Logo
Print this page
Wednesday, 20 March 2019 12:04

ความฝันอันสูงสุด Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 20 มีนาคม 2562

ในยามที่นักการเมืองต่างก็ชวนฝันถึงสังคมไทยในอุดมคติ เสนอแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาบ้านเมือง หลายครั้งก็ให้คิดถึง ดอน กิโฆเต้ อัศวินแห่งลามันชา ผู้ที่เกิดมาได้ 400 ปีเศษ แต่ยังเป็นอมตะ และโลดแล่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในหลากหลายรูปแบบจนถึงวันนี้

ดอน กิโฆเต้ (Don Quixote) เป็นนวนิยายเรื่องแรกของโลก รจนาโดยมิแกล เด แซร์บันเตส (Miguel de Cervantes) ชาวสเปน เขาเล่าเรื่องชายผู้หนึ่งที่คิดว่าตนเองเป็นอัศวิน เดินทางไปทั่วกับคนรับใช้เพื่อปกป้องความยุติธรรม ช่วยเหลือคนดี ลงโทษคนเลว เขามองเห็นโรงเตี๊ยมเป็นปราสาท เห็นสาวชาวนาเป็นเจ้าหญิง เห็นฝูงแกะเป็นกองทหาร เห็นกังหันลมเป็นยักษ์ปักหลั่นที่กดขี่ผู้คน

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องการเดินทาง การผจญภัยในโลกกว้างของอัศวินผอมแห้ง ขี่ม้าผอมโซ พร้อมกับซันโจ ปันช่า ข้ารับใช้อ้วนเตี้ยผู้ซื่อสัตย์

ดอน กิโฆเต้ อาจดูเป็นคนบ้าในสายตาของผู้คนทั่วไป ในความเป็นจริง เขาคือคนที่มองโลกมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงเบื้องหลังสิ่งที่ปรากฎภายนอก เขาอยากบอกว่า ชีวิตจะสุขจะทุกข์ จะเป็นอย่างไร อยู่ที่ว่าเรามองชีวิตอย่างไรต่างหาก อยู่ที่ความฝันและจินตนาการที่เราใช้ในการมองภาพที่น่าเบื่อหน่าย ไร้สาระ มีข้อจำกัด ให้เป็นโลกที่บรรเจิด เฉิดไฉไล ไร้พรมแดน

ไม่มีพลังดังกล่าว เราจะมองเห็นชีวิตเหมือนโรงเตี๊ยมโกโรโกโส เห็นหญิงสาวชาวบ้านต่ำต้อยด้อยคุณค่า เห็นเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นผู้มีบุญมาโปรดสัตว์ ยอมสยบต่อผู้กดขี่ เพียงเพราะเขาให้การอุปถัมภ์ค้ำชู

ในภาพแห่งฝันและจินตนาการเช่นนี้ เราไม่มีวันพ่ายแพ้ในโลกที่ดูเหมือนรุนแรงและโหดร้าย เพราะเราสร้างโลกใหม่ โลกแห่งจินตนาการที่ไม่มีวันดับสูญ

ได้มีการนำนวนิยายของเด แซร์บันเตส ไปทำเป็นหนังเป็นละครทั่วโลก ที่โด่งดังมาก คือ Man of La Mancha ละครร้องบรอดเวย์เมื่อปี 1965 ที่มีการนำมาดัดแปลงเป็นไทยในชื่อว่า “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” เป็นละครออกโรงที่ธรรมศาสตร์โดยมัทนี เกษกมลและรัศมี เผ่าเหลืองทองกับคณะ

เป็นการตีความของคนวันนี้ที่อ่านดอน กิโฆเต้ แล้วได้แรงบันดาลใจ ได้อะไรบางอย่างที่คนวานนี้กับวันนี้มีเหมือนกัน คือ “ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ก็ไม่อาจขวางกั้นขอบเขตแห่งจินตนาการ แม้ในยามอับจนสิ้นไร้ ความฝันใฝ่ก็ปราศจากเขตแดน”

ตอนหนึ่งในละคร พูดถึงทหารและคนที่กำลังจะตาย “คนเหล่านี้มองชีวิตอย่างที่มันเป็น กระนั้นก็ตายอย่างสิ้นหวัง ไม่เคยรู้จักความรุ่งโรจน์ ไม่เคยเอ่ยคำอำลาอย่างกล้าหาญ...”

“มีแต่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสับสน เฝ้าสะอึกสะอื้นถามว่า “ทำไม” เขาคงไม่ได้ถามว่าทำไมเขาต้องตาย หากปรารถนาจะถามว่า ทำไมต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเล่า ในเมื่อชีวิตคือความบ้า”

“ใครจะบอกได้ว่า ความวิกลจริตมันอยู่ตรงไหน บางทีการพยายามปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เป็นอยู่นี้แหละคือความบ้า การไขว่คว้าหาดวงแก้วในที่มีแต่สิ่งปฏิกูล การพยายามเหนี่ยวรั้งสติสัมปชัญญะไว้ในโลกแห่งเหตุผลนั่นแหละคือความวิกลจริต และสุดท้าย ความบ้าทั้งปวงคือการมองโลกอย่างที่มันเป็น แทนการมองโลกที่มันควรจะเป็น”

บุรุษแห่งลามันช่า สนทนากับอัลดอนซา บอกว่าต้องการจะเพิ่มความสง่างามแก่โลกบ้าง อัลดอนซาเย้ยหยันว่า “ไม่มีทาง สุดท้ายคุณนั่นแหลจะพ่ายแพ้อย่างยับเยิน” กิโฆเต้ตอบว่า “ชนะหรือแพ้ไม่สำคัญ ขอเพียงให้ดำเนินตามรอยฝัน”

เพลง The Impossible Dream อันโด่งดังของละครบรอดเวย์ มีการแปลเป็นไทยหลายเวอร์ชั่น ที่เห็นว่า น่าจะ “แปล-แปลง” ได้ดีที่สุด คือ ของท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เมื่อปี 2512 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติย์ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้เขียนขึ้นเพื่อส่งเสริมอุดมคติของคนในชาติ

ขอให้นำเนื้อเพลงภาษาอังกฤษมาเทียบคำแปลแต่ละประโยค จะเห็นความงดงามของภาษาไทยและ “ความเป็นไทย” ที่ซ่อนไว้อย่างกลมกลืน ไม่ได้แปลตาม “คำ” แต่ตาม “ความหมาย” จากฝรั่งเป็นไทยได้อย่างแนบเนียน ประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างน่าชื่นชม

To dream the impossible dream  ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ To fight the unbeatable foe  ขอสู้ศึกทุกเมื่อไม่หวั่นไหว   To bear with unbearable sorrow  ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ To run where the brave dare not go  ขอฝ่าฟันผองภัยด้วยใจทะนง To right the unrightable wrong  จะแน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด ....

เพลงนี้ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธ์ เพราะเป็นบทเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง ที่ไพเราะและทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

เราจะไม่ดูถูกความฝันของใคร แต่เราจะไม่หลงไหลไปกับร้อยเรื่องพันคำของวิมานลอยฟ้า และคาถามหานิยมของนักการเมือง ที่แต่งตัวเป็นอัศวินมากอบกู้บ้านเมือง แต่ขาดวิญญาณของ “กิโฆเต้”

ดร.เสรี

Latest from ดร.เสรี

Media