phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Sunday, 21 April 2019 09:43

วันปาสกา วันชีวิตใหม่ Featured

Rate this item
(0 votes)

วันปาสกา วันชีวิตใหม่

วันปาสกา วันอีสเตอร์ วันรำลึกถึงการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้า หลังจากสัปดาห์ศักดิสิทธิ์ ที่รำลึกถึงวาระสุดท้ายของพระองค์ที่ทรงถูกจับ ถูกทรมานและถูกตรึงกางเขน สิ้นพระชนม์

ผมคิดถึงประสบการณ์ที่ทำงานกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี คนเป็นเอดส์เมื่อกว่า 25 ปีก่อนที่ภาคเหนือ ได้ส่งเสริมการรวมตัวกันของผู้ติดเชื้อ สร้างเครือข่าย ให้พวกเขามีพลังเพื่อช่วยเหลือตนเอง และช่วยผู้อื่น ทั้งผู้ติดเชื้อและสังคมโดยรวม

ผมได้ขอให้พวกเขาเขียนเรื่องชีวิตตนเอง ผมปรับปรุงแล้วส่งไปตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ จากนั้นได้รวมเล่ม พิมพ์เผยแพร่เพื่อระดมทุนเข้ากองทุนยาเพื่อผู้ป่วยเอดส์ ได้เงินกว่า 500,000 บาท

หลังจากนั้น หนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” ได้รับการตีพิมพ์จากกระทวงศึกษาธิการและคุรุสภา เผยแพร่ไปทุกโรงเรียนทั่วประเทศ

บุคลากรในแวดวงสาธารณสุขบอกว่า หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติของผู้คนเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ฝรั่งทำงานในเมืองไทยบอกว่า ผมมีส่วนในการเปิดเผย “โฉมหน้ามนุษย์” ของเอดส์ (human face of aids)

หนังสือเล่มนี้ ผมเป็นบรรณาธิการและได้เขียนต่อจากบันทึกชีวิตของผู้ติดเชื้ออีกหลายบท ตีพิมพ์ในมติชนด้วย ผมสรุปตอนท้ายบทความหนึ่งว่า

 

“ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์

            แต่มนุษย์สามารถเอาชนะทั้งความเจ็บป่วยและความตายได้

            เราจึงมีนิพพาน มีการกลับคืนชีพ มีความหลุดพ้น

            มีชีวิตใหม่ แล้วแต่ศาสนาไหนจะสอนอย่างไร

            เอดส์อาจจะฆ่าร่างกายของมนุษย์ได้ แต่ไม่อาจฆ่าตัว “มนุษย์” ได้

            ความตายของหลายคนได้หว่านเมล็ดแห่งชีวิตลงบนผืนดิน

            อย่างที่จำลอง, วิทยา, สุทัศน์, ไสว และอีกหลายคนได้กระทำ” (หน้า 79)

 

ผมได้ขอให้คุณหมอประเวศ วะสี เขียนคำนำให้ สุดท้ายกลายเป็น “บทนำ” เพราะมีเนื้อหาที่ได้เปิดเผยให้เห็นสัจจธรรม อันเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ชีวิตของผู้ติดเชื้อเลยทีเดียว ท่านเริ่มต้นว่า

“หนังสือที่อยู่ในมือของท่านเล่มนี้เ ถ้าอ่านอย่างเชื่อมโยงทั้งทางจิตใจ จิตวิญญาณ และปัญญาแล้วลองสร้างจินตนาการดังต่อไปนี้” แล้วท่านก็แนะนำเป็น 5 หัวข้อ คือ

“หนึ่ง ถ้าผู้ติดเชื้อที่เผชิญหน้ากับความตาย แล้วเกิดไม่กลัวตายขึ้นมา” ท่านบอกว่า “คนติดเชื้อเอดส์ที่เผชิญกับความตายซึ่งๆ หน้า จนหลุดพ้นจากความตาย ก็คือคนที่ “บรรลุธรรม” เกิดพลังชีวิต และพลังสร้างสรรค์ทางสังคม”

“สอง ถ้าครอบครัวของผู้ติดเชื้อสลัดปมด้อย ไม่กลัว ไม่ทุกข์ เผชิญกับทุกอย่างด้วยความองอาจเยี่ยงแม่หม้ายดอยสะเก็ด...เรียกว่าเขาบรรลุอิสระภาพ คือหลุดพ้นจากความบีบคั้น จากความรู้สึกของตนเอง และความรู้สึกของสังคมที่มีต่อเรา อิสระภาพคือภูมิคุ้มกันของเรา แม้ความรู้สึกไม่ดีของสังคมซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อโรคก็ทำอะไรเขาไม่ได้”

“สาม ถ้าชุมชนเข้มแข็ง” ท่านอธิบายว่า “วิกฤติการณ์ในสังคมเกิดจากปรากฎการณ์ที่ความชั่ว organized หรือรวมตัวเป็นโครงสร้างที่มีพลังทำอันตราย แต่ควมดีไม่ organized หรือไม่รวมตัวกันเป็นโครงสร้างจึงไม่มีภูมิคุ้มกัน ระบบสังคมจึงเป็นระบบที่ขาดภูมิคุ้มกัน หรือสังคมนั่นแลที่เป็นโรคเอดส์ เปิดโอกาสให้เชื้อโรคทางสังคมต่างๆ ลุกลามจนเจ็บป่วยและวิกฤติ” แล้วท่านก็อธิบายว่าชุมชนเข้มแข็งเป็นอย่างไร

“สี่ ถ้าสังคมเข้าใจธรรมชาติแห่งการบำบัด” ท่านอธิบายเรื่องความสมดุลของชีวิต ปัญหาสุขภาพที่ลำพังแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถเผชิญกับเรื่องนี้ได้ ที่สังคมต้องร่วมมือกันใช้หลากหลายวิถีทางวัฒนธรรมในการบำบัดโรคร้ายนี้ ทำให้ผู้คนเอื้ออาทรต่อกัน

“ห้า ถ้าสังคมทั้งหมดซึ่งรวมถึงรัฐบาลและสื่อมวลชนด้วยมีความเข้าใจที่ถูกต้อง (สัมมาทัศนะ) ท่านบอกว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นพลังแห่งความหลุดพ้นจากความไม่รู้หรืออวิชชาที่ครอบงำมนุษย์ “เป็นเบญจวิมุติทางสังคม”

ท่านเสนอในตอนท้ายว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ในการต่อสู้เอดส์คือการทำให้สังคมทั้งสังคมมีภูมิคุ้มกัน ท่านสรุปว่า “การระบาดของโรคเอดส์เกิดขึ้นในช่วงที่มนุษย์มีวิกฤติการณ์จากความแตกสลายทางสังคม (Social Disintegration) ในการเผชิญกับวิกฤติการณ์โรคเอดส์ ปัญหาที่ไม่มีทางออกจะกระตุ้นให้มนุษย์เกิดปัญญาใหม่ นำความรัก ปัญญา และความเป็นประชาสังคม ขึ้นมาสร้างสรรค์สังคมขึ้นใหม่ อันเป็นการอภิวัฒน์ ”มนุษยชาติ (Humanity Revolution)

“หนังสือเล่มนี้.....ไม่ใช่หนังสือธรรมดา แต่มีความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก ถ้าผู้อ่านได้สัมผัสสิ่งที่ลึกอยู่ในจิตวิญญาณ การสัมผัสนั้นจะเป็นประดุจทิพยสัมผัสที่มาปลดปล่อยผู้อ่าน ให้ธรรมชาติที่แท้แห่งความเป็นมนุษย์ หลุดออกจากมายาอวิชชาที่ครอบคลุมชีวิตและสังคม เกิดพลังชีวิตและพลังสร้างสรรค์ อันจะทำให้มนุษยชาติพบอิสรภาพและศานติสุข”

 

ผมขอบคุณพระที่ได้มีโอกาสทำงานกับผู้ติดเชื้อ คนเป็นเอดส์ ได้ประสบการณ์ ได้พบเห็น ได้สัมผัสกับชิวิตจริงของคนที่ “ตายแล้วเกิดใหม่” คนที่อาจไม่ได้เปลี่ยนโศกนาฎกรรมให้เป็นสุขนาฎกรรม แต่ได้มองเห็นคุณค่าจากที่เห็นว่าไร้ค่า เห็นควาหมายของชีวิตจากความไร้เหตุผล

มองเห็นแสงสว่างในความมืด แม้พียงเล็กน้อย แต่เพียงพอเพื่อนำไปสู่ทางออก หลุดพ้นจากทางตันและกับดักของชีวิต

พวกเขาได้เรียนรู้ ได้พบว่า แม้แต่ความทุกข์ ความเจ็บป่วยและเจ็บวดก็สามารถเปลี่ยนเป็นยาขมที่รักษาบาดแผลทางจิตวิญญาณได้ ประสบการณ์นี้ทางศาสนาคริสต์เรียกว่าเป็น “พระหรรษทาน” (Grace of God) สิ่งที่พระประทานให้เกิดสุข

ขอให้ศานติสุขจงมีแด่ทุกท่านในวันปาสกาครับ Happy Easter !

เสรี พงศ์พิศ วันปาสกา 21 เมษายน 2019

(อีกไม่นาน ผมจะนำหนังสือ “บันทึกเพื่อนชีวิตใหม่” เล่มนี้มาทำเป็น E-book ที่ใครๆ ก็อ่านได้ฟรีครับ)