phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 27 March 2019 08:01

บทเรียนปรากฎการณ์ "อนาคตใหม่" Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 27 มีนาคม 2562

เกินความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ ที่พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงและส.ส.มากมายขนาดนี้ แต่ถ้าพิจารณาจาก “3 ใหม่” ของพรรคนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไร

            หนึ่ง คนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 18-25 ปีจำนวนเกือบ 8 ล้านคน รวมทั้งคนรุ่นใหม่ Gen X, Gen Y ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี ที่มีแนวคิดของคนในโลกดิจิตอล ไซเบอร์ และสมาร์ทโฟน คนเหล่านี้มีความรู้สึกนึกคิดอีกแบบหนึ่ง และพึงพอใจกับแนวคิดและนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ที่สื่อถึงและโดนใจ

            สอง แนวคิดนโยบายใหม่ คนไทยต้องการสังคมใหม่ พรรคอนาคตใหม่น่าจะเป็นพรรคเดียวที่กล้าแตะระบบโครงสร้างของสังคมไทยมากที่สุด กล้าแตะเรื่องที่อ่อนไหวอย่างเรื่อง “ทหาร” “งบประมาณ” และอื่นๆ แม้โครงการหรือรายละเอียดหลายอย่างจะไม่ต่างจากพรรคอื่น แต่องค์รวมและฐานคิดของพรรคนี้แตกต่าง ในแบบที่มักไม่มีการวิเคราะห์เจาะลึกที่มาที่ไปจากนักวิเคราะห์การเมือง

            นโยบายของพรรคนี้ต้องการปฏิรูปสังคมไทย เริ่มต้นก็ประกาศเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ซึ่งพรรคอื่นๆ ก็เดินตามในภายหลัง เสนอภาพฝันของสังคมใหม่ที่เน้นความเท่าเทียม มีแนวทางเพื่อเพศที่สาม คนพิการ คนชายขอบ กรรมกร เกษตรกร

            สาม ยุทธวิธีในการรณรงค์ การนำเสนอนโยบาย มีอะไรใหม่ๆ ที่พรรคอื่นอาจไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ใช่แต่เพียงโซเชียลมีเดีย ซึ่งทุกพรรคก็ใช้ แต่กระบวนการในการจัดตั้ง การกระจายกำลังออกไปครอบคลุมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าคนรุ่นใหม่ คนเลือกตั้งใหม่ คนที่แสวงหาแนวทางใหม่ให้สังคม

            ดูให้ดีเหมือน “เคยเห็นมาแล้ว” (deja’ vu) ที่ประเทศฝรั่งเศสไม่นานมานี้ ที่นายมากรงชนะการเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดี โดยการก่อตั้ง “ขบวนการใหม่” ที่เขาเลือกเรียกแทนคำว่าพรรคการเมือง ใช้คำย่อว่า “En March” “เดินหน้า” เช่นเดียวกับพรรค “Future Forward Party” (พรรคอนาคตใหม่)

            พรรคของนายมากรงมีคนรุ่นใหม่เป็นฐาน คนทำงานด้านสิทธิ กรรมกร เกษตรกร เอ็นจีโอ คนที่ไม่เคยทำงานการเมืองในระบบมาก่อน

            ที่บอกว่า “เคยเห็นมาก่อน” เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังแนวคิด นโยบาย และยุทธวิธีของพรรคอนาคตใหม่น่าจะเป็นเลขาธิการพรรค คือ รศ.ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ผู้สนใจไปอ่านประวัติของเขาได้ว่า คือคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา และน่าจะมีอนาคตถ้าหากไม่ถูกสะกัดดาวรุ่ง หรือสะดุดขาตัวเอง

ดร.ปิยบุตร ตามประวัติวิกิพีเดีย เป็นคนกรุงเทพฯ จากครอบครัวยากจน ที่เสียสละทุกอย่างเพื่อ

การศึกษาของเขา เรียนจบอัสสัมชัญ ปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทุนรัฐบาลฝรั่งเศสไปเรียนปริญญาโทและเอกทางกฎหมายที่ฝรั่งเศส กลับมาเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์

คณะทำงานของดร.ปิยิบุตร คงมีอาจารย์นิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ที่เรียนจบปริญญาเอกจากฝรั่งเศสและเยอรมันด้วยหลายคน และคงไม่ได้ต้องไปวางแผนที่ปารีสเหมือนคณะราษฎรก่อนการปฏิวัติ 2475 แต่พรรคนี้ก็ได้ประกาศว่าจะสืบทอดเจตนารมณ์ของคณะราษฎร

เชื่อว่า คณะที่ปรึกษาเบื้องหลังนโยบายของพรรคอนาคตใหม่จะได้บทเรียนจากคณะราษฎรและจากฝรั่งเศสด้วยเช่นกันว่า เส้นทางแห่งอนาคตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน

คณะราษฎรเคยสรุปบทเรียนไว้ว่า ที่ทำงานได้ลำบากและไม่สำเร็จ เหตุผลสำคัญประการหนึ่ง คือ ไม่มี “ทุน” มากพอ อาจเป็นเหตุให้คณะอาจารย์ธรรมศาสตร์ที่อยากก่อตั้งพรรคการเมืองมองหา “นายทุน” ที่มีแนวคิดไปกับตนเองได้ และได้เลือกคุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจที่เป็นเหมือนมือใหม่หัดขับทางการเมือง เฉี่ยวโน่นชนนี่ตลอดทางกว่าจะมาถึงวันนี้

บทเรียนอีกหลายอย่างของคณะราษฎรในสังคมไทย คือ ความล้มเหลวในการปฏิรูประบบโครงสร้างที่ ทำให้ฐานอำนาจยังคงอยู่ จึงมีรัฐประหารและการฉีกรัฐธรรมนูญมาถึง 20 ครั้ง

จากประวัติของ ดร.ปิยบุตร ที่ได้รับทุนจากัฐบาลฝรั่งเศส เขาได้ติดตามและศึกษาการเมืองฝรั่งเศสอย่างลึกซึ้ง จึงไม่แปลกที่เขาจะได้ซึมซับหลายอย่างจากประเทศนี้ และคงรู้ดีว่า หลังปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1789 นั้น ยังมีปรากฎการณ์ “จักรพรรดิ์นโปเลียน” และใช้เวลานานกว่าฝรั่งเศสจะเป็น “ประชาธิปไตย”

บทเรียนของนายมากรงและ En Marche คือ บูเมอแรงที่กลับมาในนามของเสื้อกั๊กเหลือง เมื่อชาวบ้าน “คนชั้นกลาง” เห็น “ความเหลื่อมล้ำ” และสองมาตรฐานของรัฐบาลที่เอาใจ “คนรวย” หันหอกมาทิ่มสีข้างของรัฐบาลมากรงเสียเอง

บทเรียนสำหรับรัฐบาลใหม่ที่คงจะมีพรรคอนาคตใหม่เป็นฝ่ายค้านจะน่าสนใจมากว่า จะสามารถรับมือไม่ใช่กับพรรคฝ่ายค้านอย่างไร แต่กับ “คนรุ่นใหม่” และคนที่ต้องการเห็นสังคมใหม่ ที่มีการปฏิรูปอย่างจริงจังนี้ได้อย่างไร

ปรากฎการณ์ “อนาคตใหม่” เป็นนาฬิกาปลุกให้ตื่นได้แล้ว ถ้าหากรัฐบาลใหม่ยังจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจและสถานภาพเดิมของตน ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงคงจะตามมาอย่างแน่นอน และสังคมไทยก็จะกลับไปสู่วังวนเก่าของวงจรอุบาทว์