phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Saturday, 15 June 2019 21:55

Gandhi คานธี (ภาพยนต์) Featured

Rate this item
(0 votes)

 

ข้อเขียนเรื่อง Gandhi คานธี ลอกมาจากหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” ที่สำนักพิมพ์พระอาทิตย์จัดพิมพ์เมื่อปี 2547 โดยรวมบทความของผมจำนวน 35 บทที่เขียนลงผู้จัดการออนไลน์ก่อนหน้านั้น ผมได้เขียนเกี่ยวกับหนังดีๆ 35 เรื่อง ไม่ใช่แบบนักวิจารณ์หนัง แต่เขียนเพื่อบอกว่า ผมดูหนังแล้วเห็นอะไร หรือได้บทเรียนชีวิตอะไร

Gandhi เป็นหนังดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมได้ดูและประทับใจ ไม่ใช่เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลอะคาเดมี อะวอร์ด หรืออสการ์ 8 ตัว แต่เพราะเนื้อหาสาระที่ดีมาก

ที่มาของการเขียนเรื่องหนังดังหนังดีนั้น มาจากที่ทางผู้จัดการได้อ่านหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ของผม ที่เป็นจดหมายถึงลูก แนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ 10 เล่ม ดูหนัง 10 เรื่อง เลยขอให้ผมเขียนเรื่องหนังลงในผู้จัดการออนไลน์สัปดาห์ละครั้ง หรือรายสะดวก

ในหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” ผมได้แนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” ของท่านมหาตมะ คานธี แต่ไม่ได้แนะนำให้ลูกดูหนังเรื่อง Gandhi จึงได้นำหนังเรื่องนี้มาเขียนในผู้จัดการออนไลน์

หนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” เป็นวิธีหนึ่งของพ่อสอนลูกผ่านจดหมายถึงลูก โดยแต่ละฉบับจะแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หรือดูหนังเรื่องหนึ่ง พร้อมกับวิเคราะห์ว่า หนังสือเล่มนั้น หนังเรื่องนั้นเป็นอย่างไร ทำไมพ่อถึงแนะนำให้ลูกอ่านหรือดู

ผมได้เสนอสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับแม่-ลูก ที่เป็นที่รู้จักดีแห่งหนึ่ง ทางสำนักพิมพ์คงเกรงใจที่จะปฏิเสธทันที บอกว่า ผมไม่ใช่นักเขียนเรื่องครอบครัว เป็นคนเขียนเรื่องการพัฒนา เรื่องสังคมมากกว่า จึงเสนอว่า จะลองนำลงนิตยสารทีละเรื่อง ถ้าคนตอบรับ เมื่อลงแต่ละเรื่องหมดแล้วก็จะรวมเล่ม

ผมได้ตัดสินใจพิมพ์เอง และให้ศูนย์หนังสือจุฬาฯ จัดจำหน่าย ปรากฎว่า คนเขียนเรื่องการพัฒนาก็เขียนหนังสือเรื่องสอนลูกได้ พิมพ์ถึง 8 ครั้ง ละ 3,000 เล่มครับ

ส่วนหนังสือ “อ่านชีวิตบนแผ่นฟิล์ม” พิมพ์เพียงครั้งเดียว ผมตั้งใจว่า จะนำมาตีพิมพ์อีก และ/หรือทำเป็น E-Book ให้คนอ่านฟรี คงอีกไม่นาน เช่นเดียวยกับ “สอนลูกให้คิดเป็น” ที่ยังพอมีเหลืออยู่บ้าง เอาไว้แจกโอกาสสำคัญครับ

 

Gandhi คานธี

 

“ผู้ชายคนเดียวเดินอยู่บนถนนฝุ่นฟุ้ง มีอาวุธแค่ไม้เท้ากับความซื่อสัตย์ ต่อกรกับสหราชอาณาจักร” เป็นคำพูดของชาวอังกฤษที่ปกครองอินเดียพูดถึงคานธี ซึ่งคนอินเดียพร้อมใจกันเรียกว่า “บิดาแห่งชาติ” และเคารพนับถือเป็น “มหาตมะ” (วิญญาณที่ยิ่งใหญ่)

เขาใช้หลักอหิงสานำชาวอินเดียลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอาณานิคมอย่างอังกฤษ ซึ่งคานธีบอกว่า “คุณทำตัวเป็นนายในบ้านคนอื่น คุณกดขี่เราเพื่อควบคุมเรา ที่สุดพวกคุณต้องไป คุณมีแค่หนึ่งแสน ควบคุมคนอินเดีย 350 ล้านคนไม่ได้หรอกถ้าพวกเขาไม่ร่วมมือด้วย นั่นคือสิ่งที่พวกเราจะทำด้วยความสงบ อหิงสา ไม่ร่วมมือจนกว่าพวกคุณจะจากไป”

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและที่อังกฤษกลัวมากกว่าการใช้กำลังติดอาวุธเสียอีก เพราะนั่นหมายถึงศัตรูที่สู้กันชัดเจน ด้วยยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเดียวกัน กฎกติกาเดียวกัน แต่คานธีใช้วิธีอื่น วิธีของเขา ซึ่งดูจะสู้ยาก เขาใช้อหิงสาตอบโต้ความรุนแรง

เขาสอนเรื่องนี้ให้หมอสอนศาสนาชาวอักฤษที่ไปหาและอยากช่วยเขาที่แอฟริกาใต้ว่า “พระเยซูทรงสอนว่า ใครตบแก้มซ้ายให้หันแก้มขวาให้ คงหมายถึงความกล้า เต็มใจยอมรับการทำร้าย ถูกตีหลายครั้งเพื่อให้เห็นว่า เราจะไม่ตอบโต้หรือหลบหลีก แต่เมื่อทำเช่นนั้น บางอย่างในธรรมชาติมนุษย์จะทำให้ความเกลียดของเขาลดลงและความนับถือเพิ่มขึ้น”

มหาตมะคานธีบอกกับนักการเมืองทั้หลายว่า อย่ามัวแต่ตีฝีปากกันอยู่เลย การได้มาซึ่งเอกราชจะต้องทำอะไรมากกว่าการแสดงสุนทรพจน์งดงามแข่งกัน เขาเรียกร้องให้ลงไปยืนอยู่ข้างคนยากคนจน ชาวไร่ชาวนา รับรู้ปัญหาที่แท้จริงของพวกเขา แก้มาจากข้างล่าง ไม่ใช่จากบนเวที

ตอนต้นๆ หลายคนมองว่า อหิงสาเป็นความพ่ายแพ้ ไม่ยอมสู้ คานธีประกาศว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในการต่อสู้เสมอ ที่ใดมีความอยุติธรรมเราจะต้องต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมัน คำถามมีอยู่ว่า เราต่อสู้เพื่อเปลี่ยนมันหรือเพื่อลงโทษ เราทุกคนเป็นคนบาป ควรให้พระเจ้าเป็นผู้ลงโทษเอง ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ มีวิธีอื่นที่ดีกว่าการระเบิดรางรถไฟ หรือใช้มีดดาบฆ่าคน”

ความจริง การต่อสู้แบบอหิงสามองอีกด้านหนึ่งก็ใช่ว่าจะไม่รุนแรง เพียงแต่ความรุนแรงไม่ได้เป็นเป้าหมายหรือวิธีการ เป็นผลตามมาที่บางครั้งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป้าหมายของอหิงสาไม่ใช่บีบบังคับใครเปลี่ยนโดยใช้กำลังและความรุนแรง หากแต่หาทาง “เปลี่ยนใจ” เขา ไม่ใช่ฆ่าเขา

คานธีเป็นนักกฎหมาย จบจากอังกฤษ เขารู้ว่า “ถ้าเราตอบโต้อย่างรุนแรงเรากลายเป็นคนเถื่อน เขาเป็นกฎหมาย เขากลายเป็นคนถูกต้องและเราเป็นคนผิดทันที” เขามีวิธีอื่นที่ดีกว่า เช่นแค่ประกาศว่า จะทำให้คนอินเดียทั่วประเทศหยุดงานทุกอย่างหนึ่งวัน และร่วมกันสวดมนต์ในวันนั้น อังกฤษก็ตัวสั่นแล้ว เพราะถ้าคนอื่นพูดอาจจะไม่น่ากลัวอะไร แต่นี่คานธีเป็นคนประกาศเอง เขาทำได้เพราะมีบารมีที่ชาวอินเดียทั้งประเทศเคารพและติดตาม

เหล่านี้เป็นบางส่วนของ Gandhi (1982) หนังใหญ่ที่ได้รางวัลออสการ์ถึง 8 ตัว หนังอย่างนี้ควรสร้างให้มาก โดยเฉพาะในยุคที่โลกร้อนระอุด้วยไฟแค้นและสงคราม ผู้คนสนใจแต่ว่าจะจัดการกับปัญหาต่างๆ ให้เสร็จไปโดยเร็วได้อย่างไร ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ และที่คว้าได้ไวที่สุดก็ไม่พ้นความรุนแรงแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

มหาตมะคานธีเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ยิ่งใหญ่เพราะมีความเชื่อมั่นในหลักอหิงสา หรือการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ไขปัญหา ท่านไม่ใช่ศาสดาที่เทศน์สอนและมีสำนักส่วนตัว แต่เป็น “ประกาศก” (Prophet) ผู้ประกาศการต่อสู้ด้วยชีวิตของตนเอง ลงไปขลุกกับคนจน ทอผ้าเอง ทำงานทุกอย่างเองในอาศรมหรือชุมชนเล็กๆ ที่ก่อตั้งเพื่อเป็นต้นแบบและเพื่อการเรียนรู้ จนถึงไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แม้จะไม่เคยดำรงตำแหน่งใดๆ แต่มีอิทธิพลอย่างสูงในการก่อตั้งรัฐบาลของอินเดียและปากีสถานหลังจากได้รับเอกราชในปี 1947

ชีวิตของมหาตะมคานธีมีรายละเอียดและความยิ่งใหญ่กว่าในหนังมากนัก ต้องไปอ่านหนังสือ “ข้าพเจ้าทดลองความจริง” อัตชีวประวัติของท่าน และเล่มอื่นๆ เพื่อจะได้เรียนรู้และซึมซับบทเรียนชีวิตของ “วิญญาณที่ยิ่งใหญ่” หรือ ”มหาตมะ” ผู้นี้

เท่าที่ปรากฎสามชั่วโมงเศษของหนังเรื่อง Gandhi ก็พอทำให้ได้สัมผัสกับมหาบุรุษผู้นี้ตั้งแต่เขาไปทำงานเป็นทนายความที่แอฟริกาใต้ ซึ่งมีคนอินเดียอยู่เป็นจำนวนมาก ฉากแรก็ถูกถีบลงรถไฟเพราะไปนั่งชั้นหนึ่ง ซึ่งคนผิวสีไม่มีสิทธิ์ แต่นักกฎหมายหนุ่มจากอังกฤษคิดว่าเขามีเงินซื้อตั๋วได้ก็ต้องนั่งได้ ทำให้ได้บทเรียนอันเจ็บปวดครั้งแรกถึงความไม่เป็ธรรม การกดขี่ทางเชื้อชาติสีผิวในประเทศที่เป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ผลักดันให้คานธีหนุ่มเริ่มการต่อสู้กับกฎหมายไม่เป็นธรรม เช่นเมื่อมีการออกกฎหมายให้คนอินเดียพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งคานธีเห็นว่าไม่มีความจำเป็นและเลือกปฏิบัติ เขาบอกว่า “เราจะไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ และจะไม่ฆ่าใคร” เขาเรียกร้องให้ชาวอินเดียต่อสู้กับความโกรธแต่ไม่ไปกระตุ้นความโกรธ ต่อสู้กับความรุนแรงแต่ไม่ไปกระตุ้นความรุนแรง เอาหนังสือเดินทางไปเผาทิ้ง แม้จะถูกตีอย่างทารุณก็ยอม

ถ้าอำนาจรัฐจัดการด้วยความรุนแรง “เราจะไม่ตอบโต้ เราจะรับมัน ความเจ็บปวดของเราจะทำให้เขาเห็นความไม่เป็นธรรม เรายอมไม่ได้ เขาอาจจะทารุณกรรมร่างกายผม หักกระดูกผม หรืออาจจะฆ่าผม แต่เขาจะได้ร่างไร้วิญญาณของผมเท่านั้น ไม่ได้วิญญาณผม ไม่มีทางทำให้ผมเชื่อฟังเขาได้”

คานธีกลับไปอินเดียเมื่อปี 1915 อย่างวีรบุรุษ ข่าวคราวการต่อสู้ของเขาที่แอฟริกาใต้เป็นที่รับรู้ทั่วอินเดีย เขาเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสัมผัสกับสภาพและปัญหาชีวิตจริงของชาวบ้าน ได้เห็นความไม่เป็นธรรม การกดขี่ของอำนาจรัฐ อำนาจอาณานิคม

คานธีได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นที่ส่งผลให้คนไม่มีงานทำยากจนลงไปอีก ที่เคยทอผ้านุ่เองขายเองก็เลิก ไปหาซื้อผ้าจากแมนเชสเตอร์ที่อังกฤษส่งเข้าไปขาย โรงงานต่างๆ ตั้งขึ้นมาทำให้อาชีพชาวบ้านต้องเลิกล้มไป อย่างเคยทำเกลือขายแบบพื้นบ้านก็ต้องเลิกเพราะมีโรงงานเกลือขนาดใหญ่โดยนายทุนอังกฤษ

เขาเห็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวฮินดู มุสลิม ซิกข์ การรบราฆ่าฟันกันตั้งแต่ในหมู่บ้านไปจนถึงพรรคการเมือง และกลุ่มผู้นำชบวนการกอบกู้เอกราช ปัญหาซึ่งยืดเยื้อและไม่หยุดแม้เมื่อได้รับเอกราช และนี่คือประเด็นที่นักล่าอาณานิคมชอบหยิบยกมาอ้างความชอบธรรมในการเข้าครอบครองว่า ต้องการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ถ้าเราไม่มาพวกคุณฆ่ากันตาย เรามาช่วยดูแลจัดระเบียบบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข ข้ออ้างแบบ “อาณานิคม” ที่ไม่เคยเก่า

มหาตมะคานธีตอบว่า “ทุกประเทศมีปัญหาคนกลุ่มน้อย มีปัญหาระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่มันเป็นปัญหาของเรา ไม่ใช่ปัญหาของคุณ” คนอังกฤษได้ยินแต่ไม่ฟัง เหมือนมหาอำนาจในปี 2004 ที่บางประเทศอ้างตัวเป็นผู้คอยดูแลระเบียบโลก ต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ ก้าวก่ายไปทั่ว

แล้ววันหนึ่งก็เกิดความรุนแรงนองเลือดจนได้ เมื่อนายพลอังกฤษขนกองกำลังไปสังหารหมู่ชาวอินเดียที่รัฐอมริตสาตายไป 1,516 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน โชคดีที่เอารถถังเข้าไปไม่ได้เพราะถนนแคบ ไม่งั้นคงตายมากกว่านี้

แต่อหิงสาก็ไม่ได้ตอบโต้ อย่างที่เห็นในอีกฉากหนึ่งที่ยืนยันหลักปรัชญาของมหาตมะคานธีได้ดีที่สุด คือฉากที่คนอินเดียเดินหน้าเรียงสี่เข้าไปให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอังกฤษตีจนบาดเจ็บหัวร้างข้างแตกเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน จนทำให้หลายคนแคลงใจว่า หลักอหิงสาแก้ปัญหาได้จริงหรือ คำถามที่คนจำนวนมากยังค้างคาใจและถามกันจนถึงทุกวันนี้

คำตอบของมหาตมะคานที่พูดในท้ายหนังเรื่องนี้คือ “เมื่อฉันท้อแท้ ฉันจะคิดถึงประวัติศาสตร์ ที่ความจริงและความรักจะเป็นผู้ชนะเสมอ สังคมไม่เคยขาดทรราชและฆาตรกร และระยะหนึ่งดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ยงคงกะพันและเป็นผู้ชนะ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอดสักราย”

ความรุนแรงแบบตาต่อตาฟันต่อฟันทำให้โลกตาบอด มองไม่เห็นทางรอดที่มาจากอหิงสา หลักการที่ต้องเชื่ออย่างหนักแน่นมั่นคง และปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณแบบคานธี (Gandhian Sprit) แม้จะไม่มี “วิญญาณยิ่งใหญ่” (Great Soul) เท่าท่านก็ตาม

(Gandhi ภาพยนต์ความยาว 183 นาที โดยผู้กำกับ Richard Attenborough แสดงโดย Ben Kingsley, Candice Bergen, Edward Fox และอื่นๆ ได้รับรางวัลออสการ์ 8 ตัว ภาพยนต์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับ ดารานำชาย บทภาพยนต์ และอื่นๆ )