phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Friday, 10 May 2019 16:49

การวิจัยที่ให้พลัง Featured

Rate this item
(0 votes)

ทางอีศาน พฤษภาคม ๒๕๖๒

การวิจัย ได้กลายเป็น “ตาบู” (taboo) คือ อะไรที่คนไม่อยากพูดถึง เพราะดูเป็นความลึกลับซับซ้อน น่ากลัว เป็นเขตแดนของผู้รู้ นักวิชาการ ไม่ใช่เรื่องราวที่ชาวบ้านคนธรรมดาทำได้ทำเป็น

            งานวิจัย โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนามักเป็นการไปเสริมอำนาจทุนหรืออำนาจรัฐ หรือไม่ก็ไปขึ้นหิ้งเพราะเป็นแค่ “การสำเร็จความไคร่ทางปัญญา” (intellectual masturbation) ของนักวิชาการ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตของผู้คน

            นักศึกษาปริญญาโทกลัวการวิจัย ถ้าเลือกได้ก็จะเลือกสาขาวิชาที่เรียนโดยไม่ต้องวิจัย แค่ทำงานวิชาการสักชิ้นที่เรียกว่าสรรพ์นิพนธ์ หรืออะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ “การวิจัย” เต็มตัว

            อาจารย์บางคนก็ “ซาดิสท์” ชอบทำให้นักศึกษากลัว ขู่ด้วยการพูดถึงแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยงานวิจัยอย่างพิสดารพันลึก จนนักศึกษาหลายคนท้อตั้งแต่เรียนชั่วโมงแรก

            คงเพราะอาจารย์บางคนกลัวนักศึกษาจะไม่รู้ว่าตนเองรู้มาก ความจริง คนฉลาด คนเก่ง ไม่ใช่คนที่พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง แต่เป็นคนที่ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เรื่องที่ดูเหมือนทำไม่ได้ ให้สามารถทำได้ ส่วนนักวิชาการที่ไม่รู้จริง คือ คนที่ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น

            ความจริง การวิจัย คือ กระบวนการค้นหาความจริงบางอย่างที่ยังไม่รู้ หรือไม่รู้ชัดแจ้ง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการทางวิชาการบางอย่าง ทำให้ได้ผลลัพท์ที่น่าเชื่อถือ

            ถ้าไม่ติด “กรอบวิชาการ” จนเกินไป แต่ให้ความสำคัญกับ “กระบวนการ” และ “ผลลัพท์” ก็จะพบว่า ความรู้ต่างๆ ในท้องถิ่น ในสังคมก็ล้วนแต่ผ่าน “กระบวนการวิจัย” มาทั้งสิ้น ที่คนรุ่นก่อนๆ ได้ “วิจัย” โดยใช้เวลานานหลายปี หลายสิบ หลายร้อยปี จนได้ผลลัพท์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้

ดูปัจจัย ๔ ในวิถีชีวิตประจำวันก็จะพบความล้ำลึกของภูมิปัญญา ซึ่งเป็นผลงาน “วิจัย” ของบรรพชนเป็นร้อยเป็นพันปี ล้วนวิจิตรพิสดารและต้อง “ถอดรหัส” จึงจะเข้าใจคุณค่าและความหมายอันลุ่มลึกได้

วันนี้สังคมมีกรอบเกณฑ์ในการวัดความรู้ งานวิจัยไปอีกแบบ คิดว่าคนจบมหาวิทยาลัยรู้มากกว่าชาวบ้านที่จบประถมมัธยม ปริญญาตรีดีกว่าปริญญาโท ปริญญาเอกรู้ดีเหมือนเทวดา ทั้งๆ ที่ด็อกเตอร์โง่ๆ ก็มีมากมาย

เพราะการเรียนรู้ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ข้อมูลหรือความรู้ แต่วัดกันที่ “ปัญญา” คนทำงานวิจัย คนทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอก มักเต็มไปด้วยข้อมูล และเชื่อมข้อมูลให้เป็นความรู้ แต่ไม่มี“ปัญญา”

จะเกิดปัญญาได้ต้องตกผลึก ต้องสรุปเป็นหลักคิด หลักการ เป็นปรัชญา ที่ต้องผ่านกระบวนการหล่อหลอม การวิเคราะห์วิจารณ์ถึงแก่น จนทำให้มั่นใจในสิ่งที่สังเคราะห์จากความรู้ทั้งหลายให้เป็นหลักคิดใหม่ ปัญญาอย่างใหม่

ส่วนงานวิจัยตามมาตรฐานวิชาการกระแสหลัก มักต้องมีแบบแผนที่เคร่งครัดชัดเจน มีแนวคิดทฤษฎีนำ งานวิจัยจึงเต็มไปด้วยแนวคิดทฤษฎีของนายเดวิด โรเบิร์ต เพื่อให้ดูขลัง

งานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ต่างๆ จึงมักจะไปลอกๆ กันมา (copy & paste) แนบเนียนบ้าง โจ่งแจ้งแบบไม่อายเจ้าของความคิดเดิมบ้าง พอไปสอบถูกกรรมการถามว่า ทำไมไปลอกเขามามากมายอย่างงั้น ผู้วิจัยบางคนตอบว่า เพราะเขาเขียนดีมากครับ

ประเทศไทยมีงานวิจัยน้อย งบประมาณส่งเสริมงานวิจัยก็น้อย เทียบกับประเทศพัฒนาไปไกลอย่างญี่ปุ่น เกาหลี จีน สิงคโปร์ไม่ได้เลย แม้แต่ประเทศในระดับเดียวกันอย่างมาเลเซีย

แต่ถ้าหากไม่เอา “มาตรฐาน” การวิจัยแบบเคร่งครัดเกินไป เน้นที่กระบวนการที่เรียบง่ายและผลลัพท์ที่สัมผัสได้จริง งานวิจัยไทยก็จะมากกว่าที่รายงาน ลองพิจารณาวิธีวิจัยที่ “เป็นมิตรกับชาวบ้าน” และให้ประโยชน์มากมายได้ผลจริง ผลลัพท์ที่ปรากฎชัดเจนจนวิชาการไม่อาจปฏิเสธคุณค่าได้ ลองพิจารณา “โมเดล” ต่อไปนี้ดู

๑.     งานวิจัยไทบ้าน งานวิจัยที่อุบลราชานี โดยชาวบ้านเขื่อนปากมูลเมื่อหลายปีก่อน มีเอ็นจีโอ

และนักวิชาการให้คำแนะนำวิธีการ เครื่องมือบางอย่างที่ชาวบ้านนำไปใช้ได้ ทำให้ได้ข้อมูลความรู้ที่นักวิจัยอาชีพของรัฐและของสถาบันการศึกษาทำไม่ได้

            ชาวบ้านอยู่กับแม่น้ำมูลมาตั้งแต่พ่อแม่ปู่ย่าตายาย รู้จักน้ำ ปลา สิ่งมีชีวิต ธรรมชาติของแม่น้ำสายนี้มาตั้งแต่เกิด พวกเขาเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อยืนยันว่า ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอันมีชีวิตของแม่น้ำสายนี้ที่รัฐไปทำเขื่อนมีรายละเอียดและความสัมพันธ์เป็นองคาพยพเดียวกันอย่างไร ไม่ได้มองอย่างแยกส่วน หรือลดทอนให้เป็นแค่น้ำเพื่อการเกษตร หรือผลิตกระแสไฟฟ้า มองอย่างเป็นองค์รวม อย่างรู้คุณที่เอื้ออาทรให้คนอยู่ร่วมกับน้ำได้

            พวกเขาได้สะท้อนให้เห็น “ชีวิต” ของลำน้ำมูล แสดง “จิตวิญญาณ” ของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและชุมชนที่สัมพันธ์กับแม่น้ำสายนี้มาเป็นร้อยเป็นพันปี ที่อำนาจรัฐและอำนาจทุนไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึง

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากองค์การอนามัยโลก แต่รัฐบาลไทย สถาบันการศึกษาไทยไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้ยกย่องให้เกียรติ เพราะเป็นงานวิจัยของ “ไทบ้าน”

๒.     งานวิจัยอินแปง มีหลากหลาย เริ่มจากมูลนิธิหมู่บ้านให้ธวัชชัย กุณวงศ์ ที่จบปริญญาตรี

พัฒนาชุมชนจากวิทยาลัยครูสกลนคร ไปอยู่ที่บ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร เพื่อเรียนรู้ร่วมกับชาวบ้านว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน มีทุนทรัพยากร ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญาอะไรบ้าง

            การวิจัยทำให้ชาวบ้านเกิดสำนึกในรากเหง้าและอัตลักษณ์ของตน ได้เข้าใจทุนเดิมของตน ได้เข้าใจปัญหาและหาทางออกได้ ยืนยันว่า “คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไป คนไม่รู้จักรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย”

ได้ความเชื่อมั่นที่หายไปกลับคืนมา เมื่อตั้งหลักได้ก็เดินหน้าได้ “ไปถึงทางตันก็กลับทางเก่า” เคยถางสวนป่าหลังบ้านเพื่อปลูกปอปลูกมันแล้วเป็นหนี้ ก็กลับไปฟื้นฟูสวนป่า เฮ็ดอยู่เฮ้ดกิน “ยกป่ามาไว้บ้าน ยกภูพานมาไว้สวน” กลับไปหาธรรมชาติและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ

ชาวอินแปงเป็นเครือข่ายชุมชนรอบตีนภูพาน มีพลังในการรวมกลุ่ม ทำวิจัยต่อเนื่องโดยทุนสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ อย่างกรมป่าไม้และสปก. เพื่อวิจัยและพัฒนาการฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยสำคัญชิ้นหนึ่งของชุมชนที่ได้รับทุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ มียงยุทธ ตรีนุชกร เป็นแกนนำ วิจัยว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านไปหาอยู่หากินในรัศมี ๑๕-๒๐ ก.ม. จากหมู่บ้านของตนเองที่ไหนบ้าง ได้อะไรมาบ้าง เอามาใช้ เอามาทำกินอะไร เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมและโรคภัยไข้เจ็บอะไร

            การวิจัยโดยชาวบ้านเป็นผู้วิจัยหลักทำให้ได้ข้อมูลว่า หลายสิบปีก่อนนั้นชาวบ้านปลูกข้าวกันกี่สายพันธุ์ มีพืชอะไร ผักอะไร ผลไม้อะไร สัตว์เล็กใหญ่อะไรในทุ่ง ในนา ในป่า ในหนอง อะไรที่หายไป อะไรที่ยังอยู่ แล้วร่วมมือกันอนุรักษ์และส่งเสริมสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ฟื้นฟูสิ่งที่หายไปหรือหมดไปให้กลับมา
            ชาวบ้านถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาให้ลูกหลาน ในโครงการ “เด็กฮักถิ่น” พาไปเรียนรู้ดูใบ้ไม้ ต้นไม้ ในป่า นำมาเพาะมากล้า ขายได้เงินให้เด็กออมเป็นทุนการศึกษาและช่วยครอบครัว

เรียนรู้การอยู่ร่วมกับป่ากับธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยกัน ไม่หาประโยชน์จากธรรมชาติแบบขูดรีดล้างผลาญ เอาทุกอย่างไปขายจนไม่มีแม้แต่จะกิน เหล่านี้ล้วนเป็น “งานวิจัย” จากการลงมือปฏิบัติทั้งสิ้น

            ชาวบ้านวิจัยเชิงปฏิบัติการจนสามารถเพาะกล้าหวายได้ภายในไม่กี่วัน ก่อนนั้นเจ้าหน้าที่เกษตรบอกว่าต้องใช้เวลา ๘ เดือน คนอินแปงเอาเมล็ดหวายมาเพาะกล้า ปลูกเอง ขายด้วย ทั้งพันธุ์หวายและยอดหวาย ตอนฉลอง ๒๕ ปีอินแปงเมื่อปี ๒๕๕๕ ชาวอินแปงสรุปว่า ได้เพาะกล้าหวาย ๕๐ ล้านต้น

๓.     วิจัย ๒ วัย เป็นงานเล็กๆ ที่ผมเคยเสนอให้ครูกำหนดให้นักเรียนไปสัมภาษณ์ปู่ย่าตายาย เพื่อ

จะได้ข้อมูลว่า ครอบครัวของตนเอง พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นใคร มาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร ถ้าเด็กทุกคนทำ เอาข้อมูลมารวมกัน จะเป็นจิ๊กซอต่อให้เห็นภาพใหญ่ ก็จะได้ข้อมูลว่า ชุมชนนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีกี่ครอบครัว กี่ตระกูล มีพัฒนาการอย่างไร

            ที่สำคัญ จะเชื่อมคน ๒ วัย ผู้สูงอายุกับหลานๆ ทำให้คนแก่คนเฒ่ารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ได้รับการยอมรับจากลูกหลานและชุมชน

            พูดไปก็เท่านั้น ผมได้ลงมือทำเอง สัมภาษณ์พ่อตอนอายุเลย ๘๐ แล้ว ทำเป็นหนังสือเล่มสวยงามในวันเกิด ๘๔ ปีของท่าน พ่อแจกให้ลูกหลานอย่างมีความสุข ลูกหลานหลายคนอ่านแล้วร้องไห้ ไม่รู้มาก่อนว่า ปู่ ตา ทวดคนนี้เคยมีชีวิตที่ยากลำบากและต่อสู้เพื่อลูกหลานมากมายขนาดนั้น

๔.     ประชาพิจัย เป็นการสังเคราะห์ประสบการณ์การทำงานกับชุมชนของมูลนิธิหมู่บ้าน ออกมา

เป็นเครื่องมือให้ชุมชนวิจัยตนเอง ให้รู้ประวัติ รากเหง้าของตน รู้ทุนท้องถิ่น ศักยภาพชุมชน รู้รายรับรายจ่าย หนี้สิน การกินการอยู่ ปัญหา และความต้องการ ความฝันของชุมชน จนถึงการไปเรียนรู้ดูงานจากที่อื่น แล้วมาร่างแผนแม่บทการพัฒนาชุมชนของตนเอง (ในระดับตำบล)

            เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพราะสำนักงานกองทุนสนับสนุงานวิจัย (สกว.) ปฏิเสธที่จะให้ทุน (เพราะไม่คิดว่าชาวบ้านทำวิจัยเป็น) UNDP ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยนี้ไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ขอยืมไปใช้ในหลายประเทศในแอฟริกาและคาริบเบียน

            หลายปีก่อน สภาพัฒน์ฯ เป็นผู้ประสานให้กระทรวงต่างๆ นำ “ประชาพิจัย” ไปใช้ แต่รวบรัดตัดหัวตัดหาง เหลือเป็นเพียงเครื่องมือของบประมาณเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่วัตถุประสงค์ของ “ประชาพิจัย” คือ ให้ชุมชนหลุดพ้นจากวิธีคิดแบบพึ่งพา จากการครอบงำ เป็นอิสระในการจัดการชีวิตของตนเอง เพื่อให้พึ่งตนเองได้ เพราะประชาพิจัย คือ การวิจัยของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน

            การวิจัยให้พลังและปลดปล่อยได้ โดยไม่ต้องเคร่งครัดระเบียบวิธีวิจัย ซึ่งหลายครั้งกลบเนื้อหาสำคัญของานวิจัยไปจนไม่รู้ว่าทำอะไร เหมือนเพลงที่ได้ยินแต่เสียงดนตรี กลบเสียงร้องของนักร้องที่คนอยากฟัง

            วันนี้ สังคมยังคงไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของงานวิจัยไทบ้าน ประชาพิจัย และอื่นๆ ส่วนหนึ่งเพราะยังบ้าจี้ไปกับระเบียบวิธีวิจัยแบบฝรั่งจนดูถูกภูมิปัญญาของชาวบ้าน อย่างมากก็ให้ชาวบ้านมาเป็นผู้ช่วย มาเป็นทีมวิจัย แต่ยังไม่เชื่อว่า ชาวบ้านวิจัยเองเป็น

            เมื่อโลกเปลี่ยน คุณค่าของใบปริญญา สัญลักษณ์ของ “มาตรฐานการศึกษา” ลดลง สังคมให้ความสำคัญกับการศึกษาการวิจัยที่ให้ผลจริงในทางปฏบัติมากกว่า สังคมวิชาการยังงมอยู่กับความเชื่อโบราณในวิชาการที่ล้าสมัยและในสถานภาพของตนเอง ขณะที่ภาคธุรกิจเขาเปลี่ยนโลกด้วยงานวิจัยที่ลงทุนมากมายมหาศาล

            บริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้มีงบประมาณวิจัยปีหนึ่งประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณการวิจัยของรัฐบาลไทยให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต่างๆ ปีหนึ่งไม่กี่หมื่นล้านบาท ได้ผลลัพท์ที่มีพลังแตกต่างกันมากนัก ประเทศพัฒนาแล้วเขามีงบวิจัยมากกว่าไทยเป็นร้อยเท่า

            นักวิจัยไทยมีไม่กี่หมื่นคน แต่ถ้าใจกว้าง เห็นความสำคัญของการวิจัยแบบไทบ้าน แบบประชาพิจัย แบบอินแปง เมืองไทยจะมีนักวิจัยอีกเป็นล้านคน จะได้ผลงานวิจัยมากมายมหาศาล ที่มีคุณค่าในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างคาดไม่ถึง

            นักวิจัยไทบ้านล้านคน มีผลงานวิจัยที่ให้คุณค่ามากกว่างบประมาณที่ลงไปสนับสนุนอย่างแน่นอน เพราะ “ชุมชนเรียนรู้ ชุมชนเข้มแข็ง”

ปัญหาอยู่ที่ว่า แล้วใครจะยอมให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะ “คนมีความรู้ปกครองง่าย แต่ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย” (วิลเลียม เบลค)