้จากของจริง ไปปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนาที่มีตัวอย่างการแก้ปัญหาน้ำในระดับชุมชนทั่วประเทศ นำไปขยายผล เสนอนโยบาย เสนอกฎหมายที่มาจาก “ข้างล่าง” (bottom up) ที่ช่วยชาวไร่ชาวนาได้จริง ไม่ใช่นั่งคิดฝันเอาจาก “ข้างบน” (top down)

สยามรัฐ 7 สิงหาคม 2562

ถ้าการเกษตรไทยรอวันตาย ไม่มีอนาคต คงไม่ใช่เพราะฝนแล้ง น้ำท่วม ผลผลิตราคาตกต่ำเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเพราะเกษตรกรรุ่นเก่ากำลังแก่เฒ่าและล้มหายตายจาก ไม่มีคนสืบทอดต่างหาก

ฟังการแถลงนโยบายและการอภิปรายในสภาก็ไม่ได้ยินว่าจะมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมสัมผัสได้อย่างไรจึงจะให้เกิด “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ในการเกษตร เพราะปัญหามีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกันหมด จำนำหรือประกันราคาข้าวเปลือกคงหมดยุคแล้ว เพราะมีหลายวิธีที่ยั่งยืนกว่า จะทำหรือไม่เท่านั้น

วันนี้จีนกำลังส่งข้าวออก ไปปลูกข้าวในตะวันออกกลาง กลางทะเลทราย ไม่สนใจว่าแล้งหรือดินเค็มแค่ไหน เพราะความรู้มี เทคโนโลยีถึง ไม่นานก็จะส่งออกข้าวไปขายทั่วโลก หลายประเทศในแอฟริกาที่จีนไปส่งเสริมการปลูกข้าวมาหลายปี ก็กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ดินเพาะปลูกก็มหาศาล

ผลผลิตต่อไร่ในประเทศต่างๆ สูงกว่าไทยมาก จำนวนชาวนาไทยลดน้อยลงทุกปี อีก 20 ปี อาจไม่มีคนทำนา พ่อแม่แก่เฒ่าและตายไป ลูกหลานไม่มีใครสืบทอด นาอาจไปอยู่ในมือนายทุนที่ทำนาแปลงใหญ่ หรือเปลี่ยนเป็นไร่อ้อย ไร่มัน พืชเศรษฐกิจอื่นๆ

หลายปีแล้วที่รัฐบาลได้ส่งเสริม “สมาร์ทฟาร์เมอร์” ภาคเอกชนทำโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ทำให้คนที่เคยทำงานในเมือง คนจบปริญญากลับไปทำการเกษตร สื่อต่างๆ นำกรณีตัวอย่างมาเสนออย่างน่าสนใจ

แต่ก็ไม่แน่ใจว่า “ต้นแบบ” ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้มาจากโครงการของรัฐบาลหรือไม่ เพราะไม่เห็นมาตรการอะไรที่ชัดเจน ที่สร้างแรงจูงใจคนกลับบ้านทำการเกษตร จึงน่าจะมีแต่ “หน่วยกล้าตาย” คนเบื่อเมืองกรุง เบื่อสำนักงาน ตกงาน หรือที่เป็นห่วงพ่อแม่ ที่กลับไปทำการเกษตร

มีมากมายหลายกรณีที่น่าสนใจมาก อย่างคุณตรีนุช วงศ์สมตระกูล คนอยุธยา อายุ 25 ปี เรียนจบป.ตรีและโททางวิศวะ สนใจเรื่องการเกษตรจึงไปเรียนรู้หลายเดือนและลงมือทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกผักและแปรรูปผลผลิตจนมีรายได้ดี ได้อาหารดี มีความสุขกับการทำงาน ขายออนไลน์ ผลิตขายไม่ทัน

หรือกรณีคุณนัฐกร มาลัย ที่ตำบลอู่โลก อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ เรียนมาทางพืชสวน แต่ไปทำงานเป็นลูกจ้างอยู่หลายปีที่โคราช เสาร์อาทิตย์วันหยุดก็กลับบ้านไปทำสวน ปลูกมะเดื่อฝรั่ง จนสุดท้ายลาออกจากงานมาทำเกษตร ปลูกอีกหลายอย่าง แค่หญ้าอิสราแอลงานเดียวทำเงินปีหนึ่งได้เป็นแสน

วิถีชุมชนวันนี้มีอะไรมากมายให้สืบสาน ต่อยอด และให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะปัจจัย ๔ อาหาร เสื้อผ้า ยาสมุนไพร ที่อยู่อาศัย รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลายอย่างกำลังจะหายสาบสูญไปพร้อมกับเจ้าของภูมิปัญญาพื้นบ้าน

มีคนหนุ่มคนสาวหลายคนที่สืบทอดจากพ่อแม่และชุมชน อย่างกรณีสุพัตรา แสงกองมี วัยเพียง 23 ปีของกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ผ้าขาวม้าดารานาคี) จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งก่อนนี้ทอกันทั้งหมู่บ้าน ต่อมาราคาไม่ดี จึงเลิกทำ เหลือเพียงไม่กี่คนที่กำลังจะเลิกเหมือนกัน

คุณสุพัตรามาคิดได้ว่า ถ้าจะทำให้ผ้าขาวม้าอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ ต้องคิดต่างจากเดิม เธอเห็นว่า วันนี้คนสนใจอะไรที่เป็นธรรมชาติ เป็นอินทรีย์ มีภูมิปัญญาดั้งเดิมในการย้อมโคลน ย้อมสีธรรมชาติจากไม้ป่าไม้บ้านหลายชนิด ทำอย่างไรให้ผ้านุ่ม สีสันน่าใช้ หีบห่อน่าชมน่าซื้อ แปรรูปเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผ้าพันคอ ผ้าปูโต๊ะ และอื่นๆ ผ้าขาวม้าจากผืนละ 100 บาท กลายเป็น 500 ชาวบ้านจึงหันกลับมาทอผ้าขาวม้าอีกครั้ง

มี 3 ปัจจัยของการคืนถิ่น สืบสานต่อยอดวิถีชุมชน ไม่ว่าด้านการเกษตร หัตถกรรมตามวิถีชุมชน คือ มีใจ มีความรู้ มีความคิดสร้างสรรค์

คนที่คืนถิ่นได้ต้อง “ใจถึง” เป็นคนกล้า เพราะอาจขัดใจหลายคน ขัดความรู้สึกของชาวบ้านที่คิดว่าอุตส่าห์ไปเรียนสูงๆ ทำไมกลับไปทำนาทำสวน ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำว่าทำได้ดี และอยู่รอดได้

เมื่อใจมา ปัญญาเกิด อะไรก็เกิดได้ โดยการขวนขวายหาความรู้และนำสู่การปฏิบัติ ความรู้ที่มาจากการลงมือทำเป็น“ความรู้มือหนึ่ง” เป็นความรู้จริง ส่วนใหญ่ที่ไปทำการเกษตรและสืบสานภูมิปัญญา ไม่ได้เรียนมาทางนั้นโดยตรง เรียนใหม่เรียนเองจากการลงมือทำทั้งนั้น

ประการที่ 3 สำคัญ คือ ความคิดสร้างสรรค์ คนกล้าเหล่านี้ไม่ได้คิดแค่กลับไปทำนา แต่คิดว่าสังคมวันนี้ต้องการอะไร ต้องการอาหารสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ต้องการไปสัมผัสกับธรรมชรติและวิถีชุมชน พวกเขาก็ทำสิ่งเหล่านี้ ต้อนรับให้ไปเที่ยวชม ซื้อผลผลิต ไปรับประทานอาหารที่มาจากสวนจากนาของตนเอง ผลผลิตหลากหลายล้วนแปรรูปทำให้มูลค่าเพิ่ม

คนรุ่นใหม่เหล่านี้เอาวิชาที่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยใช้ได้อย่างผสมผสาน การผลิต การตลาด ไม่ต้องมีหน้าร้าน ขายออนไลน์ ส่งทางไปรษณีย์หรือเคอรี่ ไม่ทำอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกันไปทั้งการเกษตร การแปรรูป ร้านอาหาร การท่องเที่ยว ไปถึงโฮมสเตย์ในบางกรณีที่มีที่พักในสวนในนา

ฟังจากการให้สัมภาษณ์ของคนหนุ่มคนสาวเหล่านี้เห็นว่า พวกเขา “คิดเป็น” เป็นตัวของตัวเอง ไม่ติดกรอบ พร้อมที่จะคิดใหม่ทำใหม่ อย่างพืชพันธุ์ใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ การแปรรูป การจัดการ

นี่ขนาดมีแต่ “หน่วยกล้าตาย” กลับไปบ้านทำเอง แล้วรัฐบาลมีมาตรการอะไรไปส่งเสริมขบวนการสืบสานการเกษตรและภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ การศึกษาไทย รัฐบาลและภาคธุรกิจไทยไม่จับมือกันผลักดันให้คนกลับไปทำงานแบบนี้ หรือจะรอให้ปัญญาประดิษฐ AI ทำให้คนตกงานหลายล้านก่อนแล้วค่อยคิด

ยุทธศาสตร์ 20 ปีถ้ามีวิสัยทัศน์แบบ “เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ” มองไม่เห็นชาวบ้าน ศักยภาพของคนเล็กๆ ไม่เห็นชุมชน ไม่สนใจส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้กลับไปแทนคุณบ้านเกิด ไปสืบสาน อีกไม่นานคงได้เห็นเกษตรกรไทยเป็นเพียงลูกจ้างในนาใหญ่ของนายทุนเท่านั้น

สยามรัฐ 31 กรกฎาคม 2562

สองวันของการอภิปรายในสภาสัปดาห์ที่แล้ว คงไม่ใช่ “นรก” สำหรับนายกฯ และรัฐบาลเท่านั้น แต่สำหรับประชาชนจำนวนมากด้วย ที่ “กล้าหาญ” พอที่จะเปิดทีวีและติดตามการถ่ายทอดสด

ได้เห็นการอภิปรายของหลายคนที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ในกรอบประเด็นแบบติเพื่อก่อ กลายเป็น “ฝ่ายแค้น” แทนที่จะเป็นฝ่ายค้าน บางคนเหมือนกับสะใจที่ได้ “ด่า” ออกทีวี ที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับประชาชน คงได้ใจกองเชียร์ “ซาดิสท์” เท่านั้นที่ชอบการพูดแบบ hate speech

สภาจึงกลายเป็นเพียงเวทีได้ระบายความแค้น ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่อ่อนแอของไทย อ่อนแอเพราะการเมืองที่อ่อนแอ ที่ไม่ร่วมมือกัน “ปฏิรูปการเมือง” ที่เอาแต่สาดโคลนกันไปมา ด่าทอเสียดสี ตีฝีปาก แสดงโวหาร เหมือนกับเก็บกดอัดอั้นมานาน 5 ปี

ความจริง ไม่ควรไปคาดหวังอะไรมากจากนักการเมือง ภาคประชาชนต้องหันมา “พึ่งตนเอง” ให้มาก นักการเมืองมาหาเสียง อ้างประชาชน แม้แต่ไปด่าคนอื่นในสภาก็ยังอ้างประชาชน ประชาชนจึงเป็นเพียงเครื่องมือ เป็นบันไดให้นักการเมืองไต่ไปสู่อำนาจมากกว่าอย่างอื่น 

ตราบใดที่ภาคประชาชนยังไม่คิดเรื่อง “การพึ่งตนเอง” อย่างมียุทธศาสตร์และเป็นรูปธรรม สังคมไทยก็ยังจะยังอยู่ใต้อำนาจของรัฐ ของนักการเมือง ของนายทุน ถูกใช้ ถูกเอาเปรียบ (exploited) เป็นสังคมอุปถัมภ์ ที่ใช้อำนาจกับเงินในการขับเคลื่อน

ที่อิตาลีมีบทเรียนประชาธิปไตยสำหรับทั่วโลก เพราะอิตาลีเหมือนมีสองประเทศในประเทศเดียว ภาคเหนือกับภาคใต้ต่างกันราวฟ้ากับดิน อย่างที่งานวิจัย 20 ปีของ เดวิด พุตนัมเมื่อปี 1993 ชี้ให้เห็น (Making Democracy Work)

ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดผู้นี้บอกว่าว่า การพัฒนาและประชาธิปไตยเกิดได้ในภาคเหนืออิตาลีเพราะมีรากฐานที่การศึกษาดี มีประชาสังคมที่เข้มแข็ง มี “ทุนทางสังคม” (ความไว้วางใจกันของผู้คนในชุมชน) มากกว่าทางใต้ที่อยู่ใต้อำนาจของมาเฟีย ระบบอุปถัมภ์ ผู้คนจึงอพยพย้ายถิ่นไปทำมาหากินทางภาคเหนือและไปเป็นแรงงานในต่างประเทศ ชุมชนภาคใต้อ่อนแอ ท้องถิ่นอ่อนแอ ถูกครอบงำ

ชุมชนภาคเหนืออิตาลีเข้มแข็งและพัฒนาเศรษฐกิจจากครัวเรือน จากชุมชนไปถึงระดับชาติและส่งออก แบรนด์ดังๆ ทั้งหลายมาจากภาคเหนือทั้งสิ้น

ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยน่าจะเปรียบได้กับอิตาลีตอนเหนือกับอิตาลีตอนใต้ ญี่ปุ่นกระจายอำนาจ มีการเลือกผู้ว่าฯ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการปฏิรูปการศึกษามาตลอด มีขบวนการภาคประชาชนที่เข้มแข็ง มีวินัย มี “ทุนทางสังคม” ที่เห็นได้ในชุมชน ในยามภัยพิบัติ ที่ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน

เมื่อกว่า 25 ปีก่อน เคยไปทำงานเกี่ยวกับโรคเอดส์ที่ภาคเหนือให้โครงการไทยออสเตรเลีย ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียให้ทุนสนับสนุน ได้พบผู้แทนราษฎรชาวออสเตรเลียที่มาติดตามงบประมาณ ได้ถามเขาว่า ทำไมรัฐบาลออสเตรเลียเลือกผมเป็นผู้จัดการโครงการนี้ ทั้งๆ ที่ผมไม่ใช่หมอ

ผู้แทนออสเตรเลียตอบว่า เพราะที่ออสเตรเลียสามารถควบคุมการระบาดของโรคเอดส์ได้ ไม่ใช่เพราะรัฐบาลเข้มแข็ง แต่เพราะภาคประชาชนเข้มแข็ง บรรดาชุมชน องค์กร หน่วยงานต่างๆ ภาคประชาชนมีเครือข่าย กดดันผู้แทนของเขาและรัฐบาลให้ออกกฎหมาย ตั้งกองทุนสนับสนุนงานภาคประชาชนเพื่อป้องกันและดูแลเรื่องโรคเอดส์

เขาบอกว่า ที่รัฐบาลออสเตรเลียเลือกผมเพราะเห็นว่ามีประสบการณ์เรื่องชุมชน เรื่องเครือข่าย และจากประสบการณ์ของออสเตรเลียและหลายประเทศทั่วโลก ถ้าภาคประชาชนเข้มแข็ง จะทำงานป้องกัน ควบคุมและดูแลเรื่องโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยอย่างเดียว

ตัดไปอีกภาพหนึ่ง เมื่อกว่า 35 ปีก่อน ผมไปที่จังหวัดแห่งหนึ่งที่ภาคอีสาน เพื่อไปริเริ่มโครงการพัฒนาในจังหวัดนั้น คนทำงานเอ็นจีโอที่ทำอยู่ก่อนแล้วถามว่า ไปพบผู้ว่าฯ หรือยัง ผมแปลกใจตอบว่า ยัง ทำไมหรือ เขาบอกว่า ควรไปแจ้งผู้ว่าฯ ว่าเราเข้ามาทำงานในจังหวัดนี้ เขาเป็น “เจ้าเมือง”

ผมไม่ได้ไปแจ้งใครทั้งสิ้น เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของสังคมประชาธิปไตย เจ้าเมืองเป็นแนวคิดโบราณ วันนี้เจ้าของจังหวัด คือประชาชน แต่ระบบอุปถัมภ์ยังคงเจริญงอกงาม แม้ในหมู่เอ็นจีโอหลายคน ที่ไม่ได้ต่อสู้เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งและเครือข่าย เพื่อให้เกิดขบวนการประชาชนพึ่งตนเอง ขณะที่เอ็นจีโอดีๆ ที่อยู่เคียงข้างประชาชนจริงๆ ก็ไม่ได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ มีแต่ “ใจ” แต่ขาด “ปัจจัย” ก็ทำงานลำบาก

นักการเมืองดีๆ ก็มี นายทุนดีๆ ก็มาก ข้าราชการก็เช่นเดียวกัน ปัญหา คือ ยังไม่มีการร่วมมือกันสร้างขบวนการภาคประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งแปลว่า “ประชาชนปกครองตนเอง” หรือ “พึ่งตนเอง” ซึ่งแปลว่า “คิดได้ ตัดสินใจได้ เลือกได้”

ไม่ใช่เลือกได้อย่างเดียว คือ “เลือกตั้ง” แล้วมานั่งดูทีวีเขาทะเลาะกันในสภา ถ้าหากภาคประชาชนมีพลังจริงและเสนอนโยบายได้จริง คงไม่มีพรรคไหนหรือผู้แทนคนไหนไม่ผลักดัน ภาพฝันนี้คงอีกนาน ในบ้านเมืองนี้ที่ยังได้แต่กระพี้ประชาธิปไตย

 

สยามรัฐ 24 กรกฎาคม 2562

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติประณามประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องเพราะไปไล่ส.ส.หญิงสีผิวสี่คนให้ “กลับไปที่พวกคุณมา” อ้างว่า “พวกนี้ไม่รักอเมริกา”

            ทำให้โดนสวนกลับว่า บรรพบุรุษของนายทรัมป์เองก็อพยพมาจากยุโรป ควรกลับไปด้วยเหมือนกัน คนอเมริกันเกือบทั้งหมดอพยพมาจากยุโรปและทั่วโลก ต่างกันแต่ว่าใครมาก่อนมาหลังเท่านั้น คนพื้นเมืองต่างหากที่อยู่ที่นี่มาเป็นพันๆ ปี ที่ถูกคนขาวไปรุกราน เข่นฆ่าจนแทบจะสูญพันธุ์

            แต่โพลสำรวจพบว่า ชาวรีพลับบลิกันอเมริกันกลับเห็นด้วยกับนายทรัมป์และเพิ่มจำนวนมากกว่าเดิม สะท้อนให้เห็นความแยกแตกและความรู้สึกลึกๆ ของคนอเมริกันจำนวนมากครึ่งค่อนประเทศที่คิดแบบนายทรัมป์ ยังแบ่งแยก เหยียดผิว

            จนนางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนฯ เองทนไม่ได้ ประณามด้วยคำพูดที่รุนแรง เหน็บด้วยว่า นายทรัมป์ต้องการทำให้อเมริกาไม่ใช่ “great again” แต่ “white again” กลับไปสู่ยุคที่คนขาวครองเมือง ยุคโบราณที่คนผิวขาวเป็นนาย คนผิวดำเป็นทาส และรังเกียจเหยียดผิว

            ที่อ้างด้วยความภูมิใจว่าอเมริกาเป็นชาติที่หลอมรวมผู้คนเชื้อชาติต่างๆ เข้าเป็นหนึ่งเดียวนั้น (melting pot) เป็นเพียงความคิดหวัง (wishful thinking) เท่านั้น ในความเป็นจริงก็เห็นชัดว่า มีความแตกแยก แบ่งแยก ความเหลื่อมล้ำ หลายมาตรฐาน หลายชนชั้นในสังคมอเมริกัน “อยากดูคนในชาตินั้นเป็นอย่างไรก็ดูว่าเขาเลือกผู้นำหรือผู้แทนของเขาอย่างไร”

            นายทรัมป์บอกว่า ถ้าพวกคุณไม่รักอเมริกาก็ไปจากประเทศนี้เสีย เขาพูดเหมือนคนไทยบางคนที่ไล่คนที่วิจารณ์รัฐบาล วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมือง การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ซึ่ง “ติเพื่อก่อ” แยกแยะด้วยเหตุด้วยผลได้ว่าไม่ใช่เพราะความเกลียดชังประเทศไทย แต่เพราะอยากเห็นบ้านเมืองนี้ดีขึ้น อยากเห็นผู้นำเข้มแข็ง รัฐบาลมีธรรมาภิบาลและแก้ปัญหาพัฒนาประเทศได้ อยากเห็นหน่วยงานต่างๆ ทำงานอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ

            อย่างไรก็ดี การวิพากษ์วิจารณ์ก็ดี การตอบโต้ของผู้ถูกวิจารณ์ก็ดี ในแวดวงการเมืองนั้นก็ทราบกันดีว่า มีผลประโยชน์ “ส่วนตน” อยู่ไม่น้อย แอบอ้างว่าเพื่อ “ส่วนรวม” ร่ำไป ศรีธนญชัยไปได้เสมอ

ความหลากหลายทางความคิดเห็นเป็นธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตย ที่มีลักษณะสำคัญ คือ เอกภาพในความหลากหลาย ความสามัคคีในความแตกต่าง เพราะมีเป้าหมายเดียวกัน คือ ต้องการเห็นชาติบ้านเมืองเจริญพัฒนา

            สังคมไทยก็ใช่ว่าจะไม่มีความขัดแย้งการเหยียดผิวและเผ่าพันธุ์ ดูแต่ภาษาที่ใช้ก็สะท้อนความรู้สึกเหนือกว่า การเหยียดคนชาติพันธุ์อื่น อย่าง “เจ๊ก” “แกว” “แม้ว” “ลาว” วันนี้อาจจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือระมัดระวังกันมากขึ้นในการใช้ภาษา แต่ก็จะไม่สามารถปกปิดความรู้สึกลึกๆ ของการเหยียดชาติพันธุ์ของ “คนไทย” อีกจำนวนไม่น้อยได้ ไม่เพียงแต่ผู้คนในชาติ แต่รวมไปถึงคนต่างชาติ ประเทศเพื่อนบ้าน

            คนไทยแท้จริงๆ คงบอกไม่ถูกว่าเป็นใคร เพราะร้อยพ่อพันแม่ ร้อยเผ่าพันธุ์มาแต่ไหนแต่ไร ล้วนแต่เป็น “ผู้อพยพ” มาจากที่อื่น มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่แหลมทองแห่งนี้ อยู่ที่ว่าใครอยู่ก่อน มาก่อน ใครตามมาทีหลัง ไม่ว่าจะมาเอง อพยพมา หรือถูกต้อนเป็นเชลยมา

            ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ว่า “ไม่ว่าจะเป็นโบราณสมัยหรือปัจจุบัน ความหลากหลายของประชากรสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงให้สังคมทุกสังคมเสมอมา” (ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จาก “คนไทยไม่ใช่ไทยแท้” ในหนังสือ “พี่น้องเดียวพี่น้องกัน” หน้า ๑๐๙)

            พระไพศาลบอกว่า “มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ล้วนมีความเหมือนมากกว่าความต่าง แต่ชาตินิยมทำให้คนมองไม่เห็นจุดร่วมหรือความเหมือนระหว่างมนุษยชาติ พูดแบบพุทธ คือ อุปาทาน (ความติดยึด) ทำให้มองไม่เห็นความจริงอย่างครบถ้วน อุปาทานในชาติทำให้เราลืมไปว่าก่อนที่เราจะเกิดเป็นคนไทยหรือเขมรนั้น เราเกิดเป็นมนุษย์ก่อน ความเป็นไทยหรือความเป็นเขมรนั้นเป็น “ยี่ห้อ” ที่เกิดขึ้นภายหลัง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นสมมติ แต่เรากลับยึดสมมตินี้จนเอามาแบ่งแยกว่า ใครเป็นพวกเรา และใครเป็นพวกเขา”

            “เมื่อไรที่เราเลิกยึดติดกับยี่ห้อที่เรียกว่า “ชาติ” เราจะพบว่า แวดวงของ “พวกเรา” นั้นขยายกว้างออกไปจนสามารถครอบคลุมคนทั้งโลก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราไม่ยึดติดกับยี่ห้อที่เรียกว่า “มนุษยชาติ” เราจะรู้สึกเลยว่า “พวกเรา” นั้นขยายกว้างรวมไปถึงสัตว์ พืช และธรรมชาติทั่วทั้งโลก” (จาก “ไปพ้นจากพวกเรา” ในหนังสือ “พี่น้องเดียวพี่น้องกัน” หน้า ๗-๘)

            สงครามในประวัติศาสตร์แต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนเป็นความขัดแย้งบนฐานของความแบ่งแยกแตกต่างทางเผ่าพันธุ์ ความเชื่อและอุดมการณ์ เมื่อรบกันล้มตายไปมากแล้วก็แยกกันอยู่ แตกเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยอย่างอดีตสหภาพโซเวียต อดีตยูโกสลาเวีย มาจนถึงกรณีเผ่าพันธุ์ต่างๆ และชาวโรฮิงญาในพม่า และในอีกหลายประเทศทั่วโลก

            มหาตมะ คานธี, โฮจีมินห์, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง, เนลสัน แมนเดลา คือสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ที่อยู่บนฐานของการเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นคนที่เท่าเทียมกัน

            ท่านเหล่านี้ คือ ต้นแบบของจิตวิญญาณสากล ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลกลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ ความเสมอภาคและเสรีภาพ

            ผู้นำประเทศมหาอำนาจอย่างนายทรัมป์ ปลุก “จิตวิญญาณสากล” ให้ลุกโชนขึ้นเพื่อยืนยันว่า “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ไม่ใช่เพียงอุดมคติ แต่คือเป้าหมายสำคัญที่ทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ต้องร่วมกันทำให้เป็นจริง ก่อนที่โลกจะมอดไหม้ไปด้วยความแตกแยก เกลียดชังและไฟสงคราม

สยามรัฐรายวัน ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๒

          เข้าพรรษา ๙๐ วัน ออมเงินวันละ ๑ บาทได้ ๙๐ บาท ถ้าออม ๑ ล้านคนก็จะได้ ๙๐ ล้านบาท ถ้าออมวันละ ๑๐ บาท ๑ ล้านคนจะได้ ๙๐๐ ล้านบาท ถ้าออม ๒ ล้านคน จะได้ ๑,๘๐๐ ล้านบาท

          ไม่ใช่ความฝันที่เลื่อนลอย เพราะมีหลายประเทศทำเช่นนี้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ในเทศกาลเข้าพรรษา แต่เทศกาล “มหาพรต” หรือ “Lent” ๔๐ วันก่อนวันปาสกา หรือ Easter วันที่ชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูทรงกลับคืนชีพ

            เมื่อก่อนนี้ ชาวคริสต์ โดยเฉพาะชาวคาทอลิกจะอดอาหารบางมื้อและบางวันในเทศกาลนี้เพื่อรำลึกถึงพระทรมานของพระเยซู เพื่อ “ทำบุญ” พลีความอยากอาหารเพื่อเป็นกุศลแก่ตนและคนอื่น

            มีบาทหลวงชาวเยอรมันท่านหนึ่งเสนอว่า ทำไมเราไม่ออมเงินที่ได้จากการอดต่างๆ แล้วนำมารวมกันเพื่อไปช่วยเหลือคนยากคนจน คนขาดโอกาสในประเทศของเราและประเทศอื่นๆ เช่น ถ้าออมทุกวันๆ ละ ๑๐ บาท จบเทศกาล ๔๐ วันก็จะได้ ๔๐๐ บาท ถ้าคาทอลิกทั้งประเทศ สมมุตว่าประมาณ ๑๐ ล้านคนที่ร่วมกันออม ก็จะได้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท

            ศาสนจักรคาทอลิกและโปรเตสแตนท์ในเยอรมนีเห็นด้วย เริ่มจัดระบบ ตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง ทำการรณรงค์อย่างจริงจัง เพื่อให้คนอดและออมเงินระหว่างเทศกาลมหาพรต ซึ่งจะได้บุญสำหรับตนเอง และได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย

            การออมไม่ใช่เพียงแต่หยอดเงินลงกระปุกวันละ ๑๐ บาท แต่ถ้าตั้งใจว่าจะงดดื่มเบียร์ ดื่มไวน์หรือเหล้าตลอดเทศกาลนี้ เงินที่ได้จากการอดเครื่องดื่มเหล่านี้ก็นำไปหยอดกระปุกด้วย บางคนไม่ทานอาหารเย็นวันศุกร์ ก็จะนำเงินที่ควรจ่ายเป็นค่าอาหารไปหยอดกระปุก บางคนเคยไปดูหนังสัปดาห์ละครั้ง ก็ไม่ไปดูตลอดเทศกาล ก็นำเงินค่าตั๋วหนังไปหยอดกระปุก

            ประเทศเยอรมนีเริ่มโครงการนี้ จากนั้นประเทศอื่นๆ ก็ทำด้วยจนกระทั่งเข้าใจวันทำกันทั่วโลกในประเทศที่มีชาวคริสต์อยู่ โดยเฉพาะศาสนจักรคาทอลิก รวมทั้งประเทศไทย แม้ว่าจะมีคาทอลิกอยู่เพียงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ คน และโปรเตสแตนท์ก็มีมากกว่าเล็กน้อย

            การรณรงค์ระหว่างเทศกาลมหาพรตทุกปีจะมีการเลือกหัวข้อหนึ่งเพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันทั้งประเทศ เช่น เมื่อปี ๒๕๓๔ ประเทศเยอรมนีได้เลือกหัวข้อ “หญิงไทย” เพื่อการเรียนรู้และรณรงค์ระหว่างเทศกาลมหาพรต เพื่อปรับทัศนคติของคนเยอรมันต่อสตรีไทย ที่มีภาพพจน์ไม่ดี เพราะมีจำนวนมากที่ไปทำงานบริการทางเพศ

            องค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี่จะส่งข้อมูล เอกสาร กล่องหยอดเงินออม และสื่อต่างๆ ไปยังวัดโบสถ์ โรงเรียน ชุมชนคาทอลิกทั่วประเทศเพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ว่า ผู้หญิงไทยมีบทบาทอะไรจริงๆ ในสังคมไทย และได้ขอให้ผมจัดกลุ่มนักดนตรีและนักฟ้อนรำไปร่วมงานรณรงค์

            ทุกปี ศาสนจักรเยอรมันจะรวบรวมเงินออมเงินบริจาคระหว่างเทศกาลมหาพรตได้ประมาณสามสี่พันล้านบาท รัฐบาลเยอรมันจะสมทบให้อีกเท่าตัว องค์กรนี้ก็จะนำเงินไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ผ่านหน่วยงานเอกชนต่างๆ ร่วมทั้งในประเทศไทยตั้งแต่ ๕๐ ปีมาแล้ว และมาลดลงและเลิกไปเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยกำลังกลายเป็น “เสือตัวใหม่” เป็นประเทศพัฒนาแล้ว

            เมื่อประมาณปี ๒๕๒๓-๒๕๒๔ ผมได้ประสานผู้นำศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม เพื่อมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องบทบาทของศาสนากับการพัฒนา และได้นำเสนอประสบการณ์การรณรงค์และการออมระหว่างเทศกาลมหาพรต มีพระภิกษุหลฃายรูปที่ได้นำไปประยุกต์ใช้ในวัดของท่านระหว่างเข้าพรรษา

            ที่จำได้ดี คือ พระครูสาครสังวรกิจ เจ้าอาวาสวัดยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ท่านแจกกระบอกไม้ไผ่วันเข้าพรรษา ญาติโยมนำไปหยอดกระบอกวันละกี่บาทก็ได้ วันอออพรรษาก็นำกระบอกมาร่วมทอดกระฐินสามัคคีที่วัด มีการผ่ากระบอก นับเงินได้เป็นแสน สมัยนั้นนับว่าไม่น้อย

                ท่านบอกว่าไม่ได้ทำเป็นระบบแบบฝรั่ง เพียงแต่แจกกระบอกไม้ไผ่แล้วแนะนำให้ญาติโยมออมเท่าที่อยากออม เพื่อนำเงินมาร่วมทำบุญ ท่านบอกว่าอยากแนะนำให้ชาวบ้านงดเหล้า งดซื้อหวย งดอาหารเครื่องดื่มที่ไม่จำเป็น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

            แต่ก็มีพระภิกษุอีกหลายรูปที่เข้าร่วมโครงการเสวนาระหว่างศาสนาเพื่อการพัฒนาที่ได้นำโครงการนี้ไปประยุกต์ในวัดของท่านที่เชียงใหม่ ที่นครราชสีมา ที่บุรีรัมย์ ที่สุรินทร์ เป็นต้น

            อาจารย์เคลื่อน นาลาด ที่บุรีรัมย์ได้ช่วยเจ้าอาวาสบ้านบัว ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดด้วยทำดครงการนี้ ตอนแรกๆ ชาวบ้านก็แย้งว่า คงทำไม่ได้เพราะชาวบ้านไม่มีเงิน อาจารย์เคลื่อนจึงไปหาข้อมูลและนำมาเสนอต่อที่ประชุมอีกทีว่า ร้านเหล้าเขาบอกว่า ขายได้เดือนหนึ่งกว่า ๕๐.๐๐๐ บาท คนขายหวยบอกว่าเดือนหนึ่งขายหวยได้กว่า ๓-๔ หมื่นบาท

อาจารย์เคลื่อนบอกว่า ไม่ต้องเลิกเหล้าเลิกหวยก็ได้ ให้เจียดสัก ๑๐ เปอร์เซนต์มาออมระหว่างเข้าพรรษาจะได้ไหม บ้านเราจะได้มีกฐินมาร่วมกันทำบุญเมื่อออกพรรษา โครงการสำเร็จ ได้เงินกฐินเป็นแสนเหมือนกัน

เข้าพรรษาเวลาเพื่อการคิดคำนึงถึงชีวิตของเราและของผู้อื่น ทำเพื่อตนเองและผู้อื่นได้ในเวลาเดียวกันก็เป็นบุญเป็นกุศล

Fb Seri Phongphit

ลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ทำได้ ๓ วิธี คือ ๑) กินยาหาหมอ ๒) เข้าคอร์สเข้ายิม ๓) คิดเองทำเอง

วิธีที่ ๑ มีรายละเอียดว่า กินยา กินอาหารเสริม กินน้ำชากาแฟที่เขาโฆษณาขายกันออนไลน์หรือขายตรงและเสี่ยงตายเอาเอง เพราะส่วนใหญ่โฆษณาเกินจริงและไม่มี อย. หรือว่าจะหาหมอ หมอก็อาจให้ยา หรือผ่าตัดไส้ที่ยาวๆ ออก ผ่าตัดเอาไขมันหน้าท้องออก แล้วบอกว่าให้ลดอาหาร ออกกำลังกาย (ถ้าคุณทำเองได้ คุณคงไม่ไปหาหมอเนาะ)

วิธีที่ ๒ ถ้ามีเงินก็ไปหาเทรนเนอร์กล้ามใหญ่ใจดีเป็นพี่เลี้ยงในยิม ในคอร์สราคาแพงกว่ารายได้หลายคนทั้งปี เขาจะสอนให้คุณออกกำลังกายที่ถูกวิธี แล้วบอกว่าให้กินอะไรได้บ้าง ถ้าคุณเชื่อเขา (แบบไม่ลืมหูลืมตา) คุณก็ทำตามเขา เพราะได้แรงบันดาลใจจาก “ครู” แต่ถามว่า คุณลดได้แล้ว มันจะโยโย้ไหม และคุณต้องไปพึ่ง “ครู” อีกนานเท่าไร

วิธีที่ ๓ วิธีนี้เริ่มที่ “ใจ” เมื่อมีความตั้งใจ ก็วางเป้าหมายว่า จะลดให้ได้กี่กิโล แล้วหาข้อมูล หาความรู้ว่าจะมีวิธีการอย่างไรจึงจะลดได้ตามเป้าหมายนั้น (ด้วยตนเอง) สรุปว่า ใช้ ใจ-สมอง-สองมือ (heart-head-hand) มีวิธีสำคัญอยู่เพียง ๒ อย่าง (ที่ทุกคนรู้แต่ไม่ทำ) คือ อาหารและการออกกำลังกาย

ผมไม่เคยทำสองวิธีแรก (กินหายาหมอ เข้าคอร์ส) ได้เลือกทำวิธีที่สาม ลดได้ ๑๐ กิโลใน ๑๐ สัปดาห์ โดยเริ่มต้นจากการใช้วิธีการของหมอแอดกิ้นส์ ที่ให้ลดแป้ง น้ำตาล คือ ไม่กินข้าว ไม่กินแป้งและน้ำตาล ของหวานทุกชนิดในระยะแรกๆ สักประมาณ ๑ สัปดาห์ แล้วเริ่มทานข้าว (กล้อง) ได้บ้าง โดยการเลือกกินอาหารทั่วไปได้หมด วิธีของหมอคนนี้ไม่กลัวไขมัน ไม่กลัวปริมาณอาหาร กลัวแป้งกับน้ำตาลมากที่สุด

ผมทานอาหารพอประมาณ ทานผักมาก น้ำพริก ส้มตำ ไก่ย่าง แกงเลียง เกาเหลา (ไปเมืองเหนือก็แกงโฮะ แกงแค น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง ผักมากๆ โดยไม่มีข้าว) อาหารหลากหลายไม่ซ้ำ ทานให้อร่อย ไม่ต้องอด ทานได้หมด ทานให้อิ่ม ไม่ให้หิว ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ปัสสาวะมากก็ลดน้ำหนักได้ดี

ความจริง ในอาหารทุกชนิดก็มีคาร์โบไฮเดรต มีแป้ง แต่มีปริมาณน้อย กินแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ขาดอาหาร ๕ หมู่ เพียงแต่ลดปริมาณบางหมู่เท่านั้น และก็ไม่ได้ให้เลิกกินข้าวไปตลอดชีวิตนะครับ กินได้หลังจากเริ่มลดน้ำหนักได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ควรกินแต่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ในปริมาณพอควร

ลดน้ำหนักให้ดี มีข้อห้าม (คะลำ-ก๋ำกิ๋น) สำคัญ คือ อาหารพวกแป้งและน้ำตาลทั้งหมดต้องลดเลิกให้ได้อย่างเคร่งครัด อย่า “ศรีธนญชัย” ไปกินก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ สปาแก็ตตี้ หรือขนมที่ทำด้วยแป้งทุกชนิด (อ้างว่าไม่ใช่ข้าว) อาหารไทยขนมไทยเรามีร้อยแปดที่ไม่มีแป้งหรือมีน้อย เลือกได้ ถ้าไม่มีข้ออ้างเข้าข้างตัวเอง

ที่สำคัญ คือ ผลไม้และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ผลไม้ต้องเลือกกินที่ไม่หวานมากอย่างฝรั่ง แตงโม สับปะรด ชมพู่ สาลี่ แก้วมังกร เป็นต้น (หาข้อมูลในเน็ตได้ง่าย) ส่วนเครื่องดื่มนี่ สำหรับหลายคนเป็นการลงโทษที่ทำใจยาก เพราะติดน้ำอัดลม ติดกาแฟเย็น ชาเย็น สมูตี้ และอื่นๆ ที่ล้วนแต่เติมน้ำตาลให้หวานเจี๊ยบ เพิ่มน้ำหนักได้ดีที่สุด

น้ำอัดลมขวดเล็กมีน้ำตาล ๑๒ ช้อนชา แพทย์แนะนำว่าให้กินน้ำตาลจากอาหารเครื่องดื่มทุกชนิดได้วันละไม่เกิน ๗ ช้อนชา น้ำอัดลมขวดเดียวก็เกินไปเท่าตัวแล้ว ไม่อ้วนจะเอาเท่าไร

ผลไม้หวานและมีแป้งมากที่ควรงดช่วงแรกๆ และทานให้น้อยในตอนหลัง คือ มะม่วง กล้วย น้อยหน่า ขนุน ละมุด ทุเรียน เงาะ ลำไย และอื่นๆ

เกือบลืมว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ เพิ่มน้ำหนักได้ไม่น้อยเช่นเดียวกัน ตอนเริ่มลดน้ำหนักควรเลิกดื่ม ถ้าหากลดน้ำหนักได้แล้ว และสามารถควบคุมปริมาณการดื่มได้ก็ดื่มได้ในปริมาณที่พอเหมาะ (คนกินเหล้าบางคนไม่อ้วน เพราะกินแต่เหล้า หรือกินกับแกล้มโดยไม่มีข้าว แต่ถ้ากินกับแกล้มแบบที่มีแป้งอย่างพวกถั่วก็จะน้ำหนักเพิ่มได้เหมือนกัน)

การลดน้ำหนักสำคัญที่สุดอยู่ที่อาหาร ถ้าจัดการเรื่องการกินการดื่มได้ ลดได้อย่างแน่นอน ขอให้มีวินัยและมุ่งมั่นเท่านั้น กินอย่างมีสติ You are what you eat คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น กินแป้งกินน้ำตาลมากก็จะได้น้ำหนัก ความอ้วน

จัดการเรื่องอาหารแล้วก็ออกกำลังกาย หลายคนส่ายหน้า บอกว่าวิ่งไม่ไหว เหนื่อย ก็บอกแล้วว่า อยู่ที่ “ใจ” ถ้าสู้ ถ้ามีเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนักจริง ต้องทำได้ครับ และเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะกับเรา อยู่ที่น้ำหนักมากน้อย อายุ

วิธีที่ง่ายที่สุด คือ เดิน เดินวันละ๑-๒ กิโลก่อน สัก ๒๐-๓๐ นาที เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนได้วันละ ๔๕ นาทีถึง ๑ ชั่วโมง เริ่มจากเดินธรรมดาไปจนถึงเดินเร็วเหมือนคนผิดนัด จะเดินได้วันละประมาณ ๖-๗ ก.ม. อาทิตย์ละ ๕-๖ วัน หรือวันเว้นวัน หรือสามวันหยุดหนึ่งวัน แล้วแต่สะดวกหรือสภาพร่างกาย

เดินอย่างเดียวก็ได้ หรือถ้าอายุยังไม่มากก็อาจจะเดินสลับวิ่งไประยะหนึ่ง จนวิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นวิ่งอย่างเดียวก็ยิ่งดี แล้วท่านจะรู้ว่า จากการเลิก “ติดการกิน” มา “ติดการวิ่ง” “ติดการเดิน” “ติดการออกกำลังกาย” นั้นเป็นการติดที่น่าอภิรมย์เพียงใด เพราะท่านจะได้ประโยชน์อย่างไม่เคยคิดมาก่อน น้ำหนักลดแล้ว สุขภาพดี แข็งแรง สดชื่น หายใจเต็มปอด ไม่เหนื่อยง่าย เตะปิ๊บได้ไกลเป็นสิบเมตร ที่สำคัญ ไม่ต้องกินยาหาหมอ เพราะไม่ป่วยเป็นอะไรอีก

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกาย “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” ช่วยระบบการเผาผลาญพลังงานให้มีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ระหว่างการออกกำลังกาย แต่ทั้งวัน ทั้งตอนตื่นและตอนหลับ ระบบจะทำงานได้ดี น้ำหนักจะลดลงไม่ใช่หลังการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ทั้งวัน

การออกกำลังกายที่ไม่ต้องลงทุนมากมีหลายอย่าง นอกจากเดิน วิ่ง แล้วก็ปั่นจักรยาน ทั้งวิ่งจริงหรืออยู่กับที่ การใช้เครื่องมือออกกำลังกายแบบที่มีในโรงยิมหรือกลางแจ้งที่อบต. เทศบาล เขาติดตั้งกันไปทั่ว หรือง่ายกว่านั้น เวลาเดินทางไปต่างถิ่น ก็ใช้วิธีแกว่งแขน อยู่บ้านฝนตกออกไปเดินไปวิ่งไม่ได้ก็แกว่งแขนหน้าจอทีวี ดูรายการต่างๆ ไปพร้อม ไม่เบื่อ แกว่งสักครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงก็ได้ เวลาผ่านไปเร็วถ้าได้ยืนดูทีวีไปด้วย

การแพทย์บอกว่า การแกว่งแขนมีผลดีต่อกล้ามเนื้อแขนขา และส่วนต่างๆ ของร่ายกาย และระบบหายใจ ปอด หัวใจ เกือบเท่ากับการวิ่งการเดิน ใครมีโอกาสไปว่ายน้ำได้ก็ยิ่งดี เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง

ผมเขียนจากประสบการณ์ที่ได้ทำมาเอง ตอนที่เริ่มลดน้ำหนักอายุก็ ๕๐ กว่าแล้ว ถ้าเริ่มจากอายุไม่มากจะง่ายกว่ามาก แต่ไม่ว่าอายุเทาไรก็ลดได้ถ้าใจสู้ ผมสูง ๑.๖๙ จากน้ำหนัก ๗๕ ผมลดน้ำหนักเหลือ ๖๕ กิโล ทุกวันนี้ก็อยู่ที่ ๖๕-๖๖ กินอิ่ม นอนหลับดี สุขภาพดี ไม่เคยป่วยมา ๒๐ ปีแล้วหวัดก็แทบไม่เคยเป็น จนลืมไปว่าเป็นหวัดครั้งสุดท้ายเมื่อไร

บางครั้งเดินทางไปต่างจังหวัด ได้รับประทานอาหารอร่อยๆ อาหารพื้นเมืองที่หาทานยาก ผมก็ทานเต็มที่ รวมทั้งเป็นนักชิมข้าวหลาม ข้าวเม่า หรืออะไรที่ทำด้วยเผือกจะวิ่งเข้าใส่ เพราะชอบมาแต่ไหนแต่ไร กลับบ้านทีไรน้ำหนักขึ้นทุกที แต่ก็บอกตัวเองว่า "ขึ้นได้ก็ลงได้" เพราะรู้วิธีลดน้ำหนักแล้ว ขึ้นไปเมื่อไรก็เอาลงได้ไม่ยาก

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่อยากลดน้ำหนัก ว่าท่านทำได้อย่างแน่นอน ขอให้ตั้งใจจริง และอยากสุขภาพดี ขอให้ทำให้ถูกวิธี ใช้ข้อมูลความรู้เข้าช่วย ออกกำลังกายอาจจะเหนื่อยบ้างในตอนแรกๆ แต่คุ้มมากครับ เพราะถ้าสุขภาพไม่ดี ชีวิตไม่มีความสุข คนใกล้ตัวเราก็ลำบาก ไม่ว่าพ่อแม่พี่น้อง สามีหรือภรรยาและลูกๆ ก็พลอยลำบากกันไปหมด เสียเงิน เสียทอง เสียเวลาทำมาหากิน

เลือกวิธีที่ ๓ จะลดน้ำหนักและสุขภาพดีอย่างมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน
น้ำหนักลดได้ สุขภาพดีสร้างได้
สู้ๆ นะครับ

 

ภาพผนวก :

๑.คนอเมริกันเป็นโรคอ้วน ๑ ใน ๓ น้ำหนักเกิน ๒ ใน ๓ ของประชากร คนไทยก็กำลังไล่ตามอเมริกัน เพราะใช้ชีวิตในสังคมบ้าบริโภคอเมริกันสไตล์แบบเดียวกัน

น้ำหนักเกิน อ้วน ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อ (NCDs Non Communicable Diseases) อย่างเบาวหวาน หัวใจ ข้อเข่าเสื่อม มะเร็ง หลอดเลือดสมองตีบตัน (อัมฤษกษ์อัมพาต) โรคไต โรคตับ และอื่นๆ

๒.วิธีคำนวณน้ำหนักที่เหมาะสมโดยการดูดัชนีมวลกาย (BMI Body Mass Index) เอาส่วนสูง X ส่วนสูง (เช่น สูง 1.60 x 1.60 = 2.56 นำไปหารน้ำหนัก เช่น หนัก 70 หารด้วย 2.56 = 27.34

การแพทย์ถือว่า มวลกายที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 18-25 ถ้าอยู่ระหว่าง 26-30 ถือว่าน้ำหนักเกิน ถ้า 30 ขึ้นไปถือว่าเป็นโรคอ้วน ต่ำกว่า 18 ถือว่าผอมเกินไป ควรเพิ่มน้ำหนัก

บางสำนักบอกว่า ดัชนี 23-25 ถือว่าน้ำหนักเกินแล้ว แต่อย่าซีเรียสครับ คิดเอาง่ายๆอย่างที่ผมยกมาที่คำนวณกันมานานแล้วดีกว่า ผมว่าคนที่บอกว่า 23-25 ก็อ้วนแล้ว อาจเป็นเจ้าของอาหารเสริมลดความอ้วน หรือเจ้าของฟิตเนสเพื่อให้คนไปเข้าคอร์สเยอะๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะบรรดาไฮโซ คนดังที่มีเงินเยอะๆ ทั้งหลาย พวกกลัวอ้วน (เหมือนสมัยก่อนคอเลสเทอรอล 250 ก็ถือว่าไม่เป็นไร ต่อมาบรรดาแพทย์อเมริกันก็ลดลงเหลือ 200 ทำให้หมอและบริษัทยาขายยาได้เงินอีกเป็นแสนๆ ล้าน)

สยามรัฐรายวัน 10 กรกฎาคม 2562

ปัญหาอาหารกลางวันเด็ก แก้ที่ปลายเหตุคงไม่มีวันจบ ครูบางคนก็คงหาโอกาสและวิธีการโกงไปได้อีก เงินกับระเบียบอย่างเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ถ้ารัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้นโยบายชัดเจน ปัญหาอาหารกลางวันเด็กน่าจะแก้ได้อย่างยั่งยืน

ที่โรงเรียนประถมรักประชาราษฎร์ ครูวางเป้าหมายไว้ว่า จะให้นักเรียนมีอาหารกลางวันที่ได้จากผลงานของการเรียนของนักเรียนเองอย่างพอเพียง แต่ละชั้นจะได้รับหน้าที่ในการปลูกผักชั้นละแปลง

เด็กๆ เรียนรู้และลงมือปลูกผักที่ต่างกันแบบผสมผสาน พริก มะเขือ ถั่วผักยาว ฟัก ฟักทอง ฟักข้าว บวบ กระเพา โหระพา สะระแหน่ หอมแบ่ง ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ผักบุ้ง ผักกาดหอม และอื่นๆ ที่จำเป็นเพื่อการประกอบอาหารตามฤดูกาล รวมทั้งการเพาะเห็ด เพาะถั่วงอกอีกด้วย

 

ส่วนต้นไม้ใหญ่ก็ร่วมกันปลูกร่วมกันดูแลทั้งครูนักเรียน อย่างแค เพกา มะรุม สะเดา มะขามเปรี้ยว ตามรั้วก็ปลูกกระถิน ชะอม หวาย และมะขามปลูกถี่ๆ ตัดเตี้ยเพียง 1.50 เมตรทำเป็นรั้วและเก็บยอดทำอาหารหรือขาย (เพราะรั้วรอบโรงเรียนยาวเป็นร้อยๆ เมตร) ปลูกมะละกอและกล้วยไว้จำนวนมาก ใช้ได้ทุกส่วนของต้นกล้วย ทำน้ำหมักชีวภาพ นอกนั้น ยังนำมูลหมู ไก่ และเศษขยะมาทำแก๊สและพลังงาน

ชุมชนมีส่วนร่วมในโครงการอาหารกลางวันตั้งแต่ผอ.คนใหม่เข้ามา เขาเชิญพ่อแม่ผู้ปกครองมาประชุมเพื่อวางแผนร่วมกัน โดยครูได้ให้ข้อมูลว่า อาหารมีความสำคัญต่อเด็กนักเรียนอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะให้ลูกหลานเติบโตแข็งแรง ฉลาด ไปเรียนต่อสูงๆ ได้ มีโรคอะไรที่มากับอาหารจากตลาดที่ปนเปื้อนสารเคมี ทำให้คนเจ็บป่วยและเป็นโรคต่างๆ จนชุมชนเข้าใจและยินดีให้ความร่วมมือ

นอกจากให้เมล็ดพันธุ์และกล้าไม้ หลายคนยังให้ลูกหมู ลูกไก่ และพันธุ์ปลาอีกด้วย รวมทั้งให้คำแนะนำลูกหลานของตนเองว่าจะดูแลผักและสัตว์เลี้ยงต่างๆ อย่างไร เพราะครูบอกว่า การทำกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อาหารกลางวันอย่างเดียว แต่ได้เงินส่วนแบ่งจากการขายและได้คะแนนด้วย

ผอ.ให้นโยบายว่า อาหารกลางวันต้องไม่ใช่เรื่องแยกต่างหากจากการเรียนการสอน แต่ให้เป็นส่วนหนึ่งที่เด็กได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เรื่องการเกษตร ได้ทั้งวิชาการและทักษะ รู้คุณค่าอาหารในผัก ปลา หมู ไก่ ไข่ รู้เรื่องสารเคมีในการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ซึ่งที่โรงเรียนไม่ใช้เลย นักเรียนทำเกษตรอินทรีย์

วันเสาร์อาทิตย์ ครูขอให้ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนที่เก่งๆ พาเด็กไปเรียนรู้เรื่องต้นไม้ในป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ นำเมล็ดไม้ใหญ่อย่างยางนา พยูง ประดู่ มะค่า ตะเคียน และอื่นๆ นำมาเพาะมากล้าที่เรือนเพาะชำของโรงเรียนรวมกับกล้าไม้อื่นๆ ขายได้เท่าไรแบ่งให้นักเรียนที่เป็นผู้เพาะกล้าเอาไว้ออม

ผอ.คนนี้ไม่เชื่อเรื่อง “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” เพราะทุกเวลาล้วนเป็นการเรียนรู้จริงที่บูรณาการการทำโครงงานอาหารกลางวันและการมีเงินออมให้กลายเป็น “เนื้อหาสาระ” สำคัญของการเรียนรู้ไม่ว่าวิชาใดก็สามารถเรียนจากผัก พืช สัตว์ ดิน ปุ๋ย การทำอาหาร ซึ่งเด็กมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน โดยไม่ต้องจ้างคนนอก เพราะการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำอาหารก็เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติที่ดี ให้เขาได้เรียนรู้คุณค่าและวิธีการทำให้อาหารที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อเขามากที่สุด

ที่โรงเรียนรักประชาราษฎร์ จึงมีอาหารดี ไม่มีสารเคมีตกค้าง และมีอย่างพอเพียง ทั้งสำหรับนักเรียนและครูตลอดปี มีรายได้จากการขายผลผลิตที่เหลือจากการประกอบอาหารอีกส่วนหนึ่ง

อีกกรณีที่โรงเรียนธรรมาประชานาถ โรงเรียนขยายโอกาสที่โชคดีได้ผู้บริหารที่เข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ไม่ได้ให้ครูนักเรียนท่อง “สามห่วงสองเงื่อนไข” แต่ให้ลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ว่าทุกคนเข้าใจจริง โดยการทำ “โครงการอาหารกลางวันแบบเพอเพียง” เพื่อทุกคนในโรงเรียน

นอกจากการแบ่งหน้าที่การทำการเกษตรในลักษณะคล้ายกับที่โรงเรียนรักประชาราษฎร์ แล้ว เนื่องจากมีนักเรียนถึง ม.3 จึงเพิ่มการสร้างโรงเรือน และปลูกผักต่างๆ ที่ใช้เพื่อทำอาหาร โดยให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการควบคุมการให้น้ำ ความชื้น แสงแดด โดยใช้แอปพลิเกชั่นที่ได้รับการอนุเคราะห์จากสวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโยลีแห่งชาติ)

ผู้อำนวยการโรงเรียนได้รับความร่วมมือกับชุมชนทั้งในตำบล ในอำเภอจังหวัดเป็นอย่างดีทั้งจากภาครัฐและเอกชน โดยการทำโครงการเสนอขอความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่ออาหารกลางวัน แต่เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ บูรณาการกับวิชาการต่างๆ

เมื่อได้ผลดีก็ขยายโรงเรือนหรือผักกางมุ้งไปอีกสองโรง ทำให้ได้เรียนรู้การปลูกผักอีกหลากหลาย รวมทั้งการทำสวนครัวแนวตั้ง สวนผักในกระถาง การทำเห็ดหลายชนิด ซึ่งเน้นที่การเรียนรู้จากการปฏิบัติให้รู้จริง ทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เกษตรศาสตร์ วิชาการทำอาหารจากผลผลิตจากสวนของโรงเรียน

การเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากห้องแล็ปเล็กๆ ทำให้นักเรียนได้ค้นพบว่า ผักที่ซื้อจากตลาดนั้นปนเปื้อนสารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร มีสารเคมีอะไรบ้าง ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง และได้ค้นพบว่า ผักแต่ละชนิดมีสารอาหารอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร

เด็กๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้เรียนอย่างมีความสุข ไม่เครียด ได้ทำกิจกรรมที่ไม่ได้คิดแบ่งแยก “เวลาเรียนกับเวลารู้” เป็นโรงเรียนที่ชุมชนยินดีให้ความร่วมมือและสนับสนุน เพราะครูเคารพภูมิปัญญาของชาวบ้าน ให้เกียรติและให้มีส่วนร่วมด้วยความจริงใจ ไม่ดูถูกชาวบ้าน

นี่คือโรงเรียนที่เข้าใจ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ถามว่า “จะพึ่งตนเองได้อย่างไร และจะมีความสุขได้อย่างไร” มีอีกหลายโรงเรียนที่ทำได้ดีกว่านี้ แต่โรงเรียนที่นักเรียนกินไม่อิ่ม เรียนไม่สนุก และไม่มีความสุขนั้นมีมากกว่ามาก

ทางอีศาน กรกฎาคม ๒๕๖๒

ปี ๒๕๖๒ นี้ เมืองไทยหายใจเป็นเรื่องกัญชา พรรคการเมืองก็ใช้หาเสียงและดูเหมือนจะได้ผลด้วย ศูนย์กลางความสนใจในนโยบายกัญชาอยู่ที่อีสาน ที่บุรีรัมย์ ที่สกลนคร

            ผมเห็นด้วยกับการรณรงค์ให้กัญชาเป็นยารักษาโรค เป็นสมุนไพร และปลดปล่อยกฎหมายให้ชาวบ้านทั่วไปเข้าถึง ใช้ประโยชน์ ไม่ให้มีการผูกขาดโดยทุน โดยรัฐ ที่มักอ้างเหตุผลร้อยแปดเหมือนดูถูกสติปัญญาและสามัญสำนึกของประชาชน แต่แท้ที่จริงคือเรื่องอำนาจและผลประโยชน์

            ประเทศเพื่อนบ้านไทยอย่างลาว เขามีกฎหมายให้ต้มเหล้ากินได้เสรี ถ้าจะขายก็ขออนุญาต ก็ไม่เห็นเขาเมากันทั้งบ้านทั้งเมือง หรือตายเพราะเหล้าเป็นพิษ ไทยมีกฎหมายเหล้าผูกขาด คนเมาเช้าเมาเย็น เมาแล้วยังขับขี่ มีอุบัติเหตุตายอันดับต้นๆ ของโลก คนลาวปลูกกัญชาใช้เองก็ไม่เห็นคนเมากัญชา เดินยิ้มหัวกันตามถนนหนทางอย่างที่ชอบคาดการณ์ว่าจะเกิดถ้าหากไทยมีกัญชาเสรี

            แต่ก็ไม่เห็นด้วยว่า จะให้มี “กัญชาเสรี” ในเมืองไทยวันนี้ อย่างที่แคนาดาและหลายรัฐในอเมริกาเดินหน้าไปแล้ว เพราะคงต้องเตรียมการอะไรกันอีกมากนัก แต่ก็ขอให้เป็นสมุนไพรพร้อมกับการส่งเสริมดูแลที่เหมาะสมเท่านั้น

            ผมไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องกัญชา ไม่เชื่อว่าปลูกกัญชาคนละ ๕-๖ ต้นจะรวยกันเป็นแสน ชาวบ้านเราถูกหลอกมานานมากแล้ว ชักชวนให้ปลูกพืชเดี่ยวทั้งหลาย อย่างมะม่วงหิมพานต์ โครงการวัวพลาสติก มันสำปะหลัง ยางพารา ต่อมามีสบู่ดำ มะเขือเทศ พริก มะละกอ และอีกหลายๆ ตัวที่พ่อค้านายทุนหมุนเวียนกันไปหลอกชาวบ้าน โดยมีข้าราชการและนักการเมืองบางคนร่วมขบวนด้วย

            ทางเลือกเพื่อการเกษตรมีหลายทาง อีสานมีปราชญ์ชาวบ้านมากมายที่ทำการเกษตรเพื่อการพึ่งตนเองไว้เป็นแบบอย่าง ตั้งแต่พ่อมหาอยู่ สุนทรธัย พ่อเชียง ไทยดี ที่สุรินทร์ คุณสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ คุณคำเดื่อง ภาษี และอีกหลายคนที่บุรีรัมย์ และในทุกจังหวัดในภาคอีสาน

            ยังไม่นับเครือข่ายลูกศิษย์ลุงเชียง ไทยดี อีกหลายร้อย สมาชิกเครือข่ายอินแปงอีกหลายพัน เครือข่ายพัฒนาชาวบุรีรัมย์ เครือข่ายอุ้มชูไทอีสานที่ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น นครราชสีมา และเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านทั่วอีสานที่คุณหมออภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ขอนแก่น ได้ประสานงานตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

            เรื่องการเกษตรผสมผสาน เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรทางเลือก จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกของคนโลกสวย แต่เป็นเรื่องจริง ที่แม้ว่ายังเป็นทางเลือก เป็นกระแสรอง ยังไม่ได้ขยายไปกว้างไกลนัก วันนี้อาจมีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น

            คนรุ่นใหม่ คนกล้าคืนถิ่นกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น กำลังกลับบ้านสานต่องานการเกษตรของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไม่ใช่แบบเดิมๆ ที่ทำไปก็ใช้หนี้ไม่พอ แต่ทำด้วยวิธีคิดแบบนักประกอบการยุคใหม่ ที่อาจไม่ร่ำไม่รวย แต่ก็อยู่ได้อย่างมีความสุข และหลายคนก็รวยได้

            เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเราก็เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ประเทศพัฒนาแล้วมีการส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวกลับไปทำการเกษตร เพราะอย่างไรเสียคนก็ยังต้องกินต้องดื่ม ต้องการอาหาร การเกษตรต้องการการจัดการที่ดี ที่ตอบสนองความต้องการของสังคมยุคใหม่

            ขอยกตัวอย่างแคว้นเอมิเลีย โรมาญา (Emilia Romagna) ตอนเหนือของอิตาลี มีเมืองโบโลญา เป็นศูนย์กลาง นับเป็นแคว้นที่น่าศึกษามากที่สุด ไม่ว่าเรื่องการเกษตร เรื่องสหกรณ์ หรือการประกอบการขนาดกลางขนาดเล็ก เป็นโมเดลที่ทั่วโลกสนใจไปศึกษา

            แคว้นนี้มีประชากรอยู่เพียง ๔ ล้านคน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นแคว้นที่จนที่สุดและได้รับความสียหายจากสงครามมากที่สุดแห่งหนึ่ง แต่วันนี้ คือแคว้นที่ร่ำรวยที่สุดและพัฒนามากที่สุด เพราะมีรากฐานบนเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคงนั่นเอง

ลบล้างคำปรามาสของทุนนิยมและสังคมนิยมที่ว่า เศรษฐกิจชุมชนเป็นเศรษฐกิจที่รอวันตาย

ด้วยประชากรเพียง ๔ ล้านคน แควันเอมีเลียมีวิสาหกิจการผลิตอยู่ ๙๐,๐๐๐ แห่ง กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นขนาดเล็กขนาดจิ๋ว มีคนทำงานอยู่น้อยกว่า ๕๐ คน มีสหกรณ์อยู่กว่า ๑๕,๐๐๐ หรือหนึ่งในสามของสหกรณ์ของอิตาลีทั้งประเทศ สหกรณ์ของเขา เพียง ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้

เอมีเลียเป็นแคว้นที่มีสหกรณ์มากที่สุดในโลก มีส่วนถึงร้อยละ ๔๐ ของจีดีพีของแคว้นนี้ ประชากร ๒ ใน ๓ เป็นสมาชิกสหกรณ์ บางคนเป็นสมาชิกหลายสหกรณ์ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการบริการ สหกรณ์เกี่ยวกับเนื้อ นม ไวน์ ผลไม้ ข้าวของเครื่องใช้ ผลผลิตกว่าครึ่งส่งออกไปต่างประเทศ

ศึกษาให้ดีจะพบว่า นอกจากประเพณีดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่ยุคกลางหลายร้อยปี ที่มีภูมิปัญญาด้านศิลปะ งานหัตถกรรม การแปรรูปอาหาร การเกษตร หลังสงครามโลกก็มีการส่งเสริมกันอย่างจริงจัง ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเกษตร หันกลับไปทำการเกษตร สืบสานต่อจากพ่อแม่ เป็นการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี

ในเวลาเดียวกัน รัฐเองก็ส่งเสริมสนับสนุนในด้านกฎหมาย วิชาการ และด้านทุน ทำให้เกิดการประกอบการขึ้นมามากมาย และเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย (ที่เรียกว่า network หรือ cluster) ป้องกันการผูกขาดจากทุนใหญ่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย มีพลังสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

แควันเอมีเลียส่งเสริมการศึกษาและประชาสังคม (civil society) มีฐานคิดมาจากทั้งสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ สังคมนิยมประชาธิปไตย และศาสนาคริสต์คาทอลิกนับร้อยปีก่อนหน้านั้น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกเกิดขึ้นที่เมืองโบโลญา เมืองหลวงของแคว้นเอมีเลียเมื่อเกือบ ๙๐๐ ปีก่อน

แคว้นเอมีเลียโด่งดังเรื่องการเกษตรและการสหกรณ์ มีผลผลิตอาหารที่ส่งออกไปทั่วโลก แต่คนในแวดวงยานยนต์ก็รู้ดีว่า บรรดารถสปอร์ต รถแข่ง ยี่ห้อดังอย่าง Ferrari, Lamborghini, Maserati, Ducati ก็มีฐานผลิตอยู่ในแคว้นนี้ ที่เมืองพาร์มา, โมเดนา, โบโลญา

เขียนเรื่องอิตาลีเพราะมีบทเรียนที่เมืองไทยสามารถเรียนรู้ได้จากประเทศนี้ ที่มีหลายอย่างคล้ายกับบ้านเรา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ โดยเฉพาะการเกษตร ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากชุมชนเท่านั้น แต่มาจากการส่งเสริมที่เหมาะสมและจริงจังของรัฐด้วย

เมืองไทยอยากเป็น “ครัวไทยสู่ครัวโลก” แต่ดูเหมือนจะถูกผูกขาดจากทุนใหญ่ไม่กี่เจ้า ชาวบ้านเป็นเพียงแรงงานเท่านั้น ทั้งๆ ที่มีศักยภาพที่จะทำได้เองมากมาย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมให้เรียนรู้ ให้มีกฎหมายเอื้ออำนวย และมีทุนสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ประมาณสิบกว่าปีก่อน ผมได้รับเชิญไปพูดในการประชุมร่วมระหว่างอาเซียนกับประชาคมยุโรป หรือ EU เป็นโครงการเพื่อพัฒนานโยบายสำหรับนักการเมือง การประชุมนั้นมีขึ้นที่เมืองเวนิซ ไทยส่งส.ส.หนุ่มจากพรรคต่างๆ ไปร่วมด้วย ๕-๖ คน ที่ผมจำชื่อคนหนึ่งได้ดี คือ คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่อง “วิสาหกิจชุมชน” ประสบการณ์ของประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นได้มีพรบ.วิสาหกิจชุมชนออกมาแล้ว (ต้นปี ๒๕๔๘) ผู้พูดอีกคนหนึ่งเป็นชาวอิตาเลียน พูดเรื่อง SMEs ของอิตาลี

เมื่อกลับมาเมืองไทย ผมไม่ได้ติดต่อกับนักการเมืองที่ไปด้วยกันอีกเลย ที่เขียนถึงวันนี้เพราะอยากฝากถึงคุณศักดิ์สยามและนักการเมืองที่ไปงานนั้นว่า ถ้ายังจำเนื้อหาการสัมมนากันในปีนั้นได้ก็ขอให้คิดหาทางส่งเสริมเรื่องวิสาหกิจชุมชนต่อไปด้วย

ผมได้ไปให้ข้อมูลและคำอธิบายร่างพรบ.นี้ที่สำนักงานกฤษฎีกา เลขาธิการขณะนั้นถามผมว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายวิสาหกิจชุมบนแบบนี้ไหม ผมตอบว่า ไม่มีครับ เลขาธิการก็พูดเสียงดังว่า แล้วเสนอมาทำไม น่าแปลกใจว่า ตรรกะหรือวิธีคิดแบบไหนที่ทำให้คนระดับนั้นตั้งคำถามแบบนี้

ผมพยายามอธิบายว่า ประเทศอื่นเขามีกฎหมายสหกรณ์ที่มีมากว่าร้อยปี และมีพัฒนาการที่ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ของเขาได้หมด จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายวิสาหกิจชุมชน กฎหมายสหกรณ์ของเราไม่ตอบสนองปัญหาของบ้านเรา เหมือนรถบัส รถทัวร์ที่วิ่งไปตามถนนใหญ่ ระหว่างเมือใหญ่ ไม่สามารถไปถึงตำบลหมู่บ้าน ถึงได้เกิดมีรถตู้ นั่งได้ ๑๐-๑๒ คน รับผู้โดยสารจากบ้านในกรุงเทพฯ ไปส่งถึงบ้านที่หมู่บ้านในชนบท โดยไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าแท็กซี่ เดินทางหลายต่อ

แต่วิสาหกิจชุมชนที่เป็นพรบ. นั้น ได้ตัดข้อเสนอเบื้องต้น ๓ ข้อที่สำคัญที่สุดออกไป คือ การเป็นนิติบุคคล การมีกองทุนสนับสนุน และการมีสถาบันส่งเสริมด้านวิชาการ

อ่านบทความนี้คงสรุปได้ว่า แนวคิดสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญาของอิตาลีนี่เอง ผมได้ศึกษาเรื่องนี้มานานแล้ว ที่นี่ ๙ คนก็เป็นสหกรณ์ได้ มีสถานภาพทางกฎหมาย มีการส่งเสริมสนับสนุนอย่างดีทุกด้าน สหกรณ์ของเขาจึงมีพลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมืองไทยวันนี้มีวิสาหกิจชุมชน ๘๐,๐๐๐ กลุ่ม ไปลงทะเบียนกับเกษตรอำเภอจังหวัด ส่วนหญ่ก็หวังวให้รัฐช่วย โดยไม่ได้เข้าใจปรัชญาแนวคิดเรื่องวิสาหกิจชุมชน ซึ่ง “การเรียนรู้เป็นหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง” จนกระทั่งไม่นานมานี้ สำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล ๕ ปีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สนใจที่จะเอาร่างพรบ.เดิมกลับมา คืน ๓ อย่างในร่างเดิมให้วิสาหกิจชุมชน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็นว่ามีการปรับปรุงพรบ.นี้ รัฐมนตรีที่ดูแลอ้างว่า รัฐบาลเห็นด้วย แต่สนช.มีคนค้านมาก

พรรคการเมืองจะทำเรื่องกัญชาก็ทำไป แต่ก็อยากให้สนใจกระบวนการที่ทำให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากกัญชาจริงๆ ทั้งการเข้าถึง ทางสุขภาพและทางเศรษฐกิจ ถึงไมได้เงินเป็นแสนเป็นล้าน แต่ก็ให้ได้ประโยชน์จากผลผลิตของตนเองอย่างยั่งยืน

ยั่งยืน แปลว่าพึ่งตนเองได้ ไม่ใช่อยู่ใต้การอุปถัมภ์ของรัฐ ของนักการเมือง ของนายทุน ชาวบ้านจึงต้องรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เป็นสหกรณ์เข้มแข็ง ที่เกิดได้ถ้านักการเมืองที่กำกับนโยบายเข้าใจและให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ทั้งที่อีสานและทั่วประเทศ มีวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งที่มีการประกอบการที่ดี มีผลงาน มีผลผลิตทางการเกษตร และมีผลิตภัณฑ์แปรรูปการเกษตร ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมระดับโอทอปหลายดาว ได้รับการยอมรับระดับโลก มีศักยภาพที่จะพัฒนาไม่แพ้ที่เอมีเลีย ถ้าหากได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม

สหกรณ์ของเอมีเลียสรุปไว้ว่า เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ “กำไร” แต่เป็น “คน” คือ สมาชิก การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การแบ่งปัน การรักษาความเชื่อมั่นไว้ใจกัน ซึ่งเป็นทุนทางสังคม ทุนที่สำคัญที่สุดของการรวมกลุ่มกันทำการประกอบการให้มั่นคงยั่งยืน โดยไม่ได้เอา “มั่งคั่ง” มาเป็นเป้าหมายอันดับต้น แต่เป็นผลพลอยได้มากกว่า (ไม่เช่นนั้นคงต้องทำกำไรแบบเอาเป็นเอาตายทุกวิถีทางอย่างทุนนิยมสามานย์)

เอมีเลียโมเดล มีลักษณะคล้ายกับจีนโมเดล คือ เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy) เพียงแต่เอมีเลียเป็นลูกผสมระหว่างทุนนิยมกับคุณค่าหลายประการของสังคมนิยม ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่น่าสนใจในการส่งเสริมการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของอีสาน ซึ่งมีฐานคุณค่าและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง

ถ้า ส.ส. กรรมาธิการเกษตรจะไปดูงานก็แนะนำให้ไปที่แคว้นเอมีเลีย โรมาญา นำความรู้ แนวคิดแนวทางของเขามาประยุกต์ใช้ การเกษตรของอีสานน่าจะเข้มแข็ง ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้ คล้ายกับที่คนแคว้นเอมีเลียทำได้ หลังจากที่อดอยากยากจนมาหลายสิบปีหลังสงคราม

Page 1 of 49