phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Saturday, 18 May 2019 10:11

เจ้าปิงปองกับเจ้าสามขา Featured

Rate this item
(0 votes)

เรื่องเจ้าปิงปอง หมาแสนรู้ที่โคราช ที่ช่วยทารกที่ถูกฝังไว้ในดินให้รอดเป็นข่าวดังไปทั่วโลก เจ้าปิงปองคงเป็นหมา “พันธุ์โรด” หรือพันธุ์ทาง เช่นเดียวกับหมาไทยทั่วไป แต่เป็นหมาที่ใครๆ ก็รัก เพราะมันซื่อสัตย์ สอนง่าย ช่วยงานเจ้าของทำงานในไร่ ไล่ต้อนวัวได้

ข่าวบอกว่า เจ้าปิงปองขาพิการหนึ่งข้าง ใช้งานไม่ได้ เพราะถูกรถชน แปลว่ามันเดินวิ่ง ๓ ขา แต่ก็ยังสามารถทำอะไรได้ดีไม่น้อยกว่าหมา ๔ ขา ทำให้ผมคิดถึงเรื่อง “เจ้าสามขา” ของผม

เจ้าสามขาเป็นหมาในจินตนาการ ในนิทานที่ผมเล่าให้ลูกฟังตอนลูกยังเล็ก ว่าเป็นหมาแสนรู้ฉลาด ซน จนวันหนึ่งโดนรถทับขาข้างหนึ่ง จึงเดินวิ่งสามขา เจ้าของและใครๆ รักมัน ทำให้หมาจตัวอื่นอิจฉาและหาทางกลั่นแกล้งต่างๆ นานา แต่เจ้าสามขาก็ผ่านมาได้ทุกที เพราะความฉลาดรู้จักเอาตัวรอดได้ในยามยากลำบาก

ที่สุด วันหนึ่งบรรดาเจ้าตูบขี้อิจฉาสุมหัวกันคิดว่าต้องทำอะไรที่สาหัสกว่าที่เคยทำ จึงพากันขุดหลุมวางกับดักเจ้าสามขา ซึ่งก็ถูกหลอกให้ตกลงไปในหลุมจริงๆ หลุมลึก ขึ้นไม่ได้ แต่สวรรค์มีตา ฟ้าโปรด มีรถคันหนึ่งวิ่งเข้าหมู่บ้าน ไปเที่ยวจับหมาตามถนน บรรดาเจ้าตูบนักแกล้งโดนจับไปแล่เนื้อเถือหนังกันหมด เมื่อรถจากไป เจ้าสามขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้คนให้ขึ้นมาจากหลุม

วันหนึ่ง ผมนั่งที่หน้าบ้าน เสี่ยวหงษ์ ลูกสาวคนเล็กอายุประมาณ 4-5 ขวบของดร.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ มาที่บ้าน มานั่งรอ “พี่ขวัญ” ลูกสาวของผม คุยกันไปมา ผมถามเสี่ยวหงษ์ว่า มีนิทานอะไรสนุกเล่าให้ลุงฟังบ้างสิ เสี่ยวหงษ์ก็เล่าเรื่องเจ้าสามขา

แต่ตอนจบเธอเล่าว่า เมื่อพวกหมาขี้อิจฉาแกล้งจนเจ้าสามขาตกลงไปในหลุมขึ้นไม่ได้ พวกมันก็รู้สึกเสียใจ จึงพากันช่วยเจ้าสามขาขึ้นมา และกลายเป็นเพื่อนดีต่อกัน จบ

ผมบอกเสี่ยวหงษ์ว่า หนูได้ยินเรื่องนี้จากไหน เสี่ยวหงษ์ตอบว่า จากพี่ขวัญ พอดีลูกสาวผมเดินมา ผมถามลูกว่า หนูเปลี่ยนนิทานของพ่อตอนจบหรือ ลูกสาวตอบว่า ใช่ เพราะเรื่องของพ่อจบแบบโหดเกินไป

ผมยอมรับว่า ตนเองไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ว่ามีความละเอียดอ่อนเพียงใดสำหรับเด็ก เราผู้ใหญ่ใช้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว หรือว่าเราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงจนไม่รู้ว่ามันรุนแรง เรื่องราวในบ้านเมือง ที่เป็นข่าว หรือที่ทำเป็นหนังเป็นละครในสื่อต่างๆ ก็เต็มไปด้วยฉากและเรื่องราวที่รุนแรง เลือดท่วมจอ ตบตีกัน นั่นคือสภาพแวดล้อมที่เราและลูกเราเติบโตขึ้นมา

ผมเล่าเรื่องเจ้าสามขาเมื่อกว่า ๒๕ ปีก่อน พอดีพ้องกับเรื่องเจ้าปิงปองโดยบังเอิญวันนี้ ที่ทั้ง “พี่ขวัญ” กับ “เสี่ยวหงษ์” ต่างก็เติบโต พี่ขวัญเป็นแพทย์หญิง เสี่ยวหงษ์เป็นสัตวแพทย์หญิง ทั้งสองคงช่วยเหลือรักษาคนรักษาสัตว์ด้วยความเมตตา

ยังมีอีก ตอนที่ลูกชาย “โดม” พี่ชายขวัญ อายุได้ขวบเศษ ผมเล่านิทานเรื่องแรกให้ลูกฟัง เขานอนอยู่บนตัก ฟังพ่อด้วยความตั้งใจ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีวัวตัวหนึ่งกินหญ้าอยู่กลางทุ่ง กินไปๆ อย่างมีความสุข ทันใดนั้น มีสิงโตตัวหนึ่งค่อยๆ คลานมาช้าๆ เงียบๆ ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แล้วกระโจนงับขาวัว” ผมจำภาพตอนนั้นได้ติดตา ลูกสะดุ้งอย่างแรง ตกใจ ตั้งแต่นั้นมา แกเห็นรูปสิงโตที่ไหนก็จะเอานิ้วจิ้มลงไปที่ภาพ บอกว่า “เกลียดๆๆ” เกลียดที่สิงโตไปทำร้ายวัว

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อกว่า 35 ปีก่อน วันนี้โดมเรียนจบปริญญาโทการแสดงและการสอนไวโอลินที่มหาวิทยาลัยศิลปะเบอร์ลิน เล่นและเป็นครูสอนไวโอลินที่เบอร์ลิน เยอรมนี อาชีพละเอียดอ่อน ที่ทำให้คนมีความสุข

ผมเล่าเรื่องความรุนแรงที่ตนเองใส่ลงไปในนิทานโดยไม่รู้ตัว หรือว่าความรุนแรงอยู่ใน DNA ของผม ของเรา ของสังคม เบ้าหลอมที่ร้อนและเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้ลูกหลานเรา เสียใจครับ เล่ามาเผื่อว่าจะเป็นบทเรียนให้คนอื่นได้ด้วย จะได้ “เพลามือ” ลงบ้าง ตั้งสติก่อนพูดก่อนทำ ก่อนเล่า แล้วเราจะไม่เสียใจภายหลัง

 

เสรี พงศ์พิศ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒

Last modified on Saturday, 18 May 2019 13:10