phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Sunday, 23 June 2019 15:14

The Deer Hunter เกมเดิมพันชีวิต Featured

Rate this item
(0 votes)

The Deer Hunter เกมเดิมพันชีวิต

สงครามทำให้ความตายเป็นเกมแห่งโชคชะตา เอาชีวิตมนุษย์เป็นเดิมพันที่บ้าบิ่น บัดซบ (absurd) ไร้เหตุผล วิกลจริต (insane) สงครามกระชากชีวิตของผู้คนจากอ้อมอกของพ่อแม่ อ้อมกอดของภรรยาและลูก เพื่อนสนิทมิตรสหายโยนเข้าไปในนรกบนดิน แม้บางคนกลับออกมาได้ก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

นี่คือสิ่งท่าคนดูได้จากหนัง The Deer Hunter หนังที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึง 5 ตัวในปี 1979 รวมทั้งภาพยนต์และผู้กำกับยอดเยี่ยม

แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยที่หนังเรื่องนี้ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนังสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งที่เคยสร้างมากลับถูกลืม ไม่ได้เป็นหนึ่งใน 100 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 20 ด้วยซ้ำ

อาจเป็นเพราะหนังเรื่องนี้กระทบความรู้สึกของคนอเมริกันอย่างรุนแรง ไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ ไปกระหน่ำซ้ำเติมบาดแผลทางจิตวิญญาณที่ยากจะเยียวยา ในยุคปลายศตวรรษที่อเมริกาได้กลายเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวในโลก การพ่ายแพ้สงครามเวียดนามเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดถึงอีกต่อไป เพราะมันเป็นเรื่องอัปยศอดสู่ที่อับอายขายหน้าที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของพวกเขา

The Deer Hunter เป็นหนังสงครามที่ไม่ได้เน้นเรื่องสงคราม และไม่สนใจว่าสงครามถูกหรือผิดในทางการเมือง ไม่ได้สนใจกระบวนการทางสังคมที่เป็นปรากฎการณ์สำคัญในยุคนั้น หนังเรื่องนี้นำเสนอผลกระทบของสงครามที่มีต่อชีวิตจริงของ “ชาวบ้าน” ธรรมดาๆ ที่เป็นกรรมกรโรงงาน มีชีวิตแบบคนชั้นกลางทั่วไปในสหรัฐฯ โดยเลือกเอาคน 3 คนมาเป็นตัวแทน

ไมเกิล (Robert De Niro) นิก (Christopher Walken) สตีพ (John Savage) และเพื่อนๆ อีกสองสามคนอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ในรัฐเพนซิลเวเนีย เป็นชุมชนเชื้อสายรัสเซียที่ผสานชีวิตเข้ากับสังคมอเมริกัน แต่ยังคงรักษารากเหง้ารัสเซียไว้อย่างเหนียวแน่น

หนังเรื่องนี้นยาวถึงสามชั่วโมง ยาวเหยียดจนยืดยาวเกินไปสำหรับคนดูสมัยนี้ที่ชอบการตัดต่อที่ฉับไว จะว่าอะไรก็ว่ากันไปไม่ต้องพิธีรีตอง The Deer Hunter มีพิธีรีตองมากไม่ว่าจะเป็น “พิธีแต่งงาน” ไม่ว่าจะเป็นการล่ากวางก็ล้วนแต่มีความหมายเป็น “พิธีกรรม” ทั้งสิ้น เพราะ “ชีวิตเป็นพิธีกรรม”

ไมเกิล ชิมิโน (Michael Cimino) ผู้กำกับ ปล่อยให้ภาคแรกดำเนินไปอย่างช้าๆ ทำให้คนดูคุ้นเคยกับตัวละคร คุ้นเคยกับวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนแห่งนี้ว่า “ธรรมดา” เพียงใด ออกจากโรงงานก็ไปกินเหล้าที่บาร์ เล่นพูลแล้วก็ถึงงานแต่งงานของสตีพกับเจ้าสาวที่ท้องก่อนแต่ง

สตีพอยากให้เจ้าสาวมีสามีและลูกมีพ่อก่อนที่เขาจะไปรบในสงครามเวียดนามในวันรุ่งขึ้น แม้เขาจะรู้ว่าไม่ใช่ลูกเขา เพราะเขาบอกกับนิกว่า เขาไม่เคยนอนกับผู้หญิงคนนี้เลย สตีพเป็น “ลูกผู้ชายตัวจริง” ตั้งแต่ต้นจนจบ

การล่ากวางเป็น “เกมกีฬา” ในชุมชนที่มีไมเกิล ผู้นำธรรมชาติของกลุ่มบอกว่า การล่ากวางต้องยิงแบบ “โป้งเดียวจอด” ถ้าไม่งั้นก็ไม่ต้องยิง เรื่องนี้ถูกนำไปเปรียบกับ “รัสเซียนรูเล็ตต์” เกมพนันชีวิตที่บ้าบิ่นสติแตก เป็นเกม “โป้งเดียวจอด” (one shot – one kill game) เกมที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ที่ติดตาสะเทือนขวัญผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

คืนสุดท้ายที่ชุมชนเป็นฉากในบาร์ เพื่อนทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน บรรยากาศเงียบงัน เสียงเปียโนของใครคนหนึ่งดังขึ้น เป็น Nocturne ของโชแปงที่ช้าและเศร้า เคล้ากับอากาศที่หนาวเย็นข้างนอก ก่อนที่หนังจะตัดฉากเข้าสู่ความร้อนรุ่มของสงครามเวียดนาม กระชากชีวิตของสามคนเข้าสู่นรกบนดิน

ฉากสงครามยาวแค่คึ่งชั่วโมงเศษ แต่เป็นเวลาสั้นๆ ที่ระทึกและสะเทือนขวัญผู้ดูเป็นที่สุด แม้วันนี้หนังสงครามและหนังแอ็กชั่นต่างๆ จะมีฉากที่โหดกว่า แต่เทียบไม่ได้กับความรุนแรงที่บีบรัดอารมณ์ผู้ดูแบบต้องกลั้นหายใจอย่างใน The Deer Hunter

สามสหายถูกจับ และถูกทรมานจากเวียดกง ถูกบังคับให้เล่นเกมรัสเซียนรูเล็ตต์ที่เหลือลูกปืนไว้เพียงลูกเดียว แล้วให้ผลัดกันยิ่งขมับตัวเอง เวียดกงพนันกันว่าใครจะ “โป้งเดียวจอด” ใครจะรอด

สองปีให้หลัง สามสหายกลายเป็นคนละคน ที่เคยเชื่อมั่นในตัวเองสูงและเป็นผู้นำที่กล้าหาญอย่างไมเกิล ที่แม้จะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการ แต่เขาก็ได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง เขาไม่กล้ากลับไปพบหน้าเพื่อนที่รอฉลองการกลับมาของเขาอย่างฮีโร่ ความสัมพันธ์ของเขากับผู้คนเปลี่ยนไป

สตีพสูญเสียขาทั้งสองข้าง ไปอยู่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกและไม่ยอมกลับไปอยู่กับลูกเมีย เขาไม่กล้าเผชิญหน้าผู้คนและความเป็นจริงใดๆ ในชีวิตอีกต่อไป

นิกยังอยู่ไซง่อน รับจ้างเล่นเกม “โป่งเดียวจอด” แบบคนสติแตก เขาแทบจำความอะไรไม่ได้ ไมเกิลกับไปไซ่ง่อนพยายามพานิกกลับบ้าน ขอร้องก่อนจะเล่นเกมมัจจุราชนี้เป็นครั้งสุดท้ายกับเขาว่า “พอแล้ว อย่าเล่นอีก” และเกมมรณะนี้ก็สิ้นสุดด้วยโศกนาฎกรรม

หนังเรื่องนี้เริ่มด้วยงานแต่งงาน จบลงด้วยงานศพ (คล้ายกับ The Godfather) เหมือนจะบอกว่า ความสุขกับความทุกข์ ความรื่นเริงและความโศกเศร้า ความรักและการพลัดพราก ชีวิตและความตายเป็นของคู่กัน เป็นสองหน้าของเหรียญเดียว

ชีวิตกับความตายอยู่ใกล้กันแค่ “โป้งเดียว” เท่านั้น หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้มนุษย์จะเชื่อมั่นในตัวเองขนาดไหน ยิ่งใหญ่ปานใด แม้จะสามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างมนุษย์ได้เป็นล้าน แต่ที่สุดก็พ่ายแพ้ ไม่ได้แพ้เวียดนามเท่านั้น แต่แพ้มติประชาคมโลก แพ้สัจธรรมแห่งชีวิต แพ้ภัยตัวเอง

หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า มนุษย์ที่ยโสโอหังว่าเข้มแข็งแกร่งกล้า ที่แท้ก็เปราะบาง อ่อนไหว และอ่อนแอ ที่อหังการว่าหาญกล้า ที่แท้ก็ขลาดกลัว เก่งกาจขนาดไหนก็ไม่ชนะ “กฎแห่งกรรม”

ชุมชนเล็กๆ ในหนังเรื่องนี้คือตัวแทนของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด บรรยากาศของความเจ็บปวดอันเนื่องมาจากบาดแผลทางจิตวิญญาณเห็นได้จากภาพในตอนท้ายที่พวกเขานั่งล้อมวงร้องเพลง “God Bless America” (ขอพระเจ้าอวยพรอเมริกา) แบบผู้แพ้อย่างแท้จริง นี่คือคำตอบที่เพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้ไปเวียดนามถามไมเกิลตอนเขากลับมาใหม่ๆ ว่า “เราชนะไหม”

รัสเซียนรูเล็ตต์ หรือ “เกมโป้งเดียวจอด” ไม่ได้มีจริงในสงครามเวียดนาม ไม่ว่าจะในที่คุมขังของเวียดกงหรือในบาร์ใต้ดินที่ไซง่อน ผู้สร้างหนังเรื่องนี้ใช้เป็นสัญลักษณ์ของความไร้เหตุผล ความบ้าเลือด บัดซบ วิกลจริต (คำอะไรก็ได้ที่บรรยายความหฤโหด) ของสงคราม

โป้งเดียวจอดอาจใช้ในการล่ากว้าง ถือเป็นเกมกีฬา แต่ในท้ายที่สุด หนังเรื่องนี้อยากบอกว่า การยิงใครหรืออะไรมันไม่ใช่เกม แต่เป็นความเจ็บปวดและความตาย

สงครามทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คนสามคนที่เคยเป็นเพื่อนกัน มีความสุขสนุกสนานตามประสาชาวบ้าน วันหนึ่งไปสงครามกลับมากลายเป็นคนละคน คนหนึ่งมีบาดแผลทางกาย คนหนึ่งทางจิต คนหนึ่งทางอารมณ์ ทั้งสามคนได่รับผลกระทบทางชีวิตจิตใจที่ยากจะเยียวยา

ทุกอย่างเปลี่ยนไป กินเหล้าไม่สนุก พูดคุยไม่เหมือนเดิม ไมเกิลบอกตอนหนึ่งที่เขากลับมาใหม่ๆ ว่า เขารู้สึก “อ้างว้าง ห่างไกล”

นี่ต่างหากที่น่ากลัวที่สุด น่ากลัวมากกว่าความตายเสียอีก เพราะถ้าตายไปก็จบ แต่ถ้ายังอยู่ก็คือ “นรกบนดิน” เหมือนนิก สตีพและไมเกิล ในสภาพที่แตกต่างกัน

ไม่เพียงแต่ผลกระทบต่อเพื่อนซี้สามคนนี้เท่านั้น แต่กับเพื่อนๆและครอบครัวของพวกเขา เมียของสติพไม่พูดไม่จากับใครอีกเลย เธอช็อคกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น สตีพไม่กล้ากลับมาอยู่กับเธอ สงครามได้ทำลายความสัมพันธ์ของผู้คนจนหมดสิ้น ทำลายแม้ความรักระหว่างสามีกับภรรยา ระหว่างคู่รักที่หวังครองรักครองเรือนหลังการรบอย่างนิกและแฟนสาว (Meryl Streep)

ทหารผ่านศึกเหล่านี้ และผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความรู้สึกบางอย่างคล้ายกัน “ผมว่าคนเราไม่กลัวตายเท่าไร่ ไม่งั้นคงไม่เสี่ยงตายทุกรูปแบบเหมือนทุกวันนี้ ผมว่าคนกลัวความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว การถูกทอดทิ้งและถูกรังเกียจมากกว่า” (บัทึกเพื่อนชีวิตใหม่)

สงครามไม่ว่าเวียดนามหรือโครเอเชีย อัฟกานิสถานหรืออีรัก ต่างกันแต่เพียงรูปแบบเท่านั้น เนื้อหาและผลกระทบไม่ต่างกัน มันทำร้ายและทำลายคุณค่าความเป็นคน ทำลายความสัมพันธ์อันดีของผู้คน โดยเฉพาะคนเล็กๆ ครอบครัวเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ แบบเรียกกลับคืนมาไม่ได้อีก

ชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเล็กขนาดไหน มีคุณค่าเกินกว่าจะเอาไปเดิมพันเล่น แต่ก็น่าเสียดายที่เหมือนประวัติศาตร์ไม่เคยสอนเรื่องเหล่านี้ให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย

ยังทำให้สงครามเป็นเกมล่ากวาง และรัสเซียนรูเล็ตต์กันต่อไป และยังปล่อยให้คนเล็กๆ ได้รับผลกรรมปีเล้วปีเล่า ทำให้คนดีๆ ลูกหลานชาวบ้านกลับจากอีรักเป็นบ้าและฆ่าตัวตายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในสหรัฐอเมริกา