phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Friday, 21 December 2018 08:53

อภิมหาประชานิยม/ประชารัฐ กับ UBI Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 19 ธันวาคม 2561

ดูเหมือนไม่มีพรรคการเมืองไหนโต้แย้งนโยบาย “แจกเงิน” ชาวบ้าน มีแต่อ้างว่า คสช.ลอกการบ้านตนเองบ้าง หรือจะปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมบ้าง เพราะเรื่องแบบนี้รู้ดีว่า ถ้าไปโต้แย้งคงเสียคะแนนมากกว่าได้

            ถ้าคิดกันง่ายๆ ก็คงสรุปกันว่าโครงการนี้ดีเพราะคนชอบโครงการประชานิยม (populism) ที่จะเรียกชื่ออะไรก็ได้ ซึ่งเรื่องก็ง่ายจริงด้วย เพราะถ้าหากทำได้จริง สังคมจะเปลี่ยน ปัญหาความยากจนจะหมดไป ปัญหาความเหลื่อมล้ำจะไม่ลึกกว้างอย่างวันนี้ ความยุติธรรมจะกลับคืนสู่สังคม

            ที่เขียนนี้ไม่ใช่ความฝันอะไร แต่เป็น “ภาพนิมิต” (vision) เป็นปรากฎการณ์ที่ทั่วโลกกำลังพิจารณาเรื่อง “การแจกเงิน” นี้อย่างจริงจัง มีการศึกษาวิจัยไม่น้อยกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส สก็อตแลนด์ นามีเบีย ยูกันดา เคนยา บราซิล อินเดีย เป็นต้น เรียกกันว่า “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” (Universal Basic Income - UBI) หรือ “รายได้พื้นฐาน” (Basic Income)

            เมื่อปี 2017 นายเบอนัวร์ ฮามง ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศสได้เสนอนโยบาย รายได้พื้นฐาน ว่าจะแจกเงินให้คนฝรั่งเศส โดยเริ่มจากการให้สวัสดิการคนจนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 23,000 บาท จากนั้นจะขยายไปแจกเงินคนฝรั่งเศสอายุ 18-25 ปี และในปี 2022 จะให้เงินทุกคนแบบไม่มีเงื่อนไขคนละ 750 ยูโร หรือประมาณ 29,000 บาท ต่อเดือน

            แม้ว่านายฮามงจะไม่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ด้วยเหตุผลที่พรรคสังคมนิยมของเขากำลังตกต่ำสุดขีดเพราะผลงานอันย่ำแย่ของอดีตประธานาธิบดีฟรงซัวส์ ออลลองด์ แต่แนวคิดของเขาก็ทำให้คนทั่วไปสนใจเรื่อง “การให้เงินฟรีแบบไม่มีเงื่อนไข” เพียงแต่มีคำถามว่า จะเอาเงินมากมายมาจากไหน

            เรื่องเงินสำหรับฝรั่งเศสน่าจะมีคำตอบง่ายกว่าที่อินเดีย ซึ่งสนใจที่จะขยายนโยบายการแจกเงินคนจนไปทั่วประเทศอย่างจริงจัง หลังจากที่ได้มีการศีกษาและวิจัยเรื่องนี้มานานหลายปี และพบว่า คุณภาพชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะโครงการสวัสดิการร้อยแปดของรัฐใช้เงินสูงมาก และมีปัญหาคอร์รัปชั่นเต็มไปหมด ไม่มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำไม่ได้ เหมือนหมอเลี้ยงไข้แบบถาวร

            มีการประมาณการที่อินเดียว่า ถ้ายกเลิกกระทรวงทบวงกรม หน่วยงานของรัฐที่ทำเรื่องสวัสดิการ และนำงบประมาณทั้งหมดมาแจกคนจนทั่วประเทศก็จะได้มากกว่าครึ่งแล้ว และหากจัดสรรงบประมาณเพิ่มลงไปอีกจะคุ้มมากเพราะแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำได้จริง อินเดียจะเป็นประเทศต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาในการแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำเลยทีเดียว

            โครงการที่อินเดียได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกและองค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะ UNICEF ที่ให้ทุนสมาคมสตรีอินเดียทำการวิจัยทดลองปฏิบัติการในหลายรัฐ และได้ผลน่าพอใจ

            ประเทศไทยไม่ได้ต่างจากอินเดียเท่าใดนัก ลองคำนวณงบประมาณจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐในการจัดสวัสดิการต่างๆ ค่าจ้างบุคลากร และงบประมาณ และการคอร์รัปชั่นที่เป็นข่าวอยู่เนืองๆ ไม่ได้แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ กลับเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ

            ที่กลัวกันว่า เมื่อแจกเงินแล้วคนจะขี้เกียจ และใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายงานวิจัยต่างๆ พบว่าไม่จริง เป็นอคติของคนมีอำนาจที่ทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” (paternalistic) เพื่อรักษาไว้ซึ่งสังคมอุปถัมภ์ ครอบงำชาวบ้านต่อไป คิดแทนชาวบ้าน ตัดสินใจแทนชาวบ้าน และตั้งเงื่อนไขมากมายให้ชาวบ้านทำเพื่อแลกกับสวัสดิการ

            ทั้งๆ ที่เงินที่ให้ไปเป็นสิทธิอันชอบธรรมของชาวบ้านที่ควรได้รับ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งจากทรัพยากร รายได้ ผลผลิต ผลงานของชาติที่เป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ระบบปัจจุบันทำให้คนรวยได้รางวัล คนจนถูกลงโทษ ให้ตกนรกทั้งเป็น นรกที่สังคมสร้างขึ้นมาเอง

แนวคิดเรื่องการแบ่งปันทรัพยากรไม่ใช่เรื่องแปลก ที่รัฐอะลาสกา ของสหรัฐอเมริกา มีการแบ่งเงินรายได้จากภาษีน้ำมันที่อุดมสมบูรณ์ให้ชาวอะลาสกาทุกคนอย่างเท่าเทียมกันทุกปี

โครงการรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าจะคืนศักดิ์ศรี คืนความเท่าเทียม สิทธิเสรีภาพให้ทุกคน อย่าคิดเอาเอง ด้วยอคติ แต่ลองทำการวิจัยทำโครงการนำร่องในประเทศไทยดู แล้วค่อยพูดหลังจากมีผลการวิจัยจริงๆ

วันนี้โลกเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้คนว่างงานกว่าหนึ่งในสามอีกไม่นาน โครงการนี้เท่านั้นจะเป็นทางออก ทำให้คนคิดนวัตกรรมและงานใหม่ๆ ให้ตนเองได้ เพราะยังมีงานอีกมากที่ AI ทำไม่ได้

พรรคการเมืองไทยไหนกล้าประกาศว่า ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะมีนโยบาย “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” แจกเงินประชาชนคนไทยแบบไม่มีเงื่อนไข เริ่มจากคนจน 14 ล้านคนก่อน คนละ 3,000 บาทต่อเดือน ปีหนึ่งใช้งบ ประมาณเดือนละ 100,000 ล้าน ปีละ 1.2 ล้านล้านบาท จะให้มากน้อยเท่าไรและขั้นตอนต่างๆ ก็ไปคิดกันเอง

ถ้าขณะนี้ “เงินกำลังไหลมา” จริง น่าจะเป็นโอกาสทองที่เมืองไทยจะใช้โครงการรายได้พื้นฐานนี้ ที่เป็น “อภิมหาประชานิยม/ประชารัฐ” เพื่อแก้ปัญหาความยากจนความเหลื่อมล้ำ ให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืนจริง

(อ่านรายละเอียดเรื่อง “รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า” ได้ใน google ที่ผมเขียนในสยามรัฐรายวัน5 ตอนเมื่อไม่นานมานี้)