phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 03 October 2018 19:06

การศึกษาที่ดีย่อมพัฒนาศักยภาพคน Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 3 ตุลาคม 2561

ถ้าปัญหาการศึกษาไทย คือ “การปลูกไม้ในกระถาง” สิ่งที่ท้าทายการปฏิรูป คือจะทุบกระถางนี้เพื่อให้ไม้ลงดิน เติบโตจนไม่ต้องรดน้ำดูแลได้อย่างไร หรือไม่พ่อแม่ก็เอาไม้ออกจากกระถางไปปลูกที่อื่น

            ผมมีรูปลูกชายตอนไปโรงเรียนอนุบาล ยืนไหล่เอียงเพราะถือกระเป๋าหนังสือเรียนหนัก สังเกตว่า ตอนอายุก่อน 5 ขวบ เป็นเด็กที่มีชีวิตชีวา พอไปโรงเรียนความเป็นธรรมชาติลดลง เหมือนเก็บกด สูญเสียความเชื่อมั่นและความเป็นตัวของตัวเอง

            อายุ 9 ขวบ ผมพาครอบครัวไปยุโรป ที่ประเทศเยอรมนีไปเยี่ยมโรงเรียนแห่งหนึ่ง ลูกขอให้พ่อถามครูใหญ่ว่า ที่นั่นเขาตีเด็กไหม ครูตอบว่า ไม่ตี ถ้าตีจะมีคนเรียกตำรวจมาจับ ลูกตาโต บอกว่าอยากมาเรียนทีนี่ ผมนึกว่าพูดเล่น แต่เขาพูดจริงและยืนยันว่าอยากไปเรียนที่เยอรมัน

            ลูกถูกตีที่โรงเรียนที่กรุงเทพฯ บ่อย สาเหตุเพราะเขามักถามคำถามที่เด็กคนอื่นไม่ถาม ครูคงเห็นว่าทะลึ่งหรือตั้งใจแกล้งครู โดยเฉพาะครูคณิตศาสตร์ เขาเกลียดวิชานี้และได้คะแนนไม่ดีเลย ถ้าไม่ทุกข์จริง เด็ก ๙ ขวบคงไม่เรียกร้องไปเรียนไกลพ่อแม่ถึงขนาดนั้น

            ผมตัดสินใจส่งลูกไปเรียนเยอรมันไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ไปเรียน ป.4 ของที่นั่น ที่โรงเรียนที่เน้นดนตรี เห็นว่าเขาชอบไวโอลิน ครูที่นั่นทำให้ผมแปลกใจเมื่อบอกว่า ลูกเรียนคณิตศาสตร์เก่งที่สุดในชั้น ผมไปดูการบ้านลูกแล้วก็เข้าใจ เพราะเป็นการบ้านที่ทำสนุก ได้เรียนรู้ บวกลบคูณหารแล้วออกมาเป็นรูปสัตว์ รูปต้นไม้ เขาเรียนอย่างมีความสุข ไม่เคยถูกทำโทษ ไม่ถูกตี

            ผมพยายามสอนลูกให้คิดเป็นด้วยวีธีการต่างๆ เล่านิทาน ให้เขาอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลงดีๆ ผมเขียนจดหมายถึงครูที่โรงเรียนของลูกสาววันหนึ่งว่า ลูกไม่ได้ทำการบ้านเพราะครูให้มากเกินไป ให้พร้อมกันหลายคนวันเดียว ลูกต้องทำงานบ้านบ้าง ซ้อมดนตรีบ้าง พักผ่อนบ้าง และต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ

            โชคดีที่โรงเรียนของลูกสาวเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไร ไม่ได้ทำโทษลูก ที่สุดผมส่งลูกสาวไปเรียนที่อังกฤษตอนอายุ 12 ปี

            มีเพื่อนทักว่า ไหนเห็นทำงานพัฒนา ทำเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ผมตอบไปว่า เพราะผมไม่เชื่อว่าการศึกษาไทยจะช่วยให้ลูกผมพร้อมที่จะเข้าสู่ศตวรรษที่ ๒๑ แบบพึ่งพาตนเองได้และมีความสุข ไม่ใช่ “ดินไทย” ไม่ดี แต่เอาดินดีลงกระถาง ปลูกไม้ในกระถาง ยังไงก็ไม่โต

            วันเวลาผ่านไป ลูกทั้งสองไม่ได้ลืมรากเหง้า ยังเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย พร้อมนำไปเผยแพร่ให้คนต่างชาติได้เรียนรู้และชื่นชมด้วยซ้ำ ผมเองไปเรียนต่างประเทศสิบกว่าปีกลับมาส่งเสริมภูมิปัญญาไทย

            เล่าเรื่องส่วนตัว เพราะเป็นประสบการณ์ร่วมของพ่อแม่ ที่ผมวิพากษ์การศึกษาไทยไม่ใช่จากตำรา แต่จากประสบการณ์โดยตรง กับลูก กับชาวบ้าน กับชุมชน กับเด็กและผู้ใหญ่ ได้เห็นศักยภาพของคนเหล่านี้ว่าถูกปิดกั้น กดดัน รวมทั้งถูกทำลายไปอย่างไรด้วยการศึกษาไทย

            ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยเป็นเรื่องระบบโครงสร้าง ที่สะท้อนและเอื้อความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการส่วนกลาง อำนาจของการบริหารในภูมิภาคและท้องถิ่น อำนาจของครูใหญ่ครูน้อยในโรงเรียน ดังที่เห็นผ่านสื่ออยู่เนืองๆ แต่ละเรื่องล้วนสัมพันธ์กับโครงสร้างที่บิดเบี้ยว

            โครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงอำนาจก่อให้เกิดความรุนแรง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเมื่อถูกกดถูกบีบไว้ไม่ให้เติบโตตามธรรมชาติ เพราะการศึกษาที่ดีเป็นการปลดปล่อย (emancipation) ให้เป็นไทจากทุกอย่างที่เป็นปัญหาและอุปสรรคในการเติบโตพัฒนา การศึกษาที่ดีทำให้เข้มแข็ง มีพลัง (empowerment)

            ครูดีๆ ก็มีไม่น้อย แต่มักไม่มีอำนาจ ไม่ได้เป็นผู้อำนวยการ เพราะประจบผู้มีอำนาจไม่เป็น ครูหลายคนหันไปหาชุมชน ร่วมมือกับพ่อแม่ให้ดูแลลูกหลานตนเอง ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบพลเมือง (civic learning) ซึ่งแปลว่าการเรียนรู้ทำให้เกิดสำนึก ไม่ใช่เรียนหนังสือไปแข่งขัน ไปสอบ

            เครือข่ายการเรียนรู้แบบพลเมืองเกิดขึ้นแล้วจากชุมชนถึงระดับชาติ นี่ต่างหากที่พอจะหวังว่าจะเป็นพลังท้าทายอำนาจนิยมในระบบการศึกษาไทยได้บ้าง

            ความคาดหวังจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มาเป็นเรื่องยาก ยังไม่เห็น “เจตจำนงทางการเมือง” (political will) ที่จะปฏิรูปการศึกษา เพราะกระทรวงศึกษาสำหรับนักการเมือง ไม่ใช่ “ฐานเศรษฐกิจ” แต่เป็นฐานการเมือง ครูเป็นเครื่องมือ เป็นฐานเสียง จึงไม่มีใครกล้าแตะต้องเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง มีแต่ช่วย “ลดดอกเบี้ย เพิ่มเงินต้น” เอาใจครูที่เป็นหนี้ทั้งแผ่นดินเท่านั้น

            ถ้ารัฐบาลมีความกล้าหาญปฏิรูปจริง ก็จะต้องปรับโครงสร้าง กระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ บ้านเมืองมีคนดีคนเก่ง ครูดี ครูเก่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ มากกว่าที่นั่งในกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพฯ เป็นร้อยเท่า ให้โอกาสพวกเขาได้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย อะไรๆ จะดีกว่านี้

            หนี้สินครู ถ้าทำ “โครงการปรับโครงสร้างหนี้อย่างมีเงื่อนไข” ให้ครูเรียนรู้ทำแผน ๔ แผน แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ ถ้าทำได้จริง จึงลดต้นลดดอกให้ ชาวบ้านธรรมดาที่เป็นหนี้ทำโครงการนี้แล้วได้ผลดี ครูก็ทำได้ถ้ามีแรงจูงใจแบบนี้ เกิดการเรียนรู้ เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะ “เปลี่ยนวีธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” ใช้ปัญญาแก้ปัญหาจะยั่งยืนกว่าการใช้อำนาจกับเงิน

            สี่ห้าปีที่ปฏิวัติมา ปฏิรูปการศึกษาก็ยังไม่เห็นหน้าเห็นหลังอย่างที่ใครๆ คาดหวัง พอไปเป็นรัฐบาลใหม่ สวมหัวโขนประชาธิปไตย จะทำได้ดีกว่าหรือว่าต้องรออีก ๒๐ ปีตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ก็ไม่รู้