phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 05 December 2018 09:30

คืนความสุข คืนอำนาจให้ประชาชน Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 5 ธันวาคม 2561

การที่รัฐบาล คสช.อยู่มาได้ ๔ ปีกว่า โดยไม่มีปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง (หรือมีก็ควบคุมได้) ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคนไทย “รับได้” หรือ “ทนได้” กับการทำรัฐประหาร เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่มีทางออก เกิดความแตกแยก ความรุนแรง ฆ่าแกงกันกลางบ้านกลางเมืองไม่รู้จบ ผู้คนยังเข็ดขยาดกับความวุ่นวายนั้น

            ทหารเข้ามายึดอำนาจได้พักหนึ่งก็ “คืนอำนาจอธิปไตย” ให้ประชาชน ให้มีการเลือกตั้ง โดยครั้งนี้นานหน่อย และไม่รับปากว่าจะไม่ปฏิวัติ เพราะรับปากกันมากี่ครั้งๆ ก็ยังทำรัฐประหารมาทุกครั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญมาไม่รู้กี่ครั้ง ก็ดีที่ “ตรงไปตรงมา” ไม่ปากว่าตาขยิบ

            เป็น “วิภาษวิธี” ในวิถีไทย เป็นวงจร (อุบาทว์) ที่วนเวียนอยู่ระหว่าง ๒ ขั้วอำนาจ ประชาธิปไตยกับเผด็จการ ถ้ามองด้วยแนวคิดตะวันตกก็จะถือว่าเป็น “เรื่องตรงกันข้าม” หรือ “คนละเรื่อง” ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในแนวคิดแบบตะวันออกและแบบไทย เป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” คือเป็นสองขั้วในความเป็นจริงเดียวซึ่งไม่ได้แยกจากกัน คือ “สังคมไทย” แล้วแต่ว่าเมื่อไรจะสวิงไปขั้วไหน

            คนตะวันตกจึงแปลกใจและรับไม่ได้กับความเป็นจริงแบบตะวันออกที่สองขั้วอยู่ในความเป็นจริงเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำรัฐประหารแบบไทยๆ สังคมนิยมคอมมิวนิสต์แบบจีนแบบเวียตนามหรือเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (Socialist Market Economy)

            การที่สังคมไทยมีลักษณะ “ทวิลักษณ์” คือทั้งเผด็จการและประชาธิปไตย (“แบบไทยๆ”) คงเป็นเพราะสังคมไทยเป็นสังคมอำนาจ สังคมอุปถัมภ์ สังคมชนชั้น มีความแตกต่างสูงทั้งทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง มีความเหลื่อมล้ำ มีคนรวยคนจนที่เห็นได้ชัดเจน มีเจ้านายมีลูกน้อง จึงอยู่กันด้วยเส้นสายเครือข่ายอำนาจ ไม่ใช่สังคมนิติรัฐ นิติธรรม ที่ใช้กฎหมาย สังคมไทยใช้ “ความสัมพันธ์”

            สังคมเผ็ดจการกับประชาธิปไตยจึงเป็นเพียงสังคมที่มีการเลือกตั้งกับไม่มีการเลือกตั้ง อย่างอื่นก็เหมือนกัน คือ นักการเมืองก็ใช้อำนาจเหมือนทหาร แตกต่างกันที่รูปแบบเท่านั้น ถึงได้มีการแตกแยกรุนแรง แก่งแย่งอำนาจและตีกันฆ่ากันอย่างที่ผ่านมา

            สังคมอำนาจชอบใช้คำว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ประหนึ่งว่าตนเองมีอำนาจ วางตัวเองเป็นศูนย์กลางอำนาจ เป็นคนคิด ตัดสินใจ กำหนด แล้วให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ขณะที่สังคมประชาธิปไตย ประชาชนเป็นศูนย์กลาง อธิปไตยเป็น “ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน”

            คนที่ได้รับเลือกเข้าไปในสภาเป็นเพียง “ผู้แทน” ประชาชน ที่ต้องตอบสนองความต้องการและช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชน คนที่ยึดอำนาจ “ด้วยปืน” ก็ไม่มีสิทธิถือว่าอำนาจเป็นของตน แต่เป็นของประชาชนที่ตนอาสาเข้ามาฟื้นฟูบูรณะบ้านเมือง

            ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือจากการทำรัฐประหารก็ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้แทนของประชาชนในการบริหารบ้านเมือง ตามนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่เช่นนั้นก็จะหลงตัวเอง (narcissistic) หลงอำนาจ (despotic) คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

            ประชาธิปไตย คือ กระบวนการ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ซึ่งขยายความไปได้ในทุกภาคส่วนของชีวิตและการบริหารจัดการทางสังคม คือ “คืนสุขภาพให้ประชาชน” “คืนการศึกษาให้ประชาชน” “คืนการพัฒนาให้ประชาชน “คืนป่าให้ประชาชน” และที่เป็นหัวใจของทุกอย่าง คือ “คืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน”

            เหล่านี้ คือ วรรคทองที่เป็น “วาทกรรม” (discourse) ที่ทำให้เกิดปัญญา หากใช้แบบไม่รู้ความหมายก็กลายเป็นวาทศิลป์หรือการตีฝีปาก (rhetoric) ที่บิดเบือนแบบศรีธนญชัย อ้างเหตุผลหากินกับความไม่รู้ ความยากจนของชาวบ้าน ครอบงำความคิดและการตัดสินใจของประชาชน

            ตราบใดที่สังคมไทยยังรวมศูนย์อำนาจไว้ในส่วนกลาง ไม่กระจายอำนาจ ไม่กระจายงบประมาณ ประชาธิปไตยก็จะไม่เกิด เหมือนปลูกไม้ในกระถางที่ไม่มีวันโต พรรคการเมือง นักการเมืองที่อ้างประชาธิปไตย พอได้อำนาจก็ไม่เคยคิดเรื่องกระจายอำนาจ ไม่เคยคิดจะ “ทุบกระถาง”

            หน่วยงานของรัฐ ในระบบราชการ ของประเทศอำนาจนิยมจึงคิดว่าตนเองมีอำนาจ ไม่ใช่ตนมีหน้าที่เข้ามารับใช้ประชาชน ข้าราชการจึงทำตัวเป็นเจ้าเป็นนาย หน่วยงานราชการจึงทำหน้าที่ “ควบคุม” และ “กำกับ” มากกว่าส่งเสริมสนับสนุน

            “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในสังคมประชาธิปไตยหมายถึง “ประชาธิปไตยทางตรง” อย่างการทำประชามติ การตัดสินใจในประเด็นสำคัญๆ ที่ประชาชนไปลงคะแนนเสียงตัดสินใจเองโดยตรง

            สังคมโลกกำลังเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ (disruptive) สังคมไทยก็เช่นกัน ไม่ใช่แต่ทางด้านเทคโนโลยี แต่ในทุกๆ ด้าน การเมืองไทยอาจเป็นเหมือนโกดักที่คิดกล้องดิจิตอล แต่กลับล้มละลายเพราะปรับตัวไม่ทัน วันหนึ่ง ทั้ง “ประชานิยม” และ “ประชารัฐ” ก็ต้องไปเมื่อ “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริงเติบโตและเข้มแข็ง