Logo
Print this page
Wednesday, 30 January 2019 19:55

มลพิษชีวิต Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 30 มกราคม 2562

มลพิษวันนี้ไม่ได้มีแต่ที่กรุงเทพ แต่มีทั่วประเทศ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ บางเมืองสูงกว่ากรุงเทพฯ จนใครๆ คิดว่าเครื่องวัดเพี้ยน ที่จริงคนเพี้ยนต่างหาก

เพี้ยนที่หลอกตัวเองมานาน ไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมวัด จนเมื่อเกิดปัญหาที่กรุเงทพฯ จึงเริ่มตื่นตัว ที่จริง เชียงใหม่เคยวัดเกือบทุกปี สูงกว่ากรุงเทพฯ ทุกปี จนหลังๆ นี้ขี้เกียจวัดหรืออย่างไรไม่ทราบ จึงดูเหมือนเงียบหายไป แต่เชื่อว่ามลพิษยังสูง

เพราะที่เชียงใหม่และเมืองเหนือทั้งหลายไม่ได้มีแต่รถราที่เพิ่มขึ้นทุกวัน แต่การเผาต่างๆ ที่คิดว่าเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็ยังมีให้เห็น เกิดเองบ้าง เผาเองบ้าง ตามไร่นา ตามป่าตามเขา ด้วยความเคยชินหรือโดยตั้งใจ อ้างว่าเป็นวิธีทำให้ได้ผักหวานได้อาหารป่า เผานาตอนนี้ลดน้อยลง

การแก้ปัญหาวันนี้ก็ดูมีหลากหลายทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว ไม่รู้ว่าจะเพิ่มมลพิษหรือเปล่า เพราะอาจเป็นมาตรการไฟไหม้ฟาง (ที่สร้างควันเพิ่ม)

ถ้ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้ายกเรื่องการลดมลพิษให้เป็นวาระแห่งชาติ หรือกล้าหาญออกกฎหมายอย่างจริงจังอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ เขาทำกัน ก็น่าจะดีเพราะได้ผล เรื่องแบบนี้แค่ไปสั่งผู้ว่าให้ไปห้ามเผาหญ้า เผานา เผาป่า ก็ดูจะง่ายเกินไป

ถ้าหากมีกลไกที่ตั้งใจทำเรื่องนี้ มีการวางแผนวางยุทธศาสตร์บนฐานข้อมูลจากการวิจัยอย่างจริงจัง ก็จะรู้ว่าสาเหตุทั้งหมดของมลพิษมาจากอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อให้ได้มาตรการสัมพันธ์กับสาเหตุ

บางอย่างอาจไม่ใช่เรื่องของเมืองไทย ควันพิษฝุ่นพิษมาจากประเทศเพื่อนบ้าน บางอย่างเป็นเรื่องของโลก ของอุณภูมิที่สูงขึ้น ของฝุ่นควันที่ลอยอยู่ในอากาศที่ปกคลุมโลกทั้งใบ ย่อมแก้ปัญหาคนเดียวไม่ได้ ยกเว้นว่าจะบ้าใบ้ได้แบบประธานาธิบดีอเมริกันที่บอกว่า เรื่องโลกร้อนเขาหลอกกันเฉยๆ

นอกจากมาตรการต่างๆ นโยบายพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง อยากเสนอให้พรรคการเมืองที่สนใจสิ่งแวดล้อมและคิดแบบบูรณาการเป็น ได้ลองพิจารณาเรื่อง “คนกล้าคืนถิ่น” สักนิด

โครงการนี้เริ่มมาพักหนึ่ง ร่วมมือกันหลายฝ่าย ที่เชิญชวนให้คนที่ทำงานในเมืองสักล้านคน ให้กลับไปอยู่ชนบท ไปทำการเกษตร หรือทำมาค้าขายที่บ้านเกิด โดยส่งเสริมให้เรียนรู้การทำการเกษตรยั่งยืน เกษตรผสมผสาน วนเกษตร โดยเฉพาะแบบที่ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ ที่สระแก้วทำเป็นแบบอย่าง และเป็นศูนยย์เรียนรู้ที่ “บ่มเพาะคนกล้าคืนถิ่น” ไปแล้วจำนวนมาก บางส่วนได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน

คิดแบบบูรณาการเรื่องคนกล้าคืนถิ่น คืออย่างนี้

๑.      ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะบรรดา AI หรือสมองประดิษฐกำลังทำให้คนตกงาน

มากขึ้นเรื่อยๆ โรงงานอุตสาหกรรม งานบริการ สถานประกอบการต่างๆ เริ่มลดพนักงานลง ทางเลือกหนึ่งคือการกลับไปสร้างงานใหม่ที่บ้าน โครงการคนกล้าคืนถิ่นรองรับสถานการณ์ได้ดี เพราะเปิดโอกาสให้คนมีทางเลือกที่เป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ว่างงานและให้ไปตายเอาดาบหน้า ซี่งอาจตายจริงๆ

๒.    โลกกำลังต้องการการเกษตรปลอดพิษปลอดภัย ต้องการอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีสารพิษ

ตกค้าง ซึ่งคนเล็กๆ ชุมชนเล็กๆ การประกอบการเล็กๆ ทำได้ดีที่สุด เพราะใส่ใจและทำด้วยมือ ที่สมองประดิษฐทำไม่ได้ ไม่ใช่แต่สำหรับคนไทย แต่อาหารและผลิตภัณฑ์ปลอดพิษเป็นที่ต้องการของโลก

๓.     การที่คนมีทางเลือกคืนถิ่น ทำการเกษตร ทำให้ลดมลพิษในเมือง ลดปริมาณรถยนต์ ลดคน

เมือง เพิ่มพื้นที่สีเขียวในประเทศไทยโดยรวม เพราะมีการปลูกพืชผัก ปลูกต้นไม้มากขึ้น การปลูกไม้ใหญ่ในระยะยาว คือ อนาคตของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะไม้คือทองคำยุคใหม่ที่ราคาแพงกว่าวัสดุก่อสร้างใดๆ

            วันนี้นักการเมืองอาจจะภาวนาให้ฝนมาเร็วๆ จะได้ชะล้างมลพิษ ภาวนาให้รถยนต์ไฟฟ้าเกิดเร็วๆ  รถไฟฟ้าใต้ดินบนดินเสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้ลดการใช้รถใช้น้ำมัน แต่กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ คนอาจตายก่อนจำนวนมาก สุขภาพประชาชนย้ำแย่ รัฐต้องเพิ่มงบประมาณประกันสุขภาพ

            ถ้าอยากเด็ดขาดก็ต้องมีมาตรการ “เผด็จการ” แบบจีน ถ้าอยากประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นคนเดินถนนล้านคนเพื่อประท้วงก็ต้องออกกฎหมายที่กล้าหาญแบบอเมริกาและประเทศพัฒนาต่างๆ ถ้ามัวรีรออยู่แบบไม่รู้จะไปทางไหน เมืองไทยก็คงเดินถอยหลังลงคลองน้ำเน่าประชาธิปไตยแบบขาดๆ เกินๆ แล้วทหารก็ออกมาอีก ปัญหาใหญ่ๆ ก็แก้ไม่ได้

            การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมีมลพิษมากขึ้น ทั้งมลพิษในอากาศ มลพิษทางหูทางตา มลพิษทางใจ ที่ต้องทนฟังนโยบายที่หลายอย่างพูดไปเพียงให้ได้คะแนน ไม่ได้คิดถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนอะไร ไม่ได้สนใจเสนอการปฏิรูป แก้ไขระบบโครงสร้าง

            ระบบโครงสร้างที่บิดเบี้ยวนี้ต่างหากที่ทำให้เกิดมลพิษชีวิต ความไม่เท่าเทียม ความไม่เป็นธรรม ที่มาสาเหตุมลพิษในอากาศ ในดิน ในน้ำ ในอาหาร ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ตามมา “หน้ากาก” หนาเท่าไรก็ป้องกันไม่ได้

ดร.เสรี

Latest from ดร.เสรี

Media