phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Monday, 05 November 2018 16:04

คนรุ่นใหม่ Featured

Rate this item
(0 votes)

ทางอีศาน พฤศจิกายน ๒๕๖๑

“การประท้วงครั้งใหญ่” ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป นับเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์โลกที่สำคัญและน่าเรียนรู้ เพื่อจะได้เข้าใจโลกยุคใหม่วันนี้ที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

            ผมไปเรียนที่ยุโรปช่วงแรกระหว่างปี ๒๕๐๘-๒๕๑๕ เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองที่มาพร้อมกับการประท้วงมากมายที่กระจายไปทั่วทุกวงการ โดยเฉพาะในแวดวงนักศึกษา กรรมกร และขบวนการทางสังคมต่างๆ ที่ดูเหมือนกำลังก่อตัวเบ่งบานด้วยพลังคนรุ่นใหม่

            ที่ประเทศเชคโกสโลวาเกีย เรารู้จัก “ฤดูใบไม้ผลิแห่งปราก” (Prague Spring) ที่มีการลุกฮือของนักศึกษาประชาชนต่อต้านอำนาจครอบงำของรัสเซีย ที่จบลงด้วยขบวนรถถังของสหภาพโซเวียตที่ยาตราเข้ากรุงปราก แต่นั่นก็จุดประกายขบวนการต่อต้านอำนาจของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ที่ตามมาด้วยเหตุการณ์ที่โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย และอีกหลายประเทศ

            เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๑ ที่ประเทศฝรั่งเศส เกิดการเดินขบวนประท้วงของนักศึกษาที่กรุงปารีส หลังจากมีความขัดแย้งกับมหาวิทยาลัยในการปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน แลเระบบอำนาจในมหาวิทยาลัย พร้อมกันนั้น สหภาพแรงงานก็ร่วมขบวนนัดหยุดงานของกรรมกรกว่า ๑๑ ล้านคน

            ที่จริง ไม่ใช่แค่เรื่องในมหาวิทยาลัย นักวิเคราะห์สรุปว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านทุนนิยม บริโภคนิยม จักรวรรดินิยมอเมริกัน และสงครามเวียดนาม ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจสังคมของฝรั่งเศสต่อเนื่องมาหลายปี

            การประท้วงเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา และเครือข่ายที่กระจายไปทั่วโลกด้วยขบวนการทางสังคม เพราะประเด็นการประท้วงเป็นเรื่องการต่อต้านการใช้อำนาจทั้งทางการเมือง ทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

ขบวนการทางสังคมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองในด้านต่างๆ สิทธิสตรี สีผิว สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ถ้าจะบอกว่า การเกิดขึ้นและเติบโตของขบวนการพลเมืองได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลกอย่างสำคัญก็คงไม่ผิด

ทางการเมืองค่อยๆ นำไปสู่การล่มสลายของสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในสหภาพโวเซียตและยุโรปตะวันออก การพ่ายแพ้ของอำนาจเผด็จการทหารในละตินอเมริกา พร้อมกับการเติบโตของประชาธิปไตยในอาร์เจนตินา บราซิล ชิลี การสิ้นสุดการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมือง และการผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจการเมืองในแอฟริกาใต้

การยุติสงครามเวียดนามส่วนสำคัญน่าจะมาจากขบวนการประท้วงจากทั่วโลก ที่ทนไม่ได้กับการกระทำของสหรัฐ ความหฤโหดและไร้เหตุผลของสงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ

            ประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ประท้วงทั่วโลกอย่างแน่นอน และน่าจะค่อยๆ นำไปสู่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาฯ ๒๕๑๖

ที่น่าสนใจ คือ คนที่ประท้วงทั่วโลกในขบวนการต่างๆ เป็นใคร และทำไม คำตอบอาจหาได้หาที่งานศิลปะ ดนตรี ภาพยนต์ ที่เกิดขึ้นในยุคการประท้วงนี้ ดนตรีของเดอะบีเติ้ล ของเดอะรอลลิ้งสโตนส์ ของบ็อบ ดีลอน และดนตรีเพื่อชีวิตของคนอื่นๆ ที่สะท้อนอารมณ์และจิตวิญญาณของยุคนั้น

เป็นคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เกิดมาพร้อมกับการฟื้นฟูบ้านเมือง เศรษฐกิจดี มีกินมีใช้ ไม่ได้อดอยากเหมือนพ่อแม่ของตนตอนสงคราม

เป็นยุคที่คนรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาถ้วนหน้ามากขึ้น ยุคที่เกิดมาพร้อมกับทีวี จึงมีโลกทัศน์เดียวกัน มองโลกมองชีวิตคล้ายกัน มีแนวคิดและระบบคุณค่าเดียวกัน รับไม่ได้กับอำนาจ การกดขี่ การเอาเปรียบ และความอยุติธรรมต่างๆ

การสื่อสารที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกันเริ่มเร็วขึ้นและทั่วถึงมากขึ้น การผนึกพลังของภาคประชาสังคมเริ่มเข้มแข็งมากขึ้น ดูแต่กีฬาโอลิมปิกในปี ๒๕๑๑ (๑๙๖๘) ที่แม็กซิโก ที่คณะกรรมการโอลิมปิกจะรับแอฟริกาใต้เข้าร่วมการแข่งขันด้วย กว่า ๔๐ ทีมประกาศจะบอยคอต เพราะแอฟริกาใต้มีขบวนการเหยียดผิวแบ่งแยกพลเมืองที่รุนแรง (Apartheid) จนที่สุดแอฟริกาใต้ก็ถูกแบน

หลายคนอาจจำได้ มีนักกีฬาผิวสีชาวอเมริกันที่ชูกำปั้น ขณะที่ยืนบนแป้นรับเหรียญและมีการเปิดเพลงชาติอเมริกัน เพื่อประท้วงเรื่องการเหยียดผิวและสงครามเวียดนาม

หรือภาพของฌอง ปอล ซาตร์ นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ที่เดินขบวนไปกับนักศึกษาบนถนนกรุงปารีส ประกาศว่าไม่ได้เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลัง แต่ร่วมขบวนด้วย เหมือนที่เขาเขียนว่า คนถูกสาปให้มีเสรีภาพ และถูกผลักให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีโดยไม่มีบทให้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ดูอยู่ข้างล่าง

และ ๒ ภาพสงครามเวียดนามที่คนทั่วโลกเห็นแล้วไม่อาจรับได้ ผลักให้ออกไปเดินบนถนนนับล้านคน คือ ภาพที่ทหารอเมริกันกำลังจ่อยิ่งขมับของเวียดกง และภาพของเด็กหญิงตัวเล็กที่ถูกระเบิดนาปาล์มและกำลังร้องไห้วิ่งหนีเอาชีวิตรอด

คนรุ่นนั้นคือภาพของคนที่ประท้วงสังคม ผมยาว กางเกงยีน เสื้อยืด รองเท้ายาง สะพายย่าม ยุคเบบี้บูม หรือ Gen X ต่อมาเป็น Gen Y ที่เกิดตั้งแต่ประมาณทศวรรษ ๒๕๒๐-๒๕๔๐ และเรียกรุ่นใหม่ล่าสุดว่า พวก Gen Z ที่เกิดมาในปลายคริสตศตวรรษที่ ๒๐ ถึงต้น ๒๑ (หลังค.ศ. ๒,๐๐๐ หรือ พ.ศ. ๒๕๔๓)

คนรุ่นใหม่ Y-Z มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต เฟสบุค กูเกิ้ล ยูทูป เป็นยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างเร็วเท่าแสงในโลกไร้พรมแดน และกำลังเข้าสู่ยุค G5 ที่ทุกอย่างจะเชื่อมต่อถึงกันหมด แม้แต่สิ่งของต่างๆ (Internet of things)

ที่น่าสนใจ คือ สื่อโซเชียลเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนโลก คนรุ่นใหม่ไม่ดูทีวี แต่ดูมือถือแทน สื่อสารและทำเกือบทุกอย่างผ่านมือถือ การเงินเข้าสู่ยุคฟินเทค ยุคบล็อคเชน ชื่อที่ทุกคนจะต้องคุ้นเคยในไม่ช้า ไม่เพียงแต่เรื่องการเงิน เศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงการเมือง การเลือกตั้ง ดังที่เห็นเกิดขึ้นในอเมริกาและหลายประเทศ เทคโนโลยีอาจส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ดังที่กำลังเป็นเรื่องในสหรัฐอเมริกา

คนรุ่นใหม่กำลังเข้ามาแทนที่ทางการเมือง นายมาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสอายุ ๓๙ เมื่อชนะการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว นายเซบาสเตียน คูร์ซ อายุเพียง ๓๑ ปี เมื่อได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรีย หรือ มัตเธว เกียจชี ผู้นำสาธารณรัฐซานมาริโน อายุเพียง ๒๘ ปี นางจาชินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์อายุ ๓๗ ปี (เพิ่งคลอดลูกเมื่อไม่นาน) และที่เห็นคุ้นตากันมานานหลายปี คือ นายคิม จอง อุน ผู้นำเกาหลีเหนือที่ปีนี้อายุ ๓๔ ปี แต่อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่อายุ ๒๗

ขบวนการทางการเมืองในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ออสเตรีย เยอรมนี และหลายประเทศ ล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์อีกแบบหนึ่ง มองโลกมองชีวิตที่แตกต่างไปจากคนรุ่นเก่า ที่ส่วนใหญ่ตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและแบบหักมุมนี้ไม่ทัน

นอกจากศิลปะ ดนตรี ที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งยุคสมัย ปรัชญาอันเป็น “ปัญญา” ที่อยู่เบื้องหลังและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยนไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ที่คนอย่างซาตร์, คามูส์, และอีกหลายคนได้สะท้อนเรื่องนี้ผ่านผลงานปรัชญาและวรรณกรรม

หรือที่อยู่ในตระกูลเดียวกับปรัชญาเอ็กซิสแทนเชียลิสท์ที่ถามความหมายและเสรีภาพ คือปรัชญาโพสท์โมเดิร์น ที่ปฏิเสธภาระอันหนักของจารีตประเพณีวิถีสังคมและประวัติศาสตร์ภายใต้ “เรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่” (The Grand Narratives) ที่สร้างตำนานให้ผู้คนหลงใหลและศรัทธามาหลายพันปี

โพสท์โมดิร์นใช้แนวคิดแบบ “รื้อร้างเพื่อสร้างใหม่” (deconstruction) ปลดปล่อยสังคมจากพันธนาการทางความคิดและระบบคุณค่า โดยการวิเคราะห์ภาษาและปรัชญาของผู้คนในอดีตที่กำหนดความหมายของคำเหล่านั้น เพื่อสร้างคุณค่าและความหมายใหม่

ส่วนหนึ่งเป็นปรัชญาที่มาจากอิทธิพลของนิทเช่ นักปรัชญาเยอรมันที่ประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” โพสท์โมเดิร์นเป็นปรัชญาที่คนรุ่นใหม่รับได้ เพราะโลกก็เป็นโลกใหม่แล้ว แต่เมื่อโลกเก่ายังไม่หมดไป ความขัดแย้งก็เกิด เป็นวิภาษวิธีของสังคม ที่ความขัดแย้งนำไปสู่ข้อสรุปใหม่

เมืองไทยจะไปทางไหน อยู่ที่คนรุ่นใหม่ สิ่งทีเกิดขึ้นในปี ๒๕๑๑ ในยุโรป และ ๒๕๑๖ (๑๔ ตุลาฯ) ในประเทศไทย อาจไม่เกิดในรูปแบบเดียวกันวันนี้ แต่กำลังเกิดขึ้นรูปแบบอื่น น่าติดตามว่า การเมืองไทยสังคมไทยในปี ๒๕๖๒ จะเป็นเช่นไร เรามองเห็นเครื่องหมายแห่งกาลเวลา สัมผัสกับจิตวิญญาณของยุคสมัยนี้หรือไม่อย่างไร หรือคนรุ่นใหม่ ๔ ล้านคนที่จะมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกอาจกำหนดการเมืองไทย

ขณะที่โลกหมุนกลับ กลับมาหาธรรมชาติ ท่องเที่ยวชุมชนบูม ผักพื้นบ้าน อาหารพื้นเมืองมีเสน่ห์ในยามที่คนเริ่มรักสุขภาพ คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งเบื่อหน่ายชีวิตในเมือง เริ่มหันกลับไปบ้านเกิดในชนบท หาทางพัฒนาการประกอบการยุคใหม่บนผืนดินเก่าและท้องนาเดิม แต่ด้วยแนวคิดใหม่ รูปแบบใหม่

จินตนาการบวกเทคโนโลยี ได้ชี้ทางเลือกและทางออกให้สงคมชนบทและคนรุ่นใหม่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายคนรุ่นเก่ากำลังจะจากไป อนาคตของเมืองไทยฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ กับลูกหลานบ้านเรา