phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Saturday, 13 October 2018 10:36

ภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ Featured

Rate this item
(0 votes)

ทางอีศาน ตุลาคม ๒๕๖๑

ทำไมชาวเชคจึงไม่พูดภาษาเยอรมัน บทความในเวปไซต์บีบีซีทำให้คิดถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ท้องถิ่นในบ้านเรา

            ขอท้าวความไปในประวัติศาสตร์ยุโรปเพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ เริ่มจากกรุงเวียนนา เมืองหลวงของออสเตรียในปัจจุบัน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (The Holy Roman Empire) มานานนับพันปี เป็นศูนย์กลางอำนาจและเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์จนถึงศตวรรษที่แล้ว

            ราชวงศ์ฮับสบูร์กปกครอง “ออสเตรีย” มายาวนานโดยเป็น “จักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์” (Holy Roman Emperors) คนท้ายๆ ที่รู้จักกันดีเป็นจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา มารดาของมารี อังตัวแน็ต ที่ต่อมาคือพระราชินีของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ของฝรั่งเศส เธอถูกประหารด้วยกีโยตินหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส

            อาณาจักรออสเตรียในยุคกลางถึงยุคใหม่มีอำนาจและรุ่งเรืองมาก เป็นที่ที่คนเรียนประวัติศาสตร์คุ้นเคยเพราะสงครามสำคัญหลายครั้งเกิดที่นี่หรือเตรียมการที่นี่ เป็นที่ที่เกี่ยวข้องกับคนสำคัญมากมาย อย่างนโปเลียน ฮิตเลอร์ โมสาร์ท สเตราส์ ฟรอยด์ สตาลิน นอกจากสงคราม ๓๐ ปี สงครามโลกครั้งที่ ๑ เริ่มจากที่นี่ ครั้งที่ ๒ ก็มีการวางแผนที่นี่

สงคราม ๓๐ ปี (๑๖๑๘-๑๖๔๘) ถือว่าโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีคนตายไป ๘ ล้านคน ทั้งจากการรบ ความหิวโหยและโรคระบาด เกิดจากที่ “ออสเตรีย” พยายามบบังคับให้ผู้คน (ในจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์ศิทธิ์ ซึ่งรวมดินแดนเชคด้วย) นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก จึงได้รับการต่อต้านจากนิกายโปรเตสแตนท์ และลามไปเป็นสงครามยืดเยื้อระหว่างอาณาจักรและนครรัฐต่างๆ

ศตวรรษที่ ๑๗ นับเป็นยุครุ่งเรืองของยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม (Renaissance) ของยุโรป ความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้เสื่อมถอยลงไปตามลำดับ มีการแข่งขันสำคัญระหว่าง “ฝรั่งเศส” กับ “ออสเตรีย” ที่แย่งกันเป็นศูนย์กลางอำนาจตลอดมา จึงไม่แปลกที่มีการแต่งงานระหว่างราชวงศ์จากสอง “ประเทศ” นี้ อย่างกรณีของพระนางมารีอังตัวแน็ตกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖

ความหลังที่ว่านี้ทำให้ดินแดน “เช็ค” (ก่อนนี้เรารู้จักในนามประเทศเชคโกสโลวาเกีย แต่ได้แยกเป็นสองประเทศเมื่อไม่นานมานี้ เป็นประเทศเชค และประเทศสโลวาเกีย) อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ออสเตรีย” และถูกบังคับให้นับถือสาสนาคริสต์โรมันคาทอลิกและให้พูดภาษาเยอรมัน

ทำไมวันนี้ชาวเชคไม่พูดภาษาเยอรมัน ผู้เขียนในบีบีซีเล่าเรื่องการไปเยี่ยมร้านที่ทำหุ่นสายหุ่นเชิดในกรุงปร้าก แล้วอธิบายว่า ตุ๊กตาหุ่นนี่เองที่เป็นเครื่องมือการสืบทอดภาษาและวัฒนธรรมเชคให้ไม่สูญหายไปจากการครอบงำของออสเตรีย เพราะเป็นการแสดงชนิดเดียวที่ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ใช้ภาษาเชคได้ นอกนั้นต้องพูดภาษาเยอรมัน จนภาษาเชคแทบจะสูญหายไปจากสังคม

ในยุคนั้น (จนถึงทุกวันนี้) การแสดงหุ่นสายหุ่นเชิดมีอยู่ตามถนนหนทางและตามโรงละคร และคงเป็นโอกาสในการแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจในเวลาเดียวกัน

ก็ให้คิดถึงการแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านของบ้านเรา หนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก ในภาคใต้ ซอในภาคเหนือ หมอลำในภาคอีสาน ที่สืบทอดไม่เพียงแต่ภาษาท้องถิ่น แต่รวมถึงความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณของคนในท้องถิ่นนั้น

การต่อต้านอำนาจรัฐทุกวัฒนธรรม ทุกยุคสมัยล้วนแต่ใช้ศิลปะการแสดงท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสื่อสาร ถ่ายทอดสืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น แม้แต่เพลงกล่อมเด็กก็ใช่ และดูจะเป็นอะไรที่ทำได้ทุกครัวเรือน ดังกรณีเพลงกล่อมเด็กที่นครศรีธรรมราชที่ถ่ายทอดความเกลียดชัง “ยามาดา นางามาซา” ออกญาเสนาภิมุข ที่ถูกส่งไปกินเมืองที่นั่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ชาวญี่ปุ่นผู้นี้คงกดขี่ข่มเหงชาวบ้านชาวเมือง ทำให้คนนครฯ ถ่ายทอดสืบทอดความเกลียดชังและการต่อต้านมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ทางญี่ปุ่นจะเสนอเงินก้อนโตเพื่อแลกกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของอดีตพ่อเมืองชาวญี่ปุ่นผู้นี้ที่กลางเมือนครศรีธรรมราช คนนครก็ยังปฏิเสธ

หนังตะลุงน่าจะเป็นการแสดงที่ถ่ายทอดสืบทอดอารมณ์ความรู้สึกและจิตวิญญาณของอดีตของคนภาคใต้ได้ดีที่สุด ถ้านายเท่งพูดภาษาไทยคงเป็นเรื่องตลกแต่ไม่ขัน และไม่อาจประชดประชันเสียดสีผู้มีอำนาจได้เท่ากับการใช้ภาษาใต้

การลำในรูปแบบต่างๆ ในภาคอีสานเป็นการแสดงออกถึงความเจ็บปวด ความทุกข์ ความผิดหวัง รวมไปถึงความสุข สนุกสนาน ความหวัง ความใฝ่ฝัน ด้วยท่วงทำนองและลีลาต่างๆ จากลำกลอนมาจนถึงลำเพลินและลำซิ่ง ซึ่งก็เป็นพัฒนาการที่เป็นตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่อาจต่อต้านได้

แต่อีกด้านหนึ่งก็น่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ ไม่ใช่ในลักษณะของการโหยหาอดีตแบบวันวานยังหวานอยู่ แต่เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาอันเป็นพลังทางสังคมที่สำคัญของท้องถิ่นให้สามารถปรับตัวในรูปแบบที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองและเอกลักษณ์ท้องถิ่น เพราะนั่นคือพลังแห่งการปลดปล่อย พลังแห่งความเป็นไท

ที่จริง ภาษาพูดกันคงเปลี่ยนไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ภาษาอีสานวันนี้ก็แตกต่างไปจากเมื่อห้าสิบปีก่อน ต้องไปหมู่บ้านในชนบทไกลๆ ในประเทศลาวจึงจะได้ยินภาษาที่พูดกันในภาคอีสานเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะในเมืองใหญ่ๆ ใกล้ชายแดนไทย คนลาวก็พูดภาษาลาวคล้ายกับคนอีสานไปเกือบหมดแล้ว ด้วยอิทธิพลของการไปมาหาสู่ สือมวลชน ละครทีวี ดนตรีมหรสพ รวมไปถึงแรงงาน

หรืออย่างคนที่สิบสองปันนาที่พูดไทลื้อลูกผสมภาษาจีนจนคนไทยไปที่นั่นพูดกันรู้เรื่องเฉพาะกับคนรุ่นเก่าแก่ คนรุ่นใหม่พูดไทลื้อแบบจีนไปหมดแล้ว หรือคนจีนในไทยไปเมืองจีนพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้แต่เป็นแต้จิ๋วด้วยกัน เพราะที่ซัวเถาเขาพูดภาษาจีนที่เปลี่ยนไปมากแล้ว คนจีนในเมืองไทยยังพูดแต้จิ๋วโบราณผสมไทย

เช่นเดียวกันคนเชื้อสายเวียดนาม คนเชื้อสายเขมรในไทยที่ต่างก็พูดภาษาของบรรพบุรุษที่เก่าแก่โบราณและผสมผสานกับภาษาไทยไปหมดแล้ว

อย่างไรก็ดี เราก็ยังเห็นประเพณีวัฒนธรรมของคนหลายชาติพันธุ์ที่ยังคงอยู่ และเชื่อมต่อกับอดีตและบรรพบุรุษได้เป็นอย่างดี ที่น่าสนใจในทุกวัฒนธรรม คือ วิญญาณขบถที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น ที่สะท้อนเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ และความเป็นตัวตนขงคนในท้องถิ่นต่างๆ

วิญญาณขบถที่มาพร้อมกับภาษา ศิลปะวัฒนธรรม จำเป็นอย่างยิ่งในยุค “จักรวรรดินิยมยุคใหม่” (Modern Imperialism) ที่อำนาจการเมืองและอำนาจทุนสามานย์ครอบงำชีวิตผู้คน กำหนดค่านิยมการกินการอยู่ จนผู้คนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

การฟื้นฟูอนุรักษ์การใช้ภาษา วัฒนธรรมและการแสดงท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นวิธีการสำคัญในการไม่ถูกครอบงำ ที่ประวัติศาสตร์ทั่วโลกได้แสดงให้เห็นว่า เป็นเครื่องมือที่มีพลังที่สุดในการต่อสู้อกับอำนาจ แม้แต่อำนาจยิ่งใหญ่อย่างจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่อาจทำลายภาษาและวัฒนธรรมเชคได้

(คิดถึงหนังสือ "อาวุธนคนยาก" Weapons of the Weak ของเจมส์ ซี สก็อต เพื่อนศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล ที่ส่งหนังสือวิจัยที่รัฐเคดะห์ มาเลเซีย เล่มนี้มาให้ พร้อมกับเขียนบนปกในก่อนเซ็นชื่อกำกับคำอุทิศว่า คุณรู้ไหม อาวุธอันเดียวที่เหลืออยู่ของคนจน คือ วัฒนธรรม)