phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 12 December 2018 16:32

ความเหลื่อมล้ำกับเจตจำนงทางการเมือง Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 12 ธันวาคม 2561

รัฐบาลนี้มีข้อมูล “ความเหลื่อมล้ำ” ทั้งตัวเลขสถิติและข้อเท็จจริงจากการลงไปคลุกคลีกับ “รากหญ้า” ทั้งอาชีพ รายได้ การถือครองที่ดิน คนจนในชนบท คนจนเมือง อาจมีข้อโต้แย้งกับการประกาศให้เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก แต่ถึงอย่างไรก็ปฏิเสธความเป็นจริงที่ไม่เป็นธรรมอันล้ำลึกนี้ได้

คุณกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพูดในที่ประชุมสัมมนาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า “เกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 72 ไม่มีความมั่นคงทางด้านที่ดินทำกิน 52 % เช่าที่ดินทำกิน อีก 20 % ที่ดินติดจำนองเสี่ยงที่จะหลุดมือ มีเกษตรกรเพียง 28 % ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ที่ดินหลุดมือส่งผลให้พื้นที่เกษตรลดลงอย่างต่อเนื่อง”

รัฐมนตรียังให้รายละเอียดของปัญหาการทำมาหากิน หนี้สิน ความยากจน การสูญเสียที่ดิน ขายที่ดิน ไปบุกรุกป่าเพื่อหาที่ทำกินใหม่ อพยพไปอยู่ในเมือง คือร้อยละ ๓๐ ของประชากรเมืองที่ไม่มีที่ดินของตนเอง บุกรุกที่ดินรัฐ คลอง รถไฟ ที่สาธารณะ เป็นปัญหาคนจนเมือง

         แต่ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้ให้ข้อมูลว่า ใครถือครองที่ดินมากที่สุดและด้วยสาเหตุใดถึงทำได้ ไม่เพียงแต่ที่ดินบนบก แต่พื้นที่ในทะเลริมชายฝั่งหลายพันกิโลเมตรของไทยว่ามีใครไปยึดเป็นเจ้าของโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายบ้าง ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็น “นายทุน” ไม่ว่าท้องถิ่นหรือระดับชาติ ไม่ว่าพ่อค้าหรือข้าราชการ

         อย่างชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรี ไล่ตั้งแต่อำเภอบ้านแหลมลงไป คงเหลือแต่ชายทะเลที่ตำบลบางขุนไทรยาว ๙ กิโลเมตรตามชายฝั่งและกว้าง ๓ กิโลเมตรออกไปในทะเล หรือ ๒๗ ตารางกิโลเมตรเท่านั้นที่เหลือให้ชาวบ้านเอากระดานไถไปบนโคลน เอามืองมเก็บหอย เอามาขายมีรายได้วันละสองสามร้อยบาท ขณะที่พื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ถูกจับจองปักเสาปักหลักกั้นเขตเป็นของ “ส่วนบุคคล” ไปหมดแล้ว

         พื้นที่ ๒๗ ตร.ก.ม.ที่บางขุนไทรมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานของชุมชนที่รวมตัวกันปกป้องสิทธิทำกิน บางครั้งต้องเอาเรือออกไปไล่ยิงกับเรือใหญ่ของนายทุนก็ต้องทำ เพราะพวกนั้นลักลอบเอาเรือใหญ่มาคราดหอยด้วยเครื่องมือที่ทำไม่กี่ครั้งชายฝั่งก็ไม่เหลืออะไรให้ชาวบ้านไปหากินได้

         กรณีแบบนี้ชาวบ้านต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว เพราะกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายล้วนอยู่ในมือของนายทุนและข้าราชขการที่รวมหัวกันเบียดบังเอาประโยชน์จากทรัพยากร ลิดรอนสิทธิทำกินของชาวบ้าน

         แนวทางการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลเสนอก็ดูเหมือนจะดี แต่ “โรคเหลื่อมล้ำ” แก้ไม่ได้ด้วยยา ไม่ว่ายาแก้ปวดธรรมดา ยาแรงหรือมอร์ฟีน ถ้าจะแก้อย่างยั่งยืนและเด็ดขาดคงต้อง “ผ่าตัดเท่านั้น” ปัญหาอยู่ที่ว่าคณะหมอเหมือนไม่อยากให้คนไข้หาย เพราะหายเมื่อไรอาจลุกขึ้นมาลดทอนอำนาจของตนและภาคีทุน

         ปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจมองได้เป็น ๓ ประเด็น คือ โอกาส การศึกษา และนโยบาย

๑.  โอกาสที่ไม่เท่าเทียมของประชาชนทำให้เกิดชนชั้น คนรวยมีโอกาสมากกว่าคนจน คนมือยาวจึงสาวได้สาวเอา สะสมทุน เทคโนโลยีและช่องทางกฎหมายรองรับ รัฐบาลเคยปรารถว่าจะแก้กฎหมายหลายพันฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ที่ไม่เปิดโอกาสให้คนจนได้พัฒนาตนเอง เพราะรู้ดีว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำมาจากโครงสร้างระบบสังคมที่บิดเบี้ยวไม่เป็นธรรม เอื้อคนรวยมากกว่าคนจน

          รัฐให้เบ็ดตกปลา สอนให้ตกปลา แต่รัฐและนายทุนเอาลวดหนามไปล้อมที่ตกปลา ชาวบ้านจะไปจับปลาที่ไหน ต้องรับจ้างหาเงินไปซื้อข้าวปลาอาหารที่นายทุนผลิต รอรับเงินสวัสดิการคนจนจากรัฐบาลที่ชอบอ้างบุญคุณ ทั้งๆ ที่เป็นสิทธิของประชาชนที่จะได้รับโอกาสมากกว่าการนั่งรอให้รัฐเอาเงินมาแจก

๒. การศึกษา คือความเหลื่อมล้ำสำคัญ คนจนมีโอกาสน้อยในทุกระดับการศึกษา เมื่อก่อนพ่อแม่ต้อง ขายวัวขายควายส่งลูกเรียน วันนี้ก็ยังต้องลงทุนสูงแม้มีทุนกู้ยืม จึงมีคนจนไม่กี่เปอร์เซนต์ที่มีโอกาสไปเรียนถึงระดับอุดมศึกษา คนส่วนใหญ่จึงต้องอาศัยแต่เพียงแรงกายในการทำมาหากิน ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ แม้คนที่ไปเรียนแล้วยังเป็นหนี้ต่อเพราะหางานทำไม่ได้ ลูกคนจนไปเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฎ ราชมงคล ธุรกิจบางแห่งยังประกาศไม่รับด้วยซ้ำ คนจนจึงเป็นประชาชนชั้นสองอย่างถาวร

๓.  นโยบายของรัฐ จนถึงวันนี้กฎหมายหลายพันฉบับที่รัฐบาลบอกเองว่าเป็นอุปสรรคต่อ        กการพัฒนา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำก็ไม่ได้แก้ ได้แต่ออกกฎหมายใหม่มารองรับอำนาจรัฐมากกว่าคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่แตะระบบโครงสร้างอันเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของความเหลื่อมล้ำ

          ความเหลื่อมล้ำคือหลุมดำของสังคมไทย ที่เป็นสาเหตุสำคัญของความแตกแยก ความรุนแรง การนองเลือดอย่างที่ผ่านมา เพราะการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมที่คนจนคนรากหญ้าไม่อาจทนได้ ท้ายที่สุดก็จะลุกขึ้นมาทวงสิทธิด้วยวิธีการที่ไม่ธรรมดา วันนี้ดูตัวอย่าง “เสื้อกั๊กเหลือง” ที่ฝรั่งเศสไว้บ้างก็ดี

เมื่อไม่มีเจตจำนงทางการเมือง (political will) จึงยากที่จะแก้ปัญหา เพราะที่จริงแล้วนโยบายรัฐบาลอยู่บนฐานคิด “ทฤษฎีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม” (unequal development theory) ให้คนรวยรวยก่อน คนจนก็จะรวยตามไปด้วย

         คงเพราะคิดแบบนี้ตั้งแต่ ๒๕๐๔ ความเหลื่อมล้ำจึงถ่างออก จนได้เป็นแชมป์โลกแบบน่าเสียใจ