phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 24 October 2018 21:12

สังคมความรู้ สังคมเรียนรู้เป็น Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 24 ตุลาคม 2561

สังคมวันนี้เป็น “สังคมความรู้” สังคมที่ต้องใช้ความรู้เป็นฐาน (knowledge-base society) ทุกภาคส่วนล้วนต้องใช้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ เป็นสังคมที่ควบคุมและบริหารจัดการด้วย “มหาข้อมูล” (Big Data) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจนยากที่จะปิดบังข้อมูล ไม่ว่าจะส่วนตัว ส่วนรวม หรือเร้นลับปานใด

            กว่าจะมาถึงวันนี้ สังคมได้เรียนรู้ใหม่ (relearn) ก้าวข้ามความรู้เก่า (unlearn) ทำให้เกิดนวัตกรรม เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

            อัลวิน ทอฟเลอร์ นักอนาคตวิทยาผู้โด่งดังบอกว่า “คนไม่รู้หนังสือในอนาคตไม่ใช่คนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่คือคนที่ไม่รู้จักเรียนรู้ ไม่ลืมเรื่องเก่าและไม่เรียนรู้ใหม่” (The illiterate of the future are not those who can’t read or write but those who cannot learn, unlearn, and relearn.)

            ปัญหา คือ สังคมวันนี้เป็นสังคมความรู้จริงหรือ สังคมความรู้ไม่ใช่สังคมที่มีข้อมูล ข่าวสารมากมายมหาศาล แต่เป็นสังคมที่เรียนรู้เป็นต่างหาก

            เพราะถ้ามีเพียงข้อมูลและข่าวสารอย่างเดียว (data & information) โดยไม่รู้จักเชื่อมโยง ก็อาจเป็นเพียงชิ้นส่วนที่นำไปสู่การสรุปที่ผิดๆ เหมือนที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวลือ ข่าวเท็จ ข่าวปลอม ข่าวปล่อยเพื่อผลอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดความปั่นป่วน การทุจริต

            ความรู้เกิดขึ้นเมื่อมีการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร เหมือนการนำจิ๊กซอมาต่อกันจนเห็นภาพใหญ่ หรือตรงกันข้าม การนำภาพใหญ่มาแยกออกเป็นชิ้นส่วนเพื่อให้เห็นองค์ประกอบและกลไก ทั้งสองเรียกว่า การสังเคราะห์และการวิเคราะห์

            แต่มีความรู้มากอาจเป็น “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ก็ได้ อาจเป็นความรู้เก่า ความรู้เดิมที่ถ่ายทอดสืบทอดกันมา สรุปเป็นหลักคิดทฤษฎีมากมาย ที่ครอบงำกำหนดวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน

                การเรียนรู้เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงมาจากการลงมือปฏิบัติและประมวลผลสรุปจากการปฏิบัตินั้น เป็นความรู้ของตนเองอย่างแท้จริง คือกระบวนการตกผลึกเป็นปัญญา

            คล้ายกับภูมิปัญญา ๒,๕๐๐ ปีของจีน ที่ท่านเล่าจื้อสอนว่า “เพื่อถึงซึ่งความรู้ จงเติมสิ่งต่างๆ ทุกวัน เพื่อบรรลุปัญญาญาณ จงเอาสิ่งต่างๆ ออกไปทุกวัน” (To attain knowledge, add things every day. To attain wisdom, remove things every day.)

                หรือที่อ้างอิงกันมานานที่ว่า “สอนฉัน แล้วฉันจะลืม แสดงให้ฉันดู แล้วฉันจะจำได้ ให้ฉันทำด้วย ฉันจะเรียนรู้” (Tell me and I’ll forget, show me and I’ll remember, involve me and I’ll learn)

            การเรียนรู้เป็นเรื่องยากเพราะเรามักจะยึดติดอยู่กับของเดิม กับเรื่องราวเก่าๆ เราคือผลผลิตของอดีต ผู้สืบทอดสิ่งต่างๆ ที่บรรพบุรุษ และประเพณีได้ถ่ายทอดมา วิถีชีวิต วิธีคิด วีธีปฏิบัติ การให้คุณค่าสิ่งต่างๆ การมองโลกมองชีวิต ล้วนถูกกำหนดจากอดีต

            นักปรัชญายุคใหม่ร้อยปีที่ผ่านมาจึงพยายามให้คนลืมเรื่องเล่าอันยิ่งใหญ่ (The Grand Narratives) อันเป็นตำนานที่กำหนดความคิด วิถีชีวิต วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของผู้คน คนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับประเพณีเดิมไม่สามารถรับแนวคิดปรัชญาที่เรียกว่าโพสท์โมเดิร์นนี้ได้

            ตอนยังหนุ่ม อังคาร กัลยาณพงศ์ เขียนบทกวีที่ผิดแผกไปจากประเพณีเดิม ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนักภาษาและวรรณกรรม ท่านตอบว่า “ภาษาไทยไม่ใช่เป็นของบรรพบุรุษเท่านั้น แต่เป็นของผมด้วย”

            ใครจะปฏิเสธอย่างไร ต่อต้านอย่างไร แต่โลกก็เปลี่ยนไปทุกวันอย่างรวดเร็ว และมีพร้อมให้เราได้เรียนรู้และปรับตัวให้ทันโลกได้ เพราะ “เราอยู่ในยุคสมัยที่มีปัจจัยพร้อม” อย่างที่ไอน์สไตน์บอก (We live in a time of perfect means.) เครื่องมือเพื่อเรียนรู้ให้อยู่ได้ในโลกวันนี้

            สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้จึงไม่ใช่ความรู้ แต่ “ความสามารถในการเรียนรู้” มากกว่า เราจะอยู่อย่างไรในวันนี้ อยู่ที่ว่าเราเรียนรู้เป็นมากน้อยเพียงใด คุณภาพชีวิตไม่ได้อยู่กับสิ่งที่เรามี ไม่ว่าความรู้หรือทรัพย์สินเงินทอง (to have) แต่กับสิ่งที่เราเป็น (to be) มากกว่า และเรียนรู้เป็น ใช้ชีวิตเป็น

            การเรียนรู้เป็นและใช้ชีวิตเป็น หมายถึงความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ นำมาแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม

            ปรัชญาการศึกษาของแคนาดาเขียนไว้ง่ายๆ ว่า “เรียนเพื่อรู้ เรียนเพื่อทำ เรียนเพื่อเป็น เรียนเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น” (Learn to know, Learn to do, Learn to be, Learn to live together) และแล้วลงรายละเอียดว่า เรียนอย่างไรจึงบรรลุเป้าหมายทั้ง ๔ อย่างที่ว่านั้น

            บ้านเราเคยมีหลักการศึกษาว่า เรียนอย่างไรให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น แต่ก็ประเมินกันได้ว่าไม่ได้ผล เพราะเรียนรู้ไม่เป็น เมื่อเรียนรู้ไม่เป็นก็คิดไม่เป็น ก็จะเลียนแบบ นักเรียนนักศึกษาบ้านเราจึงเป็นนักลอกนักเลียนแบบตั้งแต่เล็กจนโต เป็นวัฒนธรรม copy & paste

การศึกษาบ้านเราไม่ได้สอนให้ถามเป็น สอนให้ท่องจำคำตอบสำเร็จรูปมากกว่า เรียนแบบนกแก้วนกขุนทอง เรียนรู้เป็นต้องถามเป็น คนไทยไม่ชอบถาม อาย กลัวใครจะว่าโง่ หรืออวดเก่ง

ถ้าครูเข้าใจเรื่องการศึกษาว่า คือการเรียนรู้เป็น ก็จะปรับบทบาทจากผู้สอนเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เป็น ตั้งคำถามเป็น มากกว่าท่องจำคำตอบ การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะเกิด