phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 18 June 2019 19:24

ค่ำคืนของคาบีเรีย Featured

Rate this item
(0 votes)

ค่ำคืนของคาบีเรีย (Le Notti di Cabiria - Nights of Cabiria)

Federico Fellini, 1957, รางวัลออสการ์ภาพยนต์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

ชีวิตของหลายคนคือการดิ้นรนเพื่อไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่า ชีวิตที่ดีกว่า บางคนผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นความผิดหวังที่เจ็บปวดเพราะถูกหลอก ถูกปอกลอกและเอาเปรียบ แต่ไม่ยอมท้อ ลุกขึ้นมาหาทางออกใหม่ต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นเสมอว่า ทางออกที่ดีกว่านั้นมีจริง

นี่คือชีวิตของ Cabiria ผู้ถูกสถานการณ์ความอดอยากยากแค้นหลังสงครามบังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อความอยู่รอด

ค่ำคืนของคาบีเรีย Le Notti di Cabiria/ Nights of Cabiria เป็นผลงานชั้นครูของ Federico Fellini (1920-1993) แม้เป็นผลงานยอดเยี่ยมแต่คนไม่ค่อยรู้จัก เพราะถูกบดบังด้วยหนังดังๆ ของแฟลลีนี่ที่ได้รับรางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศถึง 4 รางวัล (La Strada, Le Notti di Cabiria, 8 ½, Amarcod) รวมทั้งออสการ์เกียรติยศสูงสุดในฐานะผู้ทรงคุณค่าแห่งโลกภาพยนตร์ในปี 1992

อย่างไรก็ดี นับแต่ปี 1998 มีการนำ Le Notti di Cabiria ออกมาปัดฝุ่นแปลงเป็นดีวีดี ทำให้ทั่วโลกเริ่มรู้จักและชื่นชมงานสำคัญนี้

ดารานำใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” คือ Giulietta Masina ภรรยาของแฟลลีนีนั่นเอง ซึ่งประสบความสำเร็จมาจาก La Strada หนึ่งปีก่อนนั้น (แสดงคู่กับแอนโทนี ควินน์) ใน “ค่ำคืนของคาบีเรีย” เธอแสดงได้ดีจนได้รับรางวัลผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลภาพยนตร์ที่เมืองคานส์

ชีวิตของคาบีเรียดูเหมือนจะไม่ลำบากเท่าไรถ้าหากเทียบกับคนอีกจำนวนมาก เธอมีบ้านอยู่ แม้ดูจะไม่เป็นบ้านนัก เป็นเหมือนกล่องอิฐแถวชานกรุงโรม เธอก็มีซุกหัวนอนอย่างเป็นสัดเป็นส่วน มีเงินใช้ไม่อดอยาก เธอหวังเสมอว่า วันหนึ่งจะพบคู่ชีวิต คนที่รักเธอและคนที่เธอรัก จะได้เลิกอาชีพนี้และมีครอบครัวเหมือนคนทั่วไป เธอมองโลกในแง่ดี มองคนในแง่ดีเสมอ เพื่อนๆ เตือนว่า เธอมองอะไรใสบริสุทธิ์เกินไป ไม่มีอะไรและไม่มีใครใสสะอาดปานนั้น

และก็จริงอย่างที่ใครๆ เป็นห่วง เริ่มต้นหนังเธอก็ถูกเพื่อนชายผลักตกน้ำเกือบจมน้ำตาย ขโมยเงินไป เธอไม่เข้าใจว่า แฟนของเธอที่ดูเป็นคนดีน่ารักจะหักหลังทำกับเธอเพียงเพื่อเงินสี่หมื่นลีร์ (พันกว่าบาท) ได้ แต่วันดา เพื่อนสนิทของเธอบอกว่า ไม่ต้องพันกว่าหรอก ร้อยกว่ามันยังจะฆ่าเธอเลย

คาบีเรียไม่เข้าใจว่า ไอ้หนุ่มคนนั้นมันมาอยู่กับเธอเกือบเดือน อยากได้อะไรเธอก็ซื้อให้ แม้เสื้อผ้าไหมราคาแพงเธอก็หาให้ใส่ แล้ววันหนึ่งมันก็จะฆ่าเธอเพียงเพื่อเงินแค่นั้นได้อย่างไร

แต่ชีวิตของเธอก็จะได้บทเรียนที่คล้ายกันนี้อีกหลายบท เธอซื่อบริสุทธิ์เกินไป ไว้ใจผู้ชายมากเกินไป มองโลกในแง่ดีมากเกินไป ทำให้ใครๆ หลอกเอาได้ง่ายๆ เอารัดเอาเปรียบ หรือทำกับเธอประดุจวัตถุสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นดาราที่ทะเลาะกับแฟนแล้วพาเธอไปเที่ยวและพาไปอพาร์ตเมนต์ของเขา หรือการสะกดจิตล้วงความลับของเธอบนเวทีที่มีคนดูเป็นผู้ชายเต็มห้อง รวมทั้งฉากสุดท้ายที่สะท้อนความเจ็บปวดสุดบรรยายอันเกิดจากความเลวร้ายของมนุษย์

คาบีเรียเชื่อในความจริงใจของคน เธอมักเชื่อว่าได้พบรักแท้เมื่อมีผู้ชายมาจีบ คนแล้วคนเล่าก็ไม่เคยเรียนรู้หรือลดความเชื่อในผู้คน คงเป็นเพราะธอต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า ต้องการออกจากชีวิตแบบนี้ ต้องการมีชีวิตเหมือนคนธรรมดามากเสียจนลืมความเป็นจริงที่เป็นด้านเลวของมนุษย์ เธอทำตัวเหมือนคนซื้อหวย หวยออกกี่ครั้งไม่เคยถูก แต่ก็ไม่เคยเข็ด ไม่เคยลดละ เลิก หรือหมดหวัง

เธอร่วมเดินทางกับเพื่อนไปจาริกแสวงบุญ ไปสวดขอแม่พระช่วยให้ชีวิตของเธอเปลี่ยน ให้พวกเธอพ้นทุกข์ ทุกข์ทางกายสำหรับคนพิการ ทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะยากจนขัดสน แต่ลึกๆ เธอไม่เชื่อว่าจะมีปาฏิหาริย์ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายในมากกว่า เธอบอกเสมอว่า เธอไม่ได้ขาดอะไรเลย ที่ต้องการจริงๆ คือคนรักเธอจริง ที่ต้องการร่วมชีวิตกับเธอ สร้างครอบครัว มีลูกมีหลานเหมือนคนทั่วไป

มีอยู่สองฉากที่เธอเปิดเผยชีวิตที่แท้จริงของเธอ ฉากที่นั่งรถกลับจากนอกเมืองกับชายใจบุญที่นำข้าวของไปให้คนยากไร้ที่อาศัยอยู่ตามถ้ำตามรู เธอประทับใจการกระทำของชายผู้นั้นมาก จนบอกชื่อจริงและที่อยู่ของเธอให้เขาทราบ นั่นคือความรู้สึกลึกๆ ของเธอที่ชื่นชมคุณธรรมความดี และพร้อมที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเธอ

อีกฉากหนึ่งเปิดเผยเมื่อโดนสะกดจิตบนเวที เหมือนกับทั้งชีวิตที่เธอถูกผู้ชาย “สะกดจิต” วันนั้นใครๆ รู้หมดว่าเธอเป็นใครมาจากไหน มีบ้าน มีบัญชีธนาคาร และนั่นคือที่มาของการพบกับหนุ่มรูปหล่อที่เธอเชื่อสนิทใจแบบไม่เคยเชื่อใครมาก่อนว่า เขาคือเทพบุตรลูกผู้ชายตัวจริง หลังจากนัดพบกันหลายครั้งเขาขอเธอแต่งงาน เธอขายทุกอย่าง ถอนเงินจากธนาคาร หอบข้าวของจะไปตั้งต้นชีวิตใหม่กับเขา

แล้วเหตุการณ์ซ้ำซากก็เกิดขึ้นอีกจนได้ แม้เธอไม่ได้ถูกผลักตกหน้าผา แต่ก็ถูกฆ่าทางใจอย่างทารุณโหดร้าย จากผู้ชายซึ่งไม่ได้รักเธอจริงๆ เพียงอยากได้สมบัติของเธอเท่านั้น เธอขอร้องให้เขาฆ่าเธอให้ตายไปดีกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป “พอแล้ว ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว ผลักฉันลงไปสิ เอาสิ” เธอร้องไห้กับความโหดร้ายทารุณของชีวิต

เธอยกเงินทั้งหมดให้เขาโดยที่เขายังไม่ได้แย่ง บอกให้เอาไปเลย เธอต้องการประชดความอยุติธรรมที่ผู้คนทำกับเธอได้ลงคอ เธอนอนเกลือกกลิ้งด้วยหัวใจที่ปวดร้าวและแตกสลาย จนกระทั่งได้ยินเสียงเพลงมาแต่ไกล เพลงที่เด็กหนุ่มหญิงสาวกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นดนตรีและร้องรำมาตามถนน เธอลุกขึ้น และค่อยๆ เดินสวนทางหนุ่มสาวเหล่านั้น

หนังจบด้วยภาพใบหน้าที่ยิ้มเปื้อนน้ำตา เธอได้พบปาฏิหาริย์ครั้งสำคัญ เธอยังมีชีวิตอยู่ รอดมาได้ไม่ถูกฆ่า ที่สำคัญ เธอได้ค้นพบความกล้าหาญภายในตัวเธอ กล้าที่จะลุกขึ้นเดินเพื่อเผชิญชีวิตที่ดูโหดร้ายนี้ต่อไป จะมีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้ในชีวิตคนเรา

บทเพลงที่ได้ยินในตอนสุดท้ายก็เป็นบทเพลงเดียวกับที่เราได้ยินตลอดหนังเรื่องนี้ที่เล่นโดยนักดนตรีข้างถนนจนถึงนักดนตรีในไนท์คลับ ออกไปถึงคนเล่นแอ็กคอร์เดียนในทุ่งหญ้า ไปยังนักเปียโนในห้องแสดงคอนเสิร์ต และสุดท้ายเล่นด้วยเครื่องดนตรีหลายชนิดโดยคนหนุ่มสาวประหนึ่งอยากจะบอกว่า ชีวิตของคาบีเรียก็เหมือนบทเพลงนี้ที่ถูก “เล่น” โดยโชคชะตา ส่งต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง

ดูหนังแล้วคิดถึงหญิงไทยเป็นหมื่นเป็นแสนที่สถานการณ์บังคับให้ขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ แม้จะถูกดูหมิ่นดูแคลนและเป็นงานที่ไม่มีเกียรติ ไม่มีศักดิ์ศรี แต่มีใครช่วยพวกเขาให้พ้นจากสภาพเช่นนั้น สภาพที่พวกเขาใช่ว่าต้องการจะอยู่ไปจนตาย

พวกเขาไม่ใช่คนล้มละลายทางศีลธรรม หลายคนมีชีวิตคล้ายคาบีเรีย ถูกเอาเปรียบแล้วถีบทิ้ง เป็นเหยื่อของสถานการณ์ ไม่ใช่คนรนหาชีวิตแบบนี้และอยากอยู่เช่นนี้ตลอดไป พวกเขาต้องการพ้นจากสภาพที่อยู่อย่างขืนใจนี้

หญิงไทยหลายหมื่นหลายแสนเหล่านี้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีกว่าไม่ว่าในหรือต่างประเทศ เป็นคนที่ควรได้รับการมองและปฏิบัติต่ออย่างคนมีศักดิ์ศรี พวกเขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเช่นนั้น แต่เกิดมาและมีความต้องการเหมือนกับเราทุกคน คือต้องการมีชีวิตที่ดีมีความสุข แต่สังคมไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ไม่มีที่ยืนให้พวกเขา

ถ้าทำอะไรให้พวกเขาไมได้ แค่มองพวกเขาอย่างเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ ไม่เอาเปรียบและไม่ข่มเหงซ้ำเติมด้วยการพิพากษาให้ตราบาป ก็ถือว่าได้ช่วยพวกเขามากแล้ว